ผมรัก/ฆ่าคุณ บทที่ 2 : สัมผัส

ผมรัก/ฆ่าคุณ บทที่ 2 : สัมผัส

โดย : รังสิมันต์

ผมรักคุณ ผมฆ่าคุณ สุดยอดนวนิยาย Medical thriller แห่งปี จากปลายปากกาของ ‘รังสิมันต์’ ที่คุณอ่านแล้วจะต้องนับวันรอตอนต่อไปด้วยใจที่จดจ่อ… นิยายออนไลน์ อีกเรื่อง ที่ เว็ปอ่านเอา อยากให้คุณได้อ่านออนไลน์

****************************

– 2 –

 

“วันนี้ดูใจลอยจังครับ”  หมอนินทักผม

“เอ่อ… ขอโทษครับ”  ผมหลุดจากภวังค์  รีบถอนสายตาจากหน้าต่าง หันมาขอโทษ

ผมก็ใจลอยจริงๆนั่นล่ะ  แต่มันไม่ได้ลอยไปแบบไร้ทิศทางแบบคำว่า ใจลอย ทั่วๆไปหรอก  มันติดไปกับใครบางคนต่างหาก มันไม่ได้ลอยไปลอยมา

คือถ้าจะพูดให้ชัด มันลอยตามภูไป ใจผมคิดถึงแต่ภู คนที่เข้ามาตรวจกับหมอนินก่อนหน้าผม จนไม่เป็นอันตั้งสมาธิกับการบำบัดกับหมอนินวันนี้เลย

อธิบายก่อน  ปกติคลินิกของหมอนิน จะมีทางเข้ากับทางออกคนละทาง  คนไข้ที่รอเข้าพบแพทย์ จะอยู่ในห้องรอ และใช้ประตูทางเข้า  เมื่อคุยกับแพทย์เสร็จจะออกไปทางประตูทางออก อีกด้านของคลินิก

ไม่รู้ว่าคลินิกอื่นเป็นไหม  แต่ที่นี่หมอนินจะแยกคนเข้ากับคนออกไม่ให้ปะปนกัน  แต่อย่างที่บอกไง วันนั้นคลินิกต้องซ่อม ประตูทางออกยังใช้ไม่ได้ ภูเลยต้องออกทางประตูเดิม และสวนทางกับผมที่เดินเข้าไปตรวจกับหมอนิน

มันเป็นการสบตากันครั้งที่สอง และครั้งนี้ เราสองคนต่างก็เตรียมตัวมาแล้ว  ผมมองเขา เขามองผม เราต่างรู้ว่า การหยุดทักทาย เริ่มต้นพูดคุย ทำความรู้จักกันตรงนั้น มันเป็นเรื่องไม่เหมาะสมกับกาลเทศะ

เราต่างคนจึงทำได้เพียงเหลือบมองกัน  ตอนที่เขาเดินออก ผมเดินเข้า ตอนที่เราเดินสวนทาง …

 

และ ชั่วเสี้ยววินาทีที่เดินสวนกันนั้น

นิ้ว ก้อย ของ เรา สัมผัส กัน

 

ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเราต่างคนต่างตั้งใจหรือเปล่า  เชื่อเถอะ บางครั้งคุณก็ทำอะไรลงไปแบบไม่รู้ตัว และถ้าตั้งใจ มันก็เกิดจากการตั้งใจที่ตรงกันทั้งคู่ของผมกับภู

แม้มันจะเป็นสัมผัสแผ่วเบา แต่มันจี๊ด มันเหมือนมีไฟฟ้านิดๆวิ่งผ่านผิวสัมผัสเล็กของเราสองคน จากผมสู่เขา และจากเขาสู่ผม มันเหมือนบางส่วนของผมติดตามเขาไป และเขาฝากบางส่วนของเขาไว้ที่ผม ผ่านสัมผัสชั่วเสี้ยววินาทีนั้น

ผมยังรู้สึกได้ถึงสัมผัสที่ค้างอยู่บนนิ้วก้อย ตลอดเวลาที่เหลือของวันนั้น ผมเหลือบตาลงไปมองที่นิ้วก้อยตัวบ่อยครั้งมาก ผมว่าหมอนินสังเกตได้ ถึงได้ทัก

