
Full Moon Book Shop ร้านหนังสือเล็กๆ แห่งหมู่บ้านเดือนเต็มดวง บทที่ 10 : อีกฟากฝั่งของดวงจันทร์
โดย : คเณชารี
![]()
“Full Moon Book Shop ร้านหนังสือเล็กๆ แห่งหมู่บ้านเดือนเต็มดวง” โดย คเณชารี เรื่องราวสุดลึกลับเกิดขึ้น เมื่อ ‘พบจันทร์’ เจ้าของร้านผู้มีพลังทำนายดวงผ่านหน้าหนังสือ ต้องร่วมมือกับ ‘คุณหมอเมฆา’ กุมารแพทย์ผู้เป็นตัวท็อปของตำบล ‘ขวัญเอย’ เพื่อนสนิทสาวสองสายมูสุดสตรอง และยมทูตหนุ่มผู้แสนเย็นชาที่ปรากฎกายมาอย่างลึกลับ เพื่อไขปริศนาที่เกิดขึ้นและแก้ปมในใจของสมาชิกร้านหนังสือเล็กๆแห่งหมู่บ้านเดือนเต็มดวงไปพร้อมๆ กัน

หน้าของหมอเมฆาหม่นหมองลงอย่างเห็นได้ชัด หลังจากเริ่มเอ่ยถึงเรื่องของเด็กหญิงมิลิน ความทรงจำในวัยเด็กโผล่ผุดขึ้นมาทำร้ายความรู้สึกหมอเมฆาอย่างแรงราวกับแส้ที่หวดตีไปทั่วทั้งร่าง
“อย่างที่เคยเล่าให้คุณพบฟังก่อนนี้น่ะครับ ว่าผมกับน้องสนิทกันมาก แกเป็นตุ๊กตาตัวน้อยที่ทุกคนในบ้านรัก แกน่ารักมากจริงๆ แต่สุขภาพแกก็ไม่ค่อยแข็งแรง ช่วงก่อนที่แกจะล้มป่วย ตรงกับช่วงที่ผมต้องเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัย ผมเรียนหนักมาก อ่านหนังสือดึกๆ ทุกวัน แล้วก็ออกไปเรียนพิเศษตลอดไม่เคยหยุด ตอนนั้นความฝันของผมคือจะสอบเข้าคณะวิศวะให้ได้ จริงๆ คุณพ่อคุณแม่ของผมก็อยากให้ผมเป็นหมอนะครับ แต่ผมไม่อยากเป็น เพราะเวลาผมไปโรงพยาบาล เห็นหมอแต่ละคนต้องรับผิดชอบคนไข้เยอะมาก ทำงานหามรุ่งหามค่ำ”
“ส่วนมิลิน ปกติแกก็ป่วยกระเสาะกระแสะอยู่แล้ว และช่วงนั้นพ่อแม่ผมต้องไปประชุมที่ต่างจังหวัด ผมก็เลยอยู่บ้านกับแกสองคน แต่ก็มีพี่เลี้ยงคอยดูแลแกอยู่ด้วย แต่วันที่แกอาการทรุดหนัก พ่อแม่ผมกำลังกลับมาจากต่างจังหวัด แต่ก็เพิ่งจะลงเครื่องที่สนามบิน ส่วนผมก็ไปติวกับเพื่อนและเป็นวันที่เลิกดึกมากเพราะใกล้สอบเต็มที พี่เลี้ยงพยายามโทรหาผมหลายรอบว่ามิลินอาการทรุดหนักมากต้องเรียกรถพยาบาลและกำลังจะเข้าห้องฉุกเฉิน แต่ผมก็ไม่ได้รับโทรศัพท์ กว่าผมจะรู้ว่าน้องต้องเข้าห้องฉุกเฉินก็เกือบเที่ยงคืนแล้ว พอผมไปถึงโรงพยาบาล กำลังเปิดประตูห้องเข้าไป น้องก็จากไปพอดี ผมไม่ทันได้ลาแกด้วยซ้ำ วันนั้นผมช็อกมาก ผมเสียใจมากจริงๆ ครับ ที่ไม่ได้ดูแลน้องให้ดี”
“วันนั้นผมจำได้ว่าผมร้องไห้หนักมาก เอาแต่ตะโกนแต่ว่า มิลินอย่าทิ้งพี่ไป อยู่กับพี่ก่อน อยู่กับพี่ก่อน พูดวนอยู่แบบนั้นทั้งคืน พ่อกับแม่ก็บอกผมว่าอย่าพูดแบบนั้นเลย ปล่อยน้องไปเถอะ น้องจะได้ไม่ต้องห่วง แต่ผมก็ทำไม่ได้จริงๆ ผมเชื่อแล้วครับว่า การที่เรายึดมั่นถือมั่น มันคือการผูกมัดทำให้ดวงวิญญาณของมิลินต้องคอยอยู่กับผม เพราะผมไม่ยอมปล่อยแกไป”
หลังจากเล่าให้พบจันทร์ฟังแบบละเอียดหมดเปลือก หมอเมฆก็ซบหน้าลงกับฝ่ามือทั้งสองข้าง พบจันทร์เข้าใจความรู้สึกของหมอเมฆาดีกว่าใคร เธอเคยเจอเหตุการณ์แบบนี้ตั้งแต่ตอนที่ต้องสูญเสียคนที่เธอรักไปหลายคนในอดีต
“ฉันเข้าใจคุณดีนะคะคุณหมอ ฉันก็เคยเสียคนที่ชั้นรักไปโดยที่ไม่ทันได้บอกลาเหมือนกัน มันจะกลายเป็นเหมือนปมค้างคาอยู่ในใจเราไปอีกนานแสนนาน ดีแต่ว่ายายพยายามช่วยดึงชั้นกลับมา และช่วยให้ฉันพยายามเข้าใจโลก เข้าใจชีวิต เข้าใจวัฏจักรการเวียนว่ายเกิดแก่เจ็บตายของมนุษย์ ซึ่งกว่าที่จะผ่านมันมาได้ก็สาหัสมากจริงๆ”
“และอย่างที่คุณก็รู้ การเป็นคนมีสัมผัสพิเศษแบบฉัน มันไม่ใช่เรื่องสนุกเลย สำหรับบางคนอาจจะเรียกมันว่าพรสวรรค์หรือพลังวิเศษ แต่จะมีใครกี่คนที่เชื่อแบบนั้น ในสังคมมีผู้คนมากมาย ที่พร้อมจะหัวเราะเยาะในสิ่งที่ฉันเป็น ฉันต้องใช้ชีวิตในการที่จะพิสูจน์สิ่งที่ตัวเองเห็น จนเลิกพิสูจน์ และต้องพยายามเปลี่ยนไปใช้ชีวิตแบบคนธรรมดา แต่สิ่งรอบตัวฉันที่คุณอาจจะเรียกว่า ผี หรือวิญญาณ ก็ไม่อนุญาตให้ฉันทำแบบนั้น สุดท้ายแล้ว ฉันก็ต้องเลือกกลับมาใช้ชีวิตในเส้นทางที่ฉันต้องเป็น และพยายามยอมรับมันอย่างเข้าใจ และมีความสุขกับชีวิตต่อจากนี้ให้ได้”
พบจันทร์ปลอบใจหมอเมฆา และก็เป็นการเล่าเรื่องตัวเองอย่างยาวที่สุดในชีวิตเท่าที่คนอย่างเธอจะเคยเล่าให้คนนอกครอบครัวฟัง หมอเมฆามองหน้าเธอแล้วเอื้อมมือมาจับมือพบจันทร์ไว้ มืออีกข้างตบหลังมือเธอเบาๆ
“ขอบคุณครับคุณพบ ขอบคุณมากๆ ที่รับฟังผมแบบนี้ ปกติผมไม่เคยเล่าอะไรให้ใครฟังแบบนี้เท่าไหร่ คุณพบน่าจะเป็นคนที่…เอิ่ม คนที่สองมั้งครับที่ผมเล่าให้ฟัง”
“แล้วใครเป็นคนแรกคะ” พบจันทร์ถามกลับแบบยิ้มๆ กะแล้วว่าหมอเมฆาต้องทำหน้าเหวอเมื่อได้ยินคำถามนี้
