Full Moon Book Shop ร้านหนังสือเล็กๆ แห่งหมู่บ้านเดือนเต็มดวง บทที่ 4 : มาต้อนรับสมาชิกใหม่กันเถอะ

Full Moon Book Shop ร้านหนังสือเล็กๆ แห่งหมู่บ้านเดือนเต็มดวง บทที่ 4 : มาต้อนรับสมาชิกใหม่กันเถอะ

โดย : คเณชารี

Loading

“Full Moon Book Shop ร้านหนังสือเล็กๆ แห่งหมู่บ้านเดือนเต็มดวง” โดย คเณชารี เรื่องราวสุดลึกลับเกิดขึ้น เมื่อ ‘พบจันทร์’ เจ้าของร้านผู้มีพลังทำนายดวงผ่านหน้าหนังสือ ต้องร่วมมือกับ ‘คุณหมอเมฆา’ กุมารแพทย์ผู้เป็นตัวท็อปของตำบล ‘ขวัญเอย’ เพื่อนสนิทสาวสองสายมูสุดสตรอง และยมทูตหนุ่มผู้แสนเย็นชาที่ปรากฎกายมาอย่างลึกลับ เพื่อไขปริศนาที่เกิดขึ้นและแก้ปมในใจของสมาชิกร้านหนังสือเล็กๆแห่งหมู่บ้านเดือนเต็มดวงไปพร้อมๆ กัน

พลังของการตลาดแบบปากต่อปากนี่ปังมากจริงๆ…

เพราะนับตั้งแต่วันนั้น คิวห้อง VI13 ของพบจันทร์ก็แทบจะไม่ว่างอีกเลย

 

คิวแรกต่อจากเฮียจู้ ที่มายืนด้อมๆ มองๆ อยู่หน้าร้านของพบจันทร์ ก็คือวิญญาณของป้าเล็ก แม่ค้าปลาในตลาดที่มาขอคำปรึกษา ประมาณว่าอยากไปเกิดเต็มทีแล้ว แต่บาปที่เธอทุบหัวปลาขายมาตลอดชีวิต ทำให้เธอต้องชดใช้กรรม ไปไหนไม่ได้ แถมสภาพตอนที่ป้าเล็กมาหา เล่นเอาพบจันทร์สะดุ้งเฮือกใหญ่ เธอจึงรีบให้ป้าเล็กเข้าไปนั่งรอในห้อง VI13 อย่างรวดเร็ว เผื่อว่าขวัญเอยจะมาเห็น เคราะห์ดีว่าขวัญเอยมองไม่เห็นป้าเล็กชัดๆ เช่นกัน ไม่อย่างนั้นได้มีเป็นลมกันหลายตลบแน่นอน

หลังจากที่นั่งลงเป็นที่เรียบร้อย ป้าเล็กก็เปิดประเด็นด้วยน้ำเสียงเศร้า

“นี่แน่ะหนู ป้าเล็กมาขอให้หนูช่วยไปบอกนังแตง ลูกสาวป้าที่ร้านขายปลาที่ตลาดให้ป้าที บอกว่าป้าขอให้เลิกทำอาชีพนี้เสีย ป้าอยากให้มันไปหางานอื่นทำ เพราะมันบาปกรรมเหลือเกิน ตายไปแล้วมันจะต้องรับกรรมอย่างป้า” พูดไป ป้าเล็กก็เอานิ้วมือจิ้มที่ขมับที่มีแผลเละๆ เหมือนปลาโดนทุบอยู่ทั้งสองข้าง

“แหะๆ ได้ค่ะป้า หนูจะรีบไปบอกให้พรุ่งนี้เช้าเลยค่ะ” พบจันทร์รีบรับปาก ก่อนที่ป้าเล็กจะแคะเอาอะไรออกมาจากขมับแกอีก ถ้านังขวัญมาเห็นมันหัวใจวายตายแหงๆ

“ขอบใจมากนะหนู บอกนังแตงมันด้วย ว่าป้าจะหมั่นไปเข้าฝันบอกเลขให้มันบ่อยๆ เท่าที่ได้นะ เผื่อมันจะได้พอมีรายได้เล็กๆ น้อยๆ ระหว่างหาอาชีพอื่นทำ”

