ประมวลรัก ประมวลร้าย บทที่ 3 : อักษรปริศนา

ประมวลรัก ประมวลร้าย บทที่ 3 : อักษรปริศนา

โดย : ขจรพัฒน์ สุขภัทราพิรมย์

ประมวลรัก ประมวลร้าย นวนิยายจากโครงการช่องวันอ่านเอาปีที่ 2 โดย ขจรพัฒน์ สุขภัทราพิรมย์ เมื่อวสินได้กลับมาอีกครั้งในร่างหนุ่มวัยยี่สิบสาม ความอลวนอลเวงก็เกิดขึ้น เพราะนอกจากเรื่องสืบคดีจะวุ่นวายแล้ว เรื่องหัวใจก็ทำเอาปวดหัว เมื่อเจ้าของร่างที่เขาใช้งานอยู่กำลังอินเลิฟกับมินตรา ลูกสาวของเขาเอง แล้วมันจะยังไงกันดีละเนี่ย

วันที่ 2…

…บ้านของหญิงแปลกหน้าตั้งอยู่บนที่ดินติดแม่น้ำเจ้าพระยามีพื้นที่ประมาณไร่กว่าๆ  บ้านเดี่ยวสองชั้นทรงเก่าครึ่งไม้ครึ่งปูน มีกำแพงอิฐเสริมรั้วเหล็กกั้นตลอดริมน้ำ บริเวณรอบที่ดินเต็มไปด้วยคอนโดมิเนียมตึกสูงราคาแพง มีเพียงที่ดินผืนนี้เท่านั้นที่ยังคงสภาพเดิมไว้

ที่ท่าน้ำมีศาลาหลังเล็กๆ ทำด้วยไม้ หากขึ้นจากบันไดน้ำมา เดินผ่านลานดินและครัวด้านนอกเพียงเล็กน้อยก็ถึงตัวบ้าน มีชุดรับแขกเล็กๆ โต๊ะกินข้าว พัดลมตั้งพื้นวางอยู่ที่ด้านล่างของตัวบ้านซึ่งเป็นลานกว้างพอควร ผนังสร้างด้วยอิฐและปูนมีภาพผู้ชายสวมชุดครุยทนายความภาพใหญ่แขวนไว้อยู่ บริเวณช่างล่างของตัวบ้านมองออกว่าเป็นการสร้างต่อเติมทีหลัง มีบันไดขึ้นตรงไปชั้นบนของตัวบ้านซึ่งมีโครงสร้างผนังไม้ มีห้องใหญ่ๆ สามห้อง ห้องหนึ่งเป็นห้องนอนของหญิงแปลกหน้า มีห้องเล็กๆ อีกห้องหนึ่งสำหรับไหว้พระและอัฐิของสามีเธอ และห้องสุดท้ายอีกห้องหนึ่งเป็นห้องนอนของลูกชายเธอ…

 

หลังจากที่เขาฟื้น คุณหมอได้ตรวจอาการทั้งหมดของจอมพลผลปรากฏว่าทุกอย่างเป็นปกติจนคุณหมอเองก็แปลกใจ หญิงแปลกหน้าจึงได้ขอคุณหมอพาลูกชายกลับบ้าน แต่พอออกจากโรงพยาบาลมาถึงบ้าน เขายังคงไม่ยอมกินข้าวปลา ไม่พูดไม่จา ไม่เสวนาใดๆ กับใครทั้งนั้น เขาเหมือนอยู่ในภวังค์ อยู่ในความฝัน ยังคงนั่งจ้องอยู่หน้ากระจกเงาบานใหญ่ในห้องนั้น ห้องที่หญิงแปลกหน้าบอกว่าเป็นห้องนอนของเขา เขาก็ยืนขึ้นมองเงาตัวเองในกระจกแบบตาไม่กะพริบ จากนั้นก็นั่งลง แล้วก็ยืนขึ้น นั่งลง ยืนขึ้น สลับไปมาแบบนี้แทบจะตลอดเวลา…

“นี่แกเป็นใครกันแน่ ทำไมฉันถึงมาอยู่ในร่างนี้ได้” สายตาเขาจ้องเขม็งที่กระจกเงาราวกับว่าเงาสะท้อนในกระจกจะสามารถโต้ตอบเขาได้

