ดวงใจระบายสี บทที่ 4 : เริ่มผสมสี

ดวงใจระบายสี บทที่ 4 : เริ่มผสมสี

โดย : ปิยะพร  ศักดิ์เกษม

Loading

ดวงใจระบายสี โดย ปิยะพร ศักดิ์เกษม เรื่องราวของใจสกาว หญิงสาวที่เปรียบเสมือนผ้าขาวสะอาด เมื่อเธอตัดสินใจไปเมืองหลวงโลกอย่างนิวยอร์ก สีสันต่างๆ ก็เริ่มแต่งแต้มชีวิตของเธอ สีสันที่มาพร้อมชายหนุ่มสามคนที่กลายเป็นสีสามสีที่ปาดป้ายระบายลงในดวงใจของเธอ… นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้คุณได้ อ่านออนไลน์ ได้ลงจนจบบริบูรณ์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทางผู้เขียนใจดีมอบ 5 บทแรกไว้ให้อ่านกันที่อ่านเอาจ้า

————————————————————————–

กรรมบังตาคือคำที่คนโบราณใช้อธิบายหลายๆ เรื่อง… อธิบายว่าทั้งๆ ที่อยู่ตรงหน้าแท้ๆ เหตุใดเราจึงไม่มองจนเกิดอุบัติเหตุ อธิบายว่าเรื่องแบบนี้เราน่าจะคิดออก เหตุใดเราจึงคิดไม่ได้

อธิบายว่าท่าทีและพฤติกรรมที่เห็นน่าจะบอกเล่าเรื่องราวได้มากกว่าถ้อยคำเป็นหมื่นเป็นพันคำ เหตุใดเราจึงมองไม่เห็น…

‘กรรม’ ของใจสกาวครั้งนี้คงคือความตื่นเต้นจากโลกใหม่ที่เพิ่งได้พบเจอ กับความดีใจที่ได้เห็นนพัชเดินตรงมา… เธอไม่ได้เห็นเขามานานร่วมปี มีแต่ตัวอักษรกับเสียงจากสายโทรศัพท์ที่ติดต่อถึงกัน

หญิงสาวผุดลุกขึ้นยืน รอยยิ้มคลี่บานเต็มหน้า เมื่อส่งเสียงเรียก “พี่พัช” ไม่ได้สังเกตเลยว่า อีกฝ่ายสะดุ้งสุดตัว ดวงหน้าคมสันเผือดสีลงราวกับโลหิตถูกสูบไปกับอากาศ

ทว่านพัชก็เป็นหนุ่มน้อยที่ได้รับการฝึกฝนอบรมมาอย่างเข้มงวดในเรื่องของมารยาทและการแสดงอารมณ์ เพียงแวบเดียวเท่านั้นเขาก็เหลือแต่เพียงความตื่นเต้น ประหลาดใจและเป็นห่วงเป็นใยในแววตา ชายหนุ่มก้าวยาวๆ ตรงเข้ามาหา รวบจับมือทั้งสองข้างของใจสกาวไว้มั่น เมื่อพูด

“น้องหนู!… โธ่! พี่บอกแล้วว่าเดี๋ยวจะไปรับ”

“น้องหนูมาเองได้เห็นไหมคะ” อีกฝ่ายบอกอย่างร่าเริง… และเป็นเช่นที่เคย… ใจสกาวเอาตัวตนและสิ่งที่อยู่ในใจออกมาวางแผ่ตรงหน้าอย่างเปิดเผยเสมอ “คิดถึงพี่พัชจัง…”

“จ้า… พี่ก็คิดถึงน้องหนู” นพัชลากเสียงยาวเจือหัวเราะ เขาไม่โอบกอดแนบแน่น ไม่จุมพิตแผ่วหวานที่พวงแก้มและริมฝีปากเหมือนวันก่อนจากกัน หากตรงเข้ามาโอบไหล่ ดึงศีรษะให้ซบเข้ามากับอก พร้อมๆ กับที่หญิงสาวที่เดินคู่เคียงกันมาเข้ามาถึงตัวพอดี

