
Full Moon Book Shop ร้านหนังสือเล็กๆ แห่งหมู่บ้านเดือนเต็มดวง บทที่ 7 : เหตุระทึกขวัญคืนพระจันทร์ข้างแรม
โดย : คเณชารี
![]()
“Full Moon Book Shop ร้านหนังสือเล็กๆ แห่งหมู่บ้านเดือนเต็มดวง” โดย คเณชารี เรื่องราวสุดลึกลับเกิดขึ้น เมื่อ ‘พบจันทร์’ เจ้าของร้านผู้มีพลังทำนายดวงผ่านหน้าหนังสือ ต้องร่วมมือกับ ‘คุณหมอเมฆา’ กุมารแพทย์ผู้เป็นตัวท็อปของตำบล ‘ขวัญเอย’ เพื่อนสนิทสาวสองสายมูสุดสตรอง และยมทูตหนุ่มผู้แสนเย็นชาที่ปรากฎกายมาอย่างลึกลับ เพื่อไขปริศนาที่เกิดขึ้นและแก้ปมในใจของสมาชิกร้านหนังสือเล็กๆแห่งหมู่บ้านเดือนเต็มดวงไปพร้อมๆ กัน

“ไม่ใช่แบบกลายร่างเป็นตุ๊กตาแบบนั้นครับ เดี๋ยวผมอธิบายก่อน คือเมื่อสักครู่นี้ผมเพิ่งออกเวรมา แล้วกะว่าจะมาขอปรึกษาคุณเรื่องน้องสาวผมสักหน่อย แต่ตอนเดินมาถึงตรงทางแยกหัวมุมก่อนมาถึงร้าน ผมเจอคุณป้าคนนึง แกนั่งร้องไห้อยู่ข้างทางขอให้คนช่วย ผมก็เลยหยุดถาม คุณป้าบอกว่า ลูกชายเค้าไม่สบาย เป็นอะไรไม่รู้นอนแข็งทื่อเหมือนตุ๊กตาเลย ลืมตา กะพริบตาได้ แต่ไม่ขยับตัวเลย จับแขนขายกขึ้นก็ห้อยตกลงมา เรียกก็ไม่ขาน ไม่พูดไม่ตอบ ผมเลยบอกป้าเค้าว่าให้พาผมไปดูอาการของเด็กหน่อย เค้าก็เลยว่าจะพาไปดูที่บ้าน ตรงชุมชนที่อยู่เลยตลาดไป ทางที่จะออกไปหลังหมู่บ้านน่ะครับ ผมเองก็ไม่เคยไป แล้ววันนี้ก็ไม่ได้เอารถมาด้วย”
“โอย น่าสงสารจัง ไปค่ะคุณหมอ ขวัญเอยเป็นอาสากู้ภัยค่ะ มีอะไรเรียกใช้ได้ ไปกันเลยค่ะ ขวัญเอย สาวแกร่งแห่งหน่วยกู้ภัยบ้านเดือนเต็มดวง พร้อมออกให้บริการค่ะ” ขวัญเอยหันมาชวนพบจันทร์
“ไปกันนังพบ ไปช่วยคุณหมอหน่อย เอารถฉันไปก็ได้ พาป้าแกไปด้วย” พบจันทร์พยักหน้ารับ หันมาพูดลอยๆ กับอากาศในร้าน
“ฝากร้านด้วยนะปั้นหยา”
หมอเมฆามองตามแต่ไม่เห็นอะไร ก็ได้แต่สงสัยว่าพบจันทร์พูดกับใคร แต่ก็ไม่ใช่เวลาจะมาสงสัยอะไรมากแล้ว ต้องรีบไปกันก่อน
“ไม่ต้องปิดร้านเหรอครับคุณพบ”
“ไม่เป็นไรค่ะ มีคนเฝ้าให้ค่ะ ไม่มีปัญหา” แล้วทั้งสามก็รีบเดินออกจากร้านไปหาป้าที่นั่งรออยู่ตรงจุดที่หมอเมฆาพบ
“ป้าคะ ป้าชื่ออะไรคะ” พบจันทร์นั่งลงแตะบ่าผู้หญิงตรงหน้า
“ป้าชื่อแก้วค่ะคุณ” ร่างที่นั่งก้มหน้าอยู่ เงยหน้าชึ้นมาตอบน้ำตานองหน้า
“ป้าพาหนูกับเพื่อนไปที่บ้านหน่อยได้ไหมคะ คุณคนนี้เป็นคุณหมอค่ะ เค้าจะช่วยลูกชายป้าได้ค่ะ” พบจันทร์พูดกับป้าแก้วด้วยเสียงอ่อนโยน ทำให้ป้าแก้วพยักหน้ารับทันที
“ขอบคุณมากค่ะคุณๆ” ป้าแก้วพูดขอบคุณไป น้ำตาก็ไหลพรากๆ ไปด้วย
ขวัญเอยจึงรีบประคองป้าแก้วขึ้นมาแล้วพาไปที่รถกระบะสี่ประตูสีขาว หลังคาสูง ซึ่งหมอเมฆาก็แอบประหลาดใจเล็กน้อย เพราะเป็นรถที่ดูไม่ค่อยจะเข้ากับบุคลิกของเจ้าของรถซึ่งเป็นเจ้าของร้านเครื่องประดับสายมู แต่งกายเปรี้ยวจี๊ดสีสันสดใสไปร้านทุกครั้งที่เจอ แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจมากนักเพราะต้องรีบไปดูอาการของเด็ก เมื่อทั้งสี่คนขึ้นรถปิดประตูเรียบร้อย ขวัญเอยก็เหยียบคันเร่งแล้วออกรถอย่างรวดเร็วมุ่งหน้าไปยังชุมชนที่แม่ของเด็กบอกทาง