“ขอโทษนะฮะหมอนิน”

“ไม่เป็นไรหรอกครับ ฮ่า ฮ่า ฮ่า หมอชินแล้วบางทีคนไข้ก็ไม่สนใจหมอเท่าไหร่เหมือนกัน น้องกฤษไม่ใช่คนแรกหรอก  หมอว่าวันนี้เราจบแค่นี้ก่อนดีกว่า ได้เวลาพอดี”  หมอนินหันไปดูนาฬิกา ก่อนจะวางปากกาแล้วหัวเราะ

“แต่ยังไงหมอก็ส่งบิลค่ารักษาพยาบาลเท่าเดิมไปให้แม่น้องกฤษอยู่ดีล่ะครับ”

 

 

มุกตลกของหมอนินทำให้ผมรู้สึกผ่อนคลายลงไปบ้าง ไม่รู้สึกผิดมากไปที่ทำให้หมอที่เป็นไอดอลของผมรู้สึกแย่

“ว่าแต่ บอกหมอได้ไหม ว่าใจลอยเรื่องอะไร?”  หมอนินถาม ตอนนี้มันหมดเวลา session ทำจิตบำบัดแล้ว  หมอนินคงถามในฐานะพี่ชายกับน้องชายมากกว่า ไม่น่าจะเกี่ยวกับการบำบัดแล้วล่ะ

งั้นผมทำให้มันเป็น Boy’s talk ได้ใช่ไหม? ผมไม่มีเพื่อนสนิทมากพอจะ boy’s talk ด้วยหรอกนะ  และเพื่อนๆบน twitter ก็ดี ​แต่ก็ไม่ได้อยู่ในจุดที่ผมสนิทใจพอจะคุยอะไรไร้สาระได้มากนัก

“คุณหมอเคย…”

ผมลังเลนิดนึงก่อนจะถามครบประโยค เพราะไม่แน่ใจว่าผมกับหมอนินอยู่ในจุดที่จะ boy’s talk กันได้ไหม  แต่  เอาเหอะน่า ยังไงผมก็จ่ายค่าบำบัดไปแล้วนี่จริงไหม? การคุยแบบ boy’s talk น่าจะถือเป็นของแถมการบำบัดแล้วกัน

“คุณหมอเคยเจอรักแรกพบไหมครับ?”

ผมถามไปจนได้ มันฟังดูเป็นคำถามนะ แต่มันคือการเปิดประเด็นการพูดคุยที่นอกเหนือการบำบัด มันคือการที่ผมชวนเขาคุยในฐานะพี่ชายน้องชาย อะไรประมาณนั้น และผมว่าพี่ชาย ก็คงจะอยากคุยกับน้องชายแน่ๆ  ถ้าเขารู้ว่า น้องชายมี รักแรกพบ

ตอนก่อนเข้าชั่วโมงบำบัดวันนี้ผมกึ่งแน่ใจกึ่งลังเล  แต่หลังจากที่นิ้วก้อยผมกับภูสัมผัสกัน  มันเหมือนมีไฟฟ้าแล่นผ่านผิวสัมผัสนั้น สัมผัสที่ค้างบนนิ้วยังตราตรึง และไฟฟ้าที่แล่นผ่านมันก็กระตุ้นบางส่วนของสมองให้ผมแน่ใจ

 

ผมว่ามันใช่ละ ความรู้สึกนี้มันคือรักแรกพบ

ภู คือรักแรกพบของผม เป็นอย่างอื่นไปไม่ได้

 

มันคือครั้งแรกในชีวิต ที่ผมรู้สึกถึง รักแรกพบ

ตลกดี หลายคนจินตนาการรักแรกพบตัวเองไว้หลายแบบ บางคนไม่คิดว่าตัวเองจะเจอ  ผมก็เหมือนกัน จู่ ๆ มันจะมาก็มา แถมมาในซีนคลินิกจิตเวชอีกต่างหาก  เล่าให้ใครฟังก็คงว่ามันตลกปนแปลก มากกว่าโรแมนติก

แต่เราเลือกโมเมนท์ที่รักแรกพบจะเกิดไม่ได้หรอก เลือกจะมีหรือไม่มียังไม่ได้เลยด้วยซ้ำ

พอได้ยินคำถามผม  หมอนินถอยตัวไปพิงพนักเก้าอี้ ย่นคิ้วนิดหนึ่ง ผมไม่แน่ใจว่าสีหน้าของเขามันคือสงสัย หรือแปลกใจ  แต่แว่บเดียวหมอนินก็คลายคิ้วที่ขมวดออกแล้วตอบผมด้วยคำถาม

 

“ทำไมถามหมออย่างนั้นล่ะครับ?”