เสียงเคาะประตูดังขึ้นที่หน้าห้อง…

“จอม…แม่วางข้าวไว้หน้าห้องนะลูก กินข้าวด้วยล่ะ” เสียงหญิงแปลกหน้าพอจะดึงเขากลับมาสู่โลกแห่งความเป็นจริงได้เพียงเล็กน้อย เขาหันไปตามเสียงแต่ไม่มีคำพูดใดๆ ออกจากปาก เขาแค่เงี่ยหูฟัง รอให้เสียงย่ำเท้าของหญิงแปลกหน้าที่อ้างว่าเป็นแม่เขาเดินลงบันไดไป

เขาหันกลับมาที่กระจกเงา มองเงาตัวเองอีกครั้ง ถอนหายใจอย่างเหนื่อยอ่อน หันหลังออกมาตั้งใจจะเอนกายลงที่เตียงสักพัก…

“ไม่หิวเหรอ” เสียงใครคนหนึ่งดังขึ้น

ชายหนุ่มหันไปตามเสียงด้วยความตกใจ แต่ไม่เห็นใครในห้องเลยสักคน

“ใคร ใครพูด” ชายหนุ่มเสียงดังมองไปทั่วบริเวณห้อง แต่ก็พบแต่ความว่างเปล่า ทั้งห้องมีเพียงเขาคนเดียวเท่านั้นที่เป็นสิ่งมีชีวิตที่สามารถส่งเสียงได้ “สงสัยหูแว่ว” เขาบ่นพึมพำเอามือนวดขมับตัวเองเบาๆ  หย่อนตัวลงที่เตียงริมหน้าต่าง

“ตกลงไม่กินจริงๆ ใช่ไหม” เสียงเดิมดังขึ้นอีกครั้ง

“ใคร ใครวะ” ชายหนุ่มถึงกับผวาตัวออกจากเตียง ส่งเสียงดังมองไปรอบบริเวณอีกครั้ง

“ฉันอยู่นี่” เสียงที่ได้ยินฟังชัดเจนจนชายหนุ่มมั่นใจว่าหูตัวเองไม่ได้ฝาดแน่ๆ เขาหันไปตามทิศทางของเสียง แต่ยังคงไม่เห็นอะไร นอกจากกระจกเงาบานใหญ่ที่ตั้งอยู่ที่เดิม

“เฮ้อ…ทำไมจำอะไรไม่ได้สักอย่าง วุ่นวายไปหมด” เสียงตัดพ้อดังออกมาจากกระเงาบานนั้น

ชายหนุ่มได้แต่ยืนขาแข็งมองกระจกเงาทำอะไรไม่ถูก เขาไม่แน่ใจว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่

“มาใกล้ๆ จะได้ไม่ต้องเสียงดัง” เสียงลึกลับยังคงพยายามสนทนาต่อเนื่อง

วสินในร่างของเด็กหนุ่มค่อยๆ ก้าวขาไปที่กระจกเงา แต่ภาพสะท้อนที่เห็นกลับไม่ก้าวขาตามตัวเขา เงาของจอมในกระจกยืนนิ่งฉีกยิ้มให้เขา ชายหนุ่มมือไม้สั่นหัวใจเต้นแรงจนรู้สึกได้ เหงื่อกาฬเขาไหลพลั่กไปทั่วร่างกาย…

“กะ กะ…แกเป็นคะ ใคร” เสียงชายหนุ่มตะกุกตะกักถามเงาตัวเองในกระจก

“ทำไมขี้ลืมได้ขนาดนี้ว้า” เงาในกระจกส่ายหัวทำเสียงเบื่อหน่าย “เข้ามาใกล้ๆ นี่”

แม้เขาจะรู้สึกกลัวมากกับสิ่งที่เห็นตรงหน้า แต่ความอยากรู้ของเขามีมากกว่า เขาคิดแล้วว่าไม่มีอะไรจะเสียอีกต่อไป ชายหนุ่มตัดสินใจเดินไปที่หน้ากระจก สายตาของเขาและเงาตัวเองต่างจ้องมองกัน ชายหนุ่มทดสอบโดยการหันรีหันขวางหน้ากระจกโดยที่เงาของเขาไม่หันตามด้วยเลยแม้แต่น้อย…

“จะหันไปมาแบบนี้อีกนานไหม” เสียงเงาในกระจกคล้ายจะรำคาญ

“กะ…แกเป็นใคร แล้วนี่เกิดอะไรขึ้น” ชายหนุ่มรวบรวมความกล้าถามเงาตัวเองในกระจก

“เรื่องมันยาว นั่งก่อนสิ” เงาสะท้อนทำหน้าบุ้ยใบ้ ยกมือชี้ไปที่เก้าอี้ทำงานข้างกระจกเงา

