Full Moon Book Shop ร้านหนังสือเล็กๆ แห่งหมู่บ้านเดือนเต็มดวง บทที่ 5 : รู้ใช่ไหม..ว่าพระจันทร์ไม่เคยลับลา

Full Moon Book Shop ร้านหนังสือเล็กๆ แห่งหมู่บ้านเดือนเต็มดวง บทที่ 5 : รู้ใช่ไหม..ว่าพระจันทร์ไม่เคยลับลา

โดย : คเณชารี

Loading

“Full Moon Book Shop ร้านหนังสือเล็กๆ แห่งหมู่บ้านเดือนเต็มดวง” โดย คเณชารี เรื่องราวสุดลึกลับเกิดขึ้น เมื่อ ‘พบจันทร์’ เจ้าของร้านผู้มีพลังทำนายดวงผ่านหน้าหนังสือ ต้องร่วมมือกับ ‘คุณหมอเมฆา’ กุมารแพทย์ผู้เป็นตัวท็อปของตำบล ‘ขวัญเอย’ เพื่อนสนิทสาวสองสายมูสุดสตรอง และยมทูตหนุ่มผู้แสนเย็นชาที่ปรากฎกายมาอย่างลึกลับ เพื่อไขปริศนาที่เกิดขึ้นและแก้ปมในใจของสมาชิกร้านหนังสือเล็กๆแห่งหมู่บ้านเดือนเต็มดวงไปพร้อมๆ กัน

ยามสายของวันหยุดวันหนึ่ง หลังจากวันที่ปั้นหยา ดวงวิญญาณสาวน้อยมาขอสิงสถิตรออ่านตอนจบของหนังสือในร้านของพบจันทร์ ประตูร้านก็ถูกผลักด้วยแขนที่มีเสื้อเชิ้ตสีขาวพับแขนไว้ใต้ศอก สไตล์เดิมของหมอหนุ่มสุดหล่อ หมอเมฆาคนดีคนเดิมนั่นเอง

วันนี้หมอเมฆาพาแก๊งหมออีกสองคนที่เป็นสมาชิกกิตติมศักดิ์ของร้านแวะมาดูหนังสือกัน หลังจากที่หายหน้าหายตากันไปเกือบสองอาทิตย์

“สวัสดีคุณ” หมอเมฆาเอ่ยปากทักพบจันทร์ ในขณะที่อีกสองหมอยิ้มให้แล้วเดินไปทักขวัญเอยที่เคาน์เตอร์ ซึ่งรายนั้นก็พร้อมจะต้อนรับขับสู้ลูกค้ากลุ่มนี้อย่างเต็มที่

แต่ทันใดนั้น พบจันทร์ก็ได้ยินเสียงกรี๊ดแหลมแบบหวีดหวิวมาเข้าหูอย่างจังจนเธอสะดุ้ง ในขณะที่ขวัญเอยได้ยินเบากว่า เหมือนเสียงแว่วมาตามลม แต่ก็แปลกหูจนต้องหันมามองหน้าพบจันทร์และพยายามมองหาที่มาของเสียง

ไม่ใช่ใครที่ไหน เสียงกรี๊ดนี้ดังมาจากปั้นหยา ผีสาวที่ยืนกรี๊ดอยู่หลังเคาน์เตอร์ของพบจันทร์นั่นเอง

“อร๊ายยย กรี๊ด หล่อมากค่ะคุณพี่ ขาว ใส ออร่า คุณพี่ดูเส้นเลือดที่แขนนั่นสิคะ โอย หัวใจน้องจะวาย” ปั้นหยายืนกระทืบขาถี่ยิบ พยายามเอามืออุดปากตัวเอง แต่เสียงกรี๊ดก็ยังเล็ดลอดออกมาจนได้

“คุณน้องไม่มีหัวใจให้วายแล้วค่ะ”

พบจันทร์พูดเสียงกระซิบลอดไรฟันออกมาเบาๆ แค่พอให้ปั้นหยาได้ยิน และไม่ให้หมอเมฆาเห็นว่าเธอกำลังพูดอยู่คนเดียว แต่หูระดับหมอเมฆาอาจจะดีเกินไป หรืออาจจะเพราะคอยจับสังเกตพบจันทร์อยู่ตลอดเวลาก็ไม่รู้ได้

“พูดอะไรน่ะคุณ นินทาผมอีกแล้วเหรอ” หมอหนุ่มแกล้งถามยิ้มๆ หลังจากเจอกันบ่อยชึ้น หมอเมฆาก็เริ่มคุ้นกับกิริยากึ่งไบโพลาร์ของแม่สาวผมฟูคนนี้แล้ว แถมยังเริ่มรู้สึกว่าน่ารักขึ้นมาหน่อยๆ ด้วยแฮะ

“เปล๊า คือฉันพูดกับตัวเองค่ะคุณหมอ พูดกับตัวเองจริงๆ ไม่ได้พูดกับใครทั้งนั้น”

