บ่าวหนุ่มบ้านบน บทที่ 4 : ไปฝึกสอน

บ่าวหนุ่มบ้านบน บทที่ 4 : ไปฝึกสอน

โดย : มาลา คำจันทร์

Loading

บ่าวหนุ่มบ้านบน โดย มาลา คำจันทร์  เรื่องของ บุญส่ง ครูหนุ่มที่ถูกบรรจุให้ไปสอนหนังสือที่บ้านห้วยผักกูดพร้อมคำเตือนที่ว่าไม่ไหวก็ให้ลาออก แล้ววันหนึ่งเขาก็พบเรื่องผิดปกติมากมาย ทั้งเสียงร้องไห้ในยามค่ำคืน เงาปริศนา เรื่องเล่า ตำนานท้องถิ่น และภูตร้ายพรายผี เขาจะเดินหน้าหรือถอยหนี พบกับคำตอบที่เพจอ่านเอาและ anowl.co

เอ่ยถึงไอ้หนุ่ยหรือสุทธิศักดิ์มาหลายหน มันเป็นเพื่อนที่ดี แม้ไม่สนิทชิดเชื้อประเภทที่เรียกว่าเพื่อนซี้แต่ก็สนิทกันมากพอสมควรเพราะเคยไปฝึกสอนที่เดียวกัน กินนอนใกล้ชิดกันเป็นเวลาตลอดเทอมที่หกที่เราเรียน ขอเอาเรื่องไอ้หนุ่ยกับการไปฝึกสอนมาเล่าแทรกไว้ตรงนี้เพราะมีอะไรหลายอย่างที่เป็นความทรงจำรำลึกสมัยเมื่อยังเป็นบ่าวหนุ่มบ้านบน ไอ้หนุ่ยเป็นหัวหน้าหน่วยฝึกสอน บุญส่งกับเพื่อนอีกหกคนเป็นลูกหน่วย พวกเราฝึกสอนเทอมสุดท้ายของหลักสูตร มักเรียกกันว่าเทอมหก ตกอยู่ราวปลายปี พ.ศ.2512 ต่อต้นปี พ.ศ.2513 ไปฝึกสอนที่โรงเรียนวัดสันต้นแหน อยู่ห่างจากวิทยาลัยครูไปทางทิศใต้ของตัวเมืองราว 32 กิโลเมตร โรงเรียนเปิดสอนแต่ชั้น ป.1-ป.4 มีครูประจำการ 4 ท่าน ครูฝึกสอน 8 คน ตกลงกันเองว่าใครจะเลือกฝึกสอนชั้นอะไร ชั้นละ 2 คน บุญส่งกับไอ้สว่างจิตจอมซ่าได้สอนชั้น ป.1 ไอ้หนุ่ยสุทธิศักดิ์กับประสิทธิ์ได้สอนชั้น ป.2 ไอ้สมบูรณ์กับไอ้มังกรสอนชั้น ป.3 ไอ้สุวิทย์กับไอ้สิทธิชัยคนรูปหล่อสอน ป.4

“เราว่ามันไม่ค่อยดี” วันแรกที่ขนข้าวของขึ้นบ้านพัก ประสิทธิ์ก็ทำหน้ามุ่ย

“อะไรไม่ค่อยดี” ไอ้หนุ่ยหัวหน้าหน่วยฝึกสอนย้อนถามทันที

“ก็บ้านพักนี่สิ อยู่ติดป่าช้า”

“ใช่จะมีแต่บ้านพักเรา หลายๆ หลังก็อยู่ติดป่าช้าเหมือนกัน”

“แต่บ้านพักครูฝึกสอน มันมีผี…”

“อีวอก” มังกร คนติดจะกระตุ้งกระติ้งเหมือนประสิทธิ์จีบนิ้วเหมือนท่าฟ้อน หนีบเนื้อใต้ท้องแขนทันที “อยู่คนเดียวแต่มึงเมื่อไร ตั้งแปดคน”

“กูเย็นวาบแทบเข่าอ่อนเลย ตั้งแต่เหยียบเข้าเขตบ้านพัก”

“ไปไหนมึงก็เย็นวาบทั้งนั้น” ไอ้จอมซ่าแต่หายซ่าไปเยอะสำทับ “กูไม่เคยได้ยินมึงว่าร้อนฉ่าเลย”

“ร้อนซี” ว่าแล้วประสิทธิ์ก็ทอดสายตาอ่อนเชื่อมไปทางสิทธิชัย “ร้อนวาบทุกครั้งเมื่อกูเข้าใกล้ไอ้ชัย”

“อย่ากระแซะมาทางกู” สิทธิชัยคนรูปหล่อยกเท้าขึ้นในทันที “เดี๋ยวกูถีบ”

“กูยอมให้ถีบ”

“พอๆ” ไอ้หนุ่ยหัวหน้าหน่วยตัดบท “กลัวทำไมวะ กลัวอะไรกับงานหนัก ถ้ารักจะเป็นครู”

“กูไม่ได้รักจะเป็นครู”

“มึงรักจะเป็นอะไร”

“กูอยากเป็นนางฟ้าจำแลง” แล้วไอ้สิทธิ์ก็จีบปากจีบคอร้องเพลงของสุนทราภรณ์ที่ถูกดัดแปลงเนื้อร้อง “โช้มเอยโช้มงาม อร่ามแท้นางจำแลง”

มันแกล้งบีบเสียงได้น่าคลื่นไส้มาก หากครูเอื้อ (1) มาได้ยิน ท่านคงร้องไห้ออกมาแน่เลย

 

บ้านพักหลังนี้ไม่ใช่บ้านพักครูฝึกสอนมาแต่เดิม ทางวิทยาลัยตกลงเช่าชั่วคราวในรุ่นเราเพราะบ้านพักหลังจริงที่อยู่ในเขตโรงเรียนชำรุดมากถึงขั้นต้องซ่อมแซมแต่งบประมาณตกมาไม่ทัน คนอื่นๆ ไม่ค่อยรู้สึกอะไร แต่ประสิทธิ์มันขี้กลัว

กลัวผี

มันมักถูกกลั่นแกล้งอยู่บ่อย อย่างคราวก่อนตอนเรายังเรียนอยู่ปีแรก ไอ้ตรีชอบแกล้งเป็นผีหลอกมัน มันชอบไปอาบน้ำใกล้สองทุ่มเพราะคนอื่นๆ อาบกันไปแล้วเกือบหมด มีอยู่คราวหนึ่งประสิทธิ์กับกลุ่มเพื่อนของเขาอยู่ที่อาคาร 2 ไอ้ตรีกับไอ้ทิศร่วมมือกันทำผีหลอก ทำอีท่าไหนไม่รู้ ไอ้ตรีตกตูมลงไปในอ่างใหญ่ใส่น้ำอาบ ไอ้ทิศแหกปากโวยวาย พอดีลุงยามอยู่แถวนั้นจึงดึงไอ้ตรีขึ้นมาได้ เรื่องนี้ถูกปกปิด ไอ้ตรีไม่กล้าเล่าเพราะถูกอาจารย์คาดโทษว่าหากแตกตื่นหวั่นไหวกันไปทั่วจะลงโทษโดยขับไล่ออกจากหอพัก กระทั่งอีกเทอม เรื่องราวสร่างซาไป มันจึงค่อยๆ แย้มพรายออกมา

