ผมรักคุณ ผมฆ่าคุณ บทที่ 4 : ข้าวใหม่ปลามัน

ผมรักคุณ ผมฆ่าคุณ บทที่ 4 : ข้าวใหม่ปลามัน

โดย : รังสิมันต์

ผมรักคุณ ผมฆ่าคุณ สุดยอดนวนิยาย Medical thriller แห่งปี จากปลายปากกาของ ‘รังสิมันต์’ ที่คุณอ่านแล้วจะต้องนับวันรอตอนต่อไปด้วยใจที่จดจ่อ… นิยายออนไลน์ อีกเรื่อง ที่ เว็ปอ่านเอา อยากให้คุณได้อ่านออนไลน์

****************************

– 4 –

เช้าแล้ว ….

ผิด ที่จริงมันสายแล้ว

แดดแยงตาจนผมนอนต่อไม่ได้

 

อะ ลุกก็ได้วะ ที่จริงอยากนอนต่อนะ  แต่ผมมียาที่ต้องกิน และท้องเจ้ากรรมก็ร้อง ผมลุกจากเตียง เดินเข้าห้องน้ำ เปิดตู้กระจกเหนืออ่างล้างหน้า

 

อือ … ถุงยาง  นี่มันจะมีเยอะไปไหมเนี่ย?

 

ไม่อยากคิดว่าก่อนหน้าผม  พี่ภูเคยผ่านใครมาแล้วบ้าง แต่สัมผัสเมื่อคืนนี้ระหว่างเราสองคนก็เป็นคำตอบที่ดีในตัวอยู่แล้ว

 

มันก็เรื่องปกติในโลกปัจจุบัน  ผมไม่ใช่คนแรกของพี่ภู และพี่ภูก็ไม่ใช่คนแรกของผม เราทั่งคู่ผ่านงานมาแล้ว  และเราต่างก็แลกเปลี่ยนทักษะความช่ำชองที่ผ่านการฝึกฝนมาพอตัวเมื่อคืนนี้

 

นี่มันจะปี 2020 อยู่แล้ว คุณคาดหวังความบริสุทธิ์อะไรในความสัมพันธ์  เราทุกคนล้วนใช้ของมือสอง สาม หรือ สี่ ทั้งนั้น ถ้าเราต้องการความเพลิดเพลินและความสนุกขั้นสูง ประสบการณ์ คือวัตถุดิบสำคัญที่ใช้ในการปรุงเรื่องบนเตียงให้อร่อย

 

คุณไม่สามารถกินของ สด ที่แสน อร่อยเด็ด ได้หรอก มันมีแต่ในนิยายวายตามเน็ทเท่านั้น ผมไม่ได้บอกว่ามันเพ้อเจ้อ ไร้สาระ แต่ในความเป็นจริง มันเป็นไปไม่ได้ ผมไม่ได้มีชีวิตอยู่ในนิยาย ผมมีชีวิตในความเป็นจริง

 

ความเป็นจริงที่สอนว่า ประสบการณ์

เพิ่มมูลค่า ความสนุก ให้กับค่ำคืน

 

ประสบการณ์ ที่ผมมีพอตัว และพี่ภูก็ไม่ขาดตกบกพร่อง นี่ผมไม่ได้โฆษณาตัวเองนะ แล้วผมก็ไม่ได้กำลังอวยพี่ภูด้วย อย่าเข้าใจผิด ผมแค่กำลังมีความสุข

 

ผมมีความสุขมากพอที่จะทำเป็นไม่เห็นไอ้กองถุงยางเหล่านั้น  ปล่อยมันผ่านไปเถอะ อดีตนี่นา ตอนนี้อยู่กับปัจจุบัน ส่วนอนาคตไว้ค่อยคิดถึงทีหลัง

 

ผมกลับมาที่ภารกิจแรก ที่นำผมมาเปิดตู้นี้ นั่นคือหาแปรงสีฟัน “พี่ภูครับ”  ผมยอมจำนน เพราะหาเท่าไรก็หาไม่เจอ “พี่ภูมีแปรงสีฟันสำรองไหมฮะ กฤษอยากแปรงฟัน”  ในเมื่อหาไม่เจอ ก็ต้องถามเอาจากเจ้าของสถานที่นั่นล่ะ

