คดีรักข้ามเวลา บทที่ 1 : ต้องซุปฟักทองเท่านั้น

คดีรักข้ามเวลา บทที่ 1 : ต้องซุปฟักทองเท่านั้น

โดย : ณรัญชน์

คดีรักข้ามเวลา โดย ณรัญชน์ เรื่องราวของการเดินทางย้อนอดีต เพื่อไขปริศนาฆาตกรรมที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ซึ่งหนทางเดียวที่พิชญาจะพิสูจน์ตัวเองให้ได้คือสืบหาต้นตอของคดีฆาตกรรม ในชาติภพที่ผ่านมา ‘คดีรักข้ามเวลา’ นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้คุณได้ อ่านออนไลน์

……………………………………………………..

-1-

 

ร่างบางผุดลุกขึ้น เดินจากมาอย่างเลื่อนลอยราวกับหุ่นกระบอก แม้จะมีบางคนร้องเรียกแต่หล่อนไม่หันกลับไปมอง เท้าพาหญิงสาวก้าวเดินไปเรื่อยๆ อย่างไม่มีจุดหมาย ดวงตาพร่ามัวแทบมองทางไม่เห็น จนไปถึงสะพานไม้ หล่อนก็ซวนเซล้มลงบนพื้นหญ้า น้ำใสๆ หยดหนึ่งกลิ้งลงมาตามผิวแก้ม จากนั้นหยาดน้ำตาที่สู้ทนกักไว้ก็พร่างพรูตามลงมาราวทำนบทลาย ความปวดร้าวแผ่กระจายตั้งแต่ลำคอลงไปถึงทรวงอก หัวใจเจ็บระบมเหมือนจะแตกเป็นเสี่ยงๆ    

ภาพของพี่โจเคลื่อนผ่านไปในมโนสำนึกของหล่อน พี่ชายผู้แสนดี มนุษย์คนเดียวในโลกที่รักและหวังดีกับพิชญา คนคนนั้นผู้มีปานดำบนแก้ม…

เพราะปานใหญ่น่าเกลียดนั่น พี่โจถึงถูกผู้คนรังเกียจ ถูกล้อเลียนเย้ยหยันเป็นตัวตลกมาตลอดชีวิต

บัดนี้หล่อนรู้แล้วว่าปานอันนั้นมาจากไหน ใครเป็นต้นเหตุแห่งความทรมานทั้งมวลของพี่ชายหล่อน

คุณบุหลัน!

พี่โจ…พีชไม่ขอทนอีกต่อไปแล้ว เราจะหันด้านที่มีแสงสว่างเข้าสู้กับความมืดไปไย เราจะให้อภัยไปเพื่ออะไร ในเมื่อคนที่ทำร้ายเราไม่เคยสำนึกในความผิดของตัวเอง

คนคนนั้นทำร้ายพี่สาหัสนัก บัดนี้มันมาอยู่ตรงหน้าพีชแล้ว พีชยอมไม่ได้ที่จะปล่อยให้ผู้หญิงคนนั้นเสวยสุขอยู่บนน้ำตาของพี่

คุณบุหลันจะต้องชดใช้กรรม หล่อนจะต้องหายใจอยู่ในนรกทั้งที่ยังมีชีวิตเหมือนกับพี่โจ

คุณเขม ถ้าคุณจากฉันไปแล้ว ขอให้รู้ไว้ว่าคนที่ฆ่าคุณจะไม่ได้อยู่เป็นสุข คุณบุหลันจะต้องชดใช้ในสิ่งที่ทำ!

 

“นักเขียนสาวดับสยอง เซ่นเพลิงแค้นแม่ครัว

“แม่ครัวแค้นถูกฉีกหน้า วางยาฆ่านักเขียนดัง”

“แฟนคลับอาลัยมัดหมี่ ตร.เชื่อปมแค้นส่วนตัว”

พิชญากดเปลี่ยนหน้าเว็บไซต์อย่างหงุดหงิด แต่ไม่ว่าจะเข้าไปในเพจไหน ทุกแห่งก็ประโคมข่าวฆาตกรรมสยองขวัญกันอย่างครึกโครม ส่วนบรรดาคนอ่านนั้นเล่าก็พากันบริภาษแม่ครัวใจโหด ที่ฆ่านักเขียนสาวอย่างดุเดือด ชนิดที่ถ้าเจ้าตัวได้มาอ่าน คงต้องวิ่งไปรดน้ำมนต์เรียกขวัญกำลังใจแทบไม่ทัน

บังเอิญแม่ครัวที่ว่าก็คือตัวหล่อนเสียด้วย!