แต่ลูกสาวป้าเล็กที่ชื่อ แตง เป็นแม่ค้าปลาที่พบจันทร์พอจะคุ้นหน้าอยู่บ้าง ดูแล้วน่าจะเป็นคนค่อนข้างรักสวยรักงาม พบจันทร์เลยคิดว่า อาจจะลองเสนอให้ไปเปิดร้านทำผม ไม่ก็ทำเล็บที่ห้องแถวชั้นเดียวใกล้ๆ ร้านทองป้ากิมเจ็งที่ยังว่างอยู่ พบจันทร์อาสาจะไปช่วยคุยให้เอง เพราะป้ากิมเจ็งตอนนี้ก็ไม่ค่อยจะเครียดกับราคาทองที่ผันผวนมากเหมือนเมื่อก่อนแล้ว ด้วยราคาทองที่พุ่งลิ่วทะลุเพดาน คนมีแต่จะแห่มาขายจนแกแทบจะรับซื้อไม่ไหว พอได้สมบัติเตี่ยมา ตอนนี้ใครมาขาย ถ้าไม่เดือดร้อนจริงๆ แกก็ไม่รับซื้อ และก็ไม่เน้นขายทองเท่าไร เหมือนจะเปิดร้านเล่นๆ เป็นอาชีพเสริมไปงั้นๆ แกกับน้องๆ เอาเงินส่วนหนึ่งให้โบรกเกอร์ที่เป็นเพื่อนสนิทของลูกชายไปลงกองทุนที่ไว้ใจได้และเทรดทองคำแทน เครื่องทองและเพชรต่างๆ ก็เก็บไว้ในเซฟเหมือนเดิม ส่วนที่ดินที่เตี่ยให้มาแปลงไหน น้ำท่าดีๆ ก็ไปปล่อยให้คนเช่าทำนา ส่วนที่ดินแปลงสวยริมแม่น้ำนั่น ลูกชายกับลูกสะใภ้แกก็ขอเอาไปสร้างโฮมสเตย์เก๋ๆ ให้เป็นหน้าเป็นตาของตำบล ในฐานะที่อยู่ริมแม่น้ำใหญ่ระดับภูมิภาคขนาดนี้ ทั้งสองคนนั้นก็เลยมีความคิดอยากจะทำโฮมสเตย์เอาไว้รับแขกบ้านแขกเมืองเหมือนที่อื่นเขาบ้าง ซึ่งกิมเจ็งก็สนับสนุน ถึงรายได้อาจจะไม่ได้มากมาย แต่ก็เป็นธุรกิจอีกตัวที่มีรายได้เข้ามาเรื่อยๆ ซึ่งก็เป็นไปตามคาด กิมเจ็งคิดค่าเช่าให้แตงด้วยราคาถูกพิเศษเป็นเวลาหนึ่งปี เพราะถือว่าเป็นการตอบแทนบุญคุณพบจันทร์ไปด้วย แถมยังได้มีร้านทำผมทำเล็บอยู่ใกล้ๆ อีก

ลูกสาวป้าเล็กพอได้ข้อความจากพบจันทร์ ก็ตัดสินใจเลิกทำแผงปลาทันทีเหมือนกัน เพราะเดิมใจก็ไม่ได้ชอบอาชีพนี้เท่าไรนัก ติดแต่ว่ายังไม่มีเงินทุนพอจะเปิดร้านหรือกิจการอื่นได้ เธอจึงตอบรับคำแนะนำของพบจันทร์ คือเปิดร้านทำผมและทำเล็บเจลในตึกแถวข้างร้านกิมเจ็ง เพื่อให้เข้ากับความชอบและเข้ากับยุคสมัย แล้วก็เลยย้ายออกจากห้องเช่าเดิมมาพักอาศัยอยู่ที่ห้องนั้นเลยเพื่อลดค่าใช้จ่ายไปด้วยในตัว

เมื่อป้าเล็กเห็นว่าลูกสาวจะมีช่องทางทำมาหากินที่ดี มีอาชีพที่ดูไม่ต้องทำบาปเหมือนแกแล้ว ก็สบายใจมากขึ้น พลังวิญญาณรอบตัวของป้าเล็กที่เคยหม่นหมองก็กลับสว่างสดใสขึ้น หน้าตาที่เคยน่ากลัวก็กลับมาเป็นร่างเดิมก่อนจะเสียชีวิต จนเมื่อถึงเวลา ป้าเล็กก็แวะมาบอกลาพบจันทร์

“ป้าไปละนะ หนูพบ นี่ป้าก็ไม่มีห่วงอะไรแล้ว ป้าพร้อมจะไปรับกรรมเพื่อที่จะได้รีบไปเกิดใหม่แล้ว ไว้เจอกันนะ”

เมื่อป้าเล็กจากไป พบจันทร์ในฐานะผู้เจรจาหาห้องแถวราคาถูกให้ลูกสาวป้าเล็ก รวมถึงขวัญเอยเพื่อนซี้ ก็เลยได้รับอภิสิทธิ์ในการทำผมและทำเล็บเจลฟรีในร้านของลูกสาวป้าเล็กแบบตลอดชีพด้วยเช่นกัน

“เห็นมั้ย นังขวัญ เราช่วยพวกเค้าน่ะ ไม่ใช่ว่าจะต้องได้รับอะไรกลับมาเป็นเงินเป็นทอง แต่ที่เราได้มา แต่ละอย่างก็ช่วยลดรายจ่ายเราไปได้เยอะมากอยู่นะแก”

พบจันทร์หันไปยิ้มกับขวัญเอยที่กำลังเลือกเล็บเจลลายใหม่อยู่อย่างขะมักเขม้น

 

ส่วนกิมเจ็งเจ้าของห้องแถว เมื่อมีร้านทำผมทำเล็บมาเปิดใกล้ๆ ก็ยิ่งมีความสุขขึ้นไปอีก แตงลดค่าทำผมให้เจ้าของหมั่นเปลี่ยนทรงผม สีผมแทบจะทุกอาทิตย์ตามประสาคนรวยที่ไม่ต้องเครียดเรื่องทำมาหากิน แถมยังช่วยไปเชิญชวนเพื่อนๆ มาทำผมทำเล็บที่ร้านแตงอีกด้วย

หลังจากนั้นอีกไม่นานนัก พบจันทร์ได้ข่าวว่า ลูกสาวป้าเล็กได้แต่งงานออกเรือนไปกับเซลส์ที่มาขายส่งอุปกรณ์ทำผมทำเล็บน่ะแหละ แล้วก็มีลูกสาวคนหนึ่ง ว่ากันว่า ตอนที่คลอดออกมา เด็กน้อยมีปานแดงจางๆ ที่ข้างขมับทั้งสองข้าง เมื่อพบจันทร์ได้ข่าว ก็เดาได้ทันทีว่าเป็นใครที่กลับมาเกิด…ชัดเจนชนิดที่ไม่ต้องสืบหากันเลยทีเดียว