“คือ…คือ ก็แฟนคนแรกของผมน่ะครับ คบกันมาตั้งแต่เรียนมอปลาย เป็นเพื่อนที่โรงเรียนด้วย เค้ารู้จักหนูมิลินดี ก็เลยรู้เรื่องราวในชีวิตผมมากกว่าคนอื่นๆ คบกันต่อมาจนถึงตอนเรียนหมอ ก็ยาวนานมากพอดูครับ เกือบสิบปี แต่พอเรียนจบมาแล้วต้องไปทำงานใช้ทุน ก็ต้องเลิกกัน เพราะต่างคนต่างไปอยู่คนละที่ เค้าก็เจอคนใหม่ที่เข้าใจเค้าดีกว่าผม”
“เอ! งั้นตอนนี้คือคุณหมอก็สถานะโสดอยู่เหรอคะ” พบจันทร์แกล้งแซวเล่นๆ แต่หวังผลในคำตอบจริงจัง เธอแอบถอนหายใจแบบโล่งอก ดีละ โสดก็ดี จะขอบพระคุณมาก เธอไม่อยากไปทำบาปแย่งชิงคนรักของใคร มันบาปนักหนากับการผิดศีลข้อกาเมสุมิจฉา เธอเห็นมากับตาจากลูกค้าหลายคนที่มาขอคำทำนายเรื่องความรักจากเธอ คนที่มักไปเป็นมือที่สามหรือพยายามแย่งคนรักของคนอื่น มักจะจบไม่สวยสักราย คำทำนายที่ปรากฏขึ้นในหนังสือแต่ละหน้า จะแสดงให้เห็นถึงบทจบและผลกรรมของผู้ประพฤติผิดแต่ละรายไปต่างๆ กัน คนที่เชื่อเธอแล้วกลับตัวกลับใจก็มี คนที่ไม่เชื่อและดื้อดึงจะก่อกรรมต่อไปก็มาก
“โสดสนิทครับ ไม่งั้นผมจะย้ายมาอยู่จังหวัดชายแดนขนาดนี้ได้ยังไง เพื่อนหมอก็มีแต่ผู้ชาย…แต่…”
“คะ แต่อะไรคะ…” ตาของพบจันทร์ตอนจ้องกลับมา แววตามีทั้งประกายล้อเลียน ทั้งยิ้มให้แบบหวานเยิ้มสุดๆ จนหมอเมฆาแอบเขินเบาๆ ก่อนที่จะต้องพูดประโยคต่อไป
“แต่อีกไม่นาน…คิดว่าอาจจะไม่โสดแล้วครับ พอดีได้เจอคนที่คิดว่าน่าจะใช่แล้ว” พูดจบก็หน้าแดง หูแดงมือไม้พันกันวุ่นวายไปหมด อ้าว คุณหมอ พูดเองเขินเองซะแล้ว คนกำลังจะถูกสารภาพยังไม่เขินเลย
“ค่ะ ดีเลยค่ะ คุณหมอจะได้ไม่ต้องเหงา จะได้มีคนคอยดูแลด้วย ฉันดีใจด้วยนะคะ”
พบจันทร์แกล้งแหย่เล่นอีก ก็รู้แหละว่าพูดถึงตนเอง แต่เห็นหมอเมฆาหน้าแดงไปหมดแบบนี้มันก็น่ารักน่าแกล้งดี คนอย่างพบจันทร์ที่มีเพื่อนผู้ชายมากกว่าผู้หญิง ขนาดเพื่อนสนิทที่ทุกคนเห็นเป็นผู้หญิงอย่างขวัญเอย ก็ยังเป็นผู้ชาย เธอจะไปเอาความเขินอายมาจากไหน สมัยเรียนมหาวิทยาลัย เวลามีผู้ชายมาจีบ เธอยังลากเพื่อนในคณะไปอำผู้ชายคนนั้นกลับจนเขาหนีหน้าหายไปเลย
“ไม่นะครับคุณพบ คือ ผะ ผม ผมหมายถึง…คุณ…โอ๊ย ผมอายคุณจะแย่แล้วครับ…”
พูดจบหมอเมฆาก็ซบหน้าลงกับฝ่ามือตัวเองอีกรอบ คราวนี้ไม่ใช่เพราะความเศร้าแล้ว แต่เขินตัวเองสุดขั้ว ที่อยู่ดีๆ ต้องมาสารภาพรักกับผู้หญิงกลางวันแสกๆ ในร้านกาแฟ อยากจะบ้าตายจริงๆ
พบจันทร์หัวเราะออกมาเบาๆ อีตาหมอนี่น่ารักดีแฮะ แกล้งอะไรก็สนุกไปหมด อยากจะแกล้งต่อเหมือนกันนะ แต่ก็แอบสงสาร เจออะไรมาเยอะแล้ว และอีกไม่นานก็จะต้องเจออะไรที่หนักหนาสาหัสยิ่งขึ้นไปกว่านี้อีก เธอยังคิดภาพไม่ออกเลย ว่าเขาจะทำใจรับมือกับเรื่องราวลี้ลับต่างๆ ต่อจากนี้ไหวหรือไม่
“ค่าๆๆ ชั้นรู้แล้วค่ะ แหย่เล่นหน่อยเดียว ตกใจไปได้” แต่ก็ยังอดขำไม่ได้อยู่ดี เอาน่า ท่ามกลางสภาวะตึงเครียดของเหตุการณ์รอบตัวขนาดนี้ มีอะไรให้เธออบอุ่นหัวใจบ้างก็ดีนะ นอกจากยายและขวัญเอยแล้ว ตอนนี้ก็ยังมีอีกหนึ่งคนที่พร้อมจะยอมรับเธออย่างที่เธอเป็นโดยไม่ล้อเลียน ไม่หัวเราะเยาะในสิ่งที่เธอพูด เธอนึกดีใจอยู่ไม่น้อยที่อะไรหลายๆ อย่างดึงให้เธอตัดสินใจกลับมาอยู่กับยายที่บ้าน และคงมีใครสักคนบนนั้นที่ส่งหมอเมฆามาอยู่รอเธอที่นี่
“แต่คุณหมอคะ ตอนนี้ เวลานี้ เรื่องที่เรากำลังจะต้องช่วยกันค้นหาความจริงกันอยู่ ชั้นเชื่อว่ามันจะเป็นเรื่องที่ค่อนข้างอันตราย และพวกเราก็ยังไม่สามารถจะรู้ได้ว่าเรื่องนี้มันจะจบแบบไหน เพราะฉะนั้น เรื่องของเราสองคน ขออนุญาตกดปุ่ม pause ไว้ก่อนชั่วคราวนะคะ แค่ที่ได้รู้ว่าคุณหมอรู้สึกยังไง ฉันก็ดีใจมากๆ แล้วค่ะ ตอนนี้กำลังใจมาเต็ม พร้อมสู้มากๆ เลยค่ะ”
พบจันทร์ยิ้มกว้างทั้งที่ปากและดวงตาด้วยความตื้นตัน พร้อมกับเอื้อมมือที่เย็นเฉียบด้วยอุณหภูมิภายในร้าน มาแตะที่มือของชายหนุ่มเบื้องหน้าเบาๆ แต่ความรู้สึกที่ถ่ายทอดมานั้น มันอุ่นวาบเข้าไปถึงหัวใจของหมอเมฆา
“ได้ครับ ผมเข้าใจ ขอบคุณมากนะครับที่คุณพบที่รู้สึกเหมือนกันกับผม ผมก็คิดว่า เราน่าจะต้องสู้กับเรื่องราวที่หนักหนาพอสมควร แต่ไม่ว่าจะยังไง เราก็จะสู้ไปด้วยกันนะครับ”
สู้ไปด้วยกัน คำนี้เป็นคำที่พบจันทร์อยากฟังมากที่สุดในชีวิต …นอกจากยายกับขวัญเอยแล้ว ไม่มีใครเลยที่จะพูดคำคำนี้กับเธอ …แต่ในที่สุด วันนี้ พบจันทร์ก็มีคนที่พร้อมจะเข้าใจสิ่งที่เธอเป็นและยืนยันคำนี้กับเธอแล้วจริงๆ
“ค่ะ เราจะสู้ไปด้วยกัน แต่ก่อนอื่น…กลับมาเรื่องซีเรียสกันต่อนะคะ” พบจันทร์พูดต่อแบบหักมุมอารมณ์เหมือนโค้งหักศอกได้ทันทีเหมือนกัน
“ตามปฏิทินจันทรคติแล้ว อีกสองวันจะเป็นคืนเดือนดับหรือคืนอมาวสีแล้วค่ะ พวกเราคงต้องไปที่นั่นกันตอนเย็นๆ เพื่อสำรวจรอบๆ บ้าน ตอนยังมีแสงอาทิตย์กันก่อน และอยู่รอให้พลบค่ำ เพื่อจะได้จับตัวการให้ได้คาหนังคาเขาเลยค่ะ” หมอเมฆาพยักหน้ารับ และนั่งคุยกันต่ออยู่ตรงนั้นอีกสักพัก