“เพราะถ้าหมอนินไม่เคย ผมก็คงอธิบายความรู้สึกยากอ่ะครับ”

 

ผมว่านั่นเป็นคำตอบในตัวเองที่ชัดที่สุดแล้วนะ  และหมอนินก็คงเก็ทแหละ เพราะเขาเปลี่ยนสีหน้าเป็นยิ้มแล้วพยักหน้าช้าๆ

 

“อ๋อ… หมอเก็ทละ”

“ครับ นั่นแหละ”

 

ผมรู้สึกเหมือนหมอนินกำลังจะหลุดปากถามมาว่าคนที่ผมตกหลุมรักคือใคร  แต่เขาไม่ได้ถาม ชั่วขณะที่เหมือนคำถามกำลังจะหลุดจากปาก เขาหยุด และกลืนมันลงคอ เปลี่ยนเป็นรอยยิ้ม

มันคงมีเส้นคั่น ระหว่างหมอกับคนไข้ แม้นี่จะเป็น Boy’s talk ของเราสองคน แต่มันก็ยังมีเส้นคั่นกลางอยู่ เราเป็นพี่ชาย น้องชายจริงๆยังไม่ได้หรอก

 

“หมอดีใจนะ ที่น้องกฤษเริ่มมีโมเมนท์นี้บ้าง”

“ส่วนผมแปลกใจมากกว่านะครับ”

“อ้าว ทำไมล่ะ?”

“ก็  …”

 

ผมนึกหาคำพูดที่เหมาะสมและตรงกับความรู้สึกตัวเอง

 

“ผมไม่เคยคิดว่าตัวเองจะมีความรักกับใครน่ะสิครับ  แล้วยิ่งรักแรกพบยิ่งเป็นไปได้ยากใหญ่เลย  รักตัวเองให้เต็มที่ผมยังทำไม่ค่อยได้เลยครับหมอ”

ผมสรุปจบท้าย  มันมีบางส่วนของตัวผมจริง ๆ ที่ผมยังกังขาที่จะรักมันอยู่  ไม่ใช่ว่าผมเกลียดมันหรอกนะ ไม่เลย ผมไม่ได้เกลียดส่วนนั้นของตัวเอง ผมรู้จักมัน แต่ผมแค่กังขาว่า ผมจะรักมันได้ไหม

 

เล่ามาถึงตรงนี้ …

พวกคุณคงรู้อยู่แล้วว่าผมหมายถึง

ส่วน ของ ตัว ผม ที่ เป็น เกย์

 

ผมไม่ได้โตมากับความเกลียด  แม่ผมไม่ได้ร้าย แบบในนิยายขนาดนั้น  แม่ผมเป็นคนปกติทั่วไป ที่รับได้ที่ลูกชายเป็นเกย์

 

ผมหมายถึงรับได้ บางส่วน

และวิธีการรับได้คือ แม่ไม่พูดถึงมัน

 

แม่ทำให้ผมรู้สึกว่า การเป็นเกย์ไม่ได้ผิด

แต่ต้องมีเหตุผลมากพอ ถึงจะรักการเป็นเกย์ได้

 

นั่นแหละ คือความรู้สึกที่ผมเติบโตมากับมัน

ไม่ได้แย่ แบบในนิยาย และก็ไม่ได้ดี แบบในนิยาย

 

ดังนั้น แม้ผมจะรู้จักความเป็นเกย์ในตัวมาสักพัก ( ผมเชื่อว่าเกย์ทุกคนไม่ได้รู้ตัวมาแต่เกิดหรอก ดังนั้นใช้คำว่า รู้จักความเป็นเกย์ในตัวตั้งแต่เกิด มันเกินจริงไปหน่อย ) ผมก็ไ่ม่ได้เกลียดมัน และก็ไม่ได้รักมัน