ชายหนุ่มดึงเก้าอี้เข้าหา ค่อยๆ หย่อนตัวลงนั่งหน้ากระจกเงาบานใหญ่ โดยที่เงาสะท้อนในกระจกทำทุกอย่างและนั่งตามตัวเขาทุกประการ

“ค่อยยังชั่วหน่อย เดี๋ยวนี้ยืนนานๆ ไม่ไหว” เงาสะท้อนในกระจกทำท่าขยับก้นให้เข้าที่

“มาทบทวนความจำกัน” เงาในกระจกยกขาไขว่ห้างส่งยิ้มให้เขา

“คะ คะ ความจำเหรอ” วสินในร่างจอมพลมองเงาตัวเองตาไม่กะพริบ…

“ก่อนอื่นฉันคือผู้นำทาง จำได้ไหม” เงาในกระจกทำหน้าจริงจัง

“ผะ…ผะ ผู้นำทาง” ชายหนุ่มทวนคำพูดของเงาตัวเอง

“ใช่ หรือเรียกอีกอย่างว่ายมทูตไง ฉันมีหน้าที่พาวิญญาณคนตายไปในที่ที่ควรไป”

“ละ…ละ แล้วทะ…ทำไมถึง…มาอยู่ตรงนี้” เสียงชายหนุ่มขาดๆ หายๆ ชี้ไปที่กระจกเงา

“เฮ้อ…” เงาในกระจกถอนหายใจทำหน้าเบื่อหน่าย

“ก็เคยบอกนายไปแล้วไงว่าฉันคือผู้นำทาง เป็นยมทูต เป็นผู้นำวิญญาณของคนตายไปที่ที่ควรไป นายตายแล้วจำไม่ได้เหรอ” พูดจบยมทูตในกระจกส่งยิ้มให้ชายหนุ่ม

“ละ…แล้วทะ…ทำไมถะ ถะ ถึง…” ชายหนุ่มชี้ไปที่กระจกเงา

“ก็เพราะนายมันขี้ลืม ฉันถึงต้องลำบากมาเตือนความจำให้ และในเมื่อฉันเป็นยมทูตอย่างที่เคยบอก ฉันจึงไม่มีกายหยาบไง เข้าใจไหมกายหยาบ กายที่มีเนื้อมีหนังแบบนายหรือแบบสัตว์ทุกชนิดบนโลกใบนี้ ฉันไม่มี ก็เลยต้องอาศัยเงาในกระจกนี้สื่อสารกับนายไง วุ่นวายชะมัด” เงาในกระจกถอนหายใจ

ชายหนุ่มพยายามรวบรวมสติรับมือกับสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้า…

“หมายความว่า…”

“ใช่…นายวสิน เอ้ย ไม่ใช่ต้องเรียกว่าท่านวสินสินะ ท่านวสินตายแล้ว ตายสนิท” เงาในกระจกยักคิ้วหลิ่วตาให้ชายหนุ่ม “นายตายเมื่อวันที่ เอ่อ…วันที่เท่าไหร่ว้า ดูสิฉันติดโรคขี้ลืมมาจากนายจนได้”

ยมทูตในกระจกทำท่ายุกยิกล้วงกระเป๋ากางเกงคล้ายกำลังหาอะไรสักอย่าง “อยู่ไหนนะ อ่า…เจอแล้ว” ยมทูตหยิบโทรศัพท์สมาร์ตโฟนขึ้นมาเงยหน้ายิ้มให้ชายหนุ่มหน้ากระจกเล็กน้อยกก จากนั้นก็ก้มหน้าหาข้อมูลจากสมาร์ตโฟนในมืออย่างตั้งอกตั้งใจ

“ยุคนี้ทันสมัยจริงว่าไหม ดูสิข้อมูลทุกอย่างอยู่ในนี้หมดเลย” เงาในกระจกโชว์สมาร์ตโฟนในมือ แต่ดูเหมือนวสินในร่างจอมพลจะไม่สนใจสิ่งที่ยมทูตถามเลยสักนิด เขายังคงนั่งนิ่งมองเงาตัวเองเคลื่อนไหวไปมาในกระจกอย่างอิสระ