ไอ้ตรีเล่าว่า มันเอาหน้ากากผีใส่หน้า แก้ผ้าแก้เสื้อเหลือแต่กางเกงในแล้วปีนขึ้นไปนอนพังพาบบนขื่อ หน้ากากใบนี้มันเป็นงานประดิษฐ์ในวิชาศิลปะประดิษฐ์สำหรับครู มุ่งหมายเพื่อให้นักศึกษาวิทยาลัยครูเอาความรู้ความสามารถในวิชาศิลปะไปสร้างอุปกรณ์การสอน พวกเราถูกหล่อหลอมเพื่อจะออกไปเป็นครู ไม่ได้ถูกหล่อหลอมเพื่อจะออกไปเป็นศิลปินโดยตรง

คนอื่นๆ ประดิษฐ์เป็นหน้ากากมิกกี้เมาส์บ้าง สโนว์ไวท์บ้าง หนุมาน พระลักษมณ์พระรามหรือนางสีดาก็แล้วแต่ว่าอาจารย์จะมีหุ่นอะไรให้บ้าง ไอ้ตรีมันเลือกหน้ากากผี ประสิทธิ์เลือกหน้ากากนางสีดา ส่วนบ่าวน้อยบ้านบนเลือกหน้ากากพระพุทธรูป

“มึงนี่ อะไรๆ ก็น้อมเข้าวัดเข้าวาไปหมด” ไอ้หนุ่ยแซว

“ก็กูโตมาอย่างนี้” บุญส่งตอบ “นึกอะไรๆ ไม่พ้นกำแพงวัดออกมา”

“มึงบวชกี่พรรษา”

“ยังไม่ได้บวช หลวงปู่กูบอกว่ายังไม่ถึงเวลา”

“หลวงปู่มึงเป็นใคร”

“ตนชุ่มเย็นบ้านบน มึงเคยได้ยินไหม”

“ไม่แน่ใจ นี่ถามหน่อยไอ้ส่ง…” ไอ้หนุ่ยเอากระดาษหนังสือพิมพ์ตัดเป็นชิ้นยาวๆ ที่แช่น้ำจนนิ่มปะพาดไปตามใบหน้าหุ่น มันเลือกทำหน้ากากหนุมาน “ในวัดมีผีไหมวะ”

“ในวัดนั่นแหละ ผีเยอะ”

“มันไม่กลัวพระหรือวะ” ไอ้สิทธิชัยเรามักเรียกกันว่าไอ้ชัยหล่อเอาแป้งเปียกเละๆ ละเลงไปทั่วชิ้นกระดาษที่แปะหุ่นจนหนาและเนียนดีแล้ว “ในวัดมีพระ”

“ตากูว่า ในวัดสุขสงบร่มเย็น เป็นที่สัมปายะทั้งผีและคน”

“อะไรวะ สัมปายะ” ไอ้บูรณ์คนเรียนเก่งที่สุดในกลุ่มรีดชิ้นกระดาษให้แนบสนิทกับหุ่น “ไม่เคยได้ยิน”

“ที่อันดี ที่อันสบาย ที่อันร่มเย็นสงบสุข คนชอบเข้าวัด ผีก็ชอบเข้าวัด”

“ตากูเคยเล่า…พระเจ้าผีสิง” ไอ้หว่างซ่าสอดแทรก “มีวัดร้างแห่งหนึ่ง มีพระเจ้าองค์หนึ่ง เขาปั้นเล่นๆ ทิ้งไว้แล้วลืม ไม่ได้พุทธาภิเษกอะไร ต่อมามีผีมาสิง ผีออกมากินเป็ดกินไก่ในวัด สุดท้ายกินเณร”

“รู้ได้อย่างไรว่ามีผีสิงในพระเจ้า”

“มีเลือดติดปากพระ แรกๆ เขาไม่ทันเฉลียวใจ ต่อมาพบเห็นบ่อย เป็ดไก่หมาแมวในวัดตายเมื่อไร จะมีคราบแดงติดปากพระ ต่อมาเณรตาย มีลิ่มเลือดติดปากพระ เขารู้ว่าพระเจ้าปั้นเล่นมีผีมาสิง คนบ้านเราถึงมีข้อห้าม พระเจ้าจะปั้นเล่นไม่ได้ ปั้นแล้วต้องต้องประกอบพิธีอบรมสมโภชพุทธาภิเษก ต่อมาภายหลังวัดนั้นก็เลยร้างไปเลย”

ไอ้หว่างชื่อเต็มว่าสว่างจิตก็คือไอ้จอมซ่าที่เวลาเมาแล้วซ่าท้าผีท้าสางนั่นเอง ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นสว่างเฉยๆ เพราะเห็นว่าสว่างจิตเหมาะจะเป็นชื่อผู้หญิงเท่านั้น ไม่เหมาะกับชายหาญชาญนารีอย่างมัน

มีอยู่ครั้งหนึ่งที่อาจารย์พาพวกเราไปออกค่ายอาสาพัฒนาที่ห้วยน้ำหยาด ลำห้วยสายนั้นชาวบ้านเชื่อว่าเป็นลำห้วยที่เกิดจากการหยาดน้ำหรือกรวดน้ำทำบุญมาแต่ปางบรรพ์เมื่อไรยากจะกำหนด เป็นสายน้ำศักดิ์สิทธิ์ ไอ้หว่างมันฉี่ลงลำห้วย คืนนั้นน้ำห้วยทะลักมา มีไอ้หว่างคนเดียวที่โดนน้ำซัดไปขัดดติดรากไม้เกือบตาย แต่นั้นมามันหายซ่าเลย

ย้อนกลับไปยังเรื่องที่ไอ้ตรีโดนผีในอ่างอาบน้ำลากคอลงไปจมก้นอ่าง ไอ้ทิศเล่าว่ามันกับไอ้ตรีร่วมมือกัน กระหยิ่มยิ้มย่อง มั่นใจว่าคราวนี้ประสิทธิ์คงหวีดว้ายเข่าอ่อนจนฉี่ราดเป็นแน่ แต่ประสิทธิ์กับแก๊งหนุ่มใจสาวยังอยู่ที่อาคาร 2 แต่ไอ้ตรีโดนผีลากคอตกตูมลงในอ่างน้ำ

“มีใบหน้าลอยขึ้นมาจากก้นอ่าง” ไอ้ตรีเล่าต่อ “หน้าผีชัดเจน โตเท่ากระด้ง”

“ผู้หญิง ผู้ชาย”

“ผู้หญิง เน่าเฟะ เนื้อหลุดลุ่ยก็มี เหลือติดหน้าก็มี มันยิ้มให้กู ปากกว้างถึงใบหู แล้วมันก็พูดว่าพี่ไปอยู่กับหนูไหม”

