เทพารักษ์ภัสดา บทที่ 32 : ถ้าไม่เป็นเยี่ยงนั้น

เทพารักษ์ภัสดา บทที่ 32 : ถ้าไม่เป็นเยี่ยงนั้น

โดย : กุลวีร์

Loading

เทพารักษ์ภัสดา โดย กุลวีร์ นวนิยายสนุกๆ ที่อ่านเอานำมาให้อ่านใน www.anowl.co กับเรื่องราวของเทพารักษ์ผู้มีสัตย์ว่าจะรักเพียงหนึ่ง ต้องลงมาใช้ชีวิตเยี่ยงมนุษย์เพราะหญิงสาวผู้เปลี่ยนหัวใจเขาตลอดกาล ภารกิจพิชิตใจจึงเริ่มต้น ท่ามกลางความวุ่นวายของเพื่อนบ้าน และบททดสอบของความรักที่ไม่ใช่แค่เรื่องบนเตียง

“คุณได้ยินฉันไหม ลืมตามาคุยกับฉันสิคุณเทพ”

ด้วยความเป็นห่วง หล่อนจึงเรียกเขาไม่หยุดปาก อีกทั้งยังกังวลไปต่างๆ นานา

“คุณต้องอยู่กับฉันต่อไปนะ ฉันยอมให้คุณมาอยู่ด้วยกันที่บ้านนี้แล้วไง คุณเทพอย่าทิ้งฉันไปสิ” แพรพิไลเริ่มมีเสียงสั่นเครือในประโยคสุดท้าย

หากเสื้อผ้าที่สวมใส่ยังคงชัดเจนซึ่งแตกต่างจากสรรพางค์กายของร่างที่นอนแน่นิ่งนั้นช่างแสนรางเลือนพร้อมจะสลายหายไปอยู่รอมร่อ ถ้าหล่อนไม่ทราบมาก่อนว่าเขาเป็นเทพารักษ์คงจะต้องประหลาดใจมากกว่าที่เป็นอยู่ แต่บัดนี้มีเพียงแค่ความห่วงใยท่วมท้นอยู่เต็มอก

“ไปหาหมอไหม ฉันจะพาคุณไปเอง” แพรพิไลเริ่มมีน้ำตาคลอ

“ไม่ต้องลำบาก” เวธัสฝืนพูดด้วยเสียงแผ่วเบา

“ฉันประคองคุณไหว ไม่ลำบากเลย ไปหาหมอนะ ฉันอยากให้คุณอยู่ที่นี่ด้วยกันอีกนาน” หล่อนขยับตัวจะทำตามอย่างที่พูด

เขาเอ่ยห้าม “อย่าเลย หมอคงช่วยผมไม่ได้หรอก”

“คุณเป็นอะไร บอกฉันสิ” หล่อนข่มน้ำตาไม่ให้ไหล ยามไร้หนทางช่วยเขา

“คงใกล้หมดเวลาของผมเต็มทน ผมอยู่กับคุณแพรไม่ได้แล้ว”

เขาพยายามยกมุมปากขึ้นสุดกำลังที่มี

“คุณต้องอยู่กับฉันไปนานๆ ฉันไม่ยอมให้คุณหายไปแบบนี้ ได้ยินไหม ฉันไม่ยอม” หล่อนโวยวาย ขณะที่น้ำตาเริ่มไหลริน

เวธัสยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาบนแก้มหล่อน ขณะที่ร่างกายของเขานั้นแสนโปร่งบางสามารถมองผ่านไปเห็นหลายสิ่งหลายอย่างในระยะสายตาได้ หากยังพอมีตัวตนแค่เพียงเลือนรางให้รู้ว่าเขายังคงนอนบนโซฟา โดยที่ศีรษะหนุนตักของหล่อนไว้

“จวนจะหมดเวลาของผมเต็มที”

“ฉันต้องทำยังไง คุณบอกหน่อยสิ ฉันพร้อมทำทุกอย่าง แค่ให้คุณอยู่กับฉัน อยู่ด้วยกันในบ้านหลังนี้ ฉันขาดคุณไม่ได้นะคุณเทพ ได้ยินไหม ฉันขาดคุณไม่ได้” หล่อนประคองตัวเขาขึ้นมากอดไว้ด้วยน้ำตานองหน้า แม้แต่กลิ่นหอมที่เคยจรุงใจก็ไม่ได้กลิ่นนั้นเลย

แพรพิไลยังรับไม่ได้ที่ต้องสูญเสียเขาไปรวดเร็วเช่นนี้

เสียงของเขาซึ่งเปล่งออกมาแค่เพียงแผ่วเบาทำให้หล่อนหยุดสะอื้นโดยพลัน

“บางทีความรักของคุณแพรอาจช่วยต่อเวลาของผมได้”

“ฉันรักคุณนะคุณเทพ ฉันรักคุณจริงๆ ที่ยอมให้คุณมาอยู่กับฉันเพราะฉันรักคุณ ฉันหวังให้คุณเป็นสามี แล้วอีกไม่นานฉันคงรักคุณได้หมดทั้งใจ” หล่อนพรั่งพรูความรู้สึกส่วนลึกในใจ ทั้งที่แต่ก่อนนั้นเอ่ยได้ยากนักยามอยู่ต่อหน้าเขา “คุณเทพได้ยินฉันไหม ฉันรักคุณนะ ฉันอยากอยู่กับคุณ อย่าจากฉันไปไหนเลย”

แพรพิไลทำราวกับจะเป็นโอกาสสุดท้ายที่ได้บอกให้เขารับรู้

“คุณแพรพูดจริงใช่รึไม่”