“โอเคๆ ไม่อยากพูดก็ไม่ต้องพูด คนอะไรไม่มีมารยาท ชวนคุยดีๆ ทำเป็นเงียบ เอาละฟังนะ” ยมทูตหยิบสมาร์ตโฟนในมือขึ้นมา เอานิ้วทำท่าขยายหน้าจอเล็กน้อย “นายวสิน ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลคนใหม่ล่าสุดเสียชีวิตเมื่อวันที่ 26 เมษายน พ.ศ.2564 เวลา 19 นาฬิกา 38 นาที อายุขัยตอนตาย 53 ปีพอดิบพอดี”

“ละ…ละ…แล้วตอนนี้ผมเป็นใคร เกิดอะไรขึ้น” หน้าชายหนุ่มซีดเผือด เสียงเขาสั่นไปตามร่างกายที่กำลังสั่นไหวไปทั้งตัว

ยมทูตเก็บสมาร์ตโฟนไว้ในกระเป๋ากางเกง “บอกอีกทีก็ได้ ตอนนี้ร่างกายนายคือจอมพล นักศึกษากฎหมายหนุ่มปีสุดท้ายที่ไม่ค่อยเอาไหนเท่าไหร่ แต่จิตใจนายตอนนี้คือท่านวสิน หรือพูดง่ายๆ ก็คือวิญญาณของนายอยู่ในร่างของจอมพล แต่ก็นะอย่างที่เคยบอก”

“บอกอะไร…” คล้ายชายหนุ่มจะพอตั้งสติได้บ้างเล็กน้อย

“นายลองหันไปดูรูปตรงนั้นหน่อยสิ” ยมทูตยกมือชี้ไปที่โต๊ะทำงานที่ตั้งติดอยู่กับเตียงนอนในห้อง

เขาหันตามที่เงาในกระจกบอก บนโต๊ะทำงานมีรูปตั้งโต๊ะอยู่ 2-3 รูป ชายหนุ่มเห็นภาพของจอมพลคู่กับสาวผมยาวรุ่นราวคราวเดียวกับจอมพลคนหนึ่ง ถัดไปเป็นรูปเดี่ยวของจอมพลกำลังวางท่าเท่ในชุดครุยเนติที่หน้ามหาวิทยาลัย อีกรูปดูเก่ากว่าเพื่อนเป็นภาพของหญิงแปลกหน้าคนนั้นกำลังอุ้มเด็กผู้ชายตัวเล็กๆ ไว้ที่อ้อมแขน “แล้วไง” เขาหันไปถามเงาในกระจก

“เฮ้อ…มองให้ครบทุกรูปสิวะ” ยมทูตทำท่าเบื่อหน่าย

ชายหนุ่มหันกลับไปที่โต๊ะทำงานอีกครั้ง เขากวาดสายตาไปที่หัวเตียงข้างโต๊ะ ตรงนั้นมีกรอบรูปอีกกรอบตั้งอยู่ เป็นรูปชายวัยกลางคน ซึ่งเป็นคนเดียวกันกับภาพใหญ่ที่แขวนไว้ด้านล่างกำลังยิ้มกอดคอจอมพลอยู่ด้านซ้าย โดยมีหญิงแปลกหน้ายืนยิ้มหวานอยู่ด้านขวาด้วย

เขาเพ่งมองรูปใบนั้น รู้สึกคุ้นๆ ไม่แน่ใจว่าเคยเห็นชายวัยกลางคนในรูปที่ไหนมาก่อนหรือไม่…

ทันใดนั้นวสินในร่างจอมพลรู้สึกปวดหัวขึ้นมาฉับพลัน เขาหลับตาเอามือกุมขมับ จู่ๆ ก็มีแสงสว่างวูบวาบพุ่งเข้ามาในความคิดของเขา ภาพเคลื่อนไหวมากมายหลากหลายเหตุการณ์วิ่งสลับไปมาในหัว ภาพหญิงแปลกหน้าร้องเพลงกล่อมทารกน้อยในอ้อมอกอย่างมีความสุข ภาพสาวผมยาวในรูปหยอกล้อกับจอมพล ภาพจอมพลในชุดครุยทนายความกำลังฝึกว่าความในศาลจำลอง…

เขาสะบัดศีรษะ ภาพชายวัยกลางคนในรูปเด่นชัดขึ้นทุกขณะ ผู้ชายคนนั้นกำลังคุยกับใครสักคนอยู่โดยมีตัวของจอมพลนั่งอยู่ข้างๆ คล้ายการปรับจูนสัญญาณภาพในโทรทัศน์  ภาพเคลื่อนไหวในหัวจากเบลอๆ กลับค่อยๆ ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ทั้งแสง สี และเสียง…