พบจันทร์ปฏิเสธเป็นพัลวัน พลางแปลกใจที่หมอเมฆามักจะคอยจับตามองเธออยู่ตลอด ทำไมต้องมาคอยจับผิดกันด้วยก็ไม่รู้

“อะ พูดคนเดียวก็คนเดียว นี่คุณ ผมอยากฝากสั่งหนังสือเกี่ยวกับพวกลงทุน หุ้นหรือการเงินอะไรพวกนี้ด้วยจะได้ไหมนะ”

คือจริงๆ แล้ว จะสั่งจากสารพัดเพจช็อปปิงออนไลน์ก็ทำได้นะ แถมได้ส่วนลดมากกว่าด้วยซ้ำ แต่อยู่ดีๆ หมอเมฆาก็เกิดอยากจะฝากเจ้าของร้านหนังสือสั่งให้เสียอย่างนั้น

“คือผม ไม่มีเวลาไปไล่หาตามร้านออนไลน์อะไรนั่นอะ ถึงหาได้ก็ไม่มั่นใจ กลัวเจอมิจจี้ ไหนจะต้องอยู่เวร แล้วก็ต้องไปประชุมที่ต่างจังหวัดเดือนหน้าด้วย ฝากคุณสั่งจะได้เอาไว้ที่ร้านก่อน เผื่อผมมาเลือกหนังสือเล่มใหม่ไปด้วยเลย”

หมอเมฆารีบออกตัวไว้ก่อน ในขณะที่พบจันทร์ที่กำลังจะอ้าปากถามเรื่องนี้พอดี ก็เลยได้แต่หุบปากเงียบ อะ ก็ได้ สั่งให้ก็ได้ เพื่อที่จะได้มารับที่ร้านและเผื่อจะเลือกหนังสือเล่มอื่นๆ ไปอีก เราไม่ได้เห็นแก่เงินๆ

“ได้ค่า คุณหมอ ขอชื่อหนังสือกับชื่อนักเขียนมาให้ด้วยค่ะ เดี๋ยวจะฝากพี่สายส่งเค้าจัดหาไว้ให้”

พบจันทร์ยื่นกระดาษโพสต์อิตแผ่นเล็กๆ กับปากกาให้ชายหนุ่ม

“นี่นะคุณ ผมไม่รีบ เมื่อไหร่ก็ได้” หมอเมฆาเขียนชื่อหนังสือกับนักเขียนลงไปยิกๆ ประมาณสามสี่รายการแล้วเลื่อนกระดาษกลับไปให้พบจันทร์

“อุ๊ย ลายมือไม่เห็นเหมือนลายมือหมอเลยค่ะ” พบจันทร์พูดพลางยิ้มเล็กๆ ที่มุมปาก ยิ้มแบบที่หมอเมฆาเคยแอบหมั่นไส้ แต่มองไปมองมาชักเริ่มเห็นว่าดูน่ารักดี

“ไม่เหมือนแบบไหนล่ะคุณ”

“ก็คุณหมอทั้งหลาย เค้าชอบเขียนลายมือแบบที่มีแต่พยาบาลเท่านั้นจะอ่านออกไงคุณ” มีที่ไหนกันหมอลายมือสวย เขียนหัวตัวอักษรกลมชัดแบบนี้ อ่านง่ายจนไม่อยากเชื่อว่าเป็นลายมือหมอ

“ก็ผมต้องเขียนนั่นนี่ให้เด็กๆ ไงคุณ ผมเป็นหมอเด็กนะคร้าบ”

อ้อ ลืมไป หมอเด็ก บางทีก็ต้องใช้ลูกเล่นสารพัดหลอกล่อเด็กๆ ให้ฉีดยา กินยาหรือรักษาอาการต่างๆ นี่เนาะ

แต่สักพัก พบจันทรก็รู้สึกเหมือนชายเสื้อโดนอะไรดึงอยู่ยิกๆ แอบชำเลืองมาก็เห็นมือขาวๆ กระตุกชายเสื้ออยู่ไปมา ถึงจะไม่มีพลังมากเหมือนเวลาที่ถูกมนุษย์ดึง แต่พบจันทร์ก็สัมผัสได้ถึงพลังงานบางเบาที่ทำให้ชายเสื้อขยับไปมาเล็กน้อยได้

“พี่พบบบบบบ คุณหมอหล่อมากกกกก ฮือ ทำไมตอนยังอยู่ถึงไม่เจอหมอหล่อๆ แบบนี้มั่งล่ะคะ เสียดายมาก หนูไม่น่ารีบตายเลยอะพี่พบ”