ชื่ออย่างเป็นทางการสำหรับตำแหน่งงานของพิชญาคือฟู้ดสไตลิสต์ แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่หล่อนจะมาระอาใจกับการเรียกผิดๆ ของนักข่าว เพราะปัญหาตรงหน้าหนักหนากว่านั้นมากนัก

ก็ใครจะไปคิดเล่าว่านักเขียนชื่อดังที่มีแฟนคลับติดตามผลงานทั่วประเทศ จะมีอันเป็นไปหลังจากทานซุปที่พิชญาเป็นคนทำให้ และเจ้ากรรมเหลือเกินที่เธอคนนั้นเคยมีเรื่องกับพิชญามาก่อนด้วย

พิชญาได้พบกับมัดหมี่ ในงานเลี้ยงฉลองยอดขายที่สำนักพิมพ์บรรณการจัดขึ้น เพื่อเอาใจนักเขียนสาวผู้ขึ้นชื่อเรื่องความเจ้าอารมณ์ และพร้อมจะเปลี่ยนสำนักพิมพ์ทันทีที่ถูกขัดใจ ก่อนเริ่มงานพี่โจ รุ่นพี่ที่ช่วยหางานให้พิชญา กำชับนักหนาให้หล่อนทำสุดฝีมือ เพราะ

‘งานนี้ไม่ง่าย’ พี่โจย้ำด้วยหน้าตาจริงจัง

แต่แม้จะทุ่มเทเต็มที่แล้ว การสไตล์ลิ่งอาหารของหล่อนก็ยังไม่ถูกใจนักเขียนสาวอยู่นั่นเอง ซ้ำร้ายมัดหมี่ยังไม่พยายามซ่อนความหงุดหงิดแม้แต่น้อย พิชญาจำได้ว่าตนเองต้องข่มอารมณ์เพียงใด เมื่อนักเขียนคนดังเรียกตัวไปพบ แล้วปรายตามองตั้งแต่หัวจรดเท้า

‘เธอน่ะหรือฟู้ดสไตลิสต์ หน้าตาเหมือนเพิ่งเรียนจบนี่’

‘ฉันทำงานมาหลายปีแล้วค่ะ’ พิชญาพยายามทำเสียงแจ่มใสที่สุดเท่าที่จะทำได้

‘หลายปีของเธอน่ะกี่ปี ของแบบนี้มันหลอกกันไม่ได้หรอกนะ ยังไงผลงานมันก็ฟ้องตัวของมันเองอยู่ดี’ มัดหมี่จีบปากจีบคอ สายตาที่มองฝ่ายตรงข้ามบอกความไม่ชอบหน้าอย่างเห็นได้ชัด

‘ฉันไปงานเลี้ยงมานับไม่ถ้วนแล้ว ที่ไหนๆ ก็จัดอาหารเหมือนเธอทั้งนั้น ฉันกำชับแล้วใช่ไหมว่างานฉันต้องไม่เหมือนใคร แล้วนี่อะไร…’

นิ้วเรียวยาว ผอมเล็กเหมือนมือเด็กชี้ไปที่จานเมี่ยงดอกไม้ ห่อด้วยแผ่นแป้งเขียวใสหอมกลิ่นใบเตย แต่งหน้าด้วยกุ้งต้มตัวโตสีส้มสดและกลีบดอกอัญชันสีสดใส

‘ใครเขาทำอาหารแบบนี้กัน ถ้าแขกแพ้เกสรดอกไม้ขึ้นมาจะทำยังไง คิดบ้างหรือเปล่า’

‘เราจัดอาหารไว้หลายแบบ ถ้าแขกทานจานนี้ไม่ได้ ก็ไปทานจานอื่นได้ค่ะ’ พิชญายิ้มสู้ ‘อย่างแซนด์วิชข้าวไรซ์เบอร์รีจานนี้’ หล่อนยกจานแซนด์วิชหั่นพอดีคำที่ตกแต่งไว้อย่างสวยงามขึ้นมาให้ดู ‘ไส้ในเป็นลาบปลาทูน่า อร่อยแล้วก็ดีต่อสุขภาพด้วยค่ะ’