 

“ผมยืนยันเหมือนเดิมว่าไม่ขาย และจะไม่ถอนฟ้องด้วย” น้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงไปด้วยพลัง

แม้อุณหภูมิความเย็นจากเครื่องปรับอากาศในห้องจะขึ้นตัวเลขอยู่ที่ 23 องศาเซลเซียส แต่บรรยากาศกลับร้อนระอุดังไฟแผดเผา บนโต๊ะประชุมรูปตัวยูขนาดใหญ่ที่น่าจะนั่งได้เป็นสิบคน แต่องค์ประชุมวันนี้มีคนเข้าร่วมเพียง 5 คนเท่านั้น

“ผมยืนยันเหมือนเดิมว่าไม่ขาย และจะไม่ถอนฟ้องด้วย” น้ำเสียงทนายกำพลราบเรียบ แต่แฝงไปด้วยพลัง

“ลื้อคิดว่าลื้อเป็นใคร บังอาจมาต่อกองกับคงอย่างอั๊วล่าย” ชายหัวล้านรูปร่างอ้วนใหญ่ที่นั่งฝั่งตรงข้ามถึงกับเก็บอาการไม่อยู่เมื่อได้ยินคำตอบของคู่เจรจาลุกขึ้นชี้นิ้วใส่ทนายกำพล

“แล้วเสี่ยวิชัยจะทำไม คนโลภอย่างคุณต้องเจอคนอย่างผม” ทนายกำพลยืนประจันหน้ากับเสี่ยวิชัยอย่างไม่กลัวเกรง

“พ่อ…นั่งเหอะ” จอมพลฉุดมือพ่อตัวเองให้นั่งลง

“แล้วท่านเห็นว่าอย่างไรครับ” ทนายกำพลหันไปถามชายที่นั่งเป็นประธานที่หัวโต๊ะ

วสินถอนหายใจยาว “ ใจจริงผมอยากให้ทั้งสองฝ่ายตกลงกันได้ นี่เราก็ไกล่เกลี่ยกันมาหลายรอบแล้วแต่ก็ไม่เห็นความก้าวหน้าอะไรเลยแม้แต่น้อย ต่างคนต่างไม่ลดราวาศอกกันเลย”

“ฝั่งเราพยายามเต็มที่แล้วครับท่าน ข้อเสนอราคาซื้อที่ดินที่ยื่นให้โจทก์ก็สูงกว่าทั้งราคาประเมินและราคาตลาด แล้วดูสิ นอกจากจะไม่ขายเราแล้ว ยังมาฟ้องให้เรารื้อถอนอาคารมูลค่าหลายร้อยล้านอีก ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้” ชายหนุ่มข้างๆ เสี่ยวิชัยหันมามองคู่พ่อลูกด้วยสายตาเย้ยหยัน

“ทำไมจะเป็นไปไม่ได้ คุณก็รู้ว่าลูกความคุณสร้างตึกสูงในที่ที่ ไม่ควรสร้างนั่นคือผิดหนึ่ง และบ้านผมอยู่ตรงนี้มาเป็นสิบๆ ปีตั้งแต่รุ่นปู่รุ่นย่า จู่ๆ ลูกความคุณมาสร้างตึกสูงบังทิศทางลมและแสงไม่ให้เข้าบ้านผมอีก ขนาดกลางวันแท้ๆ ภรรยาผมยังต้องเปิดไฟทำงานบ้าน มันเข้าข่ายละเมิดผมและครอบครัวอย่างชัดเจน นี่คือผิดสอง ถามจริงๆ น้องเป็นทนายมากี่ปีแล้ว” กำพลตั้งใจเปลี่ยนสรรพนามเยาะเย้ยกลับ

ทนายกริชรู้ว่าฝั่งตรงข้ามพูดถูกได้แต่กัดฟันจ้องหน้าท้าทายทนายกำพล

“ถ้ามังบังลมบังแหลดบ้านลื้อ ลื้อก็ขายที่ให้อั๊วสิวะ จะมาเรื่องมากทำไมวะ” เสี่ยวิชัยเสียงดังขึ้น

“พอๆ ทั้งสองฝ่าย เห็นทีจะคุยกันไม่รู้เรื่อง ถ้าเช่นนี้ก็ให้เป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมายแล้วกัน วันนี้เย็นมากแล้ว ผมขอเลิกประชุม” วสินลุกขึ้นเดินออกจากห้องไกล่เกลี่ยไป…