 

พี่ภูเดินเข้ามาในห้องน้ำในสภาพเปลือยท่อนบน ใส่กางเกงบอกเซอร์  ส่วนผมอยู่ในสภาพเปลือยท่อนล่าง ใส่เสื้อยืดตัวหลวมโคร่งสีขาว มีสกรีนลาย Architect School พร้อมตรามหาวิทยาลัยของพี่ภู  ใช่ นี่เสื้อเขา

 

ก็แล้วจะให้ผมใส่อะไรกันเล่า

 

เมื่อคืนผมตัดสินใจปุปปัปโดดขึ้นแกรบตามเขากลับมาที่คอนโดเลยโดยที่ไม่แวะกลับไปที่บ้าน  จะให้ผมมีเสื้อผ้าอะไรของตัวเองที่นี่ล่ะ มันก็ต้องยืมเขามาใส่อยู่แล้ว นี่มันคืนแรกของผมที่นี่

 

“อยู่นี่ไงครับ”  พี่ภูเปิดตู้ใต้อ่างล้างหน้าหยิบแปรงสีฟันใหม่เอี่ยมในแพคขึ้นมาสองชิ้น  สีฟ้า กับสีชมพู มาชูตรงหน้าให้ผมเลือก  “สีไหนดีครับ”

 

อ๋อ อยู่ใต้ซิงค์ล้างหน้านี่เอง มิน่าหาในตู้กระจกเท่าไหร่ก็ไม่เจอ

 

ไม่ต้องคิด ผมจิ้มเลือกสีฟ้า  มันเป็นแปรงสีฟันขนาดเล็กสำหรับเด็ก  พี่ภูน่าจะติดนิสัยใช้แปรงเล็กๆจากตอนที่เขาจัดฟันมาก่อน ผมไม่ได้ถามหรอก ดูก็รู้  ฟันเขาเรียงตัวสวยเป็นระเบียบ และก่อนนอนเขาก็ใส่รีเทรนเนอร์

 

“ชอบสีฟ้าเหรอ?”  พี่ภูยิ้ม แกะแปรงออกจากห่อ บีบยาสีฟันแล้วยื่นส่งให้ผม  ผมส่ายหน้า

 

“เปล่าครับ ชอบสีเขียว แต่สีชมพูมันดูผู้หญิงไป ผมไม่ชอบอ่ะ”  ผมว่าผู้ชายที่ชอบสีชมพูมีนะ แต่คงไม่ได้อยู่รอบตัวผม เพราะผมไม่เคยเจอเลย

 

“นี่ มือถือเราร้องใหญ่เลยน่ะ”

พี่ภูส่งมือถือให้  ผมหยิบมาดู อ๋อ นาฬิกาปลุกนั่นเอง แต่มันจะไม่หยุดจนกว่าจะใส่รหัสที่ถูกต้อง

 

นี่เป็นแอปปลุกที่ผมใช้ประจำ มันจะไม่ยอมหยุดปลุกจนกว่าเราจะมีสติมากพอ วิธีการคือมันจะสั่งภารกิจให้เราทำเพื่อจะหยุดเสียงปลุกมันให้ได้

 

บางวันก็แค่ใส่รหัสง่ายๆ  บางวันให้เราใส่รหัสกลับจากหลังไปหน้า บางวันใส่รหัสเสร็จแล้วต้องตอบคำถามมันด้วย มันถึงจะหยุดปลุก

 

พวกคุณอ่านแล้วคงสงสัยว่าแอปแบบนี้ใครมันจะโหลดมาเล่น  แต่คนขี้เซาแบบผมชอบมาก เชื่อเถอะ ทุกอย่างที่ออกมาอยู่ในตลาด มันต้องมีคนต้องการเสมอ

 

การที่เรามองของบางอย่าง แล้วเราไม่อยากได้ มันไม่ใช่เพราะของนั้นไม่ดี หรือไม่เข้าท่าหรอกนะ แต่เพราะเราไม่ใช่ลูกค้าของสิ่งนั้นต่างหาก เขาแค่ไม่ได้ทำมาขายเรา

 