‘เรื่องรสชาติก็เหมือนกัน เธอคุมงานยังไง อาหารถึงรสชาติอย่างกับกระดาษทราย’

พอพลาดเรื่องหนึ่ง มัดหมี่ก็เฉไฉไปอีกเรื่อง ‘เมนูที่คิดมาก็ไม่ได้เข้ากันเลย สักแต่จะให้แปลกอย่างเดียว ฉันบอกคุณกลอยแล้วใช่ไหม’ หล่อนหันไปดุคนของสำนักพิมพ์ที่ยืนหน้าจ๋อยอยู่ใกล้ๆ ‘ว่าทุกอย่างต้องเพอร์เฟกต์ ทำไมยังจ้างมือสมัครเล่นมาทำงานอีก รู้อย่างนี้ฉันไม่เสียเวลามาหรอกนะ’

ฮัลโหล! ลืมอะไรไปหรือเปล่า! เมื่อครู่ยังบอกว่าอาหารของพิชญาซ้ำซาก ไม่ต่างจากงานอื่นอยู่เลย มาตอนนี้กลับพลิกลิ้นว่าสักแต่จะให้แปลกเสียอย่างนั้น ฟังแล้วพิชญารู้สึกเหมือนมัดหมี่แค่อยากจะหาเรื่องมากกว่า แต่หล่อนจะเปิดฉากเถียงกับแขกคนสำคัญก็คงไม่เหมาะ หญิงสาวจึงตัดสินใจขอโทษไปเพื่อตัดปัญหา กระนั้นทุกคนก็ยังต้องยืนฟังมัดหมี่คุยโวถึงงานเลี้ยงโก้เก๋ ที่เจ้าตัวเคยไปในฐานะแขกวีไอพีอีกยืดยาว จวบจนพอใจหล่อนจึงพยักหน้าให้ผู้ช่วยเข็นรถพาออกไปจากงาน

ทันทีที่นักเขียนคนดังลับตัวไป พิชญาและคนของสำนักพิมพ์บรรณการก็ถอนหายใจโล่งอกออกมาพร้อมกัน  คุณกลอยหันมาส่งยิ้มปลอบใจให้พิชญา

‘อย่าไปถือสาคุณมัดหมี่แกเลยนะพีช คิดซะว่าเห็นใจคนพิการ’

ถูกละที่มัดหมี่นั้นประสบอุบัติเหตุตั้งแต่อายุเพียง 7 ขวบ ทำให้ขาทั้งสองข้างใช้การไม่ได้ ต้องมีชีวิตอยู่บนรถเข็นตลอดเวลา หากแต่พิชญาไม่คิดว่าความพิการนั้นควรจะเป็นข้ออ้าง สำหรับความหยาบคายร้ายกาจที่เจ้าตัวขยันแสดงออก โดยไม่สนใจความรู้สึกของคนที่ต้องทนรองรับอารมณ์

หลังจากงานเลี้ยงวันนั้น พิชญาตั้งใจว่าจะไม่ขอรับงานที่เกี่ยวข้องกับนักเขียนคนนี้อีกเลย ต่อให้เจ้าหล่อนโด่งดังกว่าที่เป็นอยู่อีกกี่เท่าก็เถอะ แต่ความตั้งใจของหล่อนต้องเป็นหมัน เมื่อพี่โจโทร.มาขอร้องแกมบังคับให้พิชญามาช่วย ในงานฉลองครบรอบ 10 ปีของสำนักพิมพ์บรรณการ ที่จะมาจัดที่ร้านอาหารของแก และแน่นอนว่ามัดหมี่ นักเขียนขายดีของสำนักพิมพ์ต้องมาร่วมงานด้วย

‘พีชไม่รับงานไม่ได้หรือพี่’ พิชญาโอดครวญไปตามสาย ‘ถ้ารู้ว่าพีชมีเอี่ยวด้วย เดี๋ยวคุณมัดหมี่แกก็วีนอีกหรอก’

‘เอาน่า งานนี้พี่จะเป็นคนเซตเมนูเอง พีชแค่เป็นผู้ช่วย คุณมัดหมี่แกไม่รู้หรอก’ พี่โจยืนยัน