ผมยังอยู่ระหว่างทางตัดสินใจ ว่าจะรักมัน หรือจะเกลียดมันดี

และในระหว่างทางที่ตัดสินใจนี้  ผมอยู่มันได้เป็นอย่างดี  เอาจริงนะ ความเป็นเกย์ในตัวผม ไม่ได้ออกปากออกเสียงอะไรเลย มันเงียบนอนอยู่ตรงนั้น  มันทำแค่กระตุ้นเตะให้ผมรู้ตัวเวลาผู้หญิงเข้าใกล้ ว่า “ผมไม่ชอบแบบนี้”

และบางครั้งมันก็จับผมหักคอ ให้หันไปมองผู้ชายบางคน และเตือนให้ผมรู้ตัวว่า “ผมชอบแบบนี้” แต่มันไม่เคยทำอะไรแรงมากพอให้ผมแสดงตัวตน หรือออกไปจีบใครสักคน บอกรักใครสักที มีความรักสักหน  พวกคุณที่ตามทวิตเตอร์ผมมาก็คงรู้

เพิ่งมีวันนี้ล่ะ ที่มันออกฤทธิ์แบบจริงจัง ทำให้ผมรู้ว่า ผมมีรักแรกพบกับเขาได้เหมือนกัน

“หมอว่า ปกติความรักมันก็แบบนี้หรือเปล่าครับ คือมาแบบไม่ให้เราตั้งตัว”

หมอนินยังคงเหมือนเดิม ตลอดการบำบัด เขาจะไม่ตอบ ไม่ yes ไม่ no แต่มักจะตอบคำถามด้วยคำถาม หรือพูดอะไรกลางๆให้ผมคิดต่อ  แม้จะเป็นการคุยกันธรรมดาๆ เขาก็ยังคงสไตล์นี้ไว้

ผมส่ายหน้า “แต่ก็เท่านั้นแหละครับหมอ  ผมคงไม่ได้สานต่ออะไรมันเป็นการเจอกันแว่บเดียวที่ประทับใจ แค่นั้นเองครับ”  แล้วผมก็หัวเราะกับตัวเอง  “มากสุดผมคงเอาไปฝันถึงเขาคืนนี้”

“นั่นก็ดีแล้วครับ  รักแรกพบ มันดีที่ทำให้เราหัวใจเต้นแรง รู้สึกตื่นเต้น หลายครั้งที่ความรักสานต่อไปสานต่อมา ไปจบที่เรื่องเศร้าก็มี  บางทีความค้างคา มันก็มีข้อดีในตัวเองนะ”

 

เอาอีกแล้ว   หมอนินทำให้ผมมองเห็นข้อดีในทุกๆเรื่องรอบตัวจริงๆ  แม้กระทั่งข้อเสีย หรือสิ่งไม่ดี  ผมละสงสัย ถ้าให้เวลาเขาพูดให้เต็มที่ เขาจะชี้ให้ผมเห็นข้อดีจนรักถุงขยะได้ไหมกันนะ

“นั่นสินะครับหมอ  บางคนรักกันแทบตาย สุดท้ายก็ฆ่ากันเนอะ”

ผมเห็นด้วยกับหมอนิน  และสาบานได้ ตอนนั้นผมเห็นด้วยจริงๆ ผมไม่ได้คิดถึงตัวผมเองหรอกนะ มันดูเป็นความจริง แต่ก็เป็นความจริงที่ออกจะไกลตัว

ผมว่าพวกคุณก็เห็นด้วย เราเห็นตัวอย่างออกจะเยอะแยะไป คดีพิศวาทฆาตรกรรมตามหน้าหนังสือพิมพ์ ไหนจะละคร นิยาย การ์ตูน  เราล้วนเคยสัมผัสกับ พิศวาทฆาตรกรรม ทั้งนั้นล่ะ  มันมีจริง เรารู้  แต่มันไกลตัวเราต่างหาก

 