“มึงตอบว่าอย่างไร”

“ไม่ทันได้ตอบ มันกระชากกูตกตูมลงอ่างเลย”

ไอ้ทิศเล่าเสริมอีกว่ามันเองซุ่มรออยู่หน้าโรงอาบน้ำ ได้ยินเสียงไอ้ตรีร้องอุทานแล้วมีเสียงตกตูมน้ำแตกกระจายก็ตกใจ พอโผล่เข้าไปก็เห็นไอ้ตรีจมลงจึงแหกปากร้องโวยวาย เดชะบุญที่ลุงยามผ่านมาใกล้จึงช่วยได้ทัน ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ไอ้ตรีไม่ทำเป็นผีหลอกไอ้สิทธิ์อีกเลย

ย้อนนึกกลับไปถึงประสบการณ์ส่วนตัวที่ไม่เคยเล่าให้ใครฟังเลย บุญส่งไม่ได้ปีนขึ้นไปบนขื่อเพื่อทำผีหลอกใคร กำลังจะจ้วงน้ำ หน้าผีในอ่างน้ำโผล่ขึ้นมา ไม่ได้มีแต่หน้า แต่มีมือยาวยื่นขึ้นมา ตกใจมากตอนนั้น มันคว้าคอเขา บุญยังมีที่สติครองตัวยังอยู่ เรียกหาภูตพิทักษ์ประจำตัว อ้ายคำฝั้นปรากฏขึ้นทันที กางมือเหมือนดาบฟันแขนผี ผีหดวูบลงสู่อ่างน้ำ ผิวน้ำยังกระเพื่อม

“อย่าประมาท ยามปลอดมาถึงเมื่อไรเอ็งไม่รู้ตัว”

“ขอบคุณอ้าย ขอบคุณ”

“ก่อนนอน ไหว้หาพระเจ้าพระธรรม นึกหาหน้าตนชุ่มเย็นบ้านบน”

“ครับอ้าย ขอบคุณ ยินดีนักๆ”

เรื่องนี้เก็บเงียบ ไม่กล้าเล่าให้ใครฟัง หากแตกตื่นหวั่นไหว อาจารย์สืบรู้ว่าใครเป็นต้นตออาจถูกไล่ออกจากหอพัก

มันมีอยู่จริง

มีอยู่แน่ๆ

อย่างน้อยก็มีอยู่ในปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นกับเขากับไอ้ตรี

บุญส่งเองไม่เคยแง้มปากแม้แต่น้อยนิด ไม่มีทางที่ไอ้ตรีจะรู้ แต่ไอ้ตรีก็โดน เหมือนกันราวกับก๊อบปี้กันเลย ใบหน้าในอ่างน้ำเป็นใคร ตายมาแต่เมื่อไรไม่มีทางสืบรู้ได้เลย จมน้ำตายในอ่างใช่ไหม ไม่น่าจะใช่เพราะเป็นหอพักนักศึกษาชายไม่ใช่หอพักนักศึกษาหญิง จะว่าคนงานก่อสร้างหญิงตกลงไปตายเมื่อตอนที่เพิ่งสร้างหอพัก แต่ก็ไม่ได้ยินเรื่องราวเล่าลือสืบต่อลงมาเลย ถัดแต่ไอ้ตรีตกอ่างน้ำ เรื่องใบหน้าในอ่างน้ำก็ไม่ปรากฏขึ้นอีกเลยกระทั่งพวกเราจบออกมา

 

บ้านพักครูชั่วคราวเป็นเรือนร้างไร้คนอยู่อาศัยมาสองสามปี ปลูกเป็นบ้านไม้ชั้นครึ่ง มีห้องนอนชั้นบนสองห้อง ชั้นล่างหนึ่งห้อง มีระเบียงหน้าและชานหลัง มีห้องครัวเป็นเพิงไม้ไผ่ปลูกแยกต่างหากอยู่ทางด้านหลัง ห้องน้ำห้องส้วมแยกอยู่ต่างหากเกือบสุดแนวรั้ว ถัดจากแนวรั้วไปเป็นตรอกซอยเล็กๆ กว้างราวเมตรเศษๆ ถัดซอยเป็นเขตป่าช้าไม่มีรั้วรอบขอบชิด ตลอดซอยด้านนี้มีเหย้าเรือนห่างๆ เพียงสี่ห้าหลังเท่านั้นเอง ปลูกห่างๆ กันตามสภาพบ้านนอกคอกนาทั่วไป ไม่เปล่าเปลี่ยววังเวงอะไรมากนักสำหรับบ่าวน้อยอายุเพียง 18 ปีที่ชื่อบุญส่ง แต่ประสิทธิ์มันว่าเปลี่ยวมากเพราะมันเติบโตในตลาดมีตึกรามบ้านช่องหนาแน่น เติบโตจำความได้มันก็คุ้นเคยกับไฟฟ้าแล้ว แต่พวกเราส่วนมากมาจากชนบทที่จำความได้ก็คุ้นเคยกับตะเกียงกระป๋อง ไอ้หนุ่ยเองก็ไม่ค่อยรู้สึกอะไรเรื่องผีเรื่องสาง พ่อมันเป็นครูใหญ่ มีหลักคิดแบบวิทยาศาสตร์ ปลูกฝังลูกให้เชื่อเหตุผลแบบวิทยาศาสตร์ คนอื่นๆ แม้แต่ไอ้มังกรที่ไม่รู้ว่าจะเปลี่ยนชื่อเป็นมังกรีหรือไม่ก็ไม่ได้วิตกอกเต้นไปกับไอ้สิทธิ์ที่อาจเปลี่ยนชื่อเป็นประสิทธิ์ศรีหรือสิทธิศรี สิทธิสิริอะไรทำนองนี้ สองคนนี้เขาเข้ากันได้ดีเพราะมีจริตกิริยาคล้ายคลึงกัน ในขณะที่พวกเราชอบดูภาพนางเอกหรือดาวยั่วในนิตยสารดาราและภาพยนตร์ สองคนนี้กลับชอบดูพระเอก

“ชั้นบนมีสองห้อง นอนห้องละสามคน” ไอ้หนุ่ยหัวหน้าหน่วยเสนอความเห็น “ชั้นล่างแคบหน่อย นอนสองคน ใครจะนอนห้องไหนเลือกเอา”

“กูกับไอ้กรขอนอนห้องล่างสองคน” ประสิทธิ์เสนอ

“กูขอนอนกับไอ้ส่ง” ไอ้หว่างที่บางทีเราก็เรียกแบบล้อๆ ว่าพี่หว่างขาพูด “ห้องไหนก็ได้”