พิชญาพยายามบ่ายเบี่ยงอยู่นาน แต่สุดท้ายหล่อนก็ต้องยอมแพ้พี่โจ ผู้ได้ชื่อว่าตื๊อเก่งที่สุดในสามโลก อันได้แก่โลกมนุษย์ ใต้บาดาล และนรกภูมิ

พี่โจยังปลอบหล่อนอีกว่า ‘คนของสำนักพิมพ์เขาชอบผลงานพีชกันทุกคน ไม่ต้องกลัว ยังไงทุกคนก็อยู่ข้างพีชอยู่แล้ว’

ค่า! ช่วยได้มากเลยค่า! พิชญาแอบบ่นในใจ หล่อนยังจำภาพคนของสำนักพิมพ์ที่ยืนหน้าเซียวตัวลีบ เป็นจิ้งจกที่ถูกประตูหนีบยามอยู่ต่อหน้ามัดหมี่ได้ดี แต่เมื่อเลี่ยงไม่ได้ พอถึงวันงานหล่อนก็ต้องไปช่วยพี่โจตกแต่งสถานที่ตั้งแต่เช้า จากนั้นก็หลบไปดูแลความเรียบร้อยในครัว ส่วนรุ่นพี่ซึ่งเป็นเจ้าของร้าน ทำหน้าที่ต้อนรับแขกอยู่ข้างนอก

ตอนแรกทุกอย่างเป็นไปด้วยดีจนพิชญาเกือบจะโล่งใจอยู่แล้วเชียว แต่พอดีพี่โจเดินหน้าตื่นเข้ามาในครัวเสียก่อน

‘พีช งานเข้าแล้ว คุณนายมัดหมี่ไม่ชอบอาหารที่เตรียมไว้ นางมีคำสั่งมาเลยว่าจะกินซุปฟักทองเท่านั้น นางติเมนูของฉันเสียไม่มีดี วู้ย! แม่ทูนหัวทูลกระหม่อม ฉันว่าเจ้าที่เจ้าทางร้านฉันแรงแล้วนะยะ เจอฤทธิ์คุณนายเข้าไป เจ้าที่เฮี้ยนแค่ไหนก็เผ่น”

ปกติพี่โจพยายามวางมาดให้ดูแมนอยู่เสมอ จะหลุดความเป็นเพศที่สามออกมาบ้างก็เพียงเล็กน้อยพอไม่ให้เสียสถาบันกะเทย แต่คราวนี้แกคงทนไม่ไหวจริงๆ เลยปล่อยจริตจะก้านออกมาเต็มที่

‘ใจเย็นๆ พี่ แค่ซุปฟักทองทำไม่ยาก เดี๋ยวให้แม่ครัวทำให้ก็ได้’ พิชญาไม่เห็นเป็นเรื่องใหญ่

‘ฉันกลัวนางจะกลืนไม่ลงอีกน่ะสิ ท่าทางจะลิ้นระดับมิชลินสตาร์ กินข้าวปลาแบบคนธรรมดาไม่ได้’ พี่โจค้อนขวับไปยังทิศทางที่แขกวีไอพีนั่งอยู่ ก่อนจะหันมาทางพิชญา บอกสั้นๆ ว่า ‘พีชนั่นละทำซุปให้พี่หน่อย ฝีมือทำซุปของพีชดีกว่าแม่ครัวพี่อีก คุณนายมัดหมี่จะได้เลิกบ่นซะที’

‘จะดีหรือพี่’ พิชญาค้านทันควัน ‘เดี๋ยวคุณมัดหมี่แกคายทิ้ง’

พี่โจเอื้อมมือมาตบบ่าเพื่อให้กำลังใจ แต่มีผลให้พิชญาแทบทรุด อดรู้สึกไม่ได้ว่าน้ำหนักเกินพอดีที่กดลงมานั้น คล้ายเป็นการบังคับกันอย่างไรพิกล

‘ดีแน่ ทำไปเถอะ เชื่อพี่’ รุ่นพี่ลากเสียงเย็น พร้อมกับโน้มตัวลงมาจ้องหล่อนตาเขม็ง