“ฉันไม่กล้าโกหกคุณหรอก ถ้าพูดไม่จริง คุณคงรู้หมดทุกอย่างว่าฉันคิดอะไรอยู่แล้ว”

“ขอบคุณคุณแพรที่ยอมรับผมเป็นสามี ขอบคุณที่คิดจะรักผมหมดทั้งใจ” เวธัสเริ่มพูดเสียงดังขึ้น

แพรพิไลเห็นร่างกายของเขาค่อยๆ มีตัวตนเด่นชัดจนกลับมาเป็นดังเดิม จึงคลายความโศกตรมจนยิ้มออกมาได้

“คุณเป็นเหมือนเดิมแล้วคุณเทพ คุณไม่หายไปจากฉันแล้ว” หล่อนโอบกอดเขาไว้ในอ้อมแขนอีกครั้ง

เขายิ้มกว้าง “คงเป็นเพราะความรักที่คุณแพรมีให้ผม เบื้องบนคงเมตตา หรือเห็นดีเห็นงามกับความรักที่เกิดขึ้นระหว่างเราสองคน”

“คุณจะไม่เป็นเหมือนเมื่อกี้อีกแล้วใช่ไหม ฉันใจคอไม่ดีเลย”

หล่อนปล่อยให้เขาลุกขึ้นมานั่งหันหน้าคุยกัน

“ถ้าได้รับความรักจากคุณแพรไปอย่างนี้คงไม่เกิดขึ้นอีก เมื่อใดที่ผมเป็นมนุษย์โดยสมบูรณ์คงไม่มีทางที่ร่างจะมลายเหมือนตอนเทพถึงคราวจุติ”

“ฉันพูดไปหมดแล้วว่ารู้สึกยังไงกับคุณ” หล่อนเพิ่งจะเขินอายที่บอกทุกความในใจแทบหมดสิ้น

“ถ้าผมไม่เป็นเยี่ยงนั้น คงยังไม่รู้สักที”

มนุษย์บางคนกว่าจะรู้ถึงความรู้สึกแท้จริงที่มีให้กันก็ตอนที่สูญเสียอีกฝ่ายไปโดยไม่มีวันหวนคืน ยิ่งคนปากแข็งอย่างหล่อน ถ้าไม่ตกอยู่ในสถานการณ์กำลังจะเสียเขาไป คงจะไม่เอ่ยคำว่ารักให้ล่วงรู้โดยง่าย

‘บางคนตอนมีชีวิตอยู่ก็ไม่รู้หรอกว่ารักกันมากแค่ไหน พอตายไปแล้วนั่นแหละ ถึงจะรู้ค่าหรือรู้ว่ารักมากมายมหาศาล’

นั่นคือวาจาของหญิงชราที่เขาไปขอคำปรึกษาในวันก่อน เพื่อให้ได้รู้ถึงความในใจแท้จริงของหล่อนที่ยินยอมพาเขากลับบ้านหลังนี้พร้อมกันในค่ำคืนนั้น

เวธัสใช้อำนาจที่ยังพอมี บันดาลให้ร่างของตนรางเลือนราวกับกำลังแปรสภาพเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับอากาศธาตุ เพื่อพิสูจน์ใจจริงของหญิงสาวตรงหน้า จนในที่สุดก็เห็นผลชัดเจนดีทีเดียว

“คุณมาอยู่กับฉันแล้ว อย่าไปไหนหรือหายไปอย่างนั้นอีกนะ” หล่อนเน้นย้ำกับเขาที่นั่งยิ้มด้วยความสุขสมใจ “ถ้าเกิดขึ้นอีก ฉันจะไม่ให้อภัยคุณที่ทิ้งฉันให้อยู่คนเดียว สักพันปีหมื่นชาติก็อย่ามาเจอกันอีกเลย ต่อให้คุณกับฉันจะเป็นอะไรก็ตาม”

“ถ้าไม่เกิดเยี่ยงนั้นอีก ผมขอพานพบคุณแพรทุกชาติทุกภพเพื่อให้อยู่เป็นคู่ครองกันและกัน” เวธัสเอ่ยด้วยเสียงมาดมั่น

“ถ้าคุณไม่เบื่อขี้หน้าฉันซะก่อนก็ตามนั้น”

“มองได้ทั้งวันไม่เคยเบื่อ” เขาจ้องหน้าหล่อน “ถึงไม่ชวนก็ชมได้โดยไม่รู้หน่ายและรักไม่รู้โรย”

หล่อนเหลียวหน้าหลบแววตาหวานซึ้งพร้อมทั้งคำพูดคำจาที่ทำให้ใจปั่นป่วนมากกว่าเดิม หากต้องหันกลับมามองเขา หลังจากได้ยินเขาพูดขึ้นมาอีก

“เมื่อเราคิดจะครองคู่กัน พ่อแม่ของคุณแพรควรรับทราบได้แล้ว อย่าปล่อยไว้เยี่ยงนี้โดยที่ท่านทั้งสองไม่เคยรู้เลย”

เวธัสเพิ่งจะนึกถึงคำแนะนำของยายเอี่ยมสำหรับครอบครัวของหล่อนที่ผู้ใหญ่ฝ่ายหญิงควรจะรับรู้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะการยินยอมพร้อมใจเป็นคู่ชีวิตของกันและกัน ถือว่าเป็นการให้เกียรติผู้หญิงและไม่ทำให้ผู้หญิงเสียหายไปมากกว่านี้อีกด้วย

แพรพิไลทำเป็นไม่ได้ยิน ทั้งที่ได้ยินเต็มสองหู เขาจึงเน้นย้ำอีกรอบ

“คุณแพรต้องรีบบอกพ่อแม่โดยไว ผมอยากให้พวกท่านมาร่วมยินดีกับเราสองคน”



Don`t copy text!