ตกลงกันได้ ไม่มีใครงอแงตุกติกอะไรก็ขนข้าวของส่วนตัวเข้าห้อง เก็บกวาดทำความสะอาด บ้านพักหลังนี้มีไฟฟ้าใช้แล้ว แต่ไฟจะสว่างดีก็ราวสามทุ่ม หัวค่ำเปิดหลอดเรืองแสงที่เรียกติดปากกันว่าหลอดนีออนไฟไม่ติด ส่วนหลอดกลมๆ ที่มีไส้ก็ริบหรี่เหมือนคนป่วยหนักใกล้จะถอดจิต บ้านสันต้นแหนอยู่ห่างจากถนนใหญ่สายใต้ราวสี่กิโลเมตรอยู่ห่างจากตาอำเภอราวหกกิโลเมตร เป็นหมู่บ้านเก่าแก่ดั้งเดิมแห่งหนึ่งของอำเภอ เป็นบ้านสัน ไม่ใช่บ้านหนอง บ้านสันคือหมู่บ้านที่มีทุ่งนาแวดล้อม ส่วนบ้านหนองมักอยู่ใกล้กับหนองหนองน้ำใหญ่ คนแก่คนเฒ่าเล่าว่าแต่เดิมมีต้นแหนขึ้นมากจึงชื่อว่าสันต้นแหน หากชื่อว่าสันป่าสักก็อาจเดาได้เลยว่าแต่เดิมไม้สักคงเยอะหมาก แต่หากชื่อว่าสันกอเหียงเราก็อาจเดาได้ลึกอีกชั้นว่านอกจากจะมีไม้เหียงเยอะแล้ว บ้านนี้ต้องเป็นบ้านพี่น้องชาวยองแน่ๆ เพราะคนเมืองหรือไทยล้านนาดั้งเดิมอย่างพวกเราเรียกต้นไม้ว่าต้น แต่ชาวยองหรือพี่น้องไทยยองที่อพยพมาจากเมืองยองในเขตประเทศพม่าเรีกต้นไม้ว่ากอ

คืนแรกที่ครูฝึกสอนนอนบ้านพักติดป่าช้าก็ได้เรื่องเลย

เก็บข้าวของเข้าที่ จัดเตียงกางมุ้งกันเรียบร้อย ลงมาประชุมที่ใต้ถุนบ้านส่วนหน้าที่ยังเป็นโถงโล่ง ราวทุ่มหนึ่งตอนนั้น กำลังไฟฟ้าอ่อนแออยู่ หลอดเรืองแสงยังไม่เปิดเพราะรำคาญที่มันแวบๆ ไม่ยอมติดสว่าง หลอดไส้เปิดทิ้งไว้ สว่างสลัวหดหู่ ไอ้หว่างขาที่ยกยอตัวเองเป็นชายหาญชาญนารีเป็นผู้ชำนาญการจุดตะเกียงเจ้าพายุเพราะที่ชนบทแสนไกลบ้านเกิดของมันไฟฟ้ายังเข้าไม่ถึง เราไม่เรียกตะเกียงเจ้าพายุแต่เรียกว่าโคมอีด้า เขาว่ากันว่ามิเตอร์อีดะสายลับญี่ปุ่นที่แฝงตัวเข้ามาก่อนสงครามญี่ปุ่นเป็นผู้นำเข้ามาใช้เป็นคนแรก

ไฟสว่างดี ความหม่นหมองหดหู่มีบรรยากาศผีสางชวนนึกไปถึงหนังเรื่องแม่นาคพระโขนงที่ปรียา รุ่งเรืองเล่นหายไป

“ร่วมมือกันหน่อยนะพวก” ตอนหนึ่งไอ้ชัยหล่อรองหัวหน่วยพูดขึ้น “สามัคคี กลมเกลียว เป็นน้ำหนึ่งใจเดียว รุ่นเราต้องเอา A ยกหน่วยให้ได้ จะได้เป็นเยี่ยงอย่างแก่รุ่นน้องต่อไป”

“หากกูได้ A ฝึกสอน”ไอ้จอมซ่าที่เคยเมาตกน้ำที่ห้วยน้ำหยาดทำตาเคลิ้ม “กูรอดแน่ ไม่ต้องเรียนเจ็ดเทอม”

“หากกูได้ A ฝีกสอน” ไอ้บูรณ์ทำตาเยิ้มๆ เหมือนเมากัญชา “เกรดเฉลี่ยกูติดท็อปไฟว์ในรุ่นเราชัวร์แต่ถึงได้ B กูก็ยังติดท็อปเท็นอยู่ดี

“ข้อห้ามเด็ดขาด” ไอ้หนุ่ยหัวหน้าฝึกสอนสรุป “ 1. อย่าเมาเหล้าทะเลาะชกต่อยกันเอง 2.อย่าเกาะแกะวอแวอีสาวชาวบ้านเด็ดขาด อาจโดนตีหัว 3. อย่าสร้างเรื่องผี ห้ามทำผีหลอกผีหลอนพวกเดียวกันเอง 4.เชื่อฟังครูพี่เลี้ยง ผิดถูกไม่ต้องเถียง เขาสั่งให้ทำอะไรก็ทำ คะแนนฝึกสอนเกินครึ่งอยู่ในมือครูพี่เลี้ยง”

“หากเขาสั่งให้กินขี้ล่ะ” ไอ้ซ่ายังไม่หายซ่ากับเพื่อนฝูง

“ไม่อยากเรียนเจ็ดเทอม มึงจงกิน”

ไอ้ชัยคนรูปหล่อว่าเป็นคำเด็ดขาด คำว่าเรียนเจ็ดเทอมเป็นคำแสลงหูของนักศึกษาวิทยาลัยครูที่สุด ไม่มีใครอยากเรียนเจ็ดเทอม หลักสูตรกำหนดให้พวกเราเรียนสองปี ปีละสามเทอม รวมเป็นหกเทอมทั้งฝึกสอน หากเกรดเฉลี่ยไม่ถึง 2.00 ต้องต่ออีกเทอม พลาดโอกาสสอบบรรจุเป็นข้าราชการไปหนึ่งปี

อันที่จริงไอ้ซ่าเป็นคนน่ารัก ตัวมันเล็กๆ ดำๆ บางคนก็เรียกมันว่าไอ้จี้หีดเม็ง แปลเป็นไทยว่าไอ้จิ้งหรีดมอญ ชนชาติมอญในภาคเหนือเราเรียกว่าเม็ง คำในตำนานท่านเรียกว่าเมงคบุตร ดูเหมือนจะเป็นชนเผ่าเก่าแก่ดั้งเดิมอยู่มาก่อนพวกเราที่เรียกตัวเองว่าคนเมืองเสียอีก ในตำนานพระเจ้าเลียบโลกกล่าวถึงเมงคบุตรไว้มากมาย หากยกมาเล่าก็จะยืดยาวมาก ที่เพื่อนบางคนเรียกไอ้หว่างว่าจี้หีดเม็งก็เพราะจิ้งหรีดพันธุ์นี้สีดำตัวเล็กกว่าจิ้งหรีดทั่วไป