ด้วยเหตุนี้พิชญาจึงต้องทำซุปถ้วยนั้นอย่างเลี่ยงไม่ได้ หลังจากเด็กเสิร์ฟยกถ้วยซุปควันกรุ่น พร้อมจานขนมปังกรอบไปให้ที่โต๊ะ มัดหมี่ก็รับไปตักกินโดยไม่ปริปากบ่น ท่ามกลางความโล่งอกของทุกคน หลังงานเลิกพิชญายังอาสาช่วยเก็บกวาดสถานที่ต่ออีกหลายชั่วโมง กว่าจะเรียบร้อยเข็มนาฬิกาก็เลยเที่ยงคืนไปแล้ว กลับถึงบ้านหล่อนจึงหลับเป็นตาย  และไม่ได้ตั้งตัวเลยเมื่อพี่โจโทร.มาปลุกตอนสิบโมงเช้า

‘ยายพีช!  ยายบ้า! ตะวันโด่งป่านนี้แล้ว จะมัวนอนให้หนอนมันไชหรือไงยะ’ รุ่นพี่กรีดเสียงเหมือนถูกไฟลนก้น  ‘ตายๆๆ ตายแล้ว คราวนี้แกกับฉันตายแน่ๆ’

ลงพี่โจเปลี่ยนมาเรียกหล่อนว่าแก แทนที่จะเรียกชื่ออย่างหวานหู แสดงว่าลืมแอ๊บแมนแล้วโดยสิ้นเชิง

‘ใจเย็นๆ พี่ มีเรื่องอะไร ใครตาย’ พิชญางัวเงียเดินเข้าครัวไปรินน้ำดื่ม ปากก็ถามไปด้วย

‘ก็คุณนายมัดหมี่ไง นางตายแล้วย่ะ ทั้งตำรวจทั้งนักข่าวแห่กันมาเต็มร้านฉันเลยแก วันนี้ฉันเลยต้องปิดร้านวันหนึ่ง ทำอะไรไม่ไหวแล้ว ใจสั่นมือสั่นไปหมด’

‘เดี๋ยวก่อนพี่โจ’ พิชญาเบรกอีกฝ่ายเสียงหลง ‘พูดให้รู้เรื่องหน่อย ยายมัดหมี่ตายยังไง แล้วมันเกี่ยวอะไรกับพี่กับพีช หรือว่า…’  หล่อนชักสังหรณ์ใจ

‘ใช่แล้วค่ะซิส ตำรวจเขาสงสัยว่านางจะตายเพราะกินอาหารในงานเมื่อคืนน่ะสิ แกเอ๊ย! เขาถามฉันใหญ่ว่าแกกับคุณนายมัดหมี่เคยมีเรื่องกันใช่ไหม ตำรวจนะล้อหล่อ เอ๊ยไม่ใช่! ดุ๊ดุ! น่ากลั๊วน่ากลัว!’ พี่โจผู้มีน้ำหนักหนึ่งร้อยห้าสิบกิโลกรัมทำเสียงประหนึ่งสาวน้อยบอบบางที่ถูกข่มเหง

พิชญาถึงกับต้องนั่งแปะลงกับพื้น เพราะรู้สึกว่าเรี่ยวแรงที่ขาอันตรธานไปเฉยๆ ก่อนจะถามต่อเสียงแห้ง

‘ตกลงเราสองคนกลายเป็นผู้ต้องสงสัยไปแล้วหรือพี่ ตำรวจก็คิดได้เนอะ’

‘โหนว โหน่ว โน่ว! ไม่ใช่เราสองคน แต่เป็นแกคนเดียวย่ะ ส่วนร้านฉันก็ชื่อเสียงบรรลัยวายวอด ถึงชาติหน้าก็ไม่รู้ว่าจะกู้คืนได้หรือเปล่า’ พี่โจถอนใจดังเฮือกได้ยินชัดเต็มสองหู ‘พีชเตรียมตัวไว้เถอะ เดี๋ยวตำรวจคงไปหาที่บ้านหรอก’

หญิงสาววางหูจากรุ่นพี่ไม่ถึงชั่วโมงดี ตำรวจสองนายก็มาถึงบ้าน ในขั้นต้นยังเป็นการสอบปากคำตามปกติ พิชญาจึงอยู่รอดปลอดภัย ไม่ต้องเข้าไปนอนในคุกอย่างที่นึกหวั่น แต่ตลอดหนึ่งสัปดาห์หลังจากนั้น หล่อนก็ถูกพายุโซเชียลโถมกระหน่ำจนแทบไม่มีที่ยืน ประวัติของหญิงสาวถูกขุดคุ้ยขึ้นมาตีแผ่อย่างละเอียด เหตุการณ์ที่หล่อนถูกมัดหมี่ฉีกหน้ากลางงานเลี้ยง ถูกนำมาย้ำครั้งแล้วครั้งเล่า พร้อมกับพาดหัวข่าวแรงๆ เพื่อกระตุ้นความสนใจ