“เฮ้อออ ยัยผีสาวคลั่งรัก อาการกำเริบอีกแล้ว” เสียงขวัญเอยลอยข้ามเคาน์เตอร์มา

วันนี้วันโกน วันที่พลังของเหล่าดวงวิญญาณจะแข็งแกร่งเป็นพิเศษ ขวัญเอยเลยมองเห็นร่างของปั้นหยาได้ชัดเจนกว่าวันอื่นๆ แหม! ซอยขายิกๆ ถ้ากรี๊ดกร๊าดจนแก้วในร้านแตกอีกนะ แม่จะแช่งไม่ให้ได้อ่านหนังสือเล่มจบเลยคอยดู

“พี่พบคะ” ส่วนอีกด้านของพบจันทร์ ก็มีมือเล็กๆ อีกมือ กำลังดึงชายเสื้ออีกด้านของเธออยู่ วันโกนรอบนี้ ร้านเธอแขกเยอะจริงแฮะ ทั้งผีทั้งคน

“ว่าไงคะน้องมิลิน” พบจันทร์ก้มลงมองพร้อมยิ้มหวานให้เด็กหญิงตัวน้อย พร้อมกับย่อตัวลงต่ำหลังเคาน์เตอร์ ทำท่าเหมือนหาของอะไรสักอย่าง แต่จริงๆ เพื่อจะคุยกับมิลินโดยไม่ให้หมอเมฆาผิดสังเกตอีก

“หนูอยากกินเค้กไอศกรีมช็อกโกแลตอะค่ะ ฝากพี่พบบอกพี่เมฆให้หน่อยได้มั้ยคะ” เสียงเล็กๆ แก้มยุ้ยๆ และแววตาเว้าวอน ถ้าไม่ใจอ่อนก็คงจะแปลก แต่จะทำยังไงให้อีตาหมอไม่หาว่าเธอเพี้ยนดีนะ

คิดๆๆ สิพบจันทร์ จะบอกพี่หมอเมฆของน้องมิลินยังไงดี อ้อ! นึกออกแล้ว

“ขวัญๆ พรุ่งนี้วันพระใช่มั้ยแก” พบจันทร์ตะโกนข้ามเคาน์เตอร์ไปถามขวัญเอย

“เดี๋ยวนะ ดูปฏิทินแป๊บแก อ้อ ใช่ๆ พรุ่งนี้วันพระ ขึ้น 8 ค่ำ มีไร”

“เปล่า แค่อยากทำบุญให้แม่ หลวงลุงที่วัดเคยบอกว่าทำบุญวันโกน ดวงวิญญาณจะได้รับแน่ๆ แต่ถ้าไม่ทัน ค่อยไปทำวันพระก็ได้ พรุ่งนี้เลยว่าจะไปซื้อขนมที่แม่ชอบให้สักหน่อย”

หมอเมฆายืนมองพบจันทร์กับขวัญเอยที่กำลังคุยกัน แล้วแอบคิดถึงมิลิน น้องสาวสุดที่รักไม่ได้

พบจันทร์เห็นแววเศร้าวูบผ่านไปในดวงตาหลังแว่นกรอบใสของหมอเมฆา ก็ได้จังหวะเอ่ยปาก

“นี่คุณหมอ เคยมีน้องสาวใช่ไหมคะ ถ้าวันนี้หรือพรุ่งนี้ว่างแวะไปทำบุญที่วัดกันมั้ยคุณ เดินไปแค่หลังตลาดนี่เอง น้องสาวคุณชอบกินอะไรอะ เอาเป็นแบบพวกเค้กไอศครีมช็อกโกแลตดีมั้ย”

พบจันทร์โยนหินถามทางไปแบบตรงเป้าเป๊ะ

รู้ได้ยังไงกันเนี่ย มิลินน้องสาวของเราชอบกินเค้กไอศกรีมช็อกโกแลตจริงๆ นั่นแหละ แต่ก็เอาเถอะ ไม่อยากแปลกใจอะไรกับแม่สาวหมอดูผมฟูสยายคนนี้แล้ว กิตติศัพท์การดูดวงชะตาของพบจันทร์ก็เป็นที่ร่ำลือไปไกลพอสมควร แม้กระทั่งในหมู่หมอและพยาบาลที่ควรจะเป็นผู้เชื่อมั่นในวิทยาศาสตร์ ก็ยังมีคนมาเป็นลูกค้าของพบจันทร์อยู่หลายคน

“เอ่อ ก็คงใช่ ว่าแต่ผมต้องทำยังไงล่ะคุณ ถ้าผมเอาไปถวายที่วัดแล้วพระท่านจะฉันเค้กนี่ได้เหรอ”

“โอย ไม่ต้องให้พระท่านฉันหรอกค่ะ ท่านอาจจะให้เด็กวัดหรือโยมก็ได้ แต่แค่เอาไปทำบุญแล้วกรวดน้ำไป น้องคุณก็ได้กินแล้วค่ะ แบบกินทิพย์ไงคะ”