ความรักที่แสนสดชื่นอาจจะกำลังเริ่มผลิบานและมีความหวานไหลรินท่วมท้นในร้านกาแฟเล็กๆ แห่งนั้น แต่ในขณะเดียวกัน ความโศกเศร้าก็กำลังค่อยๆ คืบคลานเข้าปกคลุมหัวใจใครอีกคนที่นั่งห้อยขาเท้าคางอยู่บนคาคบไม้ใหญ่ใกล้ๆ กันนั้น และจ้องมองลงมาที่คนทั้งสองด้วยสายตาที่หม่นหมอง
“เชอะ รักกันเข้าไป สวีตกันเข้าไป…น่ารำคาญ” เสียงของมารสีดำตัวกระจ้อยร่อยบนบ่าขวาบ่นออกมา พร้อมทำหน้าหงุดหงิด
“แล้วจะไปหงุดหงิดเค้าทำไม นายเป็นยมทูตนะ นายรักใครไม่ได้ มันอาจจะเป็นแค่ความผูกพันที่เป็นต้นเหตุให้นายต้องมาตามหาเธอที่นี่ต่างหาก วันไหนที่ความทรงจำของเรากลับมา นายก็จะจากที่นี่ไปแล้วจะไม่ได้เจอกับเธอคนนี้อีก” เทวดาสีขาวตัวจิ๋วที่บ่าซ้ายเถียงกลับเป็นชุดแบบไม่ยอมแพ้
ตัวแทนเสียงในหัวของยมทูตผู้กำลังตามหาความทรงจำถกเถียงกันไปมา จนเจ้าของความคิดเองยังทนไม่ไหว ยมทูตหมายเลข 13 ตัดสินใจลุกขึ้นยืนเต็มร่างโดยที่กิ่งไม้นั้นไม่สั่นไหวเลยแม้แต่นิดเดียว ก่อนจะสยายปีกออกบินขึ้นไปบนฟ้า สูงขึ้นไปจนลับตา
พบจันทร์ได้ยินเสียงพึ่บพั่บแว่วๆ เหมือนเสียงปีกนกโบกสะบัด แต่เมื่อหันไปตามทิศทางเสียง เธอก็มองไม่เห็นใครนอกจากกลิ่นดอกโมกที่ลอยตามลมมาจางๆ เท่านั้น
ในที่สุด คืนอมาวสีก็มาถึง…
หลังจากที่นับวันถอยหลังรอกันจนเครียดหัวแทบระเบิด สองสาวแห่งร้านหนังสือเล็กๆ ก็จัดเตรียมอุปกรณ์ป้องกันตัวต่างๆ ไว้พร้อม รอเวลาประมาณห้าโมงเย็น หมอเมฆาก็น่าจะมาถึงพอดีหลังเวลาเลิกงาน
“ไปรถชั้นนะ เพื่อความปลอดภัย เผื่อใครเจ็บตัวก็มีอุปกรณ์พร้อม ยังไงก็ป้องกันไว้ก่อน”
ขวัญเอยพูดไปด้วยขณะที่มือก็ควานหา งัดเอาสิ่งศักดิ์สิทธิ์สารพัดชนิดออกมาจากหีบสมบัติส่วนตัวหลายชิ้น ทั้งตะกรุด สายสิญจน์ ผ้ายันต์ พระเครื่อง น้ำมนต์ แม้แต่น้ำมันพรายขวดเล็กๆ ก็โกยมาใส่กระเป๋าสะพายใบย่อมไว้ทั้งหมด
“นังขวัญ นั่นแกจะเอาน้ำมันพรายไปทำไม นี่เราจะไปจับวิญญาณเด็กนะแก” พบจันทร์ตาโตเมื่อเห็นคลังสรรพาวุธของเพื่อน
“ไม่รู้แหละ เอาไปให้หมด เผื่อไว้ก่อน ระหว่างทางอาจจะเจอผีตัวอื่นที่หล่อๆ เริดๆ แม่จะดีดใส่ให้เคลิ้มไม่กล้ามาหลอกพวกเราเลยทีเดียว”
“โอ๊ย แก กับผีกับสางก็ไม่เว้นเนาะ” ได้หัวเราะกันก่อนแบบนี้ค่อยหายเครียดขึ้นมาหน่อย ถ้าเธอไม่มีเพื่อนที่อารมณ์ดี น่ารักสดใสอย่างขวัญเอย พบจันทร์ก็คิดภาพไม่ออกเลย ว่าชีวิตเธอจะเป็นไปแบบไหน
“ว่าแต่แกอยากได้อะไรให้คุณหมอเค้าห้อยคอไว้ซักหน่อยมั้ยล่ะ หรือว่าคุณหมอเค้าจะไม่เชื่อเรื่องอะไรแบบนี้” ขวัญเอยเสนอ พร้อมยื่นพวงพระเครื่องพวงใหญ่ มีพระห้อยอยู่ไม่ต่ำกว่าสิบองค์ให้พบจันทร์
“เอามั้ยแก เลือกสักองค์ไปให้คุณหมอ นี่ปลุกเสกแท้มาทุกองค์นะจ๊ะเพื่อน ทีมกู้ภัยชั้นเนี่ยสายมูตัวพ่อทุกคน วัดไหนดัง เกจิคนไหนขลัง ไปกันมาหมดแล้ว ของขลังเพียบ” ขวัญเอยพูดไปก็ค่อยๆ เลือกพระที่คิดว่าจะเหมาะกับคุณหมอสุดหล่อว่าที่เพื่อนเขยไปด้วย
“ได้แก ติดมาสักองค์ก็ดี พุทธคุณน่าจะช่วยปกป้องคุ้มครองเราได้ เผื่อเจออะไรแปลกๆ อุ่นใจไว้ก่อน เดี๋ยวชั้นบอกคุณหมอเมฆเอง อ้อ…นี่ ยายฝากสายสิญจน์จากหลวงลุงมาให้แกด้วย”
ตัวพบจันทร์เองก็ไม่ได้มีพลังอำนาจอะไรที่จะช่วยปกป้องคุ้มครองคุณหมอได้จริงๆ เธอแค่มีพลังในการติดต่อสื่อสารกับเหล่าดวงวิญญาณเพียงเพื่อจะทำหน้าที่ในการช่วยเหลือวิญญาณเหล่านั้นให้ได้ไปผุดไปเกิดเมื่อหมดห่วง แต่ถ้าต้องไปเจอภูตผีร้ายที่พลังแข็งกล้า เธอจะเอาอะไรไปต่อกรได้ ส่วนตัวของเธอเอง มีปิ่นจันทร์เสี้ยวของแม่ติดตัวอยู่อันเดียว มีพลังแค่ป้องกันไม่ให้สิ่งชั่วร้ายเข้ามาใกล้ แต่ตอนนี้พบจันทร์ไม่ได้เป็นห่วงแค่ตัวเองแล้ว เธอกลับห่วงหมอเมฆามากกว่า
“หรือเราไม่ต้องให้คุณหมอไปด้วยดีกว่ามั้ยนะขวัญ เอาเค้าไปเสี่ยงเปล่าๆ นะ ถ้าไปเจอพวกสัมภเวสีหรือผีร้ายระดับท็อปเข้า หมอแกไม่หัวใจวายตายเหรอ ชั้นเป็นหม้ายขันหมากกันพอดี” พบจันทร์หันมาปรึกษาเพื่อน
“หน็อยๆๆ เพื่อนคะ เพื่อนยังไม่ได้เป็นแฟนเค้าเลยค่ะ จะเอาไหนมาเป็นหม้ายขันหมาก โอย อยากจะกรี๊ด มาอินเลิฟกันตอนจะไปสู้กับผีเนี่ย ช่างหาช่วงเวลาเนาะคุณเพื่อน” ขวัญเอยค้อนเพื่อนปะหลับปะเหลือก
“อะๆ โอเคๆ แต่ชั้นอยากให้อีตายมทูตไปด้วยจัง นี่หายไปไหนเนี่ย ไม่เจอหน้ามาหลายวันละ วันก่อนโผล่มาแวบๆก็หายไปอีกละ ได้ข่าวคราวอะไรมั่งมั้ยก็ไม่รู้ ไม่เห็นจะมาอัปเดตอะไรบ้างเลย” พบจันทร์ยกมือถือขึ้นมาดูเวลา
“สี่โมงกว่าละ อีกเดี๋ยวคุณหมอก็น่าจะออกจากโรงพยาบาลแล้วมาที่นี่ เรามีอะไรต้องเตรียมกันอีกมั้ย”