พบจันทร์มองด้วยหางตาก็เห็นแวบๆ ว่าตอนทุกคนกำลังขึ้นรถ มีเงาเล็กๆ ร่างหนึ่งตามขึ้นรถมากับพี่ชายด้วย แต่ที่เธอไม่เห็นคือเงาร่างโปร่งใสที่นั่งห้อยขาอยู่บนเสาไฟฟ้าหน้าร้าน ก็พลันปรากฏร่างชัดขึ้นเป็นรูปกายมนุษย์ แล้วสะบัดปีกที่คล้ายกับปีกนกขนาดใหญ่สีเงินยวง ปลายปีกเป็นขลิบสีดำกางแผ่ออกจากหลัง ยืดตัวขึ้นยืนแล้วพุ่งทะยานขึ้นไปบนท้องฟ้าในทิศทางเดียวกัน
บ้านของป้าแก้วเป็นห้องแถวไม้ชั้นเดียวไม่กว้างนัก ด้านนอกเป็นสีน้ำตาลเข้มเหมือนทาสีทับแล้วทับอีก แต่ดูเก่าและทรุดโทรม หลังคากระเบื้องมองผ่านๆ ด้วยตาก็เห็นได้ชัดว่าผุพังอยู่หลายจุด ทำให้พอจะเดาสภาพของคนในชุมชนรวมถึงเจ้าของบ้านได้ และในเวลาดึกแบบนี้ ด้านในบ้านแต่ละหลัง ไม่มีแสงไฟหรือแสงสว่างใดๆ เล็ดลอดออกมา ทำให้รู้ว่าไม่มีใครอยู่เลยแม้แต่คนเดียว บรรยากาศโดยรอบจึงยิ่งดูมืดทะมึน ค่อนข้างน่ากลัวเข้าไปอีก
ป้าแก้วพาทั้งสามคนเข้าไปในห้องแถวหัวมุมที่ประตูเปิดอ้าไว้เล็กน้อย น่าจะเกิดจากการที่เจ้าของบ้านรีบวิ่งออกไปหาคนมาช่วย เมื่อทุกคนเข้าไปถึงในบ้าน ภายในบ้านมีไฟนีออนหลอดเล็กๆ เพียงหลอดเดียวที่เปิดไว้กลางบ้านส่องให้เห็นร่างของเด็กชายคนหนึ่งใส่เสื้อยืดลายการ์ตูน กางเกงขาสั้น นอนหงายอยู่บนพื้น ด้านข้างเป็นโต๊ะญี่ปุ่นลายตัวอักษรเอบีซีขนาดเล็ก ยังมีสมุดการบ้านและดินสอวางอยู่บนโต๊ะ สภาพโดยรวม เหมือนกับเด็กคนหนึ่งที่กลับมาจากโรงเรียน เปลี่ยนเสื้อผ้า นั่งทำการบ้านแล้วผล็อยหลับไป เปลือกตาของเด็กชายยังเปิดเผยออยู่เล็กน้อย เหมือนคนที่นอนหลับแล้วปิดตาไม่สนิท
“เด็กเป็นยังไงบ้างคะ” พบจันทร์ถามขึ้นหลังจากที่นั่งรอหมอเมฆาที่ขยับเข้าไปนั่งตรวจอาการของเด็กชายที่นอนแน่นิ่งอยู่ใกล้ๆ โดยมีป้าแก้วนั่งน้ำตาไหลพรากอยู่ข้างๆ มือข้างหนึ่งจับมือลูกชายเอาไว้แน่น มืออีกข้างพยายามบีบนวดแขนขาเผื่อว่าลูกชายจะฟื้นขึ้นมา
“นอนนิ่งเหมือนหลับลึกเลยครับ แต่ถึงจะดูเหมือนหลับ ตาก็ไม่ได้ปิดสนิท บางทีก็เหมือนจะกะพริบตาหรือกลอกตาไปมาอยู่คล้ายคนกำลังฝัน มีบางจังหวะที่ลืมตาขึ้นมานิดหน่อย ก็จะตาลอยมองขึ้นไปที่เพดานแต่เหมือนไม่มีจุดโฟกัสอะไรเลย และไม่มีการตอบสนองอะไร ทั้งกับแสงหรือเสียงเรียก ที่สำคัญ ลมหายใจเบามากๆ เหมือนอะไรดี…เหมือนกับตุ๊กตาที่ถูกวางไว้ เหมือนยังมีชีวิต แต่ไม่มีการตอบสนองครับ”
หมอเมฆาถอนหายใจเฮือกใหญ่ พร้อมๆ กับใช้สองนิ้วบีบตรงสันจมูกด้วยความเครียด ทุกคนที่ยืนนิ่งฟังอยู่ ก็ถอนหายใจตามหมอเมฆาไปด้วย
“ถ้าให้ผมวินิจฉัยเบื้องต้น อาการทั่วไปทางร่างกายดูไม่มีอะไรผิดปกติเลยครับ ก็เหลือในส่วนของอาการทางจิต ผมคิดว่า อาจจะเป็นอาการของโรค Catatonia (คาตาโทเนีย) ซึ่งเป็นอาการทางจิตประสาทครับ ซึ่งอาการก็จะมีหลายแบบ เช่น เคลื่อนไหวซ้ำๆ ผิดปกติ หรือไม่ก็นิ่งสนิท ไม่ตอบสนองอะไรเลยแบบนี้ ซึ่งของเด็กคนนี้น่าจะเป็นแบบหลัง”
“จะเป็นไปได้ยังไงคะคุณหมอ ไอ้ติ๊บลูกป้าปกติมันร่าเริงมากเลยนะคะ จะไปมีอาการทางจิตอะไรแบบนั้นได้ยังไงคะ” แล้วป้าแก้วก็ปล่อยโฮอีกรอบ
“เดี๋ยวผมเรียกรถพยาบาลจากโรงพยาบาลมารับน้องไปดีกว่าครับ คืนนี้หมอพีทเข้าเวรน่าจะช่วยกันดูอาการได้” หมอเมฆาตัดสินใจในทันทีนั้น