หมอเมฆามองพบจันทร์ด้วยสายตาสงสัยจริงจังแบบที่ไม่ได้มีแววตาหมั่นไส้เป็นครั้งแรก เขาเริ่มเชื่อขึ้นมาแล้วว่าพบจันทร์น่าจะมองเห็นอะไร หรือแม้แต่เห็น ‘มิลิน’ น้องสาวของเขาจริงๆ เหมือนครั้งแรกที่พบจันทร์เคยทัก แม้กระทั่งชุดที่ใส่ก็ไม่ได้ผิดเพี้ยนเลย ไม่น่าจะเป็นหมอเดาอย่างที่เขาเคยปรามาสไว้แล้ว

“งั้นคุณไปเป็นเพื่อนผมหน่อยสิ ไปวันนี้เลยได้มั้ยนะ ยังไม่เที่ยง น่าจะทัน” หมอเมฆาพูดพลางยกข้อมือขึ้นดูนาฬิกาและหันไปบอกเพื่อนหมอที่มาด้วยกัน

“หมอพีท หมอปุณ เดี๋ยวผมขอแวะไปที่วัดก่อนนะ พวกคุณดูหนังสือแล้วกลับไปที่โรงพยาบาลได้เลยนะ เดี๋ยวผมตามกลับไป” สองหมอหนุ่มหันมาพยักหน้า แล้วโบกมือเป็นสัญญาณประมาณว่า ไปเลยๆ แล้วก็หันกลับไปพลิกดูหนังสือที่กำลังสนใจเลือกไว้ในมือต่อ

“อ้าว คุณ แล้วร้านชั้นล่ะ” พบจันทร์เหวอไปเลย ที่ชวนนั่นแค่จะเปรยๆ ให้ไปทำบุญให้น้อง ไหงถึงวกมาลากเราไปด้วยล่ะเนี่ย

“คุณขวัญเอยครับ” หมอเมฆหันมาเรียกขวัญเอยด้วยเสียงนุ่ม เหมือนเวลาจะหลอกเด็กให้ฉีดยา

“ค่ะคุณหมอ” ขวัญเอยหันมาขานรับพร้อมกะพริบตารัวๆ จนขนตาที่ต่อไว้ยาวเหยียดกระพือพึ่บพั่บเหมือนปีกผีเสื้อ

“ผมขอยืมตัวคุณพบจันทร์ไปวัดเป็นเพื่อนสักแป๊บได้ไหมครับ”

“โอยย เอาไปหลายแป๊บก็ได้ค่า ทางนี้ขวัญเอยจัดการเองได้ สบายมากกก” ขวัญเอยรีบตอบรับแล้วเดินข้ามมาทางฝั่งเคาน์เตอร์ของพบจันทร์

“เอากุญแจแคชเชียร์มาด้วยจ้ะเพื่อน” ขวัญเอยพูดเสียงเหมือนจะปกติ แต่ลูกกะตาขวัญเอยนี่สิ มันทำตาวิบวับ วิบวับใส่พบจันทร์ เหมือนจะล้อเลียนเพื่อนว่า มันมีอะไรแปลกๆ มั้ยน้า

คนโดนสะกิดแอบร้อนตัว แต่พอหันไปเจอสายตาเว้าวอนของมิลิน ก็เลยจำต้องตกปากรับคำแบบเสียไม่ได้

“ก็ได้ๆ ค่ะ แต่ขอแวะไปซื้อกับข้าวที่ตลาดด้วยนะคะ” ไหนๆ จะไปแล้ว ก็แวะซื้อกับข้าวที่แม่ชอบไปถวายหลวงลุงด้วยเลยแล้วกัน

“ได้ครับ ผมจะต้องแวะไปซื้อเค้กไอศกรีมที่ร้านเบเกอรีในตลาดด้วยเหมือนกัน ไม่อยากไปในห้าง ต้องอ้อมไปอีกไกลเลย เดี๋ยวไม่ทันเที่ยง” หมอเมฆา พูดพลางเดินนำออกนอกประตูร้านไป พบจันทร์เลยต้องรีบคว้ากระเป๋าแล้วหันมาจิกตาใส่เพื่อนรักที่ยืนเท้าคางอมยิ้มด้วยสีหน้ามีเลศนัย

ฮั่นแน่ นังพบของชั้น ท่าทางจะได้ลงจากคานทองซะแล้วเว้ยเฮ้ย!