“พี่พบคะ/อาพบ” เฮียจู้และปั้นหยาส่งเสียงเรียกพร้อมกัน ขวัญเอยที่ได้ยินแว่วๆ ก็หันมามองตามเสียงด้วย
“อาพบๆ อั๊วล่ายข่าวสั้นมานิกหน่อยอ่า อาลุงเท่ที่ลื้อเคยช่วยแล้วอีไปปฏิบัติธรรมอยู่กับพระที่วัด อีฝากบอกมาว่า ให้ลื้อพาคุณยมทูตไปด้วย เพราะวิญญาณเด็กคงนั้งอีจามีพลังเยอะมากในคืนนี้อะ” เฮียจู้รีบแจ้งข่าวที่ได้มาจากอดีตลูกค้าห้อง VI13 ของพบจันทร์
“ตอนนี้ไม่รู้คุณโมกแกไปอยู่ไหนเลยค่ะ ลองเรียกแล้วก็ยังไม่ปรากฏตัวมาเลย แต่เดี๋ยวจะลองพยายามเรียกไปเรื่อยๆ ค่ะ แต่ถ้าเค้ากลับมาที่นี่ ฝากอากงกับปั้นหยาบอกเค้าให้ตามหนูไปทีนะคะ”
ครู่เดียวหลังจากนั้น หมอเมฆาก็มาถึงร้าน ยังคงใส่ชุดสครับแบบที่แพทย์ใส่ทำงานอยู่ ท่าทางนั้นบอกชัดว่า คงไม่ได้กลับบ้านพักเพื่อไปเปลี่ยนเสื้อผ้าแต่เลือกที่จะตรงมาที่นี่ก่อน
“โห คุณหมอ มาทั้งชุดนี้เลยเหรอคะ อยากเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนมั้ยคะ” ขวัญเอยทักระหว่างที่เดินสวนออกจากร้านเพื่อไปรอที่รถ
“ไม่เป็นไรครับ จริงๆ ชุดนี้คือคล่องตัวที่สุดแล้วครับ แล้วผมก็เพิ่งเสร็จงาน ไม่มีเวลากลับไปเปลี่ยนชุดที่บ้านพักเลย แต่รีบมาก่อน กลัวมาไม่ทันแล้วจะเสียเวลาน่ะครับ” หมอเมฆายิ้มเก้อๆ
หมอเมฆาใส่แบบนี้แล้วก็ดูดีไปอีกแบบ พบจันทร์อมยิ้ม ในขณะที่หมอเมฆาหันมามองพอดี ก็เลยเขินพบจันทร์จนหน้าแดงอีกรอบ
‘ขยันเขินมากไปแล้วค่ะคุณหมอ’ พบจันทร์แอบคิดในใจ
“ไปค่ะ เรากำลังจะไปออกรบกันแล้วค่ะ คุณหมอพร้อมหรือยังคะ”
พบจันทร์เดินเข้าไปหาและจูงแขนหมอเมฆาออกไปจากร้าน เมื่อพบจันทร์หันกลับมาล็อกประตูร้านและทำสัญลักษณ์บอกไว้ว่าวันนี้ไม่รับแขก VI13 เรียบร้อยแล้ว ก็เดินจูงมือหมอเมฆาไปขึ้นรถขวัญเอยที่สตาร์ตรออยู่ด้านนอก คนถูกจูงก็เลยยิ่งหูแดง หน้าแดงเข้าไปอีก
ขวัญเอยหันมาเห็นก็เอามือกุมขมับและแอบคิดในใจ ‘นี่ผิดบทไปไหมนะ คนที่จะเขินควรจะเป็นนังพบปะเนี่ย หมอเมฆนี่ก็ขี้อายเกิ๊น โอย ว่าที่เพื่อนเขยชั้น’
“คุณหมอนั่งหน้ากับขวัญได้เลยค่ะ ฉันนั่งหลังเอง” พบจันทร์เปิดประตูหลังของรถกระบะสี่ประตูเข้าไปด้านหลังที่นั่งข้างคนขับอีกที เมื่อปิดประตูดีแล้ว พบจันทร์ก็ลดกระจกลงแล้วหันออกไปนอกรถ มองไปที่เด็กหญิงมิลินที่ยืนอยู่ข้างๆ
“อยู่ร้านกับพี่ปั้นหยา กับอากงนะคะหนูมิลิน ถ้าไปจะเป็นอันตรายค่ะ เดี๋ยวพี่ดูแลพี่เมฆเองค่ะ ไม่ต้องเป็นห่วงนะคะ” พบจันทร์พูดกึ่งกระซิบแต่เด็กหญิงมิลินได้ยินชัดเจน เด็กหญิงจึงพยักหน้าตอบรับ ปั้นหยาที่เดินทะลุประตูร้านออกมา ก็มายืนเคียงข้างเด็กหญิงมิลิน แล้วโอบบ่าเด็กหญิงไว้
“ไม่ต้องห่วงค่าพี่พบ ปั้นหยาดูแลมิลินเอง ไปค่ะ ไปนั่งเล่นในร้านรอพี่ๆ กัน”
ทั้งสองโบกมือลาพบจันทร์ก่อนจะเดินผ่านประตูเข้าร้านไป โดยที่บานประตูไม่ได้ขยับเขยื้อนเลย มีเพียงเสียงกรุ๊งกริ๊งของกระดิ่งเส้นเล็กที่หน้าบานประตูสั่นไหวอยู่เล็กน้อยเท่านั้น
พบจันทร์หันกลับมาด้านในรถ แล้วยื่นมือผ่านเบาะไปที่ด้านหน้าเพื่อส่งของให้หมอเมฆา
“นี่ค่ะ สายสิญจน์ยายฝากมาให้ กับพระองค์นี้ ขวัญมันเลือกให้เองเลย คุณหมอสวมติดคอไว้หน่อยนะคะ ถือว่าฉันขอ เพื่อความสบายใจ เราต้องป้องกันไว้ก่อนค่ะ”
พบจันทร์ร้องขอเบาๆ เมื่อเห็นหน้าหมอเมฆาทำหน้าแปลกๆ ขณะที่รับสร้อยพระและสายสิญจน์ไปจากมือเธอ หมอเมฆาค่อยๆ สวมสร้อยพระลงที่คอ หย่อนสายสิญจน์ลงในกระเป๋าเสื้อ ก่อนจะหันหลังกลับมามองเธอ
“แล้วคุณพบล่ะครับ มีอะไรป้องกันตัวบ้าง”
“โอยยยย หยุดค่า เดี๋ยวค่อยห่วงกันค่ะ พระอาทิตย์ใกล้จะตกแล้วนะคะ เดี๋ยวไม่ทันเวลา ขออนุญาตออกรถก่อนนะคะ” ขวัญเอยจิกหางตาค้อนเพื่อนรักแบบหยอกๆ
แต่ถ้ามีใครได้แอบมองไปที่กระจก ก็จะเห็นขวัญเอยแอบยิ้มมุมปากเล็กๆ กับตัวเองเมื่อเห็นเพื่อนกำลังจะมีความสุข ขวัญเอยก็ดีใจด้วย ตั้งแต่โตด้วยกันมา พบจันทร์มีความสุขในชีวิตน้อยกว่าใครๆ ที่ขวัญเอยรู้จัก ขวัญเอยอยากเห็นเพื่อนรักคนนี้ได้มีความสุขจริงๆ กับเขาสักที
ใช้เวลาไม่นานนัก ทั้งสามก็มาถึงท้ายหมู่บ้านซึ่งเป็นที่ตั้งของร้านวัสดุก่อสร้างร้างของนายเส็งและนางจำปา เวลาเกือบปีที่ผ่านไป ทำให้มีวัชพืชต่างๆ ทั้งหญ้าและเถาวัลย์ไม้เลื้อยปกคลุมพอสมควร แต่ก็ยังไม่หนามากนัก ทำให้พอจะมองเห็นโครงสร้างต่างๆ ได้ชัดเจน ตัวร้านมีส่วนที่เป็นเหมือนบ้านก่ออิฐถือปูนสองชั้นขนาดใหญ่ เดิมคงมีสีขาว แต่สภาพตอนนี้คือสีกระดำกระด่างไปตามกาลเวลา บางจุดมีตะไคร่น้ำขึ้นเกาะจนสีหลุดล่อน ชั้นล่างด้านหน้าของตัวบ้านเป็นประตูเหล็กยืดติดไว้ยาวตลอดหน้าบ้าน แต่มองไม่เห็นสีเดิม เพราะมีเถาวัลย์ขึ้นพันไปมาเกือบเต็ม มีเฉพาะแค่ส่วนประตูตรงกลางที่มีป้ายไม้แขวนไว้ มีตัวอักษรเขียนด้วยปากกาเคมีจางๆ แต่อ่านไม่ออกแล้ว เพราะเวลาผ่านไปนานจนสีเลือน