“ไม่ต้องค่าคุณหมอ ไปรถขวัญเอยได้จริงๆ ค่ะ บอกแล้วว่ายินดีให้บริการ” ขวัญเอยยื่นบัตรเจ้าหน้าที่กู้ภัยมาโชว์หราจนเกือบแปะหน้าหมอเมฆา
“แป๊บนะคะคุณหมอ ขอไปจัดการอุปกรณ์เคลื่อนย้ายก่อนค่ะ” แล้วขวัญเอยก็วิ่งออกจากบ้านไปอย่างรวดเร็ว หมอเมฆาจึงหันมามองหน้าพบจันทร์ที่ยืนยิ้มอ่อนๆ อยู่ข้างหลัง
“ขวัญมันเป็นอาสากู้ภัยจริงๆ ค่ะคุณหมอ รถก็มีใบอนุญาตเรียบร้อยค่ะไม่ต้องห่วง คันที่เรานั่งมา ด้านหลังก็เป็นที่เก็บอุปกรณ์กู้ชีพพร้อมเลยค่ะ”
หมอเมฆาช่วยป้าแก้อุ้มเด็กชายขึ้นมา แล้วนำไปวางบนเตียงพร้อมผู้ป่วยฉุกเฉินที่ด้านหลังรถของขวัญเอยที่เปิดประตูรอไว้ หมอเมฆาใจชื้นเมื่อเห็นอุปกรณ์กู้ภัยหลายอย่างระดับน้องๆ รถพยาบาล
“ไปกันครับ ผมโทรแจ้งหมอเวรไว้แล้ว” หมอเมฆาเปลี่ยนมานั่งหน้าข้างคนขับแทนพบจันทร์เพื่อความสะดวกในการเข้าโรงพยาบาลในรอบดึก ส่วนป้าแก้ว ย้ายไปนั่งที่หลังรถกับลูกชาย มือจับแขนลูกชายไว้แน่นไม่ยอมปล่อย ถึงจะเริ่มหยุดร้องไห้บ้างแล้วเพราะอุ่นใจขึ้นที่ลูกถึงมือหมอ แต่ความวิตกกังวลก็มิได้ลดน้อยลงไปเลย เพราะอาการของลูกชายดูแปลกประหลาดอย่างไม่เคยพบเคยเห็น
พบจันทร์มัวแต่เร่งรีบในการช่วยหมอเมฆากับขวัญเอยนำผู้ป่วยขึ้นรถ จนลืมสังเกตไปว่า มีใครหรือเงาของใครคนหนึ่งหายไปจากรถ
ห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลคืนนั้นมีผู้ป่วยค่อนข้างน้อย ทั้งด้วยจำนวนประชากรที่ไม่มากนักของตัวอำเภอ และไม่ได้มีเทศกาลอะไรที่จะก่อให้เกิดอุบัติเหตุ ดังนั้น จึงควรจะเป็นค่ำคืนที่ไม่วุ่นวายของแพทย์เวร
แต่ทันทีที่เสียงรถกู้ภัยของขวัญเอยเบรกดังเอี๊ยดตรงประตูทางเข้าห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาล ก็เป็นเหมือนสัญญาณของความโกลาหลที่กำลังจะเริ่มต้นขึ้นในหมู่บ้านเดือนเต็มดวงแห่งนี้
หมอเมฆา พบจันทร์ และขวัญเอย ลงจากรถพร้อมกัน แล้วรีบวิ่งไปด้านท้ายรถ หมอเมฆาเดินไปแจ้งบุรุษพยาบาลที่นั่งอยู่ด้านในอาคาร พร้อมกับเรียกเวรเปลออกมาช่วยกันนำร่างของเด็กชายเข้าไปในห้องฉุกเฉิน
พบจันทร์ลงจากรถก็พลันนึกขึ้นได้ว่า เด็กหญิงตัวน้อยที่เดินตามพี่ชายต้อยๆ หายไปจากสายตา จึงหยุดเดินและหันหลังกลับไปกวาดสายตาฝ่าความมืดเพื่อมองหามิลินที่อาจจะไม่กล้าฝ่าพลังเจ้าที่และวิญญาณต่างๆ เข้ามาในโรงพยาบาล แต่พบจันทร์กลับเห็นคุณยมทูตหมายเลข 13 บินโฉบลงมาแล้วยืนแอบอยู่ที่ใต้ต้นไม้ใหญ่ติดกับรถของขวัญเอย พบจันทร์อดคิดไม่ได้ว่า หรือโมกอาจจะมาเพื่อรับดวงวิญญาณของเด็กชาย เธอกำลังจะเอ่ยปากถาม แต่ขวัญเอยเรียกเธอไว้เสียก่อน
“นังพบ ไปเร็วแก น้องติ๊บ ป้าแก้วกับหมอเมฆเข้าไปข้างในแล้ว” พบจันทร์จึงต้องหันหน้ากลับแล้วเร่งฝีเท้าเดินตามเพื่อนเข้าไปด้านใน
เมื่อก้าวเท้าเข้าไปด้านในห้องฉุกเฉิน พยาบาลกำลังตรวจวัดค่าต่างๆ ทั้งความดัน การเต้นของหัวใจ ออกซิเจนในเลือด อุณหภูมิในร่างกาย ส่วนแม่เด็กยืนอยู่ข้างเตียงอีกฝั่งโดยจับมือลูกชายไว้แน่น ปากเม้มแน่นเหมือนพยายามกลั้นสะอื้น
“ความดันต่ำกว่าปกตินิดหน่อย หัวใจก็เต้นช้าลงเหมือนคนนอนหลับลึกๆ น่ะครับ ออกซิเจนในเลือดก็ปกติ ไม่มีไข้ ตอนนี้คงยังสรุปสาเหตุหรือฟันธงเกี่ยวกับอาการได้แน่ชัด อาจจะต้องรอผลเอกซเรย์สมองและผลเลือดประกอบการวินิจฉัยอีกทีนะครับ” หมอพีทหันมาบอกแม่เด็กและหมอเมฆา