 

คล้ายชายหนุ่มหลุดออกจากภวังค์ เขาหันไปมองเงาตัวเองในกระจก ยมทูตส่งยิ้มให้เขา

“ตามฉันมาสิ” เงาในกระจกลุกออกจากเก้าอี้โดยที่ร่างจริงของจอมพลยังคงนั่งอยู่

“เดี๋ยวก่อน แล้วผมมาอยู่ในร่างเด็กนี่ได้อย่างไร” ชายหนุ่มถามด้วยสีหน้าจริงจัง

“เอ่อ…เรื่องมันยาวน่า เดี๋ยวนายก็จำได้เองแหละ” เสียงยมทูตอ้ำอึ้งเอามือเกาศีรษะตัวเอง จากกนั้นก็ทำทีรีบเดินออกหายไปจากกระจกเงาเหลือเพียงเก้าอี้ว่างเปล่า

ชายหนุ่มรู้สึกสับสนแต่คล้ายมีมนตร์สะกด เขาลุกขึ้นเดินเปิดประตูออกไปนอกห้องนอน

“ฉันอยู่ที่นี่” เสียงยมทูตแว่วมาจากห้องอีกห้องหนึ่งซึ่งเปิดประตูคาไว้

วสินในร่างจอมพลเดินตามเสียงเข้าไปในห้องนั้น ภายในห้องดูสว่างด้วยตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของตัวบ้าน หน้าต่างทุกบานเปิดออกรับกระแสลมเย็นจากแม่น้ำเจ้าพระยา ตรงริมสุดติดผนังตรงข้ามกับประตูมีโต๊ะหมู่บูชาตั้งอยู่ เห็นพระพุทธรูปทองอร่ามตั้งอยู่บนโต๊ะบน ดอกบัวตูมในแจกันเซรามิกสีขาววางขนาบคู่บนโต๊ะซ้ายขวาต่ำลงมาเล็กน้อย  โต๊ะตรงกลางด้านล่างวางเชิงเทียนคู่หนึ่ง แทรกด้วยกระถางธูปใบใหญ่บนโต๊ะเดียวกัน…

“ทางนี้” ชายหนุ่มหันไปตามเสียง

ด้านขวาของโต๊ะหมู่บูชา มีโต๊ะเดี่ยวเล็กๆ ตั้งไว้อยู่ตัวหนึ่ง บนโต๊ะมีแจกันแก้วใสปักด้วยบัวตูมวางคู่อยู่ริมโต๊ะทั้งสองฝั่ง ตรงกลางมีกระถางธูปขนาดย่อมวางอยู่หน้าโกศทองเหลืองทรงสูงซึ่งวางอยู่หน้ารูปภาพของชายวัยกลางคนคนนั้นอีกที…

เขาตามเสียงเดินเข้าไปที่โต๊ะตั้งอัฐิทนายกำพล…

“ทนายกำพล” เขารำพึงรำพันเบาๆ กับตัวเอง

ทันใดนั้นภาพทนายกำพลก็กะพริบตาถี่ๆ จ้องมองมาที่เขา “เริ่มจำได้บ้างแล้วสิ”

ชายหนุ่มถึงกับผวาออกมาอย่างตกใจเมื่อเห็นภาพคนตายขยับปากพูดกับเขา

“ใจเย็น นี่ฉันเองยมทูตคนเดิม ผู้นำทางหรือไกด์ส่วนตัวของนายไง” ภาพทนายกำพลในกรอบรูปยักคิ้วหลิ่วตาให้ “ไหนๆ ก็มาถึงห้องนี้แล้ว ฉันอยากให้นายไหว้พ่อตัวเองสักนิด ธูปวางอยู่ตรงนั้น จุดเลย” ยมทูตในภาพของทนายกำพลใช้น้ำเสียงแกมบังคับทำให้ชายหนุ่มต้องทำตาม

วสินในร่างจอมพลจุดธูปขึ้นมาหนึ่งก้าน คุกเข่า สายตาเหลือบมองไปที่รูปของทนายกำพลก่อนที่จะหลับตาพนมมือ เหมือนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในห้องนอนสักครู่ ชายหนุ่มรู้สึกปวดหัวจี๊ดขึ้นมาทันใด มีภาพเคลื่อนไหวหลายหลากเหตุการณ์วิ่งสลับไปมาอย่างรวดเร็วในหัวจนไม่สามารถจับต้นชนปลายได้ว่าเกิดอะไรขึ้น