ชั้นบนของตัวบ้าน เป็นหน้าต่างไม้เรียงกันหลายบาน มีบางบานแง้มหลุดออกมาเพราะขาดคนซ่อมแซมบำรุงรักษา ด้านบนสุดเป็นหลังคากระเบื้องและหน้าจั่วไม้ที่เริ่มผุพังไปตามกาลเวลา ส่วนด้านข้างที่เชื่อมกับตัวบ้าน มีลักษณะคล้ายโกดังขนาดย่อมสำหรับใช้เก็บวัสดุก่อสร้าง มีหลังคาเชื่อมมาชนกับตัวบ้านเป็นเมทัลชีตสีแดงซีดๆ ประตูด้านหน้าของโกดังเดิมคงเป็นเหล็กพับที่ใช้ดึงขึ้นลง แต่สภาพตอนนี้เหมือนโดนพังประตูเพื่องัดแงะเอาข้าวของออกไปแล้ว เพราะประตูฉีกขาด และมีช่องขนาดใหญ่ประมาณคนตัวใหญ่ๆ แบบหมอเมฆาเดินตัวตรงๆ ผ่านไปได้อย่างสบาย
ขวัญเอยจอดรถตรงข้ามหน้าบ้าน ในระยะที่ไม่ห่างนักและหันหัวรถออกไว้ เผื่อว่ามีเหตุอันตรายฉุกเฉินจะได้ออกรถวิ่งออกไปได้เลย และเมื่อทั้งสามคนลงจากรถ พบจันทร์กับขวัญเอยก็เดินตรงไปที่ฝั่งโกดังก่อน เผื่อจะมีทางเชื่อมเข้าไปในตัวบ้าน
ด้านในโกดังค่อนข้างมืด เพราะไม่มีช่องหน้าต่างหรือช่องแสงอยู่เลย ถึงแม้ข้างนอกจะยังมีแสงสว่างอยู่บ้าง ส่วนวัสดุก่อสร้าง ไม่ว่าจะปูน เหล็ก กระเบื้อง หรืออื่นๆ แทบไม่มีอะไรหลงเหลืออยู่แล้ว มีแค่เหล็กเส้นเก่าๆ ไม่กี่เส้นวางพาดอยู่บนชั้นเหล็กที่สนิมขึ้นเกรอะ
“ชั้นว่าน่าจะโดนขโมยออกไปหมดละแก แทบไม่มีอะไรเลย ลำพังสองผัวเมียนั่นคงไม่ขนวัสดุก่อสร้างออกไปด้วยหรอกมั้ง ใครมันจะบ้าเอาไป” ขวัญเอยประเมินสถานการณ์เบื้องต้น
“จริงของแก ชั้นว่าคงพวกชาวบ้านหรือคนผ่านทางน่ะแหละ พอเห็นบ้านร้างก็มาส่องดูแล้วขนไปเลย” พบจันทร์ชวนขวัญเอยและหมอเมฆาเดินลอดผ่านช่องนั้นเข้าไปด้านใน ซึ่งค่อนข้างมืดจนทั้งสองคนต้องเอาไฟฉายที่ติดตัวมาด้วยเปิดแล้วส่องไฟไปรอบๆ
ไม่มีอะไรที่ดูผิดปกติ ข้าวของที่เหลือก็มีน้อยมาก ทั้งสามคนเดินวนดูไม่กี่ก้าวก็ทั่วทั้งโกดังแล้ว ไม่มีจุดไหนที่ดูแปลกตาหรือจะเป็นที่ซ่อนของอะไรหรือใครได้เลย
“ลองเข้าไปดูในบ้านกันแก” พบจันทร์ชวนทุกคน
“ไปค่ะคุณหมอ และระวังตัวด้วยนะคะ เดินติดๆ กันไว้ ใกล้ค่ำแล้ว ถ้าได้ยินเสียงหรือกลิ่น หรือเห็นอะไรอย่าทักเด็ดขาด ให้สะกิดเรียกพวกเราแทนนะคะ”
“ได้ครับคุณพบ คุณพบก็ต้องระวังตัวมากๆ นะครับ”
“หมั่นไส้จริงว้อยยย” เสียงขวัญเอยพูดลอดไรฟันเบาๆ แบบหยอกๆ ทำให้หมอเมฆายิ้มออกมาได้บ้างหลังจากเดินตัวเกร็งตามหลังสองสาวอยู่พักใหญ่
เมื่อเดินย้อนกลับออกมาที่หน้าบ้าน ทั้งสามคนพยายามเดินหาช่องทางเข้า เพราะเหล็กดัดทั้งหมดถูกล็อกไว้ หน้าต่างที่ชั้นล่างก็แทบไม่มี เวลาก็กระชั้นเข้ามามากขึ้น พระอาทิตย์ใกล้จะลับขอบฟ้าแล้ว
“ทางนี้ครับคุณ” เสียงทุ้มต่ำและกลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกโมกแบบนี้ ไม่ใช่ใครที่ไหน ยมทูตหมายเลข 13 สุดหล่อคนเดิม
“คุณโมก หายไปไหนมา! นี่รอเจอคุณตั้งหลายวัน” พบจันทร์ชะลอฝีเท้าให้มาอยู่รั้งท้าย และพูดกระซิบกระซาบกับอากาศ วันนี้มาแบบล่องหนอีกแล้ว มองไม่เห็นตัว ต้องเดาเอาเองว่าอยู่ตรงไหน
“อยู่ตรงไหนล่ะคุณ ปรากฏตัวหน่อยได้มั้ย ขวัญเอยมันก็อยากเจอคุณนะ”
เสียงถอนหายใจลอยออกมาจากอากาศว่างเปล่าเบื้องหน้าพบจันทร์
“ก็คงมีแต่คุณขวัญเอยใช่มั้ยครับ ที่อยากเจอผม” เสียงเหมือนมนุษย์หุ่นยนต์นั้นออกอาการน้อยใจได้ด้วยแฮะ
“โถๆ คุณโมก ฉันนี่ละอยากเจอคุณที่สุดแล้ว ถามหา เรียกหาทุกวันคุณก็ไม่เห็นมาเลย มีเรื่องอยากจะถามตั้งเยอะแยะนะ ว่าแต่หายไปไหนมาคะ ได้ข้อมูลเพิ่มเติมบ้างมั้ย”
เมื่อแสงรอบตัวค่อยๆ มืดลง พบจันทร์ก็เริ่มมองเห็นร่างสูงโปร่งเบื้องหน้าชัดเจนขึ้นทีละนิด แต่โมกก็ยังไม่ยอมปรากฏกายให้ชัดขึ้นอยู่ดี ขวัญเอยที่เดินวนไปหาทางเข้าอีกฝั่งก็เดินกลับมา
“ยังหาทางเข้าไม่ได้เลยอะแก ด้านหลังก็ปิดแน่นมากเลย แล้วนี่พอชั้นส่องเข้าไป คือเค้าล็อกกุญแจดอกเบ้อเร่อจากด้านในอะ จะเปิดได้ยังไงล่ะทีนี้ จะเอาค้อนมาทุบออกก็ไม่ได้ด้วย อุตส่าห์แบกค้อนเทพเจ้าธอร์มาเลยนะเนี่ย” ขวัญเอยส่ายหน้าแบบท้อแท้ใจ
หมอเมฆาที่เดินกลับมาจากอีกทาง ก็บอกเหมือนกันว่า ยังหาทางเข้าไม่เจอ
“คุณพบครับ เราจะเข้าไปได้ยังไงครับ ใกล้มืดแล้วด้วย” หมอเมฆายังพยายามมองไปรอบๆ เผื่อจะเห็นช่องทาง
“คุณกลับเข้าไปในโกดังอีกทีนะครับ กำแพงฝั่งที่ติดกับตัวบ้านน่ะมีทางเชื่อมอยู่ ตรงนั้นจะมีชั้นเหล็กวางขวางอยู่ จะเป็นช่องเหมือนกับกำแพงเลยครับ ถ้าคุณสังเกตดีๆ จะมีลูกบิดอยู่ครับ ตรงจุดนั้น จะเข้าไปในตัวบ้านได้”
โมกพูดกับพบจันทร์เบาๆ เพื่อให้ได้ยินคนเดียว พบจันทร์พยักหน้ารับ แล้วบอกหมอเมฆากับขวัญเอยให้เดินย้อนกลับไปที่ฝั่งโกดังด้วยกัน
“คุณพบรู้เหรอครับว่าทางเข้าอยู่ที่ไหน หรือมีอะไร เอ่อ ใครมาบอกคุณเหรอครับ”