 

คิวต่อจากป้าเล็ก ก็เป็นลุงเท่ สัปเหร่อคนเก่าคนแก่ของหมู่บ้านเดือนเต็มดวงที่ตายไปไม่ต่ำกว่าสิบปีแล้ว แต่ยังคงวนเวียนอยู่แถวเขตรั้ววัด แกเป็นขาดื่มคอทองแดงประจำตำบล เวลาไม่มีงานศพ แกก็จะไปตั้งวงกินเหล้ากับเพื่อนที่ศาลาท่าน้ำหลังวัด จนเมาแล้วก็ตกน้ำตายที่ท่าน้ำข้างวัดนั่นแหละ

พอแกตาย เหล่าเพื่อนสนิทมิตรสหายก็ดันพากันทำบุญกรวดน้ำให้แกด้วยเหล้ารวงข้าว 40 ดีกรีของโปรดแกให้อีก คราวนี้แกเลยชวนเหล่าเพื่อนผีรอบวัดตั้งวงก๊งเหล้ากันต่อที่ป่าช้าข้างเมรุซะเลย

แกถือว่าป่าช้าอยู่นอกเขตวัด กินนอกวัดได้ไม่บาป แถมแกก็กินทิพย์ ไม่ใช่เหล้าจริงเสียหน่อย จะบาปอะไรมากมาย วิญญาณแกก็เลยยังเอ็นจอย ไม่ยอมไปไหน จนเหล่าเพื่อนผีแก๊งดื่มของแกค่อยๆ ทยอยไปผุดไปเกิดกันเกือบหมด แกก็เริ่มจะเหงา พอได้ยินข่าวจากเฮียจู้ ประชาสัมพันธ์ของ ห้อง VI13 แห่งร้าน Full Moon Book Shop แกเลยมาขอคิวปรึกษาพบจันทร์ ว่าถ้าแกอยากไปเกิดบ้างจะต้องทำอย่างไร

“นังหนู ลุงชักจะอยากไปเกิดกะเค้าบ้างแล้ว เอ็งว่าลุงต้องทำยังไงดีล่ะ” ลุงเท่ถามขึ้นทันทีหลังจากเข้ามานั่งเจี๋ยมเจี้ยมอยู่ในห้อง VI13 เรียบร้อย

พบจันทร์เองก็จนปัญญาถ้าจะเป็นประเด็นการเกิดใหม่ ก็เลยเสนอว่า จะขอลองไปปรึกษายายดูก่อน ยายแสงคำคุ้นเคยกับอะไรแบบนี้ดี น่าจะช่วยแนะนำได้

“โอ๊ย นังพบ ไอ้เท่มันกินเหล้าเป็นน้ำขนาดนั้น จะเอาบุญที่ไหนพอไปเกิดเล่า” ยายแสงคำส่ายหัวอย่างเอือมระอา

“เอาอย่างงี้ เดี๋ยวข้าจะลองถามทางท่านเจ้าที่ที่ดูแลแถบนั้นให้ ว่าพอมีวิธีช่วยยังไงบ้าง อย่างน้อยๆ ไอ้เท่มันก็น่าจะมีบุญที่ช่วยงานวัดอยู่มั่งแหละวะ”

ยายแสงคำหายไปดีลสิ่งศักดิ์สิทธิ์อยู่สองวัน ก่อนจะกลับมาบอกพบจันทร์ว่า ท่านเจ้าที่ที่ดูแลป่าช้า แนะนำมาว่า ก่อนอื่น ลุงเท่ต้องเลิกกินเหล้าก่อน ต่อให้ใครทำบุญให้มาก็ต้องไม่รับ แล้วไปขอหลวงพ่อฝึกวิปัสสนาอีกสักสี่ห้าปี แกพอมีบุญที่ช่วยดูแลร่างผู้วายชนม์มามาก ไม่นานแกก็จะได้ไปเกิด อาจจะมีกรรมของการดื่มสุราเมรัยอยู่บ้างแต่ก็คงได้รับพิจารณาให้ไปใช้กรรมในชาติภพใหม่

ลุงเท่ยอมเชื่อพบจันทร์ ตัดสินใจเลิกเหล้าแบบหักดิบ และเข้าไปหาหลวงพ่อเจ้าอาวาสในกุฏิ โดยมีพบจันทร์เข้าไปขอพบในฐานะล่าม หลวงพ่อเลยอนุโมทนา ให้ลุงเท่เป็นวิญญาณที่ดูแลหน้าโบสถ์ ป้องกันโจรที่จ้องจะมาขโมยพระหรืองัดตู้บริจาค พร้อมๆ กับที่จะได้สวดมนต์ทำวัตรเช้า เย็น ฝึกวิปัสสนา รวมทั้งได้รับผลบุญเวลาคนมาทำบุญเพิ่มขึ้นอีกด้วย

 

หลังเคสลุงเท่จบไปไม่กี่วัน บ่ายแก่ๆ วันหนึ่งประตูร้านก็ถูกผลักออกด้วยท่อนแขนบึกบึนข้างหนึ่ง

“ผมเอาเงินมาให้พี่ครับ” พบจันทร์ตกใจเมื่อมีผู้ชายวัยรุ่นหุ่นล่ำสัน ผมสั้นเกลี้ยงแบบสกินเฮด ใส่เสื้อปุ๋ยแขนยาว กางเกงยีนส์รัดติ้วพุ่งตัวเข้าในร้าน แล้ววางซองสีขาวแปะลงที่หน้าเคาน์เตอร์