ไอ้จี้หีดเม็งอาจมีปมด้อยที่มันตัวเล็ก ผิวดำ มันเลยสร้างปมเด่นแก่ตัวเองด้วยการดื่มดุ พอเมาแล้วซ่าแต่ไม่ค่อยกล้าท้าตีท้าต่อยกับใคร แต่ชอบไปท้าผีท้าสาง ตั้งแต่เมาแล้วซ่าไปฉี่ลงห้วยน้ำหยาดแล้วคืนนั้นฝนตกหนัก น้ำป่าทะลักลงมา มันโดนนำกวาดไปขัดเงี่ยงหินหรือรากไม้ อาการซ่าก็หายไปเยอะแต่ก็ยังมีอยู่ มันไม่ใช่นักเรียนหอในเพราะสอบเข้ามาไม่ติด 30 อันดับแรกของจังหวัด มันเช่าหอนอกอยู่กับเพื่อน มีเรื่องเล่าว่า หอพักที่มันเช่าอยู่เจ้าของหอประกอบพิธีไหว้ผีเจ้าที่เจ้าแดนอะไรทำนองนี้ ระเบียบวินัยหอพักภายในมีเรื่องห้ามดื่มสุราภายในรอบรั้ววิทยาลัย แต่หอนอกไม่มี มีอยู่คืนหนึ่งมันเมาได้ที่ ไม่ได้ไปฉี่ต่อหน้าแท่นท้าวเจ้าที่เจ้าแดน เจ้าฝนแสนห่า เจ้าฟ้าแสนสี แต่มันไปหยิบเอาขนมโก๋ที่เขาเอาเซ่นเจ้ามาขยอกจะกลืนแต่กลืนไม่ลง ขนมโก๋ติดคอมันตาเหลือกเลย

มันมีอะไรตลกๆ น่ารักดี ไอ้ที่ตั้งฉายาให้ตัวเองว่าชายหาญชาญนารีก็เพื่อจะกร่างไปอย่างนั้นเอง มันออกจะแหย ขี้ขลาดต่อเพื่อนหญิงยิ่งไปกว่าบุญส่งด้วยซ้ำ

คืนแรกตื่นเต้น นั่งวางแผนการสอน บันทึกแนวทางการสอนส่งครูพี่เลี้ยงว่าจะสอนอะไรบ้าง สอนอย่างไร ตั้งความมุ่งหมายไว้ว่าอย่างไรในการสอน ครูฝึกสอนมี 8 คน ชั้นเรียนมี 4 ชั้น แบ่งกันสอนชั้นละ 2 คน คนหนึ่งสอนภาคเช้า อีกคนสอนภาคบ่าย เวลาว่างจากการสอนก็มีกิจกรรมอื่นๆ อีกมากที่ต้องทำ เช่นทำอาหาร จ่ายตลาด ดูแลความสะอาดบ้านพักครูเป็นต้น บ้านพักติดป่าช้าดูจะรบกวนจิตใจประสิทธิ์กับมังกรมากพอสมควร คืนนั้นนั่งพร้อมหน้าอยู่รอบโต๊ะยาวใต้ถุนบ้าน เป็นทั้งโต๊ะกินข้าวและโต๊ะทำงาน มังกรนั่งหันหน้าไปทางหลังบ้าน อยู่ดีๆ มันก็ทำหน้าเหวอ ปากกาหลุดจากมือ

“อะไร”

“เปลญวน”

มันชี้ไปที่เปลญวนเก่าๆ ใต้ร่มลำไยหลังบ้าน แสงสว่างไม่ดีนัก แต่พวกเราต่างเห็น น่าจะเห็นกันทุกคน

เปลญวนแกว่งเอง ไม่มีคนนั่งคนนอน

หน้าเสียไปตามๆ กัน ไอ้หนุ่ยหัวหน้าหน่วยหนักแน่นมั่นคงกว่าเพื่อน มันกระแอมดังๆ คล้ายจะเรียกสติทุกคน

“ไม่มีอะไร เปลญวนมันเบา อาจแกว่งเองได้หากลมพัดมา เปลญวนใต้ถุนเรือนกูแกว่งเองบ่อยไป”

“เรือนกูก็มีเปลญวน” สมบูรณ์ค้าน “ไม่เคยแกว่งเองเลย”

“แต่เรือนกูแกว่งเอง กูยืนยัน” มันหันหน้ามาหาบุญส่ง

“กูยืนยันได้อีกอย่าง” บ่าวน้อยบ้านบนรับรู้ความหมายในสายตาของเพื่อน “ กูเคยเข้าป่านั่งห้างกับไอ้อ้าย เถาวัลย์เท่าแขนที่ทอดหย่อนลงตรงกลางคล้ายชิงช้าแกว่งได้เอง กูยืนยัน”

“มึงเหมือนหมอผี” ประสิทธิ์ยังออด “ มึงเสกทรายซัดรอบบ้านได้ไหม”

“ไม่ได้” หัวหน้าหน่วยสำทับ “อาจารย์ห้ามเด็ดขาด ห้ามประกอบพิธีกรรมเกี่ยวกับผีสาง”

“กูมีวิธี” บุญส่งกล่าวต่อ “ก่อนนอนไหว้พระสวดมนต์”

“ไอ้หนาน…”

“ห้ามเรียกูไอ้หนาน กูยังไม่ได้บวช เรียกเป็นหนานไม่ได้”

อาทิตย์แรกผ่านไปไม่มีเหตุการณ์ผิดปกติอะไรเกิดขึ้นอีก อาทิตย์ที่สอง พวกเรานั่งเตรียมการสอนอยู่ใต้ถุนที่เดิมจนราวสามทุ่มเศษ พี่น้องชาวบ้านสันต้นแหนคงหลับนอนกันไปมาก ไฟฟ้าจึงสว่างขึ้น เปิดหลอดเรืองแสงก็ติดดีแล้วจึงดับตะเกียงเจ้าพายุเพื่อประหยัดน้ำมันก๊าด

“นี่พวกมึงรู้ไหม” ประสิทธิ์เปิดประเด็นขึ้น “ทำไมเรือนนี้จึงปล่อยให้เช่า เจ้าเรือนไม่อยู่สักคน”

“เขาอาจมีหลายหลัง”

“ไม่ใช่ ผู้ปกครองเด็กคนหนึ่งบอกกู เรือนนี้มีผีสองนาง (2)

ไม่ทันที่ประสิทธิ์จะขยายความร่ายยาว มีเสียงดังตึงอยู่บนเรือน ทุกคนเหมือนจะได้ยินพร้อมกัน นึกคิดเหมือนกัน ทันใดไฟฟ้าก็ดับวับ ไอ้สิทธิ์ร้องกรี๊ดผวาเข้ากอดไอ้ชัยหล่อ ไอ้คนโดนกอดโวยวาย ไฟฟ้าดับราวสองนาทีก็ติดตามเดิม

“แมวมั้ง” ไอ้บูรณ์คนเรียนเก่งที่สุดคาดคะเน

“กูขึ้นไปดู”

ไอ้หนุ่ยคนสุขุมหนักแน่นขยับเก้าอี้ออก บุญส่งลุกตาม ใครต่อใครลุกตามกันขึ้นไปหมด ช่วยกันดูแทบทั่วทุกซอกทุกมุม อย่าว่าแต่แมวเลย ไม่พบไม่เห็นแม้หนูสักตัว