 

วัดจันทรานิมิต เป็นวัดประจำหมู่บ้านเดือนเต็มดวง อยู่ห่างจากหมู่บ้านอันเป็นชุมชนใหญ่เลียบฝั่งแม่น้ำมาไม่ไกลนัก เป็นวัดเล็กๆ ที่เงียบสงบ ประตูทางเข้ามีรูปปั้นสิงห์ขนาดใหญ่อยู่ที่หัวเสาปากประตู ด้านในวัดแทบไม่มีมุมสินค้าพุทธพาณิชย์เลย ตรงใจกลางของพื้นที่วัด เป็นวิหารลายคำทำจากไม้ก่อปูนทาสีขาว ด้านบนตั้งแต่ใต้หลังคาลงมา ถึงช่วงเพดานและแนวช่องลม เป็นไม้สักเก่าแกะลายล้านนาโบราณ แต่ด้วยเป็นฝีมือแบบช่างชาวบ้าน จึงไม่เน้นลวดลายลงรักปิดทองแบบวิจิตรบรรจงเหมือนวัดใหญ่ในเมือง

ด้านข้างวิหารเป็นศาลาไม้ที่เปิดโล่งทั้งสี่ด้าน มีเสาไม้ต้นใหญ่ ตั้งเป็นคู่เรียงตรงไปตลอดแนวชายคา ที่เป็นแนวทางเดินด้านนอก หลังคาเป็นทรงจั่ว มุงด้วยกระเบื้องดินเผาหรือกระเบื้องว่าวซ้อนสามชั้น ไล่ลำดับเอียงลาดลงมา คลุมแผ่กว้างออกมาล้ำจากตัวเสาถึงแนวต้นไม้ใหญ่ใกล้เคียง มีกาแลที่บนยอดจั่ว ด้านในศาลามีพระพุทธรูปปางสมาธิสีทองอร่ามตั้งอยู่องค์เดียว พร้อมกับชุดโต๊ะหมู่บูชาและโตก หรือพานไม้ขนาดใหญ่สำหรับวางดอกไม้ธูปเทียนที่ชาวบ้านนำมาถวาย

เป็นวัดที่แสนจะร่มรื่น สงบ มีต้นไม้ใหญ่ปกคลุมให้ร่มเงาทั่วบริเวณ คนมาวัด นอกจากจะได้ทำบุญแล้ว ยังเหมือนได้พลังงานธรรมชาติดีๆ กลับไปด้วย นานแค่ไหนแล้วก็ไม่รู้ ที่หมอเมฆาไม่เคยได้ไปทำบุญที่วัดไหนเลย ตั้งแต่น้องสาวเสียไป เพราะมุ่งมั่นทำแต่งานจนแทบไม่มีเวลา ประกอบกับเหล่าเพื่อนหมอ พยาบาลก็พากันยุ่งไปหมด เมื่อมีเวลาว่างกัน ส่วนมากถ้าไม่ไปหาของกินอร่อยๆ ช็อปปิง ก็จะกลับห้องพักไปนอนหลับเป็นตายกันหมด

“ตั้งแต่ย้ายมาทำงานที่นี่ ผมยังไม่เคยมาทำบุญที่วัดนี้เลยนะคุณ”

หมอเมฆาหันมาชวนคุยระหว่างที่เดินทะลุออกจากหลังตลาดมาถึงกำแพงวัด

“ก็ไม่แปลกหรอกค่ะ โรงพยาบาลก็ไปคนละทิศกับวัดเลย วันๆ คุณหมอก็คงตื่นเช้ากลับดึก จะมีเวลาไหนแวะมาวัดได้ล่ะคะ” พบจันทร์พูดด้วยน้ำเสียงเข้าอกเข้าใจเป็นอย่างดี

“แล้วหลวงลุงท่านก็ไม่ค่อยได้ออกบิณฑบาตไปทางโรงพยาบาลด้วยค่ะ ท่านอายุเยอะมากแล้ว เต็มที่ก็ออกไปบิณฑบาตแถวๆ ตลาด แล้วก็กลับวัดเลย ไม่ได้ไปรับกิจนิมนต์ที่ไหนด้วยค่ะ”

ระหว่างที่พูดอยู่ พบจันทร์ก็หันไปมองเห็นร่างของเด็กหญิงตัวเล็กๆ ที่กำลังเดินตามหลังพี่ชายของเธอมาด้วยไม่ห่าง ดูเอาเถอะ คงรักกันมากจริงๆ หนอ พี่น้องคู่นี้ ตายไปนานแล้วก็ยังกลับมาวนเวียนอยู่กับพี่ชายไม่ยอมห่าง

เด็กหญิงหยุดอยู่ที่ประตูวัด เหมือนยังกริ่งเกรงพลังของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ด้านใน พบจันทร์จึงรีบยกมือขึ้นไหว้อธิษฐานจิตขออนุญาตเสื้อวัด อันเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ดูแลคุ้มครองวัดอนุญาตให้เด็กหญิงผ่านเข้ามาทำบุญกับพี่ชาย แล้วกวักมือเรียกเด็กหญิงให้เดินตามมา

เมฆาหันมาเห็นพบจันทร์ยกมือไหว้ไปทางอุโบสถก็เข้าใจเอาว่าเธอคงไหว้พระตามปกติ เลยไม่ได้คิดอะไร แม้จะทันเห็นเธอเอามือลงแล้วทำท่าเหมือนกวักมือเบาๆ แต่ก็ไม่ได้เอ่ยปากถามอะไรออกมา