มารู้ตัวอีกทีพิชญาก็พบว่าตนเองกลายเป็นแม่ครัวโหด ผู้ฆาตกรรมนักเขียนสาวไปเสียแล้ว หล่อนถูกนักเลงคีย์บอร์ดโจมตีด้วยถ้อยคำหยาบคายไม่เว้นแต่ละวัน ทั้งๆ ที่ยังไม่มีหลักฐานสักชิ้น

นี่ละอิทธิพลของสื่อ!

พิชญาจึงต้องเก็บตัวอยู่ในบ้าน ความหวังทั้งมวลฝากไว้ที่ผลการชันสูตรศพ ด้วยความมั่นใจว่าอาหารในงานเลี้ยงไม่ได้เป็นสาเหตุการเสียชีวิตของนักเขียนคนดังอย่างแน่นอน  มัดหมี่สุขภาพไม่ดีอยู่แล้ว หล่อนอาจจะตายด้วยโรคภัยไข้เจ็บก็เป็นได้

ตอนแรกที่ได้รับหมายเรียก พิชญาเข้าใจว่าตำรวจเชิญหล่อนมา ก็เพื่อจะบอกว่าหล่อนพ้นจากการเป็นผู้ต้องสงสัยแล้ว หญิงสาวจึงแทบตั้งตัวไม่ติดเมื่อตำรวจสอบสวนร่างสูงมองหล่อนด้วยสีหน้าเคร่งขรึม บอกเรียบๆ

“เราได้ผลการชันสูตรมาแล้วครับ ผมเลยต้องขอสอบปากคำคุณพิชญาอีกรอบ”

พิชญาผิดคาดเสียจนลืมเก๊กมาด ‘ฉันรู้อยู่แล้วว่าฉันบริสุทธิ์’ ไปเสียสนิท

“สอบปากคำอีกรอบ” หล่อนทวนคำ “ทำไมต้องให้ปากคำอีกล่ะคะ ก็ฉันหลุดจากการเป็นผู้ต้องสงสัยแล้วนี่”

คงเพราะท่าทางหล่อนดูงุนงงขนาดหนัก นายตำรวจอีกคนที่ดูจะช่างพูดกว่า จึงช่วยคลายข้อสงสัย

“คืออย่างนี้ครับ จากการผ่าพิสูจน์ศพคุณมัดหมี่ สรุปได้ว่าเธอตายเพราะถูกวางยาพิษ แล้วในกระเพาะเธอก็ไม่มีอาหารอื่นเลย นอกจากซุปกับน้ำชาที่กินตอนอยู่ในงานเลี้ยง”

“จากคำให้การของคุณโจ คุณเป็นคนทำซุปฟักทองถ้วยนั้น ส่วนน้ำชาก็มาจากครัวที่คุณเป็นคนดูแล และคุณกับคุณมัดหมี่ก็เคยมีปัญหากันมาก่อนด้วย คุณเลยยังเป็นผู้ต้องสงสัยในคดีนี้ เราถึงต้องเชิญคุณมาให้ปากคำอีกครั้ง” นายตำรวจร่างสูงอธิบาย

ถ้ามีกิ่งไม้หล่นลงมาใส่หัวในตอนนี้ พิชญาคงไม่รู้สึกเจ็บเลยสักนิด เพราะตั้งแต่หัวจรดเท้าของหล่อนชาหนึบ เหมือนถูกชอร์ตด้วยกระแสไฟฟ้าก็ไม่ปาน เป็นครั้งแรกนับแต่เกิดเรื่องที่หญิงสาวอยากร้องไห้ออกมาดังๆ หรือไม่ก็ตะโกนแช่งด่าเคราะห์กรรมที่ทำให้หล่อนต้องมาซวยอย่างนี้