“พอมีรายละเอียดอะไรเพิ่มให้หน่อยได้ไหมครับหมอเมฆ”
“นี่แม่เด็กชื่อป้าแก้วครับ เดี๋ยวให้ป้าแก้วเล่าให้ฟังอีกทีละกัน” พบจันทร์ที่ยืนอยู่ด้านข้างใช้มือแตะข้อศอกป้าแก้วเบาๆ เพื่อช่วยเป็นกำลังใจให้บอกข้อมูลเพิ่มเติมให้กับทีมแพทย์
“คุณป้าครับน้องชื่ออะไรครับ อายุเท่าไหร่ แล้วน้องมีอาการตั้งแต่เมื่อไหร่” หมอพีทซักอาการ
“ชื่อติ๊บค่ะ สิบเอ็ดขวบแล้ว ลูกชายคนเดียวค่ะ มีกันสองคนแม่ลูกนี่ละค่ะ” ป้าแก้วเล่าด้วยเสียงขาดห้วงจากการสะอื้น
“ป้าทำงานก่อสร้างค่ะคุณหมอ เมื่อก่อนก็เคยเป็นคนงานร้านวัสดุก่อสร้างตรงท้ายหมู่บ้านนี่แหละค่ะ แต่ร้านปิดไปพักใหญ่แล้ว ป้าเลยตกงาน ก็ต้องไปตระเวนทำงานรับจ้างที่สวนบ้างหรือไซต์ก่อสร้างอื่นๆ ป้าเลยไม่ค่อยมีเวลาดูลูก พ่อเด็กมันก็ทิ้งป้ากับลูกไปอยู่กับเมียใหม่มันนานแล้ว ไม่มีคนช่วยเลี้ยงเลย ก็ต้องขอให้เพื่อนบ้านช่วยกันดูบ้าง บางทีที่ป้าต้องไปทำงานที่อำเภออื่นแล้วต้องกลับพร้อมรถคนงาน ก็จะกลับดึกบ้าง” ป้าแก้วหยุดเล่าเพื่อกลั้นสะอื้น พลางเอามือเช็ดน้ำตาป้อยๆ ดูน่าสงสาร
“วันนี้ป้าไปทำงานก่อสร้างที่หมู่บ้านข้างๆ ไม่ไกลมาก แต่ก็กลับมาเอาตอนค่ำละค่ะ ปกติป้าจะฝากข้างบ้านดูเจ้าติ๊บให้ พอมันกลับมาจากโรงเรียนก็จะกินข้าวที่ป้าหุงทิ้งไว้ แล้วก็นั่งทำการบ้านอะไรไป วันก่อนๆ ก็ยังไม่มีอาการอะไรเลย แต่วันนี้…พอป้ากลับมาบ้าน ไฟปิดมืดไปหมด ป้าก็เดินเข้าบ้านมา แล้วสะดุดอะไรไม่รู้ เปิดไฟมาก็เจอเจ้าติ๊บมันนอนนิ่งอยู่ที่พื้น ตรงโต๊ะนี่แหละค่ะคุณหมอ” ป้าแก้วเล่าไปก็น้ำหูน้ำตาไหลไป จนพบจันทร์ต้องหยิบทิชชูจากกระเป๋าสะพายมาส่งให้
“ป้าลองเอามือรอจมูก มันก็ยังหายใจอยู่ หัวใจมันก็ยังเต้นตุ้บๆ แต่มันนอนนิ่งตัวเย็นเจี๊ยบเลยค่ะ เขย่าตัวเรียกมันเท่าไหร่มันก็ไม่ตอบ ไม่หือไม่อือ ป้ากลัวมันเป็นอะไร เลยวิ่งออกมาหาคนช่วย เพราะเพื่อนบ้านป้าเค้าก็ไปทำงานที่ไกลๆ กันหมดเลย กว่าจะกลับมาก็อีกสองสามวัน”
“แล้วน้องติ๊บมีอาการอะไรแปลกๆ ก่อนนั้นไหมครับ แบบเป็นไข้ ตัวร้อน หรืออาการอื่นๆ แบบนอนละเมอ ฝันร้าย หรือเคยโดนเพื่อนที่โรงเรียนแกล้งไหมครับ”
หมอเมฆาช่วยถามอาการเพิ่มเติม เผื่อจะหาสาเหตุได้ อาจจะเป็นอาการทางกายที่เกิดจากอาหารการกิน น้ำดื่ม การสัมผัสเชื้อในอากาศ หรืออาจจะเป็นอาการทางจิตที่เกิดจากครอบครัวหรือการกลั่นแกล้งที่โรงเรียนก็เป็นไปได้หมด เขาสันนิษฐานเร็วๆ จากอาการที่เห็นในตอนแรกว่า เด็กอาจจะมีอาการไข้สูงจนทำให้ช็อค แต่สัมผัสจากร่างกายที่ค่อนข้างเย็น ทำให้ต้องตัดข้อนี้ทิ้งไป รวมไปถึงค่าต่างๆ ที่พยาบาลส่งชาร์ตมาให้ดูก็ไม่ได้บ่งชี้อาการของโรคที่เขาสันนิษฐานเลย ก็เหลือแต่อาการทางสมอง กับอาการทางจิตที่พอจะเข้าเค้า แต่ปกติอาการแบบนี้ต้องมีอาการมาก่อนบ้าง หรือมีต้นเหตุของปัญหาที่จะนำพาให้เกิดอาการ ไม่ใช่เกิดขึ้นแบบปัจจุบันทันด่วนแบบนี้
“ไม่มีอาการอะไรเลยค่ะคุณหมอ มันกินนอน ไปเล่นกับเพื่อนแบบปกติทุกวัน ที่โรงเรียนนี่ป้าก็ไม่รู้ค่ะ มันไม่เห็นเคยเล่าอะไร ก็คงอาจจะมีชกต่อยกันแบบเด็กผู้ชายมั้งคะ แต่ก็ไม่เคยเห็นมันเจ็บตัวหรือมีแผลอะไรกลับมาบ้าน” ป้าแก้วพยายามคิดทบทวนว่ามีอาการอะไรผิดปกติอื่นใดเกิดขึ้นกับลูกชายอีกบ้าง