“งะ งะ เงินอะไรกันคะ” มิจจี้ มิจจี้แน่ๆ ห้ามรับ ห้ามพูด ห้ามๆๆ

“คืองี้ครับพี่ ผมเป็นหลานลุงเท่ครับ ลุงเท่สัปเหร่อที่พี่เคยช่วยอะครับ”

“ผมชื่อเจ๋งครับ เป็นหลานลุงแก พ่อแม่ผมตายตอนเด็กๆ พ่อผมเป็นน้องลุงเท่ ลุงแกเลยเลี้ยงผมต่อมาจนเรียนจบมอหก พอเรียนจบแล้วผมไม่อยากรบกวนแก เลยไปหางานทำที่ต่างจังหวัด ตอนนี้ก็ทำงานรับแบกข้าวสารอยู่ครับ” ชายหนุ่มแปลกหน้าแนะนำตัวก่อนจะพักหายใจอีกเฮือกใหญ่ๆ หนึ่งทีก่อนจะเล่าต่อ

“เมื่อสามสี่คืนอาทิตย์ก่อน แกมาเข้าฝันผมครับ บอกว่าให้ไปที่บ้านเก่าที่แกอยู่ก่อนตายตรงเลยป่าช้าไปหน่อย ที่ตอนนี้เป็นบ้านร้างไปแล้วอะครับ แกบอกว่าแกเก็บเงินไว้ที่ใต้ไม้กระดานบนพื้นบ้านแกครับ แกว่าแกมีไม่เยอะ แต่ก็เก็บนิดเก็บหน่อยจากซองทำบุญที่ชาวบ้านให้แกตอนช่วยงานศพ แกอยากให้ผมเอาไปทำทุน แล้วก็อยากขอบคุณพี่ที่ช่วยแก”

“เอ่อ แล้วอยู่มาตั้งนาน ทำไมแกไม่ไปบอกน้องล่ะคะ” ขวัญเอยที่โผล่หน้ามาจากเคาน์เตอร์ ค่อยๆหย่อนท่อนไม้ที่แอบหยิบมาซ่อนไว้ด้านหลังเผื่อป้องกันตัวลงกับพื้น ถามแทรกขึ้นมา

“แกว่า แกเพิ่งมีบุญพอจะไปเข้าฝันคนได้ครับ ถ้าไม่ได้พี่ แกก็คงยังนั่งก๊งเหล้าอยู่ริมท่าน้ำแบบเหม่อๆไปอีกนาน”

“กินเหล้าแบบเหม่อๆ มันคือกินยังไงวะ” ขวัญเอยยังสงสัยต่อ ชายหนุ่มร่างล่ำเลยแอบค้อนจิกขวัญเอยเล็กๆ ด้วยหางตา ก่อนจะหันมาพูดกับพบจันทร์แบบไม่อยากจะเสวนาต่อกับเจ้าแม่สายมูแล้ว

“ตอนแรกผมก็คิดว่าแค่ฝันครับ แต่แกเล่นมาหาติดๆกันสามคืนเลยพี่ ผมก็เลยลางานแล้วรีบมาที่นี่เลย พอไปดูที่บ้านแก มันมีอยู่จริงๆ ครับพี่” ไอ้หนุ่มผมเกรียน ตัวแน่นมีแต่กล้ามล่ำสันจากการทำงานหนัก ค่อยๆ ยกนิ้วกรีดน้ำตาที่กำลังไหลออกมา ปากเริ่มเบะหน่อยๆ แบบก็น่าเอ็นดูนิดๆ นะ บอดี้มาร์เวลแต่ร้องไห้เหมือนเบบี๋ขนาดนี้

“ฮึก ฮึก ลุงแกอยากให้ผมเอาเงินไปทำร้านตัดผมเล็กๆ เหมือนที่ผมเคยบอกแกตอนก่อนจะย้ายไปอยู่ที่อื่นครับ แกว่า ผมควรได้ทำตามความฝันที่อยากเป็นช่างตัดผม ฮึก ฮึก แล้วแกก็อยากแบ่งเงินให้พี่เป็นเงินช่วยค่าน้ำค่าไฟห้องวีๆ อะไรสักอย่างที่ร้านพี่เนี่ยครับ ไว้ช่วยผีตัวอื่นๆ ต่อ จะได้เป็นผลบุญเพิ่มให้แกไปเกิดไวๆ ด้วยค่ะ เอ๊ย ครับ ฮึก ฮึก…” ชายหนุ่มยังคงพูดไปสะอื้นไป ปาดน้ำตาไป

เอ๊ะ เอ๊ะ มีสีดำๆ ติดนิ้วมา ทำไมดูคล้ายๆ อายไลเนอร์ที่ละลายปนน้ำตา หูย ดูสิๆ ไหลลงมาเป็นเส้นเลยแม่ ทำไมไม่ใช้แบบกันน้ำยะ! ขวัญเอยคิดอยู่ในหัว

‘นั่นง่ะ ว่าแล้วววว ซื้อหวยไม่ถูกแบบนี้ เรดาร์ชั้นไม่เคยพลาด มันแปลกๆ ตั้งแต่ค้อนจิกด้วยหางตา จนมาเรื่องเปิดร้านทำผมแล้ว’

“…แต่แกขู่หนู เอ๊ย ผมในฝันด้วยครับพี่ แกว่า ถ้าผมไม่แบ่งเงินให้พี่ แกจะสาปแช่งหนู ให้ทำมาหากินไม่รุ่ง ให้หาผัวไม่ได้ ฮือออออออออ” น้องหนูร่างแน่น วางซองเงินลงบนเคาน์เตอร์ก่อนทรุดตัวลงไปนั่งร้องไห้คร่ำครวญ พบจันทร์กับขวัญเอยได้แต่กลอกตามองกัน แล้วส่ายหัวเบาๆ