เขาพยายามมองภาพในหัวเหล่านั้นว่ามีเหตุการณ์อะไรบ้าง กระทั่งภาพสลับค่อยๆ ช้าลงแต่ชัดขึ้นเรื่อยๆ  เหตุการณ์ต่างๆ มากมายค่อยๆ หายไป กระทั่งเหลือเหตุการณ์เดียว…

 

คืนนั้นฝนตกหนัก แสงสว่างสีเหลืองนวลจากไฟส่องถนนไม่สามารถช่วยให้วิสัยทัศน์ในการขับรถของเขาดีขึ้นได้เลย ทนายกำพลต้องขับรถด้วยความระมัดระวัง ในหัวเขาคิดถึงเรื่องข้อพิพาทที่กำลังจะเข้าสู่กระบวนการทางศาลในเร็ววันนี้…

“พ่อครับเราจะชนะใช่ไหมครับ” จอมพลซึ่งนั่งอยู่เบาะหน้าข้างคนขับถามด้วยความกังวลใจ

“ชนะสิลูก ที่ผืนนี้เป็นของเรามาตั้งแต่บรรพบุรุษ ไม่มีใครมาบังคับเราให้ขายหรือไม่ขายได้”

“ผมหมายถึงที่เคสพ่อจะฟ้องให้เขารื้อถอนตึกออกไป เขาจะยอมเหรอครับพ่อ”

“ไม่ยอมก็ต้องยอม พวกมันผิดเห็นๆ ประมวลแพ่งมาตรา 420, 421, 1337 เป็นอย่างน้อย เรียนมาแล้วไม่ใช่เหรอ นี่พ่อฟ้องคดีอาญาพวกมันด้วย กะให้ติดคุกเลย คนพวกนี้ต้องเอาให้หนัก”

เขาจำมาตรากฎหมายที่พ่อเขาบอกไม่ได้หรอก ลึกๆ เขารู้สึกสังหรณ์ใจว่ามันคงไม่ง่ายดายแบบที่พ่อเขาบอกไว้แน่ๆ ฝั่งตรงข้ามมีทั้งเงินและอำนาจ แม้เขายังเรียนไม่จบ แต่จอมพลก็พอเข้าใจเรื่องของอิทธิพลในประเทศนี้ดีพอควร…

“ถ้าฝั่งนั้นเล่นสกปรกล่ะครับ เราจะสู้ไหวเหรอครับ”

“ไม่ต้องห่วงลูก ท่านวสินเป็นผู้ดูแลคดีนี้ เราสบายใจได้ ท่านเป็นผู้พิพากษาที่ได้ชื่อว่ามือสะอาดที่สุดคนหนึ่งของประเทศนี้ เป็นคนตรงไปตรงมา ใครหน้าไหนก็ซื้อท่านไม่ได้ ยิ่งกว่าท่านเปาบุ้นจิ้นในทีวีสักอีก” ทนายกำพลหันมายิ้มให้ลูกชายของตน

ฝนฟ้าคะนองด้านนอกดูหน้ากลัว สายฟ้าแลบแสงวาบเข้าตาจนจอมถึงกับเบือนหน้าหลบ ตามด้วยเสียงฟ้าคำรามสนั่นหวั่นไหว ฝนยังคงตกหนักมาก รถของทั้งสองวิ่งช้าๆ มาถึงทางแยก ทนายกำพลมองขวา มองซ้ายหลายครั้ง เมื่อแน่ใจว่าปลอดภัย เขาจึงเคลื่อนรถเลี้ยวขวาออกจากแยกไป

ทันใดนั้นก็มีแสงไฟคล้ายดวงตาปีศาจดวงใหญ่พุ่งเข้ามาหาด้วยความเร็วสูง เสียงกัมปนาทจากแรงปะทะดังสนั่นหวั่นไหว เศษกระจกลอยละลิ่วบาดหน้าตาและแขนขาสองพ่อลูกจนเลือดโชก ทุกอย่างดำเนินไปคล้ายภาพช้าในภาพยนตร์ ทนายกำพลกลิ้งไปมาตามแรงเหวี่ยงของยานพาหนะที่พลิกคว่ำไปมาหลายตลบ เข็มขัดนิรภัยที่เขาคาดไว้ขาดกระจุย ร่างของทนายกำพลกระเด็นหลุดออกมานอกรถยนต์…