ตัวเราเองก็เหมือนกัน  การที่ยังไม่มีใครมายืนข้างๆ มันไม่ได้แปลว่าคนนั้นไม่มี หรือคุณค่าของเราไม่มากพอ  แต่มันเป็นเพราะคนคนนั้นยังมาไม่ถึง เขายังไม่เจอเราต่างหาก เดี๋ยวถึงเวลาเขาก็มาเอง

 

นี่ผมไม่ได้คิดเองนะ  หมอนินสอนผมมาระหว่างการทำจิตบำบัด  ช่วงต้นๆที่ผมเจอเขานั่นล่ะ หมอนินชอบมีอะไรแบบนี้มาเล่าให้ผมฟัง มาสอนผมบ่อยๆ

 

กลับมาที่หน้าอ่างล้างหน้า ผมเปลือยล่าง พี่ภูเปลือยบน

เราสองคนกำลังจ้องหน้ากัน และแปรงฟัน

นี่มันฉากน่ารักๆในหนังชัดๆ

 

เช้าแรกหลังวัน first meet ขอข้ามขั้นตอน first sex 4 ชั่วโมงยามดึก ที่ทำให้เราสองคนแทบหมดแรงไปนะ ยืนข้างกันที่อ่างล้างหน้า  ใช้ชุดนอนชุดเดียว แบ่งกันใส่ คนนึงใส่บน อีกคนใส่ล่าง

 

โคตรเพอร์เฟคท์

 

“ยิ้มอะไรน่ะเรา?”

พี่ภูถาม เอานิ้วมาป้ายคราบยาสีฟันที่มุมปากผม

 

“อีอามอุก”

ผมตอบทั้งๆที่แปรงอยู่ในปาก

 

“อะไรนะ?”  เขาฟังไม่ออก หรือแกล้งฟังไม่ออกก็ไม่รู้  ผมก้มลงบ้วนยาสีฟันออกจากปากแล้วบ้วนน้ำ

“มีความสุขครับ แหม แค่นี้ฟังไม่ออก”  พี่ภูยื่นผ้าขนหนูผืนเล็กให้ผมเช็ดหน้าเช็ดปาก

 

“ใครจะไปฟังออก ปากนายนิดเดียว อมแปรงอยู่มันจะไปพูดชัดได้ไงกันเล่า”  เขาบ้วนน้ำตามบ้าง แล้วดึงผ้าขนหนูจากมือผมไปเช็ดปากตัวเองบ้าง…

 

ประโยคสื่อสารเหมือนจะธรรมดา  แต่มันทำผมหน้าร้อน ผมรู้ว่ามันแฝงความนัยยะ เพราะเขายิ้มและยักคิ้วใส่ท้ายประโยค  ส่วนนัยยะถึงอะไร ผมว่าพวกคุณน่าจะเดาได้นะ

 

“พี่ภูมายืนตรงหน้านี้หน่อยสิ”

ผมลากเข้ามายืนประกบหลังผม พี่ภูก็ยอมทำตามโดยดี แม้จะงงๆไปบ้าง

 

“อ่ะ แล้วเอามือข้างนึงกอดกฤษไว้”

ผมดึงมือขวาเขามากอด ตอนนี้ผมยืนหันหน้าเข้าหากระจกโดยที่มีพี่ภูยืนซ้อนหลังและกอด

 

“ก้มมางับหูผมหน่อย”​

“หืม .. ทำไมอ่ะ?”

 

“เหอะน่า จะถ่ายรูป”

“ทำไม จะอวดผัวเหรอ?”

 

ถามเสร็จพี่ภูก็หัวเราะ แต่ก็ก้มลงมางับหูผมตามสั่ง

 

“ถ่ายพี่ออกมาให้หล่อๆนะ”

“หล่อแน่ แต่กฤษหล่อกว่านะ”

 

ผมถ่ายภาพสะท้อนของเราสองคนจากกระจกเหนืออ่างล้างหน้า แสงดี คอมโพสิชั่นอย่างกับฝัน พี่ภูคลายปากจากหูผม ผมเองก็หันไปมองหน้าเขา  จมูกเราสองคนเกยกัน

 

ผมกดถ่ายอีกครั้ง

ก่อนที่พี่ภูจะบดริมฝีปากของเขากับผม

แล้วเขาก็อุ้มผม กลับไปที่เตียงนอน  …

 

ถึงผมจะบอกว่าตอนนี้เป็นเวลาสายแล้วก็จริงนะ แต่มันไม่สายเกินไปสำหรับอาหารเช้ามื้อหลักบนเตียงแน่นอน ผมกินของอร่อยได้เสมอ ไม่ว่าจะเวลาไหนก็ตาม และพี่ภูก็คงเหมือนกัน …

 

 

“ช่วงนี้น้องกฤษ อารมณ์ดีนะครับ”

หมอนินทักตอนจบชั่วโมงจิตบำบัด ในสัปดาห์ถัดมา

 

“แหะๆ  ดูออกเลยเหรอครับหมอนิน?”