เสียงหมอเมฆาแอบเริ่มหวั่นๆ เล็กน้อย ถึงจะรับรู้ข้อมูลเกี่ยวกับโลกหลังความตายมาจากพบจันทร์บ้าง แต่ก็ยังไม่เคยเจออะไรกับตัวแบบจังๆ และถ้าจะต้องเจอ ก็อยากจะขอเวลาทำใจก่อนสักครู่ เพราะหมอเมฆาเองก็ยังไม่แน่ใจว่าตัวเองจะตั้งสติได้โดยไม่ช็อกไปเสียก่อนหรือเปล่า
เมื่อเดินกลับเข้าไปในโกดัง พบจันทร์ก็ส่องไฟฉายไปยังจุดที่โมกบอก และมีแสงสะท้อนจากวัสดุที่น่าจะเป็นโลหะซึ่งเป็นชิ้นส่วนของลูกบิดประตูสะท้อนกลับมาจากจุดนั้นพอดี
“นั่นไงๆ อยู่ตรงนั้นค่ะ” พบจันทร์ตะโกนเบาๆ อย่างตื่นเต้น
“โห ไอ้พบ แกรู้ได้ไงเนี่ย ลึกลับขนาดนั้น” ขวัญเอยเดินเข้าไปใกล้จุดนั้นแล้วลองขยับชั้นเหล็กพังๆ ที่ขวางอยู่ออก
“ชั้นเหล็กไม่หนักค่ะ ไม่มีของวางบนชั้นแล้ว น่าจะลากออกไปได้ มาๆ ช่วยกัน”
ขวัญเอยเรียกพบจันทร์และหมอเมฆาให้มาช่วย และชั้นเหล็กนั้นก็ยกออกอย่างง่ายดายเหมือนเบากว่าที่คิดไว้มาก มีแต่พบจันทร์ที่มองเห็นว่า คนยกชั้นเหล็กนั้นมีสี่คน แค่เงาร่างนั้นเอื้อมมือมาแตะนิดเดียว ชั้นเหล็กนั้นก็แทบจะลอยติดมือเขาไปเหมือนแม่เหล็กดูด อีกสามคนที่เหลือเลยแทบไม่ต้องออกแรงอะไรเลย
“ไหงมันเบางี้ล่ะ เมื่อกี้แค่ลองขยับๆ ชั้นยังว่ามันหนักพอสมควรอยู่เลย”
ขวัญเอยเอียงคอมองอย่างสงสัย แต่ก็ไม่ได้ถามอะไรต่อ เพราะมองเห็นบานประตูที่ซ่อนตัวอยู่ด้านหลังชั้นเหล็กนั้นแล้ว เป็นประตูไม้ที่ทาสีเดียวกับกำแพง ถ้ามองเผินๆ จะมองไม่เห็นเลยเพราะทาสีไว้ทั้งบานประตูและวงกบเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของกำแพง มีเพียงลูกบิดอันเล็กๆ เท่านั้นที่เป็นจุดสังเกต
“เอ๊ะ แปลว่าที่เค้าล็อกกุญแจทั้งหน้าบ้านหลังบ้านจากด้านในก็คือมาออกทางนี้สินะ เพราะประตูโกดังไม่ได้ล็อก” ข้อสันนิษฐานของขวัญเอยน่าจะเป็นจริง เพราะแม่กุญแจดอกใหญ่ขนาดนั้น ถ้าล็อกจากด้านในบ้าน แปลว่าคนล็อกอยู่ด้านใน จะออกไปทางไหนได้ ที่แท้พอล็อกแล้วมาออกทางนี้ ทำให้คนที่ผ่านไปมาแล้วไม่ได้สังเกตอะไรดีๆ อาจจะคิดว่าเจ้าของบ้านอยู่ข้างใน แค่ปิดร้านไว้เฉยๆ
“มาครับ ผมเปิดให้เอง” หมอเมฆายื่นแขนไปจับลูกบิดประตูแล้วลองหมุนเบาๆ ลูกบิดก็ไม่ขยับ เหมือนกับถูกล็อกจากด้านในอีกเช่นกัน
โมกสะกิดพบจันทร์เบาๆ พร้อมชี้ไปที่พื้นโกดังที่เป็นปูนและมีร่องรอยแตกอยู่หลายที ด้านที่ติดกับผนังอีกฝั่ง มีวัชพืชไม้เลื้อยขึ้นคลุมพื้นอยู่ทั่ว
“ตรงนั้นครับ” โมกชี้มือไปที่จุดหนึ่ง พบจันทร์จึงส่องไฟตามไปและมีแสงจากวัตถุชนิดหนึ่งสะท้อนกลับมา
“กุญแจ!” พบจันทร์ส่งเสียงดังอย่างดีใจ
ขวัญเอยและหมอเมฆารีบมาตรงจุดที่พบจันทร์ยืนอยู่ หมอเมฆาเดินผ่านโมกไปแบบเกือบจะทะลุตัวโมกอยู่แล้ว ทำให้โมกแอบชักสีหน้าเล็กน้อย แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะตนไม่ยอมปรากฏร่างให้ใครเห็นเอง
หมอเมฆาย่อตัวลงแล้วพยายามควานเข้าไปในพุ่มไม้รกๆ ตรงนั้นแล้วหยิบกุญแจดอกแบนๆ มีดินโคลนติดอยู่นิดหน่อยขึ้นมา
“น่าจะใช่จริงๆ ด้วยครับ ลองไขกันเลย”
ลูกกุญแจค่อนข้างเก่า มีสนิม ทำให้ไขยากเล็กน้อย แต่สุดท้ายก็ไขออกได้ เมื่อผลักบานประตูเข้าไป กลิ่นอับปนสาบสางของบ้านร้างที่ไม่มีผู้คนอยู่อาศัยมานานก็พุ่งออกมาปะทะจมูก
“โห กลิ่นสาบมาก นี่มันไม่ใช่แค่บ้านร้างธรรมดาแล้วมั้ยอะนังพบ” ขวัญเอยเอามือปิดจมูก แล้วหันมาหาพบจันทร์ที่ยืนนิ่งอยู่
ตัวบ้านเป็นห้องโถงกว้าง มีเหมือนโต๊ะทำงาน ชุดโต๊ะรับแขก ตู้เก็บเอกสารและข้าวของเครื่องใช้ของร้านอยู่ แต่ไม่มีเอกสารอะไรอยู่แล้ว เจ้าของน่าจะเก็บเอกสารสำคัญออกไปหมด แต่ไม่เอาเฟอร์นิเจอร์หรือของหนักอะไรติดมือไปเลย ภายในมีส่วนที่เป็นชั้นสองที่ทำเหมือนชั้นลอย คือกั้นออกมาประมาณครึ่งหนึ่งของตัวบ้าน ฝั่งหนึ่งก่อเป็นผนังปูนครึ่งล่างและเป็นผนังกระจกครึ่งบน โดยมีผ้าม่านปิดทึบไว้ตลอดแนว ซึ่งเดาว่าน่าจะเป็นที่พักของครอบครัวนายเส็งไปด้วยในตัว ส่วนอีกฝั่ง เมื่อมองจากด้านล่างขึ้นไปจะเห็นคล้ายกับพื้นที่เปิดโล่ง เหมือนเป็นระเบียงที่มีราวเหล็กเส้นเล็กๆ กั้นไว้ตลอดแนว บันไดทางขึ้นชั้นลอยนี้ น่าจะเป็นบันไดที่มองเห็นอยู่หน้าทางเข้าห้องครัว ซึ่งต้องอ้อมไปด้านหลังตู้เอกสารบานใหญ่ที่ตั้งอยู่บริเวณกึ่งกลางของตัวบ้าน
ทั้งสามคนหันมามองหน้ากัน แล้วค่อยๆ เดินอ้อมตู้เอกสารไปที่บันไดเพื่อจะขึ้นไปที่ชั้นบน พบจันทร์มองเห็นโมกลอยขึ้นไปที่หน้าต่างของชั้นบนก่อนแล้ว และหันหน้าลงมาสบตาพบจันทร์ เหมือนจะบอกว่าเขากำลังเจออะไรบางอย่าง ก่อนที่จะพุ่งตัวผ่านกระจกเข้าไป
ทันทีที่พบจันทร์ ขวัญเอย และหมอเมฆาก้าวขึ้นไปถึงบันไดขั้นสุดท้าย ก็ได้ยินเสียงกระจกแตกดังเพล้ง!