“กูว่าแล้ว เรือนนี้มีผี”

“มึงพูดอีก กูจะให้มึงไปนอนกับผีในป่าช้า”

ไอ้หนุ่ยว่ากล่าวเป็นคำเด็ดขาด ความเด็ดขาดของมันทำให้ไอ้คนขี้กลัวผีหุบปากไปเลย

กลับลงมาเก็บข้าวของบนโต๊ะแล้วเลยแยกย้ายกันเข้าห้อง ไอ้สิทธิ์อิดออดไม่อยากนอนห้องล่างสองคนกับคู่หู เซ้าซี้จะเอาไอ้หล่อลงไปนอนเป็นเพื่อน ไอ้รูปหล่อไม่เล่นด้วย ไอ้หนุ่ยแสดงความเด็ดขาดอีกครั้งว่าหากมึงงอแงกูจะรายงานความประพฤติต่ออาจารย์ ไอ้สิทธิ์ทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ ไอ้กรคู่หูเป็นคนไกล่เกลี่ยปลอบโยนว่ามึงอย่ากลัว ให้พวกผู้ชายเขานอนชั้นบนกันหมดเถอะ อย่าง้อมันมากไอ้พวกผู้ชาย ได้ใจมันจะกดขี่ข่มเหงเราเรื่อยไป

คืนนั้นผ่านไปด้วยดี คนอื่นจะคิดอย่างไรไม่รู้ บุญส่งเองเฉยๆ ไม่ได้หวาดกลัวอะไร ไม่เก็บมาคิดจนนอนไม่หลับว่าเสียงดังตึงเหมือนแมวตัวใหญ่ๆ กระโดดลงจากขื่อเกิดจากอะไร แต่ไอ้สิทธิ์เหมือนจะคิดมากจนนอนไม่หลับเพราะวันรุ่งขึ้นแก้วตาขาวของมันแดง หน้าตาดูอิดอ่อนร่วงโรย

 

“ไอ้ส่ง”

อยู่มาวันหนึ่ง เป็นยามเย็นหลังเลิกเรียนแล้ว ครูฝึกสอนส่วนใหญ่กลับบ้านพักฟากตรงข้ามกับป่าช้า แต่สิทธิศักดิ์กับบุญส่งถูกครูใหญ่มอบหมายงานพิเศษให้ไปช่วยเขียนใบอนุโมทนาบัตรที่วัดเพราะลายมือสวย เจ้าอาวาสเป็นพระสงฆ์วัยกลางคนหน้าตาใจดีมีเมตตา ท่านเอาส้มสูกลูกไม้ ข้าวต่อข้าวแตนรวมทั้งบุหรี่มาให้ด้วยตัวเอง พอท่านปลีกไป ได้ไอ้หนุ่ยมันเอ่ยขึ้นน้ำเสียงเป็นจริงเป็นจัง

“นี่ ไอ้ส่ง”

“มีอะไรวะ”

“มึงไม่รู้สึกอะไรหรือ เสียงดังตึงเหมือนหมากระโจนจากหลังตู้”

“เฉยๆ”

“แต่กูไม่คิดอย่างนั้น”

“มึงคิดอะไรหรือ”

“คืนนั้นกูไม่คิดอะไร อาจเป็นแมวจริงๆ ก็ได้ แมวจรจากเรือนอื่นแอบย่องขึ้นเรือน พอเรารู้มันก็หนีไปก่อน แต่…หลายคืนถัดมา กูลุกมาฉี่กลางดึก กูเห็นใครคนหนึ่งยืนจ้องกูจากใต้ร่มไย”

“ตาฝาดมั้ง”

“มันสูบบุหรี่ ไฟลุกแดงวาบๆ”

“อาจเป็นลุงน้อยลุงหนานบ้านใกล้เรือนเคียงคนใดก็ได้”

“มึงคิดเป็นวิทยาศาสตร์ยิ่งกว่ากูเสียอีก แต่มันไม่แค่นั้น” ไอ้หนุ่ยเอาปลอกสวมปลายปากกาหมึกแห้ง เอามือดัดนิ้ว สีหน้าเคลือบแคลงสงสัย “แต่ไอ้ชัยหล่อ มันเห็นซ้ำกันกับกู เรื่องนี้กูไม่เคยบอกมัน ไม่เคยเล่าให้ใครฟังเลยแม้แต่มึง แต่มันเห็นเหมือนกู คนละคืน ไม่ใช่คืนเดียวกัน กูถามมึงจริงๆ มึงไม่พบเห็นอะไรแปลกๆ บ้างหรือ”

“กูถามมึงก่อน เปลญวนบ้านมึงแกว่งเองได้จริงหรือ”

“ไม่จริง กูกุเรื่องเอง แล้วที่มึงอ้างว่าเถาวัลย์เท่าน่องแกว่งเอง จริงไม่จริง”

“มันแกว่ง กูยืนยัน กูเห็นกับตา”

“ใครแกว่ง”

“กูไม่เห็นใคร เห็นแต่เถาวัลย์มันแกว่ง”

“เล่าลือกันในหมู่รุ่นเราว่ามึงมีจิตสัมผัส มึงตอบกูตามจริง เรือนนี้ มึงสัมผัสพบอะไรบ้างไหม”

“ให้ตอบตามจริงกูก็จะตอบตามจริง เรือนนี้กูสัมผัสไม่พบอะไร แต่นอกบ้าน…กูไม่รู้”

“ป่าช้า…?”

“กูไม่ได้พูดนะ มึงพูดเอง”

 

หากสันต้นแหนเป็นบ้านบน เราจะไม่สร้างบ้านเรือนอยู่ติดป่าช้าเด็ดขาด ป่าช้าบ้านบนมีสองแห่ง ป่าช้าเดิมใช้กันมาแต่แรกตั้งหมู่บ้าน คนแก่คนเฒ่าบ้านเรากล่าวว่าแต่เดิมคนบ้านบนตายแล้วฝัง ไม่ได้ตายแล้วเผา พฤติกรรมเช่นนี้มีร่องรอยเป็นหลักฐานยืนยันในเอกสารโบราณดั้งเดิมชื่อมูลโลก เนื้อหาส่วนใหญ่ของวรรณกรรมเรื่องนี้เกี่ยวกับความเชื่อเรื่องความตายและการจัดการศพ ขอยกเอาเนื้อหาเกี่ยวกับควายตายออกไปก่อน ขอยกเอามาเล่าเฉพาะที่เกี่ยวกับการจัดการศพ ท่านกล่าวถึงการฝังไว้มากมาย แต่กล่าวถึงการเผาไว้น้อย ยกตัวอย่างบางส่วนจากเอกสารที่ได้ศึกษามา (3)