ทั้งสองคนเดินต่อมาจนถึงศาลาข้างวิหาร ก็นั่งลงบนเก้าอี้หินอ่อนที่วางอยู่ใต้ร่มไม้ที่อยู่ติดกับศาลานั้นพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย เหมือนการสนทนานั้นดูจะไม่จบสิ้นลงง่ายๆ

“เอ่อ ขอโทษนะคะ ว่าแต่น้องสาวคุณ…เป็นอะไรคะ ถึงได้…”

พบจันทร์เว้นประโยคแบบเกรงใจที่จะเอ่ยปากถามถึงมิลิน

“ไม่เป็นไรหรอกคุณ ผมเล่าได้ น้องมิลิน แกห่างจากผมประมาณสิบปีได้ น่าจะเป็นลูกหลงของคุณพ่อคุณแม่แล้ว ตอนแกเกิดมา คุณแม่ก็อายุสี่สิบกว่าแล้ว มิลินเลยสุขภาพไม่ค่อยแข็งแรงมาตั้งแต่เกิดเลยครับ” หมอเมฆายิ้มบางๆ เมื่อพูดถึงน้องสาวสุดที่รัก

“ผมสนิทกับแกมากนะครับ แกน่ารักมาก เหมือนตุ๊กตาตัวเล็กๆ เลย ทั้งขี้อ้อน ทั้งเป็นเด็กอ่อนหวาน ทุกคนรักแกมากเลย แต่แกก็สนิทกับผมมากที่สุด” พบจันทร์หันไปมองเด็กหญิง ก็คงจริงของเขา ทั้งน่ารัก อ่อนหวาน เหมือนตุ๊กตาในชุดกระโปรงลายดอกไม้กระจิริดนั่น ใครเห็นก็คงหลงรัก ขนาดพบจันทร์เองยังทนสายตาอ้อนๆ ของมิลินไม่ไหว

“ตอนแกเจ็ดขวบกว่า อีกไม่กี่วันจะวันเกิดครบแปดขวบแล้ว แกไม่สบายหนักมาก น่าจะติดเชื้อที่ปอด ผมก็กำลังเรียนหนัก ช่วงมอปลายพอดี แล้วก็ต้องอ่านหนังสือหนักมาก ใกล้สอบปลายภาค แทบไม่มีเวลาไปดูแกเลย ผมก็คิดว่าน้องไม่เป็นอะไรมาก” เสียงหมอเมฆาขาดห้วงไปนิด ก่อนจะเล่าต่อ

“วันนั้นผมติวเตรียมสอบเสร็จก็รีบบึ่งไปโรงพยาบาลเลย แต่ก็ไม่ทันครับ แกจากไปตอนผมกำลังเปิดประตูห้องที่โรงพยาบาลเข้าไปพอดี ผมยืนช็อกอยู่ตรงนั้นเลย”

พบจันทร์มองเห็นมือเล็กๆ ของมิลินเอื้อมมาจับมือพี่ชายไว้ แม้พี่ชายของเด็กหญิงจะไม่รู้สึกถึงมือนั้น แต่พบจันทร์ก็มองเห็นได้ชัดว่าเด็กหญิงมิลินกำลังพยายามจะปลอบใจพี่เมฆของเธอ

“ตั้งแต่วันนั้น ผมก็เปลี่ยนใจทันทีเลยครับ จากจะสอบคณะวิศวะ เบนเข็มมาสอบเป็นหมอเลย ผมตั้งใจเลยว่าจะต้องเป็นหมอเด็ก ต้องรักษาเด็กที่ป่วยให้ได้ ไม่อยากให้เขาจากไปตั้งแต่เด็กแบบมิลิน”

หมอเมฆาหายใจลึกยาวเหมือนสะกดกลั้นความเศร้ากลับเข้าไปในอกก่อนจบประโยค และแอบแปลกใจตนเองนิดหน่อยที่อยู่ดีๆ ก็มาเล่าเรื่องราวอะไรมากมายให้หญิงสาวที่กำลังเดินอยู่ข้างๆ ฟัง ผู้หญิงที่ไม่สามารถเรียกได้ว่าสนิทกัน แค่พบปะกันบางเวลา แวบแรกออกจะไม่เชื่อถือเธอด้วยซ้ำ แต่ทำไมวันนี้อยู่ดีๆ ตนเองถึงมาเปิดปากเล่าเรื่องนี้ภายในครอบครัวได้เป็นฉากๆ ขนาดกับเพื่อนสนิทแท้ๆ หมอเมฆายังแทบไม่เคยเอ่ยปากเล่าเรื่องของมิลินให้ฟังเลยแม้แต่น้อย เว้นแต่เป็นเพื่อนที่รู้จักกันมาตั้งแต่สมัยมัธยมปลาย จึงจะได้รับรู้ว่าเขามีน้องสาวที่เสียชีวิตไปตั้งแต่เด็ก