“นี่แองจี้ แองเจลล่า ซานเชส… พี่ชวนเขามาพักด้วยช่วงที่น้องหนูอยู่… จะได้นอนกับน้องหนู… อาธีรชัยกับพี่นัทจะได้สบายใจ” เขาว่าแล้วรีบอธิบาย “ไม่ใช่ว่าทั้งสองจะไม่ไว้ใจพี่ ไม่ไว้ใจเราหรอกนะ แต่พี่คิดว่าแบบนี้ดีกว่า…”

นพัชพูดทั้งหมดด้วยภาษาไทยก่อนหันกลับไปอธิบายเป็นภาษาอังกฤษกับหญิงสาวสวยจัดที่ยืนมองยิ้ม ๆ

“ใจสกาว น้องสาวผมเอง”

“ใจสกาว…” อีกฝ่ายพูดตามด้วยเสียงแปร่งๆ แล้วยิ้ม… รอยยิ้มของผู้หญิงคนนี้สวยสด… เจิดจ้าจับตาจนใจสกาวมองเพลิน คิ้วเข้ม ผมเป็นสีน้ำตาลเหลือบทอง ดวงตาสีน้ำเงินสดราวสีสะท้อนของท้องฟ้าจากน้ำในทะเลสาบ กรอบตากว้าง ฟันขาวเรียบเป็นระเบียบไม่ต่างจากสร้อยไข่มุกสายงาม

ความสวยงามของเจ้าหล่อนเป็นความสวยงามแบบอเมริกันพิมพ์นิยม ทั้งหญิงและชายที่นี่ต้อง ‘ฟันงามกล้ามโต’… แน่ละ! ‘กล้าม’ ของหญิงสาวที่มีนามสกุลแปลกหูนั้นกลมกลึงตึงเต่งอยู่ภายใต้เสื้อยืดเนื้อนิ่ม มันโดดเด่นงดงามชนิดที่จะสะดุดตาคนตั้งแต่มุมถนนโน่นทีเดียว

“ชื่อเธอท่วงทำนอง สำเนียงแปลกดี… แต่ออกเสียงไม่ยาก ฉันเรียกเธอว่าจัยก็แล้วกันนะ น้องสาว…”

ผู้พูดพูดเจือหัวเราะ หัวเราะจนดวงตาเป็นประกายระยับเจิดจ้า ราวกับนึกขันอะไรอยู่ในใจ

“พี่ชายน้องสาวที่ประเทศของเธอตีกันหรือเปล่า ที่นี่… ความจริงต้องบอกว่าฉันกับพี่ชายตีกันทุกครั้งที่พบหน้า ไม่เคยพูดกันดีๆ ได้เลย”

นพัชไขกุญแจประตูหน้าของอพาร์ตเมนต์ เดินนำเข้าไปขณะที่สองสาวเดินตาม คุยกันซุบซิบ

“ไม่หรอกค่ะ… เออ… บอกว่าไม่รู้ดีกว่า ฉันไม่รู้ว่าคนอื่นเป็นอย่างไร แต่เรามีน้องสาวอีกคนและไม่เคยตีกันเลยค่ะ”

นพัชนั้นเป็นเสมือนสมาชิกในครอบครัวมานานนักแล้ว จะบอกว่าเป็นพี่ชายของเธอและณิศราก็ได้… ใจสกาวคิดถึงหนูนิด… ณิศราที่กำลังน่ารักน่าเอ็นดูแล้วนึกไม่ออกว่าแกจะโต้เถียงขัดแย้งถึงขั้น ‘ตี’ กับพี่ๆ ไม่ว่าจะเป็นพี่สาวหรือพี่ชายได้อย่างไร

ใจสกาวเล่าถึงเด็กหญิงตัวน้อยน่ารักที่เป็นขวัญใจของคนทั้งบ้าน เล่าถึงบ้านหลังใหญ่ชานเมือง เล่าถึงห้องพักในอาคารสูงที่เป็นที่พักของเธอมาตั้งแต่ขึ้นปีสาม เล่าถึงการทำงานในธนาคารใหญ่ของประเทศ เล่าถึงบิดาที่นอกจากจะทำงานหนักแล้วยังเดินทางไม่ได้หยุด เล่าถึงแม่บ้านที่ติดตามมาอยู่ด้วยกันที่ห้องชุดเพื่อคอยรับใช้และดูแลเธอ