เรียงแต่นั้นผู้ ๑ ก็ตายฟ้าผ่าเล่าหั้นแล คนผู้ตายฟ้าผ่านั้นพระยาก็หื้อเอาตั้งเหนือรางหมูแล้วซุกซู่(เขย่า)หื้อตกเหนือดิน ๓ ทีแล้วจึงอาบน้ำอุ่น เบ่นหน้าไปวันออกแจ่งใต้ (หันหน้าไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้)แล้วฝังยืนหื้อเขิน ๔ นิ้วมือขวาง (ฝังทางยืนให้โผล่ดินสี่นิ้วมือ) คลี่ผมเรี่ยรายผุยผายแล้วควรปันค่าจ้างแก่ผ้าขาวดาวบสก็ดี คนโทนก็ดี เอาเผือขอ (คราด) ๗ ซี่ยาดไปยาดมา (ขูดขีดไปมา) แล้วกล่าวว่าจุ่งหื้อฝุ่นดินมีน้ำไหลด้วยร่องเทอะว่าอั้นควรแล ผิบ่มีผ้าขาวดาวบสแลคนโทนบ่มี เท่าควรแก่ญาติมันกระทำหื้อแล้วเทอะ (หากไม่มีชีปะขาวหรือดาบส ให้ญาติเป็นผู้กระทำให้เรียบร้อย) ครั้นบ่กระทำฉันนี้ก็จักฉิบหายวายวอดไปตราบเถิง ๗ เช่นลูกหลานแล พ่อแม่ก็อายุบ่ยืนแล ข้าวสังฆ์ก็บ่ควรทาน สรณคมณ์ก็บ่ควรปัน เท่าควรทานข้าวดิบในวันนั้นที่นั้นสิ่งเดียวแล

ปุคคละฝูงตายด้วยหอกดาบไม้เหลี้ยม (ไม้แหลม) แหลนหลาวเสียบแทงตายก็ควรฝังเสียที่นั้นแล ผิบ่ตาย ยังเมือตายยังเรือนฉันนั้น (หากไม่ตายคาที่แต่กลับไปตายที่เรือน) ก็ควรเอาไปฝังยังที่ใกล้ป่าช้าแล อย่าหื้อร่วมปกติป่าเร่ว (ป่าช้า) นั้นแล อันว่าคนตายฟ้าผ่าแลตายโหงทั้งมวลนั้น อันว่าพร้าแลเสียม เผือ ขอ ฝูงนั้นก็ควรแก่ผู้ขุดนั้นแล เจ้าเก่าบ่ควรบริโภคแล (เจ้าของเดิมไม่ควรเอากลับไปใช้) อันว่าเผือขออันยาดนั้นบ่ควรหื้อซี่คู่ (คราดที่ใช้ขีดข่วนศพไม่ควรใช้คราดซี่คู่) เท่าควร ๓ ซี่ ๕ ซี่ ๗ ซี่ดีแล อันว่าค่าจ้างก็ควรคู่ซี่เผือนั้นแล(ค่าจ้างควรเท่ากับจำนวนซี่คราด) ผู้จักหื้อก็ควรอ้อนวอนปันแล(เมื่อจะให้ค่าจ้างก็ควรใช้วิธีอ้อนวอนให้เขารับ)

ประการ ๑ อันว่าคนตกต้นไม้ตายกับที่นั้น คนฝูงเป็นพ่อแม่นั้นแลญาตินั้นก็ควรข้ามได้ยังตนผู้ตายนั้นไปมาถ้วน ๓ ทีแล (หากตกต้นไม้ตายคาที่ พ่อแม่และญาติควรข้ามศพไปมาสามครั้ง) ผิญาติบ่อาจข้ามได้นั้น ผ้าขาวดาวบสก็ดี คนแก่ก็ดี ควรข้ามแล ผิบ่ตายที่นั้นแลเมือตายังเรือนฉันนั้น ก็ควรหื้อตายที่นอกชายคาแล แม้หากตายแล้วนั้นก็ควรหื้อฉันเดียวแล (เมื่อตายแล้วก็ควรทำต่อศพฉันเดียวกัน) บ่ควรอาบน้ำอุ่น บ่ควรทานข้าวสังฆ์แล บ่ควรรับของท่านมาค้ำชู เท่าควรทานข้าวดิบในวันนั้น แล้วก็ควรส่งสการเสียแล

กิจอันบ่ควรกระทำแลได้กระทำก็มักฉิบหายวายวอดไปต่อเท้า ๗ เช่นลูกหลาน (สืบต่อกระทั่งเจ็ดชั่วคน) พ่อแม่ก็มักฉิบหายแล ควรตัดแต่งหื้อชอบแม่นตามคลองจึงวุฒิจำเริญแก่พ่อแลแม่แล คนฝูงตายด้วยไฟฟ้าตกไหม้แลฟ้าผ่านั้นก็ควรกระทำฉันเดียวกันแล (4)

บ้านสันต้นแหน เนื้อที่อาจไม่กว้างขวางเท่าบ้านบน ที่ทางจึงบีบบังคับให้คนขยับบ้านเรือนเข้าใกล้ป่าช้า เขาอยู่กันมานานอาจชินชาหรือชืดชาไม่รู้สึกอะไร แต่เหล่าครูฝึกสอนเพิ่งมาอยู่ใหม่ชั่วเพียงหนึ่งเทอมส่วนมากยังไม่คุ้น ความกลัวยังครอบงำ

กลัวผี

แม้แต่ไอ้หนุ่ยที่ดูจะคิดเป็นเหตุเป็นผลแบบวิทยาศาสตร์ มันเองก็ยังกลัวผีอยู่เหมือนกัน

บุญส่งเอง แม้จะซึมซับรับเอาคำสอนของตามาไว้เต็มหัวใจว่าผีน่าเวทนามากกว่าน่ากลัว แต่ถึงกระนั้นก็ใช่ว่าจะไม่กลัวผีเลย ความกลัวมีอยู่ แต่อาจเบาบางกว่าคนอื่นเท่านั้นเอง

 