หากแต่เพียงอึดใจเดียวหญิงสาวก็ควบคุมสติได้ ถึงทุกอย่างจะดูเลวร้าย แต่ความจริงก็ต้องเป็นความจริงอยู่วันยังค่ำ ให้มันรู้กันไปว่าคนบริสุทธิ์จะต้องติดคุกเพราะความผิดที่ไม่ได้ก่อ

คนดีๆ ที่ทำกับข้าวเก่ง สไตล์ลิ่งงานก็เลิศอย่างหล่อน ต้องตกน้ำไม่ไหลตกไฟไม่ไหม้อยู่แล้วละน่า…

กิริยาทั้งมวลของพิชญาไม่รอดพ้นสายตาของนายตำรวจร่างสูงที่เฝ้ามองอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะตอนที่หล่อนทำท่าเหมือนจะระเบิดอารมณ์ แต่กลับสงบลงได้อย่างรวดเร็ว ดวงตาของเขาก็ฉายแววคลางแคลงออกมาทันที

ผู้หญิงคนนี้ใจแข็งผิดคาด และความใจแข็งก็เป็นคุณสมบัติอย่างหนึ่งของฆาตกรเสียด้วย

เพราะเหตุนี้การสอบปากคำจึงกินเวลานานกว่าที่คิดไว้ จนหญิงสาวอ่อนล้าทั้งกายและใจ โชคดีที่พี่โจมาเป็นเพื่อน หล่อนจึงไม่ต้องขับรถกลับบ้านเองให้เหนื่อยขึ้นไปกว่าเดิม รถเก๋งของพี่ชายหัวใจหญิงพาพิชญาฝ่าการจราจรไปบนถนนอย่างคล่องแคล่ว ขณะนั้นเป็นเวลาเที่ยง ถนนจึงโล่งพอที่จะเดินทางได้โดยไม่อึดอัดนัก

จนถึงสี่แยกไฟแดง พิชญาที่นั่งเงียบมาตลอดทางก็ถามขึ้น “พี่ว่าคุณมัดหมี่ตายเพราะอาหารในงานเราจริงหรือ”

พี่โจทำหน้าเครียดที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยไม่สร้างตีนกาให้แก  “ตำรวจเขาว่าอย่างนั้นก็คงใช่ละ นี่พี่ก็ยังสงสัยอยู่ ว่าใครในครัวเรามันจะไปวางยาแก ลูกน้องพี่มีใครรู้จักคุณนายเสียทีไหน”

“ยกเว้นพีช”  พิชญาต่อให้  “แถมยังเคยมีเรื่องกันด้วย ก็ไม่แปลกหรอกเนอะที่ใครๆ จะสงสัยว่าพีชเป็นฆาตกร”

“วุ้ย! ยายคนนี้พูดอะไรไม่เป็นมงคลกับชีวิต” พี่โจดุ “จำไว้เลยนะ ต่อให้ชาวโลกจะเมาท์ยังไงก็ไม่ต้องไปสนใจ รู้แค่ว่าพี่เชื่อมั่นในตัวพีช เท่านั้นก็พอแล้ว เราสองคนผ่านอะไรด้วยกันมาขนาดไหน ทำไมพี่จะไม่รู้ว่าพีชฆ่าคนไม่ได้หรอก”

พิชญามองพี่โจอย่างซาบซึ้ง กำลังจะเอ่ยขอบคุณแต่บังเอิญเหลือบไปเห็นรอยยิ้มพิมพ์ใจที่ส่งมาจากรถคันข้างๆเสียก่อน เจ้าของรอยยิ้มนั้นคือนายตำรวจหนึ่งในสองคนที่สอบปากคำหล่อนนั่นเอง เขาเป็นชายร่างท้วม ผิวคล้ำ ท่าทางอารมณ์ดี ยิ่งยิ้มกว้างอย่างนี้ก็ยิ่งดูเป็นมิตร จนหล่อนอดยิ้มตอบไม่ได้

ส่วนคนที่นั่งอยู่ข้างกันเป็นนายตำรวจร่างสูง หน้าตาคมสัน ผิวขาว จมูกโด่งรับกับริมฝีปากแดงจัด แต่พิชญาจำได้แม่นว่าปากแดงๆ นี้เองที่เพิ่งไล่เบี้ยหล่อนอย่างเอาเป็นเอาตายในห้องสอบสวน จนอดรู้สึกไม่ได้ว่าเขามีอคติกับหล่อนอย่างไรพิกล