“มีแค่ช่วงก่อนนี้ค่ะ มันนอนละเมอหนักกว่าเดิมหน่อยค่ะ ลุกเดินขึ้นไปนั่งหน้าทีวี เหมือนนั่งเล่นกับเพื่อน แต่พอป้าไปเรียก มันก็ตื่นแล้วเดินกลับมานอน ถามว่าฝันอะไร มันก็บอกว่าจำไม่ได้ เป็นอยู่สองสามครั้ง แต่ก็ไม่น่าจะมีอะไรค่ะ มันแค่ละเมอ”
ระหว่างที่หมอเมฆายืนนิ่ง พยายามนึกถึงเคสต่างๆ ที่เคยรักษามา ว่ามีอาการแบบไหนที่ใกล้เคียงบ้าง พบจันทร์ก็พลันได้ยินเสียงกระซิบเบาๆ ที่ข้างหู เสียงทุ้มต่ำในลำคอแบบนี้ ไม่ใช่ใครที่ไหนหรอก อีตายมทูตเบอร์ 13 แน่ๆ นี่ไง กลิ่นดอกโมกหอมอ่อนๆ กลิ่นประจำตัวเขาก็แตะจมูกอยู่นี่ แปลกดีนะ ยมทูตที่มีกลิ่นกายเหมือนดอกไม้ ไม่ใช่ต้องเป็นกลิ่นของความตายหรอกหรือ ทำไมกลายเป็นกลิ่นดอกไม้ที่หอมบางเบาแบบนี้ไปได้
“เด็กคนนี้ไม่ได้ป่วยนะครับ แต่ขวัญของเขาหายไป”
“ว่ายังไงนะ” พบจันทร์พยายามพูดเบาๆ แค่ให้คุณยมทูตได้ยิน
“ขวัญไงครับ คุณไม่รู้จักเหรอ ที่เขาเรียกขวัญกัน แบบร้านเพื่อนคุณไง ขวัญเอย ขวัญมา แบบเดียวกันนั่นละ” โมกพยายามอธิบาย น้ำเสียงแฝงความหงุดหงิดเบาๆ ประมาณว่า เรื่องแค่นี้ทำไมถึงไม่รู้จักล่ะ แต่พบจันทร์มองไม่เห็นหน้า เพราะคุณยมเขามาแค่เงา ไม่มีใครมองเห็น มีแต่เสียงพูดที่ได้ยินแค่พบจันทร์คนเดียว
“รู้จักสิ ทำไมจะไม่รู้จัก ว่าแต่มันจะเป็นไปได้ยังไงล่ะคุณ อยู่ดีๆ จะหายไปได้ยังไง” ขวัญของคนก็ต้องอยู่กับตัว ถ้าไม่ตกใจจนขวัญกระเจิง หรือที่เรียกกันว่า ขวัญหนีดีฝ่อ แล้วอยู่ดีๆ จะหายไปได้ยังไงกัน
“ผมก็ไม่รู้ ผมก็เพิ่งมาถึงที่นี่เหมือนกันนะคุณ แต่เดี๋ยวคงพอถามจากพวกวิญญาณแถวนี้ดูได้ ผมไปถามให้เอง” แล้วกลิ่นดอกโมกข้างตัวพบจันทร์ก็จางหายไป คงหายไปหาข้อมูลแหละ
“เอ้อ ป้าแก้วคะ ก่อนที่ติ๊บจะเริ่มละเมอหนักๆ น้องเคยไปเล่นอะไรกับใคร หรือโดนใครแกล้งมาแรงๆบ้างไหมคะ” เมื่อคนหาข่าวไปทำหน้าที่แล้ว พบจันทร์จึงหันกลับมาซักแม่ของเด็กต่อ
“ไม่รู้เลยค่ะคุณ เมื่อก่อนตอนป้าทำงานที่ร้านขายวัสดุก่อสร้าง ก็ได้เลิกงานเป็นเวลา ยังได้ดูแลมันบ้าง หลังๆ นี้ตั้งแต่ร้านปิดไป ป้าก็ต้องไปหางานทำไกลๆ ต้องออกไปทำงานแต่เช้า กลับมาก็ค่ำทุกวัน แต่เท่าที่เห็น มันก็ปกติดีนะคะ ไม่เคยเห็นมันโดนใครทำอะไรเจ็บๆ มาเลย” พูดจบป้าแก้วก็สั่งน้ำมูกดังพรืด
ขวัญเอยที่ยืนฟังอยู่เงียบๆ มาครู่ใหญ่ อยู่ๆ ก็สะดุ้งขึ้นมา แล้วหันมาบอกพบจันทร์
“แก อาการแบบนี้ มันเหมือนคนขวัญหายเลยว่ะ” คราวนี้พบจันทร์สะดุ้งบ้าง ขวัญเอยได้ยินที่ยมทูตบอกหรือเปล่านะ
“แกรู้ได้ไง”
“อ้าว แกว่าทำไมร้านฉันถึงชื่อนี้ ชั้นไม่ได้ตั้งจากชื่อขวัญชัยนะยะ” ขวัญเอยค้อนใส่ทีหนึ่ง เมื่อจำต้องเอ่ยปากถึงชื่อเดิมของตัวเอง
“ตอนเด็กๆ ไง แกจำไม่ได้เหรอ มีอยู่ช่วงหนึ่งที่แกนอนนิ่งๆ ไปแบบนี้อยู่พักหนึ่งเลยอะ ช่วงที่แม่แกเสียไงนังพบ ยายแกวิ่งสวดมนต์ นิมนต์หลวงพ่อมารดน้ำมนต์ เป่ากระหม่อมตั้งหลายวัน”
พบจันทร์ชะงักไปเมื่อขวัญเอยพูดถึงเรื่องนี้ขึ้นมา