“มิลินไม่อยากให้พี่เมฆเศร้านานๆ แบบนี้เลยค่ะ” เด็กหญิงมิลินพูดเบาๆ พบจันทร์ที่ได้ยินอยู่คนเดียว ก็เลยอดไม่ได้ที่จะทำหน้าที่ถ่ายทอดต่อให้

“ฉันว่าน้องมิลินคงไม่อยากให้คุณเสียใจนานขนาดนี้นะคะ”

หมอเมฆาจ้องตรงมาที่หญิงสาว ความรู้สึกแปลกๆ พุ่งขึ้นมาในอก ผู้หญิงคนนี้ไม่เหมือนคนอื่นเลยจริงๆ คุยด้วยแล้วรู้สึกสบายใจ ชวนให้ไว้วางใจ และเหมือนอนุญาตให้เขาเป็นตัวเองได้อย่างน่าประหลาด

แต่ยังไม่ทันจะได้มีฟีลโรแมนติกมากไปกว่านั้น พลันก็มีเสียงกระแอมเบาๆ ดังขึ้นใกล้ๆ

“เอ้า โยมพบจันทร์” หลวงลุงที่พบจันทร์เอ่ยถึงนั่นเอง กำลังเดินตรงมาทางศาลาอย่างช้าๆ

“นมัสการค่ะหลวงลุง นี่หมอเมฆค่ะ หมอเด็กที่โรงพยาบาลค่ะ” พบจันทร์แนะนำตัวให้เรียบร้อย

หลวงลุงยิ้มให้หมอเมฆาที่ยกมือไหว้ และพลางยิ้มให้เด็กหญิงตัวน้อยที่ยืนอยู่ด้านหลังพี่ชายไปด้วย

“เจริญพรนะโยม มาทำบุญให้โยมแม่เหรอโยมพบ แล้วโยมคุณหมอล่ะ มาทำบุญให้น้องสาวเหมือนกันสินะ”

หมอเมฆาแอบสะดุดกับคำทักทายของหลวงลุง ทั้งพบจันทร์และหลวงลุง พูดเหมือนเห็นน้องสาวอยู่ใกล้ๆ

“ครับหลวงลุง เอ่อ ขออนุญาตถามได้ไหมครับ หลวงลุงรู้ได้ยังไงครับว่าผมมาทำบุญให้น้องสาว”

“กรรมเป็นภาระผูกพันของทั้งมนุษย์และวิญญาณนะโยม จากไปได้เมื่อหมดกรรมหมดวาระในโลกนี้ แต่หากต้องอยู่ต่อ อาจเพราะยังไม่หมดห่วง หรือยังมีพันธะสัญญาค้างคาต่อกัน” หลวงลุงตอบอ้อมๆ

หลังจากถวายของที่เตรียมมาให้หลวงลุง รับพรและหยาดน้ำ หรือกรวดน้ำในภาษากลางเรียบร้อยแล้ว หมอเมฆาก็ยังไม่หายสงสัย

“แล้วผมจะรู้ได้อย่างไรครับหลวงลุง ว่าผมมีพันธะติดค้างอะไรอยู่” ชายหนุ่มคิดไม่ออกเลยว่าเคยสัญญาอะไรกับมิลินไว้บ้าง

“พอถึงเวลา โยมก็จะรู้ได้เอง อาตมาไม่สมควรที่จะเป็นคนบอก อาตมาทำได้แค่แนะนำนะโยม ให้เข้าใจถึงกฎแห่งกรรม ไม่เหนี่ยวรั้ง ไม่ผูกมัดเพื่อไม่สร้างบ่วงกรรมต่อกัน”

หลวงลุงมองไปทางด้านหลังของเมฆา แล้วพูดขึ้นมาลอยๆ

“อาตมาคงไม่ฉันขนมของโยมน้องนะ แก่แล้ว เดี๋ยวจะขอให้เด็กวัดมันกินแทนละกัน นานๆ ทีมีของอร่อยที่เด็กชอบมาให้ คงดีใจกัน จะได้บุญเพิ่มอีกส่วน แล้วโยมน่ะ พี่เขามาทำบุญให้แล้ว อร่อยถูกใจไหมล่ะ”

หลวงลุงยิ้มเมื่อหันไปเห็นภาพเด็กหญิงมิลินกำลังอร่อยกับเค้กที่ได้รับจากการทำบุญไป เด็กหญิงหันมายิ้มให้และยกมือไหว้หลวงลุง ก่อนจะหันกลับไปกินเค้กต่อ

หลวงลุงหันมาเอ่ยลาพบจันทร์และหมอเมฆา

“อาตมาต้องขอตัวไปก่อนนะโยม วันนี้มีกิจนิมนต์ไปทำบุญที่หมู่บ้านทางฝั่งโน้น ต้องรีบออกเดินทาง”