หญิงสาวเอาชีวิตของตัวเองออกมาวางเรียงอย่างคนไม่เคยมีความระแวง ไม่เคยมีชั้นเชิง ไม่เคยมีความลับกับใคร เธอไม่เคยรู้เลยว่า ตลอดชีวิตใจสกาวคนนี้พอรู้อยู่ว่าตนเองเป็นอย่างไร หากไม่เคยหยุดแล้วมองพิเคราะห์ถึงชีวิตและจิตใจของคนอื่นเลย…

การได้แต่ ‘รู้เรา’ โดยไม่เคย ‘รู้เขา’ เช่นนี้… อย่าว่าแต่จะรบร้อยครั้งให้ชนะร้อยครั้งเหมือนตำราพิชัยสงครามของซุนวูเลย… แค่จะประคองตัวเองให้อยู่รอดปลอดภัยในโลกใบนี้ก็แสนยาก…

ผู้ฟังติดตามฟังและเก็บรายละเอียดอย่างเอาใจใส่… แองเจลล่า มองเห็นฐานะมั่งคั่ง สังคมชั้นสูงในประเทศที่ห่างไกล

…ที่นิวยอร์กเองก็คล้ายๆ อย่างนี้ มีแต่ผู้มีฐานะ เป็นชนชั้นสูง… สูง… ระดับยอดตึกร็อกกี้เฟลเลอร์เท่านั้น จึงจะสามารถซื้อห้องชุดให้ลูกหลานอยู่บนเกาะแมนฮัตตันแล้วมีบ้านชานเมืองให้กลับในวันสุดสัปดาห์

มันสอดคล้องกับที่แพท… นพัช… บอกกับเธอกว่ามารดาของเขาเป็นเจ้าหญิงคนหนึ่งของประเทศไทย!

แองเจลล่าทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาตัวยาวหน้าโทรทัศน์ ดึงมือ ‘น้องสาว’ ของนพัชให้นั่งตามลงมาด้วย ฟังอีกฝ่ายคุยแจ๋วๆ เล่าถึงเรื่องการเดินทางตั้งแต่เมืองไทย เล่าถึงการอ่านไม่ได้ ออกเสียงชื่อของสนามบินที่นพัชสั่งให้เดินทางมาไม่เป็น

แล้วเมื่อถามถึงว่าเจ้าหล่อนตั้งใจจะมาดูอะไรในนิวยอร์ก ฝ่ายผู้มาเยือนก็เล่ายืดยาวถึงความสนใจในงานศิลปะ เล่าถึงฝีไม้ลายมือด้านการวาดภาพที่ทุกวันนี้ก็ยังคงทำเล่นๆ เป็นงานอดิเรก และเล่าถึงการหมายมั่นปั้นมือจะไปเยี่ยมพิพิธภัณฑ์หลายๆ แห่ง อย่างพิพิธภัณฑ์ศิลปะเมโทรโปลิทันหรือพิพิธภัณฑ์แห่งศิลปะสมัยใหม่

เมื่อใจสกาวพูดจ้อทั้งยังมีท่าทีไม่สนใจใคร่รู้เรื่องของใคร แองเจล่าก็เบาใจ สนทนากับแม่สาวคนนี้เธอคงไม่ต้องออกแรงคิดพลิกแพลงพูดเรื่องของตัวเองให้ดูดี ไม่ต้องหลีกเลี่ยงพูดถึงบ้านทรุดโทรมและร้านอาหารเม็กซิกันในเมืองใหญ่อีกฟากหนึ่งของประเทศ