“จริงเหรอแก ทำไมฉันจำอะไรไม่ได้เลยล่ะ” พบจันทร์จำไม่ได้จริงๆ ว่าเคยมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นกับเธอด้วย
“ไม่ใช่ครั้งเดียวนะนังพบ ตอนนั้นอีกที่…” ขวัญเอยยังพูดไม่ทันจบ หมอปุณ เพื่อนหมอเมฆาก็วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาในห้องฉุกเฉิน
“เป็นไงบ้าง หมอเมฆ หมอพีท อาการเด็กเป็นยังไงบ้าง” หมอปุณละล่ำละลักถาม หมอเมฆาก็อธิบายไปตามที่คุยกับทุกคนก่อนหน้านี้แล้ว
“อีกคนแล้วเหรอเนี่ย” หมอปุณครางเบาๆ
“คืออะไรนะหมอปุณ อีกคน…คือเคยมีเคสก่อนนี้เหรอ” หมอเมฆาแปลกใจ ทำไมเขาไม่เคยรู้ว่ามีเคสแบบนี้เกิดขึ้นในโรงพยาบาล
“มีสิ น่าจะประมาณสองสามเดือนก่อนมั้ง ที่โรงพยาบาลช่วงนั้นมีมาสองราย ห่างกันประมาณสองอาทิตย์ได้ อาการคล้ายๆ แบบนี้เลย ส่งมาที่ตรวจสมองที่แผนกฉันแต่ตอนนั้นแกไปประชุมวิชาการโรคหัวใจในเด็กที่กรุงเทพ แล้วก็ลาพักร้อนกลับบ้านต่อไปเลยไง” หมอปุณอธิบายกับเพื่อน
“แล้วตกลงแพทย์วินิจฉัยว่าเด็กป่วยด้วยโรคอะไรคะ” พบจันทร์ก็เพิ่งรู้ว่าในหมู่บ้านมีเด็กป่วยด้วยโรคประหลาดแบบนี้อีก แปลกจริงๆ
“ไม่สามารถระบุอาการได้เลยครับ คุณพบ สมองปกติทุกอย่าง สุดท้ายคืออาการเด็กคือเหมือนนอนหลับสนิทจริงๆ ครับ มาอยู่โรงพยาบาลรายละไม่กี่วัน เพราะระหว่างที่ทางเราพยายามหาสาเหตุกัน พ่อกับแม่ของทั้งสองรายก็ยืนยันจะพาเด็กกลับบ้านท่าเดียวเลย คือภาพรวม เด็กจะมีอาการเหมือนคนนอนหลับสนิทแบบหลับลึกมากเท่านั้นครับ แล้วทั้งสองราย พ่อแม่เค้าก็ไม่ใช่คนไทย เป็นแรงงานต่างด้าว ต้องทำงานในไซต์ก่อสร้าง ต้องทำงานทุกวันด้วย กลัวจะไม่มีเงินรักษา เค้าก็เลยขอพาเด็กกลับก่อน รายแรกก็เห็นว่าจะต้องย้ายไซต์งานแล้ว เค้าบอกว่าจะพาไปให้พระหรือหมอทางเค้ารักษา ถ้าสุดท้ายจะไม่ไหวจริงๆ เค้าก็คงต้องปล่อยตามมีตามเกิด เพราะเด็กก็ไม่มีสิทธิ์ในการรักษาพยาบาลอะไร คือเค้าไม่มีบัตรประชาชนด้วยครับ ผมก็เลยขอเบอร์ติดต่อพวกเค้าไว้ก่อน บอกไปว่า ถ้ามีอาการผิดปกติอะไร ให้รีบพากลับมาโรงพยาบาลทันทีเลย ผมจะดูแลให้เอง”
หมอปุณ หรือปุณณวัช เป็นหมอแผนกอายุรกรรมและระบบประสาทสมอง ในขณะที่หมอพีท หรือหมอพิธา เป็นหมอเด็กที่อยู่แผนกเดียวกับหมอเมฆา ทั้งสองคนเป็นหมอรุ่นใกล้เคียงกับหมอเมฆา และมีแนวทางการใช้ชีวิตคล้ายกัน คือ เป็นแพทย์จบใหม่ที่มีฝีมือ แต่เมื่อทำงานไปสักพักก็เริ่มเบื่อหลายสิ่งหลายอย่างของโรงพยาบาลใหญ่ในเมืองหลวง เลยขอย้ายมาอยู่ที่นี่ และเป็นคนชอบอ่านหนังสือเหมือนกัน ทำให้ค่อนข้างจะสนิทกันมากเป็นพิเศษ
“ที่ผมห่วงมากที่สุดตอนนี้คือ ถ้ายังมีอาการแบบนี้ เด็กจะไม่ได้กินอาหารหรือดื่มน้ำ ซึ่งอาจจะทำให้ร่างกายอ่อนแอ และถ้ายังมีอาการแบบนี้นานวันเข้า เด็กอาจจะเสียชีวิตจากการขาดสารอาหารและน้ำดื่มได้ ต้องขอให้น้องติ๊บอยู่ที่โรงพยาบาลไปก่อนนะครับ” หมอเมฆาเสนอ
“แต่ป้าไม่มีเงินค่ะคุณ นี่ก็หาเช้ากินค่ำ ต้องไปทำงานทุกวัน จะเอาเงินที่ไหนมาเป็นค่าหมอค่าหยูกยา แล้วต้องลางานมาเฝ้ามันอีก ป้าจะทำยังไงดี”
“ป้าแก้วไม่ต้องเป็นห่วงค่ะ เดี๋ยวหนูกับขวัญจะสลับๆ กันมาดูให้เป็นระยะ แต่ถึงมือหมอแล้ว เรื่องอาการป่วยยังพอมีหวังรักษาค่ะ” พบจันทร์แตะบ่าป้าแก้วเบาๆ ด้วยกิริยาอ่อนโยน หมอเมฆามองแล้วก็แอบรู้สึกวิบๆในใจ ยัยหมอดูไบโพลาร์คนนี้ ก็ดูเป็นคนใจดีมากอยู่นะ