ผมถามกลับแบบโง่ๆ เออนะ ยังจะต้องถามอีกเหรอ ก็เขาเห็นได้ชัดไง ถึงได้ถาม

 

“มีอะไรอยากเล่าให้หมอฟังนอกรอบไหมครับ”

 

เอาล่ะสิ ผมควรเล่าดีไหมอะ? ไม่แน่ใจว่ามันดูน่าเกลียดไหม ที่คนไข้ที่มาหาหมอนินสองคนเกิดปิ๊งกัน แล้วก็คบกัน ผมไม่รู้ว่าหมอนินจะรู้สึกยังไงถ้าได้ฟังข่าวนี้ …​

 

ใช่ ผมกับพี่ภูคบกันอย่างเป็นทางการแล้ว

 

เช้านั้นหลังจากอาหารมื้อเช้ามื้อใหญ่ที่เราสองคนผลัดกันเสริ์ฟให้กันและกัน เขาก็ขอผมเป็นแฟน  มันไม่ใช่ฉากการขอเป็นแฟนที่เล่นใหญ่อลังการโรแมนติกมากมายแบบที่ผมคาดหวังไว้

 

แต่เชื่อเหอะ ถ้าเป็นคุณ คุณก็ต้องรีบพยักหน้าตกลง

 

“อ่า …. ผม”  ผมยังติดอยู่ตรงความลังเลว่าจะเล่าดีไหม

 

หมอนินเลิกคิ้วนิดหนึ่งก่อนจะพูดต่อ

“เรื่องอะไรสักอย่าง …. เช่นเรื่อง  บนทวิตเตอร์”

 

ทันทีที่หมอนินหลุดประโยคนี้มา ผมก็รู้ทันทีว่า เขารู้เรื่องแล้ว

 

“หมอนินรู้แล้วเหรอคับ?”  อีกแล้ว ผมถามโง่ๆทำไมกันเนี่ย

 

หมอนินพยักหน้า  “ก็ออกจะดังคู่ขนาดนั้น  หมอเองก็เล่นทวิตเตอร์นะครับ คนรีกันหลักหมื่น กดหัวใจหลักแสน นี่ไม่รู้ว่าแฮชแท็กติดเทรนด์ด้วยไหม  ไม่เห็นก็ตาบอดแล้วมั้งน่ะ”

 

ท้ายประโยคหมอนินหัวเราะนิดๆ ทำให้ผมเบาใจว่า เขาคงไม่ถือสาอะไร ที่คนไข้ประจำของเขาสองคนคบกัน ทำให้ผมคลายกังวล

 

อ้อ .. ใช่ครับ ผมเอารูปเราสองคนที่ถ่ายตรงหน้ากระจก ไปลงในทวิตเตอร์ และเมนชั่นแอคเคานท์ (อดีตแอคเค่อ) ของพี่ภูด้วย หลังจากที่เขาขอผมเป็นแฟนอย่างเป็นทางการ  ผมก็ลงรูปคู่ของเราลงในทวิตเตอร์ ไม่น่าเชื่อว่ายังไม่ทันถึงเย็น รูปนั้นทำให้เราสองคน กลายเป็นคู่ขวัญบนทวิตเตอร์ไปแล้ว

 

คนติดตามผมเพิ่มหลักแสน คนติดตามพี่ภูก็เพิ่มตามมาติดๆ เห็นตัวเลข follower เพิ่มแบบนี้หัวใจผมพองโตจริงๆ หลังจากนั้นเราก็ลงรูปคู่ด้วยกันทั้งในทวิตเตอร์ และ IG ทำเอา hashtag #พี่ภูน้องกฤษ ติดเทรนด์ไปเลย ไม่ได้จะอวดหรอกนะ แต่ผมกับพี่ภูต่างก็หน้าตาดีในแบบตัวเองทั้งคู่ ส่วนสูงก็ต่างกันพอดีสัดส่วน มันก็เลยดูเป็นคู่วายในอุดมคติ