และยิ่งไม่ต้องพูดถึงครอบครัวที่ไม่เคยลงรอยกันได้อย่างแท้จริงของตัว

เริ่มจากพ่อที่เป็นผู้อพยพมาจากเม็กซิโกตั้งแต่อายุไม่ถึงสิบขวบ กับแม่ผู้เป็นสาวอเมริกันร่างเล็กผมสีบลอนด์สว่างที่เมื่อแรกเริ่มชีวิตคู่ก็คงมีแต่ภาพฝันและอุดมคติ แต่แล้ววิถีชีวิตกับความเชื่อที่ต่างกันชนิดสุดขั้วที่ต่างฝ่ายต่างถูกปลูกฝังกันมา ก็ค่อยๆ ลบภาพฝันนั้นไปทีละภาพ

จนกระทั่งวันหนึ่ง ผู้เป็นแม่ที่อิสระเสรีราวสายลมก็จากไปเงียบๆ ทิ้งสามีไว้กับงานที่ลงหลักปักฐานมั่นคงและลูกชายลูกสาววัยรุ่นสองคน

พี่ชายของเธอมุ่งมั่นจะช่วยงานพ่อ ขณะที่เธอไม่เคยคิดเช่นนั้น เด็กสาวเจ็บปวดกับการที่บิดาถูกมองเป็น ‘พวกอพยพ’ ที่ทำอาหารแปลกและอร่อยให้ชาวเมืองได้ลิ้มลองกันเท่านั้น… เมืองแบบนั้นไม่เหมือนนิวยอร์กที่ทุกเชื้อชาติทุกสีผิวปะปนกันราวกับเศษเนื้อเศษผักหลายชนิดหลอมรวมกันในหม้อต้ม

เธอสบายใจกว่าที่อยู่ที่นี่ ขณะที่อยู่ที่บ้านแองเจลล่าต้องแบกความเป็นลูกสาวมิสเตอร์ซานเชสไว้บนบ่า และมันก็กดให้หญิงสาวรู้สึกต่ำต้อยลง

หลายครั้งที่พ่อของเธอรับงานทำอาหารในงานเลี้ยงให้เจ้าของคฤหาสน์บนเนินเขา ลูกหลานและบรรดาแขกหนุ่มๆ ล้วนแสดงไมตรีกับสาวน้อยสวยจัด… สวยจับตา… ที่มาช่วยงานเป็นบริกร

ความที่บนเนื้อตัวแองเจลล่ามีความเป็น ‘ฝรั่ง’ แบบแม่มากจนกลบความเป็นเม็กซิกันของพ่อไปเสียเกือบสิ้น เหลือไว้แต่เพียงคิ้วเข้มตาคมแบบอเมริกาใต้ให้สะดุดตา ทุกคนจึงเข้าใจว่าเธอเป็นลูกหลานใครสักคนที่มีบ้านอยู่บนถนนบนเนินสายนี้

…ลูกสาวหลานสาวใครสักคนที่ไปเรียนวิทยาลัยต่างเมืองแล้วกลับมาทำงานหาลำไพ่พิเศษในวันหยุดแบบที่เด็กวัยรุ่นทุกคนทำ

ทว่า เมื่อรู้ว่าเธอเป็นเพียงลูกสาวของ ‘ผู้อพยพ’ ประจำเมืองที่ หลังเลิกเรียนจะทั้งแบกถาดอาหารทั้งนั่งอยู่หน้าโต๊ะเก็บเงินเกือบทุกวัน มุมมองที่คนพวกนั้นมองเธอก็แปรเปลี่ยน… ใครว่ามีอิสระเสรีและความเท่าเทียมกันทุกหย่อมหญ้าในประเทศนี้… แองเจลล่ายืนยันได้ว่าความเท่าเทียมนั้นไม่เคยเป็นจริง

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อหนุ่มน้อยแสนสุภาพเพียบพร้อมผู้กลับจากโรงเรียนประจำชั้นยอดในรัฐพบเธอในงานเลี้ยง เขาไม่รังเกียจความเป็นบริกร ไม่รังเกียจฐานะที่ยังอยู่ในระดับต้องปากกัดตีนถีบ และไม่รังเกียจพ่อเชื้อสายฮิสแปนิกผู้ยังต้องทำงานหนักแบบปากกัดตีนถีบของเธอ