ผมไม่เคยคิดเลยว่า ประโยคที่ว่า “รักกันแทบตาย สุดท้ายก็ฆ่ากัน”

มัน จะ เกิด ขึ้น กับ ตัว ผม เอง …

 

คิดย้อนไปแล้ว ผมอยากให้มันจบแบบนั้น

ผมอยากให้เรื่องผมกับภู จบแค่ตอนนั้น

จบแค่ รักแรกพบ ที่ไม่ได้สานต่อ

ค้างคาไว้ที่ความรู้สึกดีๆ

 

อยากให้มันจบแค่ฉากสวยๆ แว่บเดียว เหมือนพลุวันปีใหม่ที่ตู้มเดียว สวย แล้วหายไป แม้จะเสียดาย แต่มันก็สวยในความทรงจำคิดถึงทีไรก็สวย

เพราะบางอย่าง ถ้า  เราปล่อยมันโต  บางอย่าง ถ้าเราปล่อยให้มันดำเนินต่อ  มันจะเปลี่ยนจากความสวยงาม เป็นอย่างอื่น แต่พูดไปก็เท่านั้นแหละ เพราะคนลั่นไก ให้มันไปต่อไม่ใช่ผม  เขา … ภู นั่นละ เป็นคนที่ทำให้มันเดินหน้าต่อ

 

เขา เป็น คน เดิน เข้า มา เอง

เรื่องเศร้าทั้งหมด มันเริ่มจากภู

มันก็สมควรแล้วล่ะ … ที่ผมฆ่าเขา

 

เพราะวันนั้น …  ในขณะที่ผมเดินออกจากคลินิกหมอนิน  พร้อมกับทำใจแล้วว่า มันคงเป็นแค่ฉากดีๆฉากหนึ่ง มีใครบางคน  ยืนรอผมที่ข้างนอกตึก …

 

“หวัดดี นาย….”  เขาเป็นฝ่ายทักผม

“เอ่อ…..” ส่วนผมเป็นฝ่ายโง่ และงั่ง พูดอะไรไม่ถูก

 

“ผมชื่อภูนะ”  เขาเป็นฝ่ายแนะนำตัว

“……..” แต่ผมยังคงค้างอยู่อย่างนั้น ทำอะไรไม่ถูก

 

“นายชื่อกฤษ  ผมรู้น่ะ”

“ทำไมรู้ครับ?”

 

ในที่สุดผมก็พูดประโยคแรกได้  ภูหัวเราะก่อนจะตอบ

“ผมได้ยินคุณพยาบาลเรียกนายไง แล้วก็ …กับผมคนที่ผมสนใจน่ะ ผมใส่ใจทุกรายละเอียดแหละ”

 

เชี่ย …  มันโคตรดีเลยอ่ะคุณ นึกตามออกใช่ไหม? กำลังยิ้มตามผมใช่ไหม? นั่นแหละ x10 ไป คือความรู้สึกผมตอนนั้น

 

ผมเคยบอกว่า โมเมนท์ที่ดีที่สุด คือ การที่เราแอบมองเขา และเห็นว่าที่จริงแล้วเขาก็แอบมองเรากลับอยู่ ใช่ไหม? ขอแก้ใหม่นะ  โมเมนท์ที่ดีที่สุดคือ ตอนที่เรากำลังคิดถึงเขา และอยากเจอเขา

 

เขาก็กำลังยืนรออยู่

เพื่อจะพบเรา ต่างหาก

 

แต่ระหว่างอ่าน อย่าเพิ่งยิ้มมากนัก คุณก็รู้นี่ใช่ไหม ว่าฉากนักในวันนี้  มันจะจบ แบบเรื่องเศร้า

 

ไม่ว่าวันนี้ผมกับภูจะหวานกันยังไง

เราก็ฆ่ากันตายอยู่ดีในตอนท้ายของเรื่อง

อย่าเดาเลยครับ ว่ามันจะเป็นยังไง  ผมเองในวันแรกที่เจอภูก็ไม่เคยคิดเหมือนกัน  พักสายตาแป๊ปนึง แล้วค่อยมาอ่านที่ผมเล่าต่อดีกว่า

 

เรา จะ รู้ ไป พร้อม ๆ กัน ครับ

Don`t copy text!