วสินในร่างจอมพลสะดุ้งลืมตา เหงื่อกาฬไหลพลั่กไปทั่วใบหน้า…

“คุ้นๆ ไหม” ภาพถ่ายทนายกำพลบนโต๊ะวางอัฐิขยับปากพูดกับเขา

ยังไม่ทันที่ชายหนุ่มจะพูดอะไร ภาพเคลื่อนไหวในหัวก็กลับมาอีกครั้ง แต่คราวนี้เป็นภาพเหตุการณ์ที่ตัวของวสินเองประสบอุบัติเหตุเมื่อไม่กี่วันก่อน…

 

ร่างของวสินนอนแผ่หลาจมกองเลือดท่ามกลางดงหญ้าสูงในป่าละเมาะข้างทาง ลมหายใจเขาอ่อนลงทุกวินาที เขากวาดสายตาไปทั่วบริเวณแต่ไม่เห็นอะไรเลยนอกจากซากรถที่พังยับเยิน งามตาภรรยาของเขานั่งจมกองเลือดอยู่บนรถ เขาพยายามฝืนลืมตาต่อ แต่ดูเหมือนร่างกายจะไม่ตอบสนองถึงความพยายามของเขาแล้ว ภาพที่เห็นค่อยๆ เลือนรางไปเรื่อยๆ…

“เดี๋ยว…อย่าเพิ่งตาย ดูดีๆ” เสียงยมทูตดังเข้ามาในเหตุการณ์นั้น

เขาฝืนลืมตาขึ้นมาได้อีกครั้งในดงหญ้า ดวงตาปีศาจคู่นั้นเริ่มขยับตัวเคลื่อนไหว วสินพยายามเพ่งมองที่แสงไฟ เขาเห็นรถบรรทุกคันใหญ่กำลังแล่นจากไป เขามองอีกครั้ง รูปภาพที่ข้างรถคันใหญ่ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ เขาเห็นแล้ว…

มันคือภาพตัวอักษรโรมันสีแดงตัววีใหญ่ “V”

“มันคืออะไร” วสินในร่างจอมพลส่งเสียงออกมาทั้งๆ ที่ยังหลับตาอยู่

“อย่าเพิ่งลืมตา” เสียงยมทูตแว่วเข้าหูชายหนุ่ม

ภาพเหตุการณ์อุบัติเหตุของวสินกับงามตาตัดหายไป กลายเป็นเหตุการณ์ของสองพ่อลูกนักกฎหมายขึ้นมาแทนที่ วสินในร่างจอมพลพยายามจับต้นชนปลายทั้งสองเหตุการณ์เข้าด้วยกัน มันคลับคล้ายคลับคลาว่ามีอะไรบางอย่างที่คล้ายกัน

 

ร่างของจอมพลยังคงตรึงอยู่ที่เก้าอี้ข้างคนขับ ฝนที่ตกลงมาอย่างหนัก ทำให้สายตาที่พร่ามัวของเขาไม่สามารถมองเห็นอะไรได้ชัดเจนนัก ร่างของทนายกำพลพ่อบังเกิดเกล้าของเขากระเด็นออกจากตัวรถไปไกลพอสมควร จอมพลพยายามมองหาพ่อของเขาแต่ก็หาไม่เจอ ภาพที่เขาเห็นเลือนรางเต็มที เขาเห็นเพียงแสงไฟดวงใหญ่คล้ายดวงตาปีศาจกำลังถอยห่างจากเขาไปเรื่อยๆ ในหัวใจเด็กหนุ่มคิดถึงแต่พ่อ น้ำตาลูกผู้ชายไหลริน

“พ่อ…พ่อครับ” เสียงของเขาแผ่วเบาเกินกว่าที่ใครจะได้ยิน โลกทั้งใบมืดลงเรื่อยๆ เขารู้สึกอยากนอนสักตื่น ก่อนที่เขาจะหลับตา เสียงเครื่องยนต์ของปีศาจตัวนั้นดังเข้ามาในหู ทำให้เด็กหนุ่มเหลือบไปมอง เขาเห็นรถบรรทุกคันใหญ่กำลังแล่นจากไป เขามองอีกครั้งที่ท้ายรถคันนั้น ภาพที่เห็นชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ

ใช่…เขาเห็นอักษรสีแดงตัวเดิม… “V”



Don`t copy text!