“ค่ะๆ พี่จะรับไว้ค่ะ แล้วจะทำบุญส่งให้ลุงเท่เอง แกจะรู้ได้เลยค่ะว่าหนู เอ๊ย น้องเจ๋งมาทำตามที่แกบอกแล้ว ไม่เป็นไรเนอะๆ” พบจันทร์ลงนั่งข้างๆ แล้วตบบ่าเบาๆ

หลานลุงเท่ร้องไห้อยู่อีกสักพักก็ยกมือไหว้ลาสองสาว ก่อนผลักประตูออกไป และหันหลังกลับมามองร้านอีกครั้งด้วยจริตของนางเอกซีรีส์เกาหลีเวลาที่ต้องตัดใจลาพระเอก เธอก้มหน้าลงน้อยๆ ปาดน้ำตาเบาๆ ก่อนจะเชิดหน้าขึ้นมามองฟ้า ทำท่าสะบัดบ๊อบ (ผมสกินเฮด สะบัดยังไงนะ) แล้วก็ฟูลเทิร์นเดินจากไป

พบจันทร์มองเห็นเงาร่างของลุงเท่จางๆ ที่หน้าร้านท่ามกลางแดดบ่าย เหมือนแกกำลังโคลงหัวไปมาแบบเอือมระอานิดๆ ก่อนจะหันมายกมือไหว้

“ไม่ต้องไหว้หนูค่ะลุงเท่ หนูสิคะต้องเป็นฝ่ายขอบคุณลุงมากกว่าค่ะที่ช่วยค่าน้ำค่าไฟให้หนู”

พบจันทร์ยกมือรับไหว้แทบจะไม่ทัน และยังต้องรีบยกมือไหว้ขอบคุณกลับไปอีกที

ร่างของลุงเท่ลอยพรวดทะลุประตูร้านเข้ามาถึงเคาน์เตอร์

“โอย แดดร้อนเหลือเกิน แทบจะละลาย” เป่าปากฟู่แกมบ่น เออหนอ วิญญาณที่ออกมาตอนกลางวันได้ก็เก่งมากแล้ว แต่ต้องมาเปล่งพลังให้เรามองเห็นได้ยิ่งอึดกว่า คงอยากมาเจอหลานมากจริงๆ

“ไม่เป็นไรหรอกนังหนู นี่ถ้าไม่ได้เอ็ง เงินลุงก็คงเป็นผุยผงอยู่ในบ้าน รอจนบ้านพังถล่มแล้วค่อยมีคนมาเจอ ป่านนั้นคงเป็นปุ๋ยไปแล้ว”

“ขอบคุณเอ็งมากๆ นะ นี่ลุงก็หมดห่วงละ ไอ้เจ๋งมันจะได้ไปเปิดบาร์เบอร์อะไรของมันสักที อยู่กับลุงมันต้องช่วยทำแต่งานศพ มันหน้าซีด กรี๊ดกร๊าดตอนมัดตราสังอยู่เรื่อย ลุงละเหนื่อยใจกับมัน ฮะ ฮะ ฮ่า”

“ลุงช่วยทำบุญนะ เงินไม่เยอะแต่ช่วยต่อบุญให้ลุงด้วยอีกทีละกัน นังหนู ลุงไปละ เดี๋ยวต้องไปทำวัตรเย็นแล้ว” ร่างของลุงเท่ค่อยๆ ลอยหายกลับออกไปจากร้าน ทิ้งให้พบจันทร์ยืนเหม่ออยู่สักครู่ ก่อนจะรู้สึกตัวเมื่อได้ยินเสียงคนพูดเบาๆ อยู่ข้างหู

“หนึ่ง สอง สาม สี่…สิบ…โอย ตั้งหมื่นเลยแกร๊ นี่ก็ได้ค่าน้ำค่าไฟไปหลายเดือนอยู่เด้อ”

ขวัญเอยที่แกะซองเงินออกค่อยๆ กางแบงก์เทาออกมาเรียงบนโต๊ะ

“นังขวัญ!…” พบจันทร์หันมาตวาดเพื่อนเบาๆ ในขณะที่ขวัญเอย ยื่นหน้ามายิ้มเผล่พร้อมกับโบกแบงก์เทาปึกน้อยๆ ไปมาที่หน้าพบจันทร์

 

นอกจากลูกค้าห้อง VI13 แล้ว ลูกค้าที่มาขอทำนายดวงชะตาภาคกลางวันของพบจันทร์ก็พอมีบ้างประปราย เนื่องจากชาวบ้านยังยึดติดกับการไปดูดวงชะตาราศีแบบเดิมกันอยู่มาก ส่วนมากก็ยังเป็นลูกค้าของยายแสงคำกันค่อนข้างเหนียวแน่น บางคนก็ยังไม่ค่อยเข้าใจวิธีการที่พบจันทร์ใช้ หรืออาจจะยังไม่ค่อยเชื่อถือ แต่ก็นับว่า ได้รับคำแนะนำแบบปากต่อปากกันไปไม่น้อย