ทันใดนั้น ท้องฟ้าที่สดใสด้วยแสงแดดจ้าก็มืดครึ้มลงอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ลมกระโชกรุนแรงพัดพาต้นไม้สองข้างทางเอนลู่จนน่ากลัวว่าจะหัก ใบไม้แห้งปลิวว่อนไปทั่วถนน

“เอ อยู่ดีๆ พายุมาจากไหน  เมื่อกี้ยังไม่มีเค้าเลยนี่นา”

หญิงสาวบ่นแข่งกับเสียงหวีดหวิวที่ดังอยู่รอบตัว และราวกับจะเป็นสัญญาณ ฉับพลันรถเก๋งคันงามก็กระตุกอย่างแรง ก่อนที่เครื่องยนต์จะดับไปเฉยๆ ลมพายุจากภายนอกโถมกระแทกตัวรถอย่างไม่ปรานี จนพาหนะน้ำหนักหลายตันโคลงไปมาเหมือนถูกมือยักษ์จับเขย่า สายฟ้าสว่างจ้าผ่าลงมายังพื้นดินใกล้ตัวรถดังสนั่น สองชีวิตในรถมองหน้ากัน และแล้วพี่โจก็ตะโกนขึ้น

“ยายพีช รีบลงจากรถเข้าไปหลบในตึกนั่นเร็ว” พี่โจชี้มือไปที่อาคารใหญ่ข้างทาง

ไม่ต้องให้เตือนซ้ำสอง พิชญาก็ไม่คิดจะนั่งต่อไปอยู่แล้ว หล่อนรีบเปิดประตูออกมา แล้วก็พบด้วยความอัศจรรย์ใจว่า ท้องถนนใจกลางเมืองหลวงที่ควรจะมียวดยานวิ่งขวักไขว่ บัดนี้กลับว่างเปล่า เหลือเพียงรถของหล่อนกับรถข้างๆเพียงสองคัน ลมพายุกระโชกแรงเสียจนลืมตาไม่ขึ้น ได้ยินเสียงร้องตะโกนแว่วๆ ให้รีบวิ่ง หญิงสาวจึงออกวิ่งไปตามสัญชาตญาณ ใจนึกห่วงพี่โจ แต่พิชญามั่นใจว่าพี่ชายผู้คล่องแคล่วคงจะเอาตัวรอดได้ จึงหลับหูหลับตาวิ่งตะบึงไปเรื่อยเปื่อย

ทว่าเรี่ยวแรงน้อยนิดของหญิงสาวไม่เพียงพอจะต้านทานพายุใหญ่  พิชญากรีดร้องสุดเสียงเมื่อรู้สึกว่าร่างกายถูกลมหอบให้ลอยสูงขึ้น หมุนคว้างหลายตลบประหนึ่งว่าวขาดลอย ก่อนจะร่วงลงสู่พื้นดินอีกครั้ง

หญิงสาวไม่สนใจจะตรวจดูด้วยซ้ำว่าร่างกายบุบสลายตรงไหนบ้าง รู้แต่ว่าหล่อนต้องพาตัวออกไปจากบริเวณนี้ให้เร็วที่สุด เมื่อมองไปข้างหน้า เห็นแสงสว่างเป็นจุดเล็กๆ อยู่ไกลลิบ พิชญาก็รวบรวมกำลังออกวิ่งสุดแรง แสงเลือนรางที่เหมือนอยู่แสนไกลเริ่มใกล้เข้ามาทุกขณะ ความมืดชวนอึดอัดรอบตัวเริ่มจางลง นานราวชั่วกัปกัลป์ จนรู้สึกว่าเสียงลมที่อื้ออึงอยู่ข้างหูเงียบหายไปแล้ว หล่อนจึงลืมตาขึ้นช้าๆ…

ภาพตรงหน้าพิชญาพร่ามัวในตอนแรก ก่อนจะคมชัดขึ้นคล้ายกล้องถ่ายรูปที่ถูกปรับโฟกัส หล่อนเห็นหญิงสาวคนหนึ่งกำลังมองตรงมา ท่าทางบอกความอัศจรรย์ใจระคนหวาดระแวง ข้างๆ กันมีผู้ชายอีกคนยืนตะลึงอ้าปากค้าง จ้องมาที่หล่อนราวกับเห็นผี!



Don`t copy text!