“นมัสการลาค่ะหลวงลุง” พบจันทร์ก้มลงกราบ ก่อนจะพยักหน้าชวนหมอเมฆา รวมถึงเด็กหญิงมิลินที่มีรอยช็อกโกแลตติดอยู่รอบริมฝีปากให้ออกจากวัด

“ทำบุญเสร็จแล้ว ฉันขอแยกกลับร้านก่อนนะคะ คุณหมอจะกลับโรงพยาบาลเลยใช่ไหมคะ”

“ใช่ครับ เพื่อนๆ คงกลับไปกันแล้ว เดี๋ยวบ่ายๆ ผมมีเคสพิเศษด้วย ไปก่อนนะครับ ขอบคุณมากที่ชวนมาแล้วยังอุตส่าห์โดดงานมาเป็นเพื่อน”

พบจันทร์ยิ้มกว้างจนเห็นฟันเขี้ยวซี่เล็กๆ ที่มุมปาก

“ไม่เป็นไรเลยค่ะ มีคนอยากให้ช่วย ก็ยินดีค่ะ”

คนอยากให้ช่วยก็ยืนกระโดดเหยงๆ ดีใจที่ได้กินของโปรดอยู่ข้างตัวพี่ชายนั่นแหละ…ปลาบปลื้มได้กินเค้กสมใจแล้วนะหนูมิลิน

นี่ถ้าอยากกินบ่อยๆ เด็กวัดที่นี่น่าจะตัวกลมกลิ้งกันทั้งวัดจนหลวงลุงต้องบ่นแน่ๆ พบจันทร์แอบขำอยู่ในใจ และยิ่งขำมากขึ้นเมื่อหันไปเห็นภาพเด็กหญิงที่มีรอยเปื้อนของเค้กช็อกโกแลตรอบปากหันมาโบกมือลาเธอ ก่อนจะรีบวิ่งตามพี่ชายไปอย่างเร็วจี๋

หมอเมฆาเดินแยกออกไปทางที่จะไปโรงพยาบาลประจำตำบล ซึ่งระยะทางก็ห่างไปอีกไม่ใช่น้อย พบจันทร์มองตามหลังไป และโบกมือตอบเด็กหญิงมิลินที่ตามพี่ชายกลับไปด้วย

แต่คิดดูแล้วก็แปลกจริงๆ ทำไมน้องสาวถึงยังติดอยู่กับพี่ชายนะ ไม่เข้าใจ ทำไมไม่อยู่กับพ่อหรือแม่ แต่พอคิดแล้วก็ต้องรีบสลัดเรื่องในหัว โอย นี่ฉันจะมาใส่ใจเรื่องของอีตาหมอนี่ทำไมกันนะ แล้วเมื่อกี้คือ ปากตรงกับใจเกินไปไหมนะ อยู่ดีๆ ก็ไปชวนเขามาทำบุญ

ฝั่งของหมอเมฆา ระหว่างเดินกลับไปที่โรงพยาบาล ก็อดคิดถึงคำพูดแปลกๆ ของหลวงลุงไม่ได้ ทั้งประโยคสุดท้ายก่อนออกมา ที่เหมือนจะพูดกับใครอีกคนที่เขามองไม่เห็น และนั่นก็น่าจะเป็นมิลิน เพราะพูดถึงเค้กที่เอามาถวาย

ถ้ามิลินอยู่ข้างๆ เขาจริง ระยะเวลาหลายปีมานี้ ทำไมเขาไม่เคยรู้สึกอะไรเลย แล้วทำไมน้องถึงยังอยู่กับเขา และเอาจริงๆ เขาเป็นหมอ เป็นนักวิทยาศาสตร์ เขาควรจะเชื่อเรื่องอะไรแบบนี้ดีไหมนะ หรือเขาจะเจอยัยหมอดูจอมยุ่งนั่นมากเกินไป จนเริ่มจะเอียงไปทางไสยศาสตร์บ้างแล้ว แต่จะว่าไป หลวงลุงท่านก็ไม่น่าจะโกหก แล้วเวลาท่านพูด ก็เหมือนท่านพูดอยู่กับใครสักคนอยู่จริงๆ คิดยังไงก็คิดไม่ตก และก็ยังไม่รู้ด้วยว่าควรจะหาคำตอบจากที่ไหน หรือจะลองเสี่ยงไปลองถามพบจันทร์อีกสักทีดีนะ

“หรือจะลองไปถามคุณพบแบบจริงๆ จังๆ ดีนะ ลองอนุญาตให้ตัวเองเป็นคนงมงายมาทางสายนี้บ้างสักนิดก็คงจะไม่เป็นไรหรอกเนาะไอ้หมอเมฆ”

หมอเมฆารำพึงกับตัวเองเบาๆ โดยไม่รู้เลยว่า เด็กหญิงมิลินที่เดินอยู่ข้างๆ นั้นได้ยินเต็ม และแอบยิ้มด้วยความดีใจจนตาหยี

 



Don`t copy text!