ส่วนกิจการภาคกลางคืนก็ดำเนินไปด้วยดี ลูกค้าไม่แน่น แต่ก็ถือได้ว่ามาเรื่อยๆ โดยขวัญเอยจะมีหน้าที่จดคิวตามคำบอกเล่าของพบจันทร์ เวลามีเหล่าดวงวิญญาณมาต่อคิวอยู่หน้าร้านหลังเวลาพระอาทิตย์ตกดิน พบจันทร์จะได้ยินเสียงกระดิ่งดังขึ้นเบาๆ แล้วเดินออกไปดูก่อนจะบอกขวัญเอยว่า มีลูกค้าห้อง VI13 จองคิวมาเป็นใครชื่ออะไร

 

สำหรับลูกค้ารายต่อมา ก็เป็นดวงวิญญาณที่ออกจะพิเศษกว่าคนอื่นนิดหน่อย…

ปั้นหยา เป็นวิญญาณสาววายที่ตายตั้งแต่เป็นนักศึกษาและเป็นนักอ่านตัวยง ด้วยความชอบอ่านหนังสือและอยู่ในโลกจินตนาการมาก เลยทำให้ปั้นหยากลายเป็นคนไม่ค่อยมีเพื่อน ไม่ค่อยสุงสิงกับใคร คนอื่นอาจจะมองว่าปั้นหยาเป็นคนอินโทรเวิร์ต หรือเป็นโรคซึมเศร้าที่เอาแต่หมกอยู่ในห้องสมุด แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่เลย โลกแห่งความสดใสและความสุขของปั้นหยาอยู่ในนิยายแต่ละเล่ม ไม่ว่าจะนิยายไทย จีน เกาหลี ญี่ปุ่น เธอจะฝังตัวอ่าน อ่าน อ่านและจินตนาการถึงหน้าตาหล่อเหลาของพระเอก ที่มีตอนจบแบบแฮปปี้เอนดิ้งกับนางเอกอย่างมีความสุข ไม่ต้องคุยกับใครก็ได้ ขอแค่ได้อ่านนิยายและแอบฟิน แอบกรี๊ดกร๊าดจิกหมอนอยู่คนเดียว แม้ชีวิตครอบครัวของปั้นหยาที่เป็นเด็กกำพร้าพ่อแม่ ต้องทนอยู่กับบรรดาญาติที่ไม่มีใครดีกับเธอ มีแต่คนจ้องจะรังแก ทำให้เธอเคยคิดจะตายวันละหลายหน แต่พระเอก นายเอกในหนังสือที่แสนจะหล่อ เท่ อบอุ่น ละมุนละไม ใจดี ก็เป็นเสมือนที่พึ่งทางใจให้ปั้นหยาได้พอมีแรงในการดำเนินชีวิตไปในแต่ละวัน

นั่นคือสาเหตุที่ทำให้ปั้นหยาเลือกเรียนสาขาบรรณารักษ์ เพราะอยากอ่านหนังสือ และได้อยู่ในห้องที่มีหนังสือมากกว่าคน เธอไม่ชอบที่ที่คนเยอะ เสียงดัง ไม่ชอบไปโรงหนัง ไม่ชอบดูซีรีส์ เพราะมันจะทำลายจินตนาการของเหล่าพระเอกนายเอกที่เธอสร้างภาพไว้ในหัวอยู่บ่อยครั้ง และยังไม่นับว่า บางเรื่องเอาหนังสือที่เธอรักไปปู้ยี่ปู้ยำเสียจนไม่เหลือเค้าโครงเดิม ซึ่งจะทำให้เธอห่อเหี่ยวและหดหู่มาก ปั้นหยาเลยตั้งใจว่า เธอจะวาดภาพพระเอกนายเอกของเธอแค่ในจินตนาการของตัวเองเท่านั้น

 

หลังพระอาทิตย์ตกดินในเย็นวันหนึ่ง เสียงกรุ๊งกริ๊งของกระดิ่งเส้นเล็กๆ หน้าประตูก็ดังขึ้น เป็นสัญญาณว่ามีแขกพิเศษจะมาเยี่ยมเยือนร้านหนังสือเล็กๆ แห่งนี้อีกครั้ง

“เชิญเข้ามาได้ค่ะ” เมื่อพบจันทร์ออกปากเชิญ ร่างของเด็กสาวในชุดนักศึกษา เสื้อเชิ้ตขาวแขนสั้นตัวโคร่ง กระโปรงอัดพลีตสีดำยาวครึ่งน่อง ก็ค่อยๆ ลอยทะลุผ่านประตูร้านเข้ามาแบบเงียบเชียบ

“สวัสดีค่ะ หนูอยากมาขอคำปรึกษาค่ะ” วิญญาณสาวในชุดนักศึกษาดูเอียงอายเล็กน้อยก่อนจะเปิดปากพูดด้วยเสียงแหลมเล็กเบาหวิว เหมือนลมพัดผ่านหูไปแผ่วๆ

“ยินดีให้บริการค่ะน้อง มีอะไรให้ช่วยบ้างคะ” พบจันทร์ยิ้มตอบ พลางผายมือเชิญชวนให้สาวน้อยเดินตามเข้าไปในห้อง VI13

“แปลกดีแฮะ ทำไมชั้นถึงรู้สึกถูกชะตากับวิญญาณน้องคนนี้นิดๆ”

พบจันทร์มองหน้าลูกค้า VI13 คนใหม่ ที่ดูแล้วน่าจะเป็นสาวน้อยเรียบร้อย อ่อนหวาน ดูสิ หน้าตาไม่ได้สะสวยนักแต่ก็จิ้มลิ้มปากนิดจมูกหน่อยดูน่าเอ็นดูอยู่ เสียดายแทนเหลือเกินที่มาจากไปตั้งแต่ยังเด็ก