แองเจลล่ากับหนุ่มน้อยผู้นั้นคบหากัน ใช้เวลายามค่ำคืนในฤดูร้อนบนเบาะที่นั่งตอนหลังของรถด้วยกัน… ทั้งหวานล้ำและร้อนแรงจนทั้งคู่เชื่อมั่นว่าจะไม่พรากจากกัน… หากเมื่อต่างฝ่ายต่างจบการศึกษาระดับมัธยมปลาย ฝ่ายชายหนุ่มได้ก็เข้าเรียนหนึ่งในมหาวิทยาลัยไอวีลีคที่พ่อของเขาเรียนจบมา มันห่างไกลออกไปอีกแทบจะคนละฟากของประเทศ

เขาตอบรับอย่างไม่ลังเล เพราะมันคือประเพณีที่สืบทอดต่อกันมาในครอบครัว… ชายหนุ่มบอกให้รอ และหลังจากเขาเดินทางออกจากเมืองไปไม่กี่วัน มารดาของเขามาจอดรถคันงามที่หน้าร้านของเธอแล้วบอกง่ายๆ ด้วยรอยยิ้มเหยียดว่า “ถ้าเธอฉลาดก็อย่ารอ”

ประโยคนั้นกลายเป็นฟางเส้นสุดท้ายบนหลังลา… หญิงอเมริกันหัวเหลืองจมูกเชิดคนนี้รู้ได้อย่างไรว่าคำสุดท้ายที่ลูกชายของนางพูดกันเธอคือคำว่ารอ… แองเจลล่ารู้ทันทีว่าไม่ว่าจะรักและหลงสักเท่าไร ชายหนุ่มของเธอก็ไม่มีวันหลุดรอดพ้นเงื้อมมือแม่และประเพณีของครอบครัว

เธอไม่ต้องการอยู่ที่นี่อีกต่อไปแล้ว… ขณะที่พี่ชายและพ่อต้องการให้เข้าเรียนในวิทยาลัยชุมชนและช่วยงานที่ร้าน หากหญิงสาวชิงชังเมืองนี้ ชิงชังผู้คนในเมืองนี้ และชิงชังครอบครัวของตัวเองมากพอที่จะดื้อดึงเดินทางมานิวยอร์กโดยสัญญากับตัวเองว่าจะไม่กลับไปหากไม่ร่ำรวยและมีชื่อเสียงโด่งดังมากพอที่จะใช้มันตบหน้าคนทั้งเมืองได้

…ความสวยสดใส สวยจัดจับตา กับ พรสวรรค์ด้านดนตรีและการเต้นรำที่มี ทำให้แองเจลล่าอยู่ได้อย่างดีในเมืองที่เป็นเมืองหลวงโลก เธอใช้คุณสมบัติที่ตัวเองมีอย่างคุ้มค่า ใช้มันหาสิ่งที่ต้องการ ไม่ว่าจะเป็นเงิน การเรียน การงาน หรือผู้ชาย!

ตลอดเวลากว่าสามปีเธอทำงาน หาหลักสูตรสั้นๆ เรียนเพิ่มเติมทั้งดนตรี เต้นรำและการแสดง เมื่อเงินหมดก็ทำงาน แต่ตลอดเวลานั้นหญิงสาวไม่เคยพลาดการไปสมัครทดสอบความสามารถทั้งละครเวที และรายการอื่นๆ

ความสามารถทำให้ได้เรียนและได้งานอยู่เสมอ หากความสาวความสวยและความเป็นผู้หญิงก็ทำให้เธอทุ่นแรง บางครั้งเธอก็ได้บางงานมาจากสิ่งเหล่านี้… บางช่วงเวลามันก็ทำให้เธอได้อยู่ดีกินดี มีทุกอย่างที่อยากได้