ระหว่างทางที่นั่งรถมาด้วยกัน หมอเมฆาก็ยังถามตัวเองอยู่ในใจว่า ทำไมเขาถึงเลือกที่จะไปบอกพบจันทร์ ทั้งๆ ที่ผู้หญิงคนนี้ไม่ได้เป็นหมอ หรือคนที่มีความรู้ด้านการรักษาพยาบาล เขาควรจะโทร.หาหมอท่านอื่นๆ เพื่อขอคำปรึกษาต่างหาก แต่ในวินาทีที่ตัดสินใจจะไปบ้านเด็กแล้ว คนแรกที่เขานึกถึงกลับเป็นพบจันทร์ ไม่ว่าจะด้วยลางสังหรณ์ หรืออะไรในสมองเขาสักอย่างที่บอกกับเขาว่า ต้องบอกพบจันทร์เท่านั้น
“แล้วอาการแบบนี้ คุณหมอรักษาได้ไหมอะคะ” หมอเมฆาตื่นจากภวังค์ความคิด เมื่อได้ยินเสียงขวัญเอยถามขึ้นมา
“พวกเราจะพยายามอย่างเต็มที่นะครับ ส่วนเรื่องค่ารักษา คุณป้าไม่ต้องเป็นห่วงครับ ถ้าคุณป้ามีบัตรประชาชนและเด็กมีสูติบัตร เอ้อ ใบเกิดน่ะครับ ผมจะลองทำเรื่องขอความอนุเคราะห์ค่ารักษาพยาบาลจากทางมูลนิธิของโรงพยาบาลให้ครับ”
หมอพีทเสนอ ทำให้ป้าแก้วถอนหายใจออกมาเบาๆ โล่งอกไปเปลาะหนึ่งแล้วเรื่องค่ารักษา แต่อาการของลูกชายนี่สิ น่าเป็นห่วงที่สุดแล้ว
“วันนี้ป้านอนเฝ้าไอ้ติ๊บมันที่นี่ได้ไหมคะคุณหมอ ป้าเป็นห่วงมันเหลือเกิน ถึงกลับบ้านไป ป้าก็คงนอนไม่หลับ”
“เฝ้าได้ครับป้า แต่อาจจะนอนไม่ค่อยสะดวกนะครับ ยังไงผมจะลองขอคุณพยาบาลช่วยหาเครื่องนอนให้ เพราะคุณป้าคงไม่มีเวลาเตรียมอะไรมา คืนแรกอาจจะยังมีเครื่องนอนไม่ค่อยครบ ทนนิดนะครับ”
หมอเมฆาจึงหันไปแจ้งพยาบาลในห้องฉุกเฉินให้ทำเรื่องส่งตัวเด็กชายเข้าไปแอดมิตในแผนกเด็ก รวมถึงเรื่องการขอความอนุเคราะห์ค่ารักษาพยาบาล และเครื่องนอนสำรองให้กับป้าแก้ว
“ขอบคุณมากค่ะคุณหมอ คุณหนูทั้งสองคนด้วยค่ะ ป้าขอบคุณมากๆ จริงๆ ถ้าไม่ได้คุณๆ ป้าก็คงมืดแปดด้าน ไม่รู้จะทำยังไงดีแล้ว”
แล้วป้าแก้วก็ทรุดตัวลงนั่งกับพื้นพร้อมเตรียมท่าเหมือนจะกราบทุกคนในห้อง ทำเอาพบจันทร์ ขวัญเอย หมอเมฆาและเพื่อนรีบย่อตัวลงรับไหว้แทบไม่ทัน พบจันทร์กับขวัญเอยประคองร่างป้าแก้วให้ลุกขึ้นยืน
“ป้าคะ พวกหนูยินดีช่วยค่ะป้า แล้วอาการของน้องติ๊บก็ไม่ใช่เรื่องที่พวกเราจะเพิกเฉยได้ค่ะ อยู่หมู่บ้านเดียวกัน มีอะไรช่วยกันได้ ก็ต้องช่วยกันค่ะ”
เมื่อพูดจบ ก็มีสายตาสองคู่จ้องมองไปที่พบจันทร์พร้อมกัน คู่หนึ่งมองด้วยความแปลกใจระคนชื่นชม กับสายตาอีกคู่ที่ไม่มีใครมองเห็น เป็นแววตาที่ลึกล้ำราวกับหลุมดำในห้วงอวกาศที่ยากจะหยั่งถึงที่เฝ้ามองอยู่ด้านนอกห้องนั้น
หลังจากส่งเด็กชายติ๊บเข้าวอร์ดและจัดการธุระให้ป้าแก้วก็เป็นเวลาเกือบเที่ยงคืนแล้ว ทั้งสามคนก็เดินออกมาจากโรงพยาบาลพร้อมกัน หมอเมฆาขอตัวแยกกลับไปที่บ้านพักแพทย์ ส่วนพบจันทร์และขวัญเอยก็ขึ้นรถและมุ่งหน้ากลับบ้าน
“เหนื่อยมากเลยนังพบเอ๊ย นี่ยังไม่อยากเชื่อเลยว่าจะได้เจอโรคประหลาดๆ อะไรแบบนี้ในหมู่บ้านเราด้วย แปลกมากๆๆๆๆ” ขวัญเอ่ยพูดพร้อมถอนหายใจเฮือกใหญ่
“จริงแก เออ แล้วไหนแกบอกว่าอาการแบบคนขวัญหายใช่ไหมล่ะ แล้วไอ้ที่แกว่าฉันเคยเป็นน่ะ มันตอนไหน ทำไมฉันจำไม่เห็นเคยได้เลย” พบจันทร์พยายามนึกอยู่ แต่ความทรงจำบางช่วงบางตอนของเธอกลับเหมือนขาดหายไปดื้อๆ รวมกับฟิล์มภาพยนตร์สักช่วงที่โดนตัดออกไป แล้วนำส่วนที่เหลือกลับมาต่อกันกลายเป็นภาพยนตร์เรื่องใหม่