“หนูชื่อปั้นหยาค่ะพี่” คุณลูกค้าที่นั่งตรงหน้า เริ่มต้นแนะนำตัวด้วยเสียงเบาหวิว

“สวัสดีค่ะ พี่พบจันทร์ค่ะ มีอะไรให้ช่วยมั้ยคะ” พบจันทร์ถามกลับด้วยเสียงอ่อนโยน เฮ้อ เคยเจอมาแล้ววิญญาณนักศึกษาแนวนี้ ส่วนใหญ่มาขอให้ช่วยเพราะห่ววงเรื่องเรียน เรื่องพ่อแม่ คนนี้ก็คงจะไม่พ้นกัน ท่าทางดูเนิร์ดๆ แบบนี้ ถ้าไม่ใช่อ่านหนังสือสอบจนหัวใจวายตาย ก็อาจจะตัดสินใจคิดสั้นเพราะเรื่องผลการเรียนไหมนะ

“พี่คะ ไม่ทราบว่าพี่พอจะรู้จักหนังสือวายชื่อ ฉันตายไปเพื่อเกิดใหม่มาพบเธอและเป็นขันทีเอกที่เธอโปรดที่สุดในปฐพี มั้ยคะ” จากเสียงเบาหวิวตอนแนะนำตัว กลายเป็นเสียงโทนสูง และยื่นหน้าเข้ามาประชิดกับหน้าของพบจันทร์จนเธอตกใจ

“เดี๋ยวนะ อะไรนะ หนังสืออะไรชื่อยาวขนาดนี้ นี่มันซีรีส์จีนหรือเปล่า” พบจันทร์สะดุ้งเฮือก หลังเจอคำถามที่ผิดคาดแบบไม่ทันตั้งตัว กำลังแอบคิดสงสารอยู่แท้ๆ ไหงเปิดมาเป็นเรื่องหนังสือวายไปเสียได้

“เอ่อ ก็ไม่แน่ใจค่ะ ปกติพี่ไม่ค่อยอ่านแนววายหรือจีน แต่พี่พอจะถามเพื่อนๆ ให้ได้นะคะ น้องอยากอ่านเล่มนี้เหรอคะ”

“ไม่ใช่ค่ะพี่ หนูอ่านมันแล้ว” อยู่ดีๆ วิญญาณเด็กสาวที่ดูเจี๋ยมเจี้ยมเรียบร้อยในสายตาพบจันทร์ ก็เปลี่ยนกิริยาอาการเด้งตัวขึ้นมาฉับพลันเมื่อพูดถึงหนังสือเล่มโปรด

“พี่คะ คืองี้ค่ะ วันนั้นหนูกำลังเดินอ่านหนังสือเล่มนี้อยู่ค่ะ พระเอกกำลังจะตามไปง้อนายเอกที่ยอดเขาเทียนซาน แต่…แต่ หนูมัวแต่อ่านจนลืมมองไฟแดง หนูก็เดินข้ามถนนเลยค่ะ ละ…ละ…แล้ว แล้วหนูก็โดนรถชนตาย ฮือออออออ” ปั้นหยาเล่ารัวเป็นชุด ก่อนจะลงไปนั่งคุกเข่าก้มหน้าร้องไห้น้ำตาไหลพราก

“แล้วหนังสือเล่มนั้นมันก็หายไปค่ะพี่ ตอนที่วิญญาณหนูออกจากร่าง ร่างหนูก็ไปอยู่ที่โรงพยาบาลแล้วค่ะ แต่ไม่มีหนังสือมาด้วย มันเป็นเล่มจบ แล้วอีกไม่กี่หน้าก็จะอวสานแล้ว หนูต้องอ่านตอนจบให้ได้ค่ะพี่ หนูอยากรู้ว่านายเอกจะยอมกลับมาอยู่กับพระเอกมั้ย ฮืออออ”

เสียงร้องไห้ของวิญญาณสาวน้อยค่อยๆ ดังโหยหวนขึ้นเรื่อยๆ จนอากงต้องโผล่หน้าทะลุฝ้าเพดานลงมาส่องหาต้นทางของเสียงหวีดหวิว

“ไอ้หยา ลื้อเป็งไค เกิดอะไรขึ้นกับลื้ออะ”

“นังพบ เกิดอะไรขึ้น ทำไมอยู่ดีๆ แก้วน้ำแตกวะแก”

ขวัญเอยวิ่งหน้าตื่นออกมาจากห้องครัวหลังร้าน เข้ามาเคาะประตูห้องพิเศษของพบจันทร์

“อะไรกันเนี่ย อะไรกันนนนน กำลังล้างแก้วอยู่ดีๆ ทำไมแก้วมันแตกเพล้งเลย”

เมื่อหันมา ขวัญเอยก็เห็นเงารางๆ ที่ขยับตัวไหวไปมาที่พื้น ถึงจะไม่เห็นเป็นรูปร่างที่ชัดเจน แต่ก็พอเดาได้ว่ามีร่างหนึ่งกำลังคุกเข่านั่งโยกตัวร้องห่มร้องไห้อย่างเอาเป็นเอาตายอยู่ที่หน้าโต๊ะ

“อ้อ นี่เองต้นเหตุ เป็นอะไร้ เป็นอะไรค้าคุณน้อง มาร้องห่มร้องไห้อยู่นี่ หยุดค่าหยุด ก่อนที่แก้วร้านพี่จะแตกหมดร้านค่า” ขวัญเอยพยายามใช้เสียงโทนนุ่มๆ แล้ว แต่ก็ยังแอบมีความจิกๆ นิดหน่อย

เมื่อมีทั้งคนและผีมารุมล้อม สาวน้อยข้างหน้าก็ค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมา

“หนูชื่อปั้นหยาค่ะคุณพี่ คุณปู่ เป็นนักศึกษา เรียนปีสี่แล้วค่ะ หนูตายเมื่อหลายเดือนก่อน ตรงสี่แยกไฟแดงแถวๆ หน้าที่ว่าการอำเภอค่ะ” พูดไปก็เอามือเช็ดน้ำตาป้อยๆ ดูน่าเวทนา

“เอ้า นี่น้องคนที่โดนรถชนตรงทางม้าลายใช่มั้ยล่ะ” ขวัญเอยหันมาหาพบจันทร์

“นี่ไงๆ นังพบ คนที่ชั้นไปช่วยเก็บศพกับแต่งหน้าน้องเค้าคืนวันที่ชั้นทำสร้อยหินหายไปไงแก”

ขวัญเอยจำได้ละ ตอนเย็นวันนั้น กำลังจะแต่งตัวสวยๆ ออกไปแซ่บกับแก๊งเพื่อนสาว แต่โดนเรียกตัวแบบด่วนจี๋ให้ไปปฏิบัติภารกิจกู้ชีพสาวน้อยคนนี้ แต่สุดท้ายก็ไม่รอด ต้องพาร่างเธอไปที่โรงพยาบาลแทน

“พี่คะๆๆ แล้วพี่เห็นหนังสือของหนูมั้ยคะ น่าจะตกอยู่ข้างๆ ตัวหนูค่ะ พี่เห็นมั้ยคะ” ร่างเบาบางหันขวับมาเกาะขาขวัญเอย ไม่มีเนื้อหนังอุ่นๆ มาสัมผัสที่ขาของขวัญเอย แต่กลับกลายเป็นความเย็นยะเยือกแบบที่เข้าไปถึงกระดูก แม้ว่าขวัญเอยจะเริ่มคุ้นชินกับเหล่าวิญญาณแล้ว แต่ก็ยังอดขนลุกไม่ได้

“ไม่เห็นเลยค่าคุณน้อง เลือดสาดกระจายขนาดนั้น พี่เห็นแต่กระเป๋าที่น้องสะพายติดตัวนั่นแหละค่ะ แต่ญาติน้องก็มารับกระเป๋าไปแล้วนี่คะ”

“โฮ โฮ ไม่จริงงงงง” ขวัญเอยที่มาไม่ทันฟังเรื่องราวก็เริ่มงงเป็นไก่ตาแตก

“คืองี้แก น้องเค้าอ่านหนังสือเรื่อง ฉันตายไปสามวัน…เอ่อ อะไรนะคะน้องปั้นหยา ขอชื่ออีกที”

พบจันทร์จำไม่ได้หรอก ชื่อยาวสามวาแปดศอกขนาดนั้น

ฉันตายไปเพื่อเกิดใหม่มาพบเธอและเป็นขันทีเอกที่เธอโปรดที่สุดในปฐพี ค่ะคุณพี่” ปั้นหยาเงยหน้ามาแอบค้อนนิดๆ ทำไมคุณพี่คนสวยมาเปลี่ยนชื่อเรื่องให้ซะแล้วล่ะ

“อ้ออออ เรื่องนี้เอง รู้จักๆๆ พวกนังปุ๊ก นังปิ๊ก มันก็อ่านกัน แต่ชั้นไม่ได้อ่านอะ”

ขวัญเอยรู้จักเรื่องนี้จากแก๊งเพื่อนสาว แต่ชื่อยาวเป็นหางว่าวแบบนี้สู้ไม่ไหว แล้วสารพัดชื่อพระเอกนายเอก ไม่นับตัวอิจฉาที่เป็นภาษาจีน คือสุดปัญญาจะจดจำจริงๆ แค่นวนิยายไทยชื่อเป็นเจ้าหญิงเจ้าชายยาวๆ ขวัญเอยยังปวดหัวเลย

“คุณพี่ คุณพี่คะ หนูขอร้องคุณพี่ค่ะ ฝากไปขอยืมเล่มที่ห้าสิบ ตอนอวสานมาให้หนูอ่านหน่อยได้มั้ยคะ” ปั้นหยายังเกาะแข้งเกาะขาขวัญเอยไม่เลิก

“โอยยยย คุณน้อง เพื่อนพี่มันบินไปทุบหน้าอยู่เกาหลีโน่นค่า กว่าจะกลับมาน่าจะอีกสองสามอาทิตย์เลย รอไหวมั้ยล่ะ” ขวัญเอยถามกลับ

“รอได้ค่ะคุณพี่ ไม่มีปัญหา หนูจะไม่ไปไหนเลยค่ะ จะรออยู่ที่ร้านคุณพี่ทุกวัน”

“เอ่อ แต่พี่ว่า…” พบจันทร์กำลังจะพยายามบอกว่า ไม่ต้องรอที่ร้านก็ได้นะ

“และหนู…ผู้เรียนบรรณารักษ์มา หนูจะช่วยคุณพี่ทำงานในร้านด้วยค่ะ หนูจะช่วยคุณพี่จัดหมวดหนังสือและช่วยดูแลร้านให้เอง” ปั้นหยายกแขนขึ้นชูกำปั้น พร้อมส่งเสียง เยส! เบาๆ

“หาาาา…” เสียงพบจันทร์และขวัญเอยร้องอุทานพร้อมกัน

สองสาวเจ้าของร้าน กับหนึ่งผีอากง แล้วนี่ยังจะมีงอกมาอีกหนึ่งผีบรรณารักษ์แล้วเหรอนี่

 



Don`t copy text!