“จะหนีไปไหน หยุดนะ!” เสียงของโมกตะโกนออกมา ซึ่งดังจนทุกคนได้ยิน ขวัญเอยกับหมอเมฆาสะดุ้งหันมาหาพบจันทร์
“นังพบ! นั่นใคร คุณยมเหรอ” ขวัญเอยตะโกนถามพบจันทร์
“ใช่แก เหมือนจะเจออะไรเข้าแล้ว คงกำลังตามไป เรารีบขึ้นไปดูกันเถอะเผื่อจะเจออะไรอีก”
เมื่อขึ้นมาถึงชั้นบน ทางซ้ายมือจะมองเห็นเป็นประตูห้องสองบานติดกันเรียงยาวเข้าไปด้านใน ตรงข้ามประตูห้องเป็นกระจกปิดด้วยม่านทึบที่ทุกคนมองเห็นมาจากชั้นล่าง มีทางเดินปูด้วยไม้ปาร์เกต์คั่นกลางอยู่ระหว่างประตูห้องกับกระจกบานยาวทางฝั่งขวา ในขณะที่ทางขวามือเป็นเหมือนห้องโถงโล่งๆ มีราวระเบียงที่จะเป็นพื้นที่ใช้พักผ่อน พบจันทร์จึงเลือกเดินไปทางซ้ายที่มีสองห้องเรียงติดกันก่อน เพราะน่าจะมีหลักฐานอะไรให้ค้นพบมากที่สุด
พบจันทร์ลองเปิดประตูบานแรกที่อยู่ใกล้บันไดที่สุดก่อน ซึ่งเมื่อผลักเข้าไป ก็พบว่าเป็นเหมือนห้องนอนธรรมดา มีเตียงขนาดใหญ่วางอยู่กลางห้อง ตู้เสื้อผ้า ตู้เก็บของเหมือนบ้านทั่วไป ยังมีเสื้อผ้าเก่าๆ หลงเหลืออยู่นิดหน่อย เหมือนรีบร้อนในการขนข้าวของออกไปมาก ที่ตู้เก็บของมีรูปเก่าๆ ของผู้ชายคนหนึ่ง นั่งอยู่ที่เก้าอี้โดยมีผู้หญิงร่างเล็ก แต่งกายด้วยชุดเดรสยาวสีหม่นยืนอยู่ด้านข้าง ซึ่งก็คงเป็นนายเส็งและภรรยา แต่ก็ไม่รู้ว่าเป็นภรรยาเก่าที่เสียชีวิตหรือนางจำปาภรรยาใหม่ และในห้องนั้นไม่มีทางเข้าออกอื่นอีก ทั้งสามคนจึงเดินออกมา แล้วเดินไปยังห้องถัดไป
ห้องที่สองนั้น ยิ่งแทบไม่มีข้าวของอะไรเลย ภายในห้องมีเพียงฟูกที่นอนเก่าๆ ปูไว้กับพื้น มีตู้เสื้อผ้าบานเล็กๆ และของเล่นเด็กสองสามอย่างกองทิ้งไว้กับพื้น เดาได้ทันทีว่านี่ต้องเป็นห้องของเด็กผู้ชายที่ทุกคนกำลังตามหา แต่ก็ไม่มีร่องรอยว่าจะมีใครอาศัยอยู่ในนี้เลย ไม่มีแม้แต่กลิ่นไอของวิญญาณ
“ไม่มีใครอยู่ที่นี่แน่ๆ แล้วเด็กหายไปไหนกันนะ” พบจันทร์รำพึงกับตัวเอง
แล้วเสียงกระจกแตกเมื่อกี้ดังมาจากที่ไหน ในเมื่อกระจกที่อยู่ทางขวามือของทุกคน ไม่มีบานไหนแตกเลย
“ผมว่าน่าจะมีห้องที่เรามองไม่เห็นนะครับคุณพบ เพราะที่ได้ยินเสียงกระจกแตก เหมือนจะไม่ใช่ตรงนี้ ตรงที่เราอยู่ไม่มีกระจกบานไหนแตกเลย” หมอเมฆาหันไปมองรอบๆ ตัว
“งั้นเราลองไปทางฝั่งโน้นกันค่ะ ตรงห้องโถงนั่นน่าจะมีอะไรซ่อนอยู่อีก”
เมื่อหันหลังเดินกลับมาที่ห้องทางฝั่งขวา ก็พบว่าเป็นเพียงห้องโถงโล่งๆ ที่ด้านซ้ายมือมีเพียงราวกั้นที่เป็นสเตนเลสกั้นขอบระเบียงไว้เพียงครึ่งเดียวและสภาพผุพังง่อนแง่นเต็มที ชนิดที่ว่าถ้าเดินเฉียดไปใกล้ๆแล้วเอามือไปแตะ ราวกั้นตรงนี้คงจะหลุดร่วงลงไปแน่นอน ทั้งสามคนจึงพยายามเดินห่างออกมาจากขอบระเบียงนั้น ส่วนผนังด้านหน้าที่มองตรงไปเป็นผนังเรียบๆ สีเทาควันบุหรี่ ไม่มีการตกแต่งอะไร มุมห้องด้านในขวาสุดติดกับหน้าต่างกระจกที่เป็นด้านหลังของตัวบ้าน มีโทรทัศน์ขนาดใหญ่รุ่นเก่า และโต๊ะกินข้าวตั้งอยู่ด้านหน้า ซึ่งตอนนี้ถูกปกคลุมด้วยหยากไย่ใยแมงมุมทั่วไปหมด มีเศษอาหารแห้งเกรอะติดอยู่บนจานที่วางทิ้งไว้บนโต๊ะ กระจกด้านหลังนี้เองคือที่มาของเสียงที่ได้ยิน เมื่อทุกคนมองไปก็เห็นรอยแตกเป็นรูขนาดประมาณเท่าลูกฟุตบอล
“เสียงเมื่อกี้น่าจะมาจากกระจกตรงนี้ แล้วอะไรทำให้กระจกแตกล่ะครับ”
หมอเมฆาเดินวนไปรอบห้อง จนในขณะที่กำลังจะถอยหลังกลับออกมา สายตาก็พลันสะดุดกับผ้ายันต์สีแดงหม่นเก่าคร่ำคร่าที่หล่นอยู่ที่พื้นใกล้กับผนังห้องสีควันบุหรี่ฝั่งที่ใกล้กับขอบระเบียง
“ยันต์อะไรครับ ทำไมมาอยู่ตรงนี้ได้” หมอเมฆาก้มลงมองและกำลังจะหยิบยันต์นั้นขึ้นมา พบจันทร์ต้องรีบเข้าไปห้าม
“หยุดก่อนค่ะคุณหมอ ขอฉันดูก่อน” พบจันทร์พยายามเพ่งมองและส่งให้ขวัญเอยดู ซึ่งผู้เชี่ยวชาญเครื่องรางของขลังอย่างขวัญเอย มองปราดเดียวก็รู้ว่าน่าจะเป็นผ้ายันต์ที่ใช้ป้องกันบางสิ่งบางอย่าง และถ้าเดาไม่ผิด ก็คือเพื่อสกัดกั้นบางสิ่งบางอย่างไม่ให้ออกมาจากในห้องนั้น เพียงแต่ว่า มันได้หลุดออกมานานพอสมควรแล้ว จึงทำให้ ‘อะไร’ บางสิ่งในห้องนั้นออกมาด้านนอกได้อย่างเสรี
พบจันทร์จึงลองเอามือจับผนังจากพื้นตรงจุดที่เก็บผ้ายันต์นั้นได้ และค่อยๆ ไล่ขึ้นไป ก็สะดุดเข้ากับสิ่งที่มีลักษณะเหมือนรูกุญแจอยู่ เพียงแต่โดนทาทับด้วยสีเดียวกับผนังจึงทำให้มองแทบไม่เห็น เมื่อลองผลักดูเบาๆ ก็เหมือนจะขยับได้แต่เปิดไม่ได้เพราะน่าจะเป็นการล็อกด้วยลูกกุญแจเท่านั้น
“ชั้นเองแก ถอยไป” ขวัญเอยยกค้อนอันใหญ่ที่พกมาด้วย ลองทุบเบาๆ ไปที่ผนังตรงที่พบจันทร์เคาะไปเมื่อครู่ แค่เบาๆ เท่านั้น ผนังก็เป็นรูขนาดใหญ่
“ตรงนี้เป็นประตูจริงๆ ด้วยแก แต่เล่นทาสีทับไว้จนเหมือนผนัง แบบเดียวกับประตูที่โกดังข้างล่าง ใครจะไปเห็นว่ามีประตูตรงนี้ อีตาเจ้าของนี่ลึกลับซับซ้อนแท้ ทำอย่างกับซ่อนศพไว้ในห้อง”
ทันทีที่ขวัญเอยพูดจบ อีกสองคนก็หันมาจ้องขวัญเอย แล้วทั้งสามคนก็พูดขึ้นมาพร้อมกันว่า
“ศพ!”