 

ที่แรกพี่ภูดูเหมือนจะอึดอัดไปบ้าง แต่เขาก็ยอมทำตาม เพราะผมต้องการ

 

“ถ้านายต้องการแบบนั้น พี่ก็โอเค”  พี่ภูบอก

 

สองสัปดาห์หลังคบกัน  เราสองคนก็กลายเป็นคู่จิ้นของจริงที่ดังไปทั่วทวิตเตอร์และ IG ชนิดที่มีเอเจนซี่ติดต่อมาเพื่อขอให้รีวิวสินค้า แต่แน่นอน ผมไม่ได้รับงานหรอกนะ

 

ดังนั้นมันก็คงไม่แปลก ที่หมอนินจะรู้  แล้วผมว่าหมอนินก็น่าจะฉลาดพอที่จะเดาออกว่าเราสองคนเจอกันในคลินิกนี่แหละ ไม่ได้บังเอิญเดินชนกันตามฟุตบาทหรอก

 

งั้น … บอกไปตรงๆเลยละกัน

 

“คือ ผมเจอกับพี่ภูเมื่อสองสัปดาห์ที่แล้วน่ะครับ”

“อ๋อ .. ตอนที่คลินิกซ่อมน่ะเอง” หมอนินพยักหน้า

 

“หมอ…หมอนินโกรธไหมครับ?” ผมถาม

เขาขมวดคิ้ว “หมอจะโกรธทำไมล่ะครับ?”​

 

“อ้าว .. ก็ผมนึกว่ามันเป็นข้อห้ามนี่นา”

“ไม่มีข้อห้ามหรอกครับ” หมอนินส่ายหน้า

 

“หมอที่ไหนจะห้ามคนไม่ให้รักกันเล่า คิดมากน่ะน้องกฤษ นี่เป็นเรื่องของน้องกฤษกับน้องภู หมอไม่มีสิทธิ์ไปยุ่งหรอกครับ น้องสองคนเจอกันด้วยเรื่องบังเอิญ ใครจะไปห้ามเรื่องบังเอิญได้ล่ะ จริงไหม?”

 

ได้ยินอย่างนี้แล้วผมก็โล่งอก รู้งี้บอกหมอนินตั้งแต่ตอนต้นชั่วโมงเลยดีกว่า จะได้ไม่ต้องนั่งเกร็งตลอด กลัวเขาจะจับได้  แต่นี่ขนาดเก็บแล้วนะ หมอนินยังมองออกเลย สมกับเป็นจิตแพทย์จริงๆ

 

“งั้นตอนนี้ น้องกฤษก็มีความสุขดีสินะครับ?”

“ใช่ฮะหมอนิน มีความสุขมากเลยครับ”

 

ก็จริงนี่  ตั้งแต่คบกับพี่ภู ผมแทบจะไม่มีอาการ panic attack เลย ก็ไม่รู้ว่าเพราะมีพี่ภู หรือเพราะว่าความสนใจจากคนทั่วไปที่พุ่งมาที่ผมกันแน่ที่ทำให้ผมรู้สึกดี

 

อย่างว่าล่ะ โรคผมมันทำให้ผมต้องการทั้งสองอย่าง ความรัก และความสนใจ และตอนนี้ผมได้ทั้งสองอย่าง แบบท่วมท้น ล้นเหลือ ผมก็ต้องอาการดีสิ

 

“หมอปรับยาหน่อยดีไหม? ไหนๆก็อาการดีแล้ว” หมอนินเสนอ

 

ผมพยักหน้า  “แล้วแต่หมอนินเลยฮะ”

 

“แล้วนี่เดี๋ยวไปไหนต่อล่ะครับเนี่ย?”  หมอนินเขียนใบสั่งยาเสร็จ ก็กดออดเรียกให้ผู้ช่วยมารับไปจัดยา

 

“เดี๋ยวไปเจอพี่ภูที่คอนโดน่ะครับ” ผมตอบ

 