แม้จะเคยมองข้ามหนุ่มตะวันออก หากหญิงสาวก็ยอมรับว่าชายหนุ่มชาวตะวันออกคนนี้แหละที่สะดวกง่ายดายที่สุดสำหรับเธอ แสนสบายไม่เหนื่อยแรง… เขาปฏิบัติต่อเธอราวกับเป็นสิ่งสูงค่า… เป็นดาวดวงหนึ่งที่บังเอิญตกใส่มือ

เธอก้าวเข้ามาอยู่ร่วมอพาร์ตเมนต์กับเขาได้ห้าวันเต็มๆ แล้ว แองเจลล่าบอกกับเขาว่าที่พักของเธอท่อน้ำชำรุดต้องใช้เวลาซ่อมแซมอย่างน้อยสองสัปดาห์ แต่ไม่บอกว่าเธอไม่มีเงินสำหรับการวางจ่ายล่วงหน้าให้เจ้าของห้องอีกต่อไป ขณะนี้ค่าเรียนเต้นรำเพิ่มเติมของเธอสำคัญกว่า

ตลอดเวลาห้าวันห้าคืนที่ผ่านมา หญิงสาวไม่เคยให้เขาล่วงล้ำเข้ามาใน ‘ห้องหอ’ แต่ยั่วเย้า เสียดสี คลุกเคล้า จนอีกฝ่ายสั่นระรัวไปทั้งตัวด้วยความปรารถนา แองเจลล่ารู้ดีว่ายิ่งเล่นบท ‘ยากนะที่จะได้ฉัน’ นานเท่าไร เขาก็ยิ่งคลั่งไคล้ และยิ่งดึงระยะนี้ไว้ได้ยิ่งนาน การล่วงถลำลงไปสู่ความสัมพันธ์อีกขั้นก็จะยิ่งลึกล้ำยากไถ่ถอน…

ส่วนการจะ ‘ไถ่ถอน’ หรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของเธอเองในอนาคต หากมีเส้นทางที่ดีและรุ่งเรืองกว่า หากมีใครสักคนที่เหมาะสมและจะสามารถผลักดันเธอขึ้นสูงสู่แวดวงอาชีพที่มองหมาย เธอก็จะผละจากไปง่าย ๆ

แองเจลล่าตั้งใจจะดึงระยะแรกไว้ให้นานที่สุดก่อนจะปล่อยให้ก้าวข้ามไปขั้นต่อไป… ‘น้องสาว’ ที่เธอเชื่อเพียงครึ่งเดียวว่าเป็นน้องสาวก็ก้าวเข้ามาเป็นหุ่นกระบอกอีกตัวให้เธอเชิดชัก

ต่อจากนี้ท่าทางจะสนุกไม่น้อย!

หญิงสาวคิดพลางมองลึกเข้าไปในห้องนอนที่นพัชลนลานตรงรี่เข้าไปพยายามกลบเกลื่อนร่องรอยว่าเธออยู่ที่นี่มานานหลายวันแล้วอย่างไร้ผล แองเจลล่าอยากบอกว่า ไม่มีความจำเป็นต้องทำแบบนั้นหรอก ‘น้องสาว’ ของเขาอาจจะฉลาดพอที่จะเรียนหนังสือได้เหรียญรางวัลบ้าบออะไรอย่างที่เจ้าหล่อนเล่า

แต่ก็เป็นคนที่ไม่มีความเฉลียวเอาเสียเลย!  

 


ดวงใจระบายสี โดย ปิยะพร ศักดิ์เกษม เรื่องราวของใจสกาว หญิงสาวที่เปรียบเสมือนผ้าขาวสะอาด เมื่อเธอตัดสินใจไปเมืองหลวงโลกอย่างนิวยอร์ก สีสันต่างๆ ก็เริ่มแต่งแต้มชีวิตของเธอ สีสันที่มาพร้อมชายหนุ่มสามคนที่กลายเป็นสีสามสีที่ปาดป้ายระบายลงในดวงใจของเธอ… นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้คุณได้ อ่านออนไลน์ ได้ลงจนจบบริบูรณ์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทางผู้เขียนใจดีมอบ 5 บทแรกไว้ให้อ่านกันที่อ่านเอาจ้า



Don`t copy text!