ขวัญเอยจึงยกค้อนที่แบกมาด้วยค่อยๆ ทุบประตูให้กว้างขึ้นขนาดคนลอดได้ และเมื่อทุกคนเดินผ่านช่องนั้นเข้าไป ก็พบว่าเป็นห้องเก็บของที่เป็นประเภทอุปกรณ์ขนาดเล็กรวมทั้งสต๊อกสินค้าต่างๆ เช่น นอต ตะปู เชือก ฯลฯ จำนวนหนึ่ง กองอยู่ระเกะระกะบนชั้นวางของที่เป็นเหล็กฉากนำมาประกอบกันเป็นชั้นสูงเกือบถึงเพดาน โดยมีชั้นเหล็กแบบเดียวกันนี้วางเรียงอยู่เกือบเต็มพื้นที่ของห้อง
ในขณะนั้นภายนอกมืดลงมากแล้ว เพราะเป็นเวลาใกล้พระอาทิตย์ตกดินเต็มที ทั้งสามคนจึงเปิดไฟฉายพร้อมกัน เนื่องจากภายในห้องมืดสนิท ทุกคนได้กลิ่นสาบของอะไรอย่างหนึ่งแรงมากพร้อมกันจนทุกคนต้องยกมือขึ้นปิดจมูก
“ผมว่าต้องมีศพในห้องนี้ครับ นี่น่าจะเป็นกลิ่นศพที่เริ่มแห้งแล้วแต่ไม่แน่ใจว่าจะเป็นคนหรือสัตว์” หมอเมฆาพูดแล้วเดินนำสองสาวเข้าไปค้นด้านใน
เมื่อเดินผ่านช่องตรงกลางระหว่างชั้นเก็บของต่างๆ ที่ตั้งอยู่ทั้งขวาซ้ายเข้าไปด้านในสุดของห้อง หมอเมฆาส่องไฟไปที่มุมซ้าย ในขณะที่พบจันทร์และขวัญเอยส่องไปทางขวา ทันใดนั้นพบจันทร์และขวัญเอยก็ร้องกรี๊ดขึ้นมาพร้อมกัน
“ศพค่ะคุณหมอ!” หมอเมฆารีบเดินตามมาทางขวาแล้วส่องไฟไปตรงนั้น
ภาพที่ทุกคนเห็นคือ ซากศพที่น่าจะเป็นของเด็กตัวเล็ก มีสภาพแห้งกรังจนเนื้อติดกระดูก แทบมองไม่เห็นเค้าร่างเดิม เสื้อผ้าที่ติดอยู่กับศพหลวมโพรกราวกับว่าเด็กชายเจ้าของร่างเคยถูกปล่อยให้อดอยากยาวนานก่อนที่ลมหายใจสุดท้ายจะหลุดลอยไป
แม้เวลาจะผ่านมาเนิ่นนานนับปี แต่สภาพทุกอย่างในห้องนี้ยังคงอบอวลไปด้วยกลิ่นไอของความตายที่สุดแสนจะทรมาน บรรยากาศรอบกายของทุกคนหนักอึ้งเหมือนยังมีความเจ็บปวดของวิญญาณดวงนั้นลอยวนอยู่ในอากาศ ทุกคนหยุดนิ่งยืนมองร่างที่ปราศจากชีวิตนั้นอย่างตกตะลึงอยู่นาน
ด้านข้างของร่างที่แห้งกรังนั้น มีกล่องไม้ใบเล็กๆ สีน้ำตาลซีด ภายในมีรถของเล่นคันเล็กๆ สภาพไม่สมบูรณ์ เหมือนเศษของเล่นที่ใช้งานไม่ได้แล้วใส่อยู่ในนั้นสองคัน เศษสีเทียนแท่งสั้นๆ กับรูปเก่าๆ ใบหนึ่งที่อยู่ในมือข้างขวาของศพ สีเทียนนั้นถูกขีดเขียนอยู่ที่พื้นข้างตัว เป็นตัวหนังสือโย้เย้แบบลายมือเด็กเขียนไว้เป็นคำสั้นๆ
‘แม่จ๋า’
พบจันทร์ตกใจกับภาพที่เห็น จนก้อนสะอื้นขึ้นมาจุกอยู่ที่คอ ขวัญเอยยืนเอามือปิดปากด้วยความตกใจไม่ต่างกัน ใครกันนะที่ทำร้ายเด็กได้ลงคอ
พบจันทร์ค่อยๆ ย่อตัวลงนั่งด้านหน้าศพ ยกมือขึ้นไหว้หนึ่งครั้ง และกำลังจะดึงรูปนั้นออกมาจากมือของศพ ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงเหมือนกับลมหายใจดังฟืดฟาดและเสียงกรีดร้องโหยหวนที่แหลมเล็กของใครสักคนดังขึ้น
“อย่า!…จับ! ของ! ชั้น!”
“คุณพบ ระวัง!”
เสียงของโมกที่ตะโกนเตือนพบจันทร์ ไม่ทันกับเงาดำวูบที่พุ่งกลับเข้ามาในห้อง พบจันทร์รีบปล่อยมือและหลบลงไปแนบกับพื้น เธอได้ยินเสียงโมกตะโกนบอกให้ทุกคนออกไปจากห้องก่อน ตามมาด้วยเสียงของชิ้นส่วนที่เป็นเหล็กต่างๆ ร่วงหล่นลงมาจากชั้นวางของและปลิวไปมาเหมือนมีคนขว้างใส่แบบไม่มีทิศทาง ทั้งสามคนจึงรีบหมอบลงและคลานกลับออกมาที่นอกห้องอย่างรวดเร็ว พบจันทร์ไม่ต้องหันไปมองก็รู้ว่าโมกกำลังพยายามช่วยป้องกันทุกคนอยู่ เธอต้องพาตัวเองออกไปห้องนี้โดยเร็วที่สุด
เมื่ออกมาถึงด้านนอก พบจันทร์ลุกขึ้นยืนและกำลังจะดึงมือหมอเมฆาขึ้นมา แต่ทันใดนั้นเอง เงาสีดำที่พุ่งออกมาจากในห้องก็กระแทกเข้ากับร่างของพบจันทร์อย่างแรง เธอทรงตัวไม่อยู่จึงล้มไปชนกับราวระเบียงที่ง่อนแง่นอยู่เดิม ทำให้ร่างของพบจันทร์ร่วงออกมาจากระเบียงนั้นและลอยหลุดลงไปเบื้องล่าง
“คุณพบ!!/นังพบ!”
ก่อนที่จะหมดสติไป พบจันทร์ได้ยินเสียงของคนสามคนตะโกนเรียกเธอพร้อมๆ กัน ทั้งเสียงกรี๊ดของขวัญเอย เสียงของหมอเมฆา และเสียงของโมก
ส่วนภาพสุดท้ายที่เธอได้เห็นในชั่วพริบตาเดียวก่อนสติจะดับวูบไปนั้น คือ ภาพของหมอเมฆาและโมกที่พุ่งตัวตามเธอลงมาติดๆ!
- READ Full Moon Book Shop ร้านหนังสือเล็กๆ แห่งหมู่บ้านเดือนเต็มดวง บทที่ 10 : อีกฟากฝั่งของดวงจันทร์
- READ Full Moon Book Shop ร้านหนังสือเล็กๆ แห่งหมู่บ้านเดือนเต็มดวง บทที่ 9 : ความลับของคืนวันอมาวสี
- READ Full Moon Book Shop ร้านหนังสือเล็กๆ แห่งหมู่บ้านเดือนเต็มดวง บทที่ 8 : คนร้ายในคืนเดือนมืด
- READ Full Moon Book Shop ร้านหนังสือเล็กๆ แห่งหมู่บ้านเดือนเต็มดวง บทที่ 7 : เหตุระทึกขวัญคืนพระจันทร์ข้างแรม
- READ Full Moon Book Shop ร้านหนังสือเล็กๆ แห่งหมู่บ้านเดือนเต็มดวง บทที่ 6 : การปรากฎกายของนายยมทูตไร้ชื่อ
- READ Full Moon Book Shop ร้านหนังสือเล็กๆ แห่งหมู่บ้านเดือนเต็มดวง บทที่ 5 : รู้ใช่ไหม..ว่าพระจันทร์ไม่เคยลับลา
- READ Full Moon Book Shop ร้านหนังสือเล็กๆ แห่งหมู่บ้านเดือนเต็มดวง บทที่ 4 : มาต้อนรับสมาชิกใหม่กันเถอะ
- READ Full Moon Book Shop ร้านหนังสือเล็กๆ แห่งหมู่บ้านเดือนเต็มดวง บทที่ 3 : ในที่สุด..เจ้าของร้านก็เผยโฉม
- READ Full Moon Book Shop ร้านหนังสือเล็กๆ แห่งหมู่บ้านเดือนเต็มดวง บทที่ 2 : ร้านหนังสือเล็กๆ แห่งหมู่บ้านเดือนเต็มดวง
- READ Full Moon Book Shop ร้านหนังสือเล็กๆ แห่งหมู่บ้านเดือนเต็มดวง บทที่ 1 : หลานสาวของยายกลับมาแล้ว