“ดีจังนะ น้องกฤษดูมีความสุขมาก”

 

ผมว่าวันนี้หมอนินพูดว่าผมมีความสุขแบบนี้ไปสองครั้งแล้วนะ .. แต่มันก็คงเพราะสีหน้าผมชัดเจนจริงๆนั่นแหละ อย่างที่แม่บอกไง 70/30 ของสีหน้า

 

70% เราสั่งสีหน้าตัวเองได้

30% มันต่อตรงมาจากภายใน

 

ตอนนี้ 100% ของผมมันมีความสุข สีหน้าผมก็คงแสดงออกเต็มที่ 100% นั่นล่ะ ผมลุกจากเก้าอี้ สวัสดีหมอนิน  “มีความสุขจริงๆครับหมอ  มีความสุขจนบางครั้งรู้สึกว่ามัน too good to be true เลยล่ะครับ”  ผมบอกเขา

 

หมอนินพยักหน้า แล้วถอดแว่น

“น่าสนใจนะครับน้องกฤษ”

 

“ยังไงอ่ะครับ?” ผมถาม

 

“เคยมีคนบอกหมอว่า ถ้าเรารู้สึกว่า this is too good to be true แปลว่ามันเป็นแบบนั้นจริงๆ มันต้องมีอะไรสักอย่างที่ผิดปกติ

 

มันต้องมีอะไรสักอย่าง ใต้พรม

มันต้องมีอะไรสักอย่าง ที่ถูกซ่อนไว้

 

เสียงในหัวที่ถามเราว่า Is this too good to be true ? มันเป็นเสียงของ สติสุดท้าย ครับ ก่อนที่เราจะถลำเข้าไปในป่าดำ ที่ไร้แสงนำทางของสติ”​

 

ผมไม่รู้ว่าจะทำหน้ายังไงกับคำสอนนี้  ได้แต่พยักหน้า รับคำ แล้วเดินออกมารับยา จนกระทั่งเดินออกจากคลินิก แล้วไปคอนโดพี่ภูนั่นล่ะ ผมถึงได้นึกได้ว่า ตอนผมถามว่าโกรธไหม?

 

หมอนินตอบว่า “จะโกรธทำไมกันล่ะ”

 

เขายังไม่ได้ตอบผมเลยนี่นา ..

ว่า เขา โกรธ ไหม ..

 

มองย้อนไปแล้ว …

 

มันชัดเจนอยู่แล้วนะ ว่าในตอนนั้น วันนั้น อาการทางจิตของผม ยังไม่ดีขึ้น …ผมไม่น่ารีบบอกหมอนินไปเลย ว่าอาการดีขึ้น แล้วตอนที่เขาเสนอให้ลดยาลง ผมก็ไม่ควรตอบตกลงไปด้วย … เพราะไอ้ความสงสัย ความระแวง มันคือส่วนหนึ่งของอาการของโรคที่ผมเป็น มันยังคงมีอยู่

 

ตอนนั้นผมเหมาเอาว่า ไอ้ที่เขาถามกลับมาว่าแล้วจะโกรธทำไม มันแปลว่าเขาไม่ได้โกรธ ผมสรุปว่าตัวเองนี่ล่ะคิดมากเกินไป  จนลืมนึกถึงไปเลยว่า  ไอ้ความคิดมาก กังวลทุกอย่าง … มันคือส่วนหนึ่งของโรค มันคือสิ่งที่กำลังกำเริบอยู่ในความคิดของผม

 

มันแปลว่า …

อาการผม ยังไม่ดีขึ้น

 

ถ้าคุณอ่านมาถึงตรงนี้ ผมขออะไรหน่อยสิ กดติดตามผมหน่อย รีทวีตผม  ยอดรีทวีต ยอดผู้ติดตาม มันทำให้ผมมีความสุข  ผมเสพมัน และมันเป็นพลังงานให้ผมเล่าเรื่องนี้ต่อไป

 

เอาล่ะครับ ถ้าคุณติดตามผมแล้ว ถ้าคุณรีทวีตผมแล้ว มาอ่านต่อกันเถอะ ผมจะเล่าตอนต่อไป

 

ตอนที่ผมจะมา ยอมรับ ว่า ..

หมอ นิน พูด ถูก

Don`t copy text!