ตอนเด็กๆ พบจันทร์อยู่กับแม่และยาย พ่อเสียไปตั้งแต่ตอนแม่คลอดเธอออกมาไม่นาน เรียกได้ว่าเธอไม่เคยได้เห็นหน้าพ่อเลย ส่วนแม่ก็เสียไปตอนเธอเรียนช่วงประถม ทำให้พบจันทร์โตมากับยายที่เป็นหมอดูและร่างทรงประจำตำบลที่กล้า แกร่ง และเลี้ยงหลานให้เป็นคนเข้มแข็ง
ยิ่งการมองเห็นสิ่งที่คนอื่นไม่เห็น ก็ยิ่งทำให้พบจันทร์ต้องพบเจอกับการโดนล้อเลียน ดูถูกจากทั้งเพื่อนในโรงเรียน และผู้คนในสังคมรอบตัวที่ไม่เคยเชื่อในสิ่งลี้ลับ วิญญาณ หรือไสยศาสตร์ เรียกได้ว่าในช่วงชีวิตของเธอ พบจันทร์ต้องประสบพบเจอกับเหตุการณ์ที่หนักหนาสาหัสมาไม่น้อย แต่มนุษย์เรา เหมือนมีระบบพิเศษบางอย่างในร่างกาย สมองของพบจันทร์เองก็เช่นกัน มันอาจจะอยากช่วยลบความทรงจำบางส่วนที่เลวร้ายที่สุดที่เกิดขึ้นกับพบจันทร์ไปก็เป็นได้
แต่ก่อนที่ขวัญเอยจะได้ตอบคำถามของพบจันทร์ เสียงเล็กๆ ของวิญญาณเด็กหญิงมิลินก็แทรกเข้าขึ้นมาเสียก่อน
“พี่พบคะ หนูมีเรื่องสำคัญอยากจะบอก” พบจันทร์จึงหันกลับมาพบว่าเด็กหญิงมิลินนั่งอยู่ที่เบาะทางด้านหลัง ขวัญเอยก็หันตามมาบ้าง และมองเห็นภาพของเด็กหญิงมิลินรางๆ เหมือนภาพในโทรทัศน์ที่ถูกสัญญาณบางอย่างรบกวนอยู่ตลอดเวลา ราวกับคลื่นระหว่างโลกคนเป็นกับโลกคนตายของขวัญเอยยังจูนให้ตรงกันไม่ได้ดีพอ
“ว่ามาเลยค่ะหนูมิลิน แล้วเมื่อกี้หนูหายไปไหนมาคะ” เด็กหญิงมิลินนั่งตัวลีบ นิ้วมือบิดไปมาเหมือนกำลังตัดสินใจอะไรสักอย่าง
“หนูเห็นค่ะว่าใครมาเอาขวัญของติ๊บไป”
“หะ ว่ายังไงนะคะ” พบจันทร์ตะโกนลั่นรถ
“อะไรๆ ไอ้พบ น้องเค้าว่ายังไง” ขวัญเอยละล่ำละลักถาม เพราะได้ยินเสียงของเด็กหญิงมิลินไม่ค่อยชัดเท่าไร ไม่ชัดทั้งภาพและเสียงเลยน่ะแหละ แถมยังขับรถอยู่ ต้องมองจากกระจกหลังก็ยิ่งไม่ชัดเข้าไปอีก
“หนูมิลินบอกว่า รู้ว่าใครเป็นคนมาเอาขวัญของติ๊บไป”
“หาาาาา อะไรนะ” ขวัญเอยตะโกนลั่นรถอีกคนและเหยียบเบรกอย่างแรง ไม่แค่พบจันทร์ที่กระเด้งกระดอนจากการเบรกนั้น แม้กระทั่งวิญญาณของยมทูตที่แอบนั่งฟังอยู่บนหลังคารถก็ไม่ทันตั้งตัว เกือบจะได้ไถลตกจากรถไปด้วยเหมือนกัน
- READ Full Moon Book Shop ร้านหนังสือเล็กๆ แห่งหมู่บ้านเดือนเต็มดวง บทที่ 7 : เหตุระทึกขวัญคืนพระจันทร์ข้างแรม
- READ Full Moon Book Shop ร้านหนังสือเล็กๆ แห่งหมู่บ้านเดือนเต็มดวง บทที่ 6 : การปรากฎกายของนายยมทูตไร้ชื่อ
- READ Full Moon Book Shop ร้านหนังสือเล็กๆ แห่งหมู่บ้านเดือนเต็มดวง บทที่ 5 : รู้ใช่ไหม..ว่าพระจันทร์ไม่เคยลับลา
- READ Full Moon Book Shop ร้านหนังสือเล็กๆ แห่งหมู่บ้านเดือนเต็มดวง บทที่ 4 : มาต้อนรับสมาชิกใหม่กันเถอะ
- READ Full Moon Book Shop ร้านหนังสือเล็กๆ แห่งหมู่บ้านเดือนเต็มดวง บทที่ 3 : ในที่สุด..เจ้าของร้านก็เผยโฉม
- READ Full Moon Book Shop ร้านหนังสือเล็กๆ แห่งหมู่บ้านเดือนเต็มดวง บทที่ 2 : ร้านหนังสือเล็กๆ แห่งหมู่บ้านเดือนเต็มดวง
- READ Full Moon Book Shop ร้านหนังสือเล็กๆ แห่งหมู่บ้านเดือนเต็มดวง บทที่ 1 : หลานสาวของยายกลับมาแล้ว