ล่วงเลยมา ถึงราวกลางเทอม เหตุการณ์ที่ชวนให้คิดไปว่าผีหลอกห่างหายไป แต่อยู่มาคืนหนึ่ง หลับนอนผ่อนพักกันไปหมดแล้ว ไฟฟ้าที่สว่างดียามดึกก็ปิดกันแล้วเหลือแต่ไฟกิ่งดวงเดียวที่ส่องไปทางประตูรั้ว ไม่แน่ใจนักว่าเป็นคืนข้างขึ้นหรือข้างแรม ก็หลันนอนดีอยู่ บุญส่งใช้ห้องร่วมกับไอ้จอมซ่าที่ขนานนามตัวเองว่าชายหาญชาญนารี กับสิทธิชัยรองหัวหน้าหน่วย ก็ปลอดโปร่งโล่งดี มีเตียงสปริงสามหลังกับตู้ไม้โกกเกกโกเกสามใบ นึกขึ้นได้เรื่องหนึ่งสมัยยังเป็นนักศึกษาแต่ยังไม่ได้เล่า คือเรื่องผีในตู้ เรื่องนี้ไม่ได้เกิดขึ้นในรุ่นเรา แต่เกิดขึ้นในรุ่นพี่สี่ห้าปีผ่านมาแล้ว เล่าสืบต่อกันลงมา ใส่ไข่ใส่สีละเลงกันเละเทะอย่างไรไม่รู้ ตู้ที่ว่าก็คือตู้ไม้สักที่หอพักภายในวิทยาลัย ใบใหญ่มาก เป็นตู้แฝด สูงจากพื้นถึงบนสุดราว 1.2 เมตร กว้างราวห้าสิบเซ็นต์ ยาวราวสองเมตรสิบแล้วกั้นครึ่งแบ่งเป็นสองห้องมีประตูสองบาน ตู้หนึ่งหลังมีคนใช้สองคน แบ่งกันคนละห้อง เป็นอิสระจากกัน ตู้หนักมาก ยากจะขยับหรือผลักให้เคลื่อน ตั้งตู้สองใบให้หลังชิดกันเป็นจุดๆ แต่ละจุดห่างกันราวหนึ่งเมตรตลอดความยาวของห้องนอนซึ่งเป็นโถงใหญ่มาก แนวตู้อยู่ทางฟากตะวันออก แนวเตียงอยู่ทางฟากตะวันตก ระหว่างแนวตู้กับแนวเตียงเป็นทางเดินกว้างราวเมตรกว่าๆ ไปจนสุดโถง

ตู้ใบนั้นถูกถอนออกไปแล้วก่อนรุ่นเราจะมาพัก เล่าสืบกันมาว่ารุ่นพี่คนหนึ่งเปิดตู้แล้วสะดุ้งสุดตัว เพราะมีเด็กคนหนึ่งนั่งซุกซอกตู้

สลัวๆ บานประตูตู้บังแสง เด็กคนนั้นนั่งตรงซอกตู้ ตัวเหี่ยว แขนขาลีบ หัวโตกว่าตัว ไม่สวมเสื้อผ้า ไม่รู้เพศชายเพศหญิง หัวหงุบลงมีเส้นผมยาวรุ่ยร่ายหร็อมแหร็ม แล้วมันก็ค่อยยกหัวขึ้น หน้านั้นเป็นหน้าคนแก่

รุ่นพี่คนนั้นไม่ทันรู้ตัวก็เข่าอ่อนทรุดลงกับพื้นเลย

 

คืนนั้นลมพัดอ่อนเย็นสบายดี มุ้งสามหลังถูกลมเป่าพะเยิบพะยาบ ลมเย็นมาจากป่าช้า เข้าหน้าต่างตะวันตกเป็นพักๆ ก่อนนอนก็ไหว้พระสวดมนต์เฉพาะตัว ไม่ใช่หัวหน้าหน่วย ไม่มีสิทธิ์กะเกณฑ์ลูกหน่วยมาไหว้พระสวดมนต์ คนอื่นๆ ใครจะสวดไม่สวดไม่ได้ใส่ใจ นอนหลับไปแล้วแต่พลันสะดุ้งตื่นเพราะเสียงตบประตูโครมๆ

“ใคร”

“กูเอง ไอ้กร” เสียงตอบดังจากด้านนอกประตูเรือนชั้นบน “ไอ้สิทธิ์หายไป”

เปิดมุ้ง ผลุนผลันออกไป อีหลุกขลุกขลักกันบ้าง ไอ้จอมซ่าผูกมุ้งอีท่าไหนไม่รู้ สายมุ้งขาดลงคลุมมะงุมมะงาหรา ที่เรือนชั้นล่างซึ่งไอ้สิทธิ์กับไอ้กรนอนกันสองคน ประตูเปิดสู่ด้านหลังเรือนพักเปิดอ้า ทุกคนอยู่พร้อมหน้า แต่ไอ้สิทธิ์หายไป

แล้วมันหายไปไหน

เป็นไปไม่ได้ที่มันจะถอดกลอนประตูออกไปคนเดียวกลางดึกกลางดื่นเพราะมันขี้กลัวที่สุด จะอึจะฉี่ยังต้องปลุกไอ้กรคู่หูมันเป็นเพื่อนออกไปเลย

ไอ้สิทธิ์หายไปไหน พรั่นใจกันอยู่บ้างเรื่องผีกุมผีอำ ไอ้หนุ่ยสติดีกว่าใคร สมแล้วที่อาจารย์ท่านให้มันเป็นหัวหน้าหน่วย  ไอ้หนุ่ยว่าอย่าเอิกเกริก หากดังเดือดไปถึงหูคนบ้านใกล้เรือนเคียงก็อาจไปถึงหูครูพี่เลี้ยง หากเข้าหูอาจารย์นิเทศก์ อาจกระทบไปถึงเกรดการฝึกสอนที่พวกเรามาดหมายอยากได้ A ยกทีม จะได้เป็นที่เล่าลืออวดอ้างในหมู่รุ่นน้องถัดไป

คืนนั้นออกไปตามหา ไปพบไอ้สิทธิ์นอนหลับอยู่ที่ศาลาในป่าช้า เป็นเหตุการณ์ที่พวกเราอธิบายไม่ได้ พวกเรายังเป็นเพียงเด็กหนุ่มอายุหย่อน 19 กันทุกคน บุญส่งเองไม่เต็ม 18 ดีด้วยซ้ำ

เราตกลงกันว่าต้องปกปิดไว้เป็นความลับ จะให้รู้ถึงหูอาจารย์นิเทศก์ไม่ได้เด็ดขาด ไม่อยากยุ่งยาก ไม่อยากให้มีผลกระทบต่อเกรดการฝึกสอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือไอ้พี่หว่างขา หากมันไม่ได้ A ฝึกสอน มันต้องเรียนเจ็ดเทอมแน่นอน

 

เชิงอรรถ :

(1) ครูเอื้อ หมายถึง เอื้อ สุนทรสนาน ที่รู้จักกันในนามสุนทราภรณ์

(2) ผีสองนาง ผีในความเชื่อชนิดหนึ่ง เชื่อกันว่าไม้ต้นใดหากกิ่งแยกเป็นสองแฉกใหญ่โตเท่าๆ กัน จะมีผีสองนางสิงอยู่ในกิ่งทั้งสอง ถือเป็นไม้ต้องห้าม ไม่ควรเอามาสร้างเป็นเหย้าเรือน

(3) มูลโลก ฉบับวัดดอนปิน อำเภอสันกำแพง จังหวัดเขียงใปม่

(4) เนื้อหาเกี่ยวกับการจัดการศพยังมีอีกมาก ส่วนวรรณกรรมชื่อมูลโลกก็มีมากมายหลายฉบับตามวัดต่างๆ ทั่วภาคเหนือ รายละเอียดอาจแตกต่างกันบ้างแต่ส่วนใหญ่ก็คล้ายคลึงกัน ข้อความที่ยกมา ไม่ใช้ข้อความเดิมในวรรณกรรมทั้งหมด ส่วนที่อยู่ในวงเล็บเป็นคำอธิบายของผู้เขียน

 



Don`t copy text!