ข้ามมหาสาคร บทที่ 27 : ต่อรอง

ข้ามมหาสาคร บทที่ 27 : ต่อรอง

โดย : กฤษณา อโศกสิน

“ข้ามมหาสาคร” นวนิยายพีเรียด โดย กฤษณา อโศกสิน ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ เรื่องราวความรักโรแมนติกของสองหนุ่มสาวที่ต้องฝ่าฟันอุปสรรคนานัปการไปจนถึงความรักชาติรักแผ่นดินและการต่อกรกับชาติตะวันตกที่จ้องจะเข้ามาครอบครอง นิยายออนไลน์อีกหนึ่งเรื่องที่ อ่านเอา อยากให้คุณได้อ่านออนไลน์

************************

– 27 –

สนับสนุนอ่านเอาด้วยการสั่งซื้อหนังสือ “ในสวนอักษร” คลิกที่นี่

เหมืองกลับไปแล้ว ด้วยมิกล้าอยู่ร่วมกินอาหารกลางวัน เนื่องจากเจ้าของเรือวันนี้มิเชื้อเชิญ เพียงแต่เอ่ยถาม

“พรุ่งนี้  เราควรออกเรือแต่เช้าใช่ไหมเหมือง” คุณหลวงยังคงเก็บเรื่องต่างๆไว้มิดชิด แม้พอใจมิพอใจก็ปกปิดไว้เพื่อเดินทางไกลได้ราบรื่น

“ใช่ขอรับ”

“ถ้าเช่นนั้น บ่ายนี้ข้าขอนอนเอาแรงสักงีบใหญ่ เจ้าก็ไปเตรียมตัวแล้วกัน” คุณหลวงพลันตัดบทฉับพลัน มิให้อีกฝ่ายละเมอเพ้อพกสืบไป ด้วยเหลือบเห็นสีหน้าลูกคนโตมิสู้ดี ลูกบุญธรรมก็มีทีท่านิ่งงัน ไม่สรวลสันต์จำนรรจา คล้ายไม่ชอบน้ำหน้านายเรือ “ข้ากะใครต่อใครทุกคนก็ต้องตระเตรียม…เจ้าคงดีใจกว่าใครสินะที่ไม่ช้าก็ถึงบ้าน…แม่ของเจ้าคงจะดีใจ นานๆเจอหน้าลูกชายคนเดียวสักครั้ง”

“ขอรับ แม่คงดีใจขอรับ…กลับไปคราวนี้ กระผมรับอาสาจะพาใต้เท้ากะน้องๆเดินดูเกาะถลาง…จะได้ทราบว่า ดีขึ้นกว่าตอนถูกพม่าตีใหม่ๆอย่างไรบ้าง”

“ดี…ข้าเองก็ใคร่เห็น” อีกฝ่ายพยักหน้า

ครั้นแล้วจึงตามไปยืนส่งจนเหมืองลงเรือแคนนู ท่ามกลางยามสายที่แสงใดๆไม่สาดส่อง ท้องทะเลยังคงอึมครึม ลมเพียงบางเบาโชยเคล้ามา

“เฮ้อ…” เสียงดาบหายใจดัง ครั้นแล้วนึกขึ้นได้ จึงเงียบเสียงเมื่อเหลียวไปทางกัปตันเซปา เสบอกว่า “เหนื่อยแทนเหมืองเสียจริง…เขาขยันมากนะ”

“ขอรับ…มันขยัน…ไม่งั้นคงไม่สร้างตัวมาได้ถึงแค่นี้”

“ว่าแต่ว่า เขาจะมาขอพี่ดูราใช่ไหม” ด้าวเอ่ยออกมาอย่างมิบันยะบันยัง

“เอ้อ…” กัปตันชอบใจ ได้ทีจึงถาม “ถ้ามาขอล่ะขอรับ”

“ก็ดีน่ะซี…ดีใช่ไหม พี่ด่าน” น้องเล็กสุดซักไซ้ “ดีหรือไม่พี่ดาบ”

พี่ชายคนโตได้แต่อึ้งอั้น

“ไม่รู้ ลองถามดูราเอาเองสิ”

“พี่กะน้องไม่ต้องพูดเรื่องนี้ได้หรือไม่” ดูราก็เลยปริปาก หลังจากนั่งนิ่งมานาน ดูกิริยาอาการเจ้าของกองเรือ “คือฉันนี่ไม่เคยนึกคิดอันใดเลย”

คุณหลวงเพียงแต่ยิ้มในหน้า มิว่ากระไร

กันตังจึงเปิดประตูให้ลงบันไดไปชั้นล่าง แยกทุกคนออกจากกัปตัน

มิใช่เรื่องอันใดที่จะต้องสาธยายถึงชายนั้น

ดูก็รู้ว่า ไม่สำคัญสำหรับนาง มิว่าอีกฝ่ายจะร่ำรวยล้นฟ้าสักเพียงไหน

ครั้นถึงเบาะข้างล่าง ต่างก็หย่อนกายลงนั่ง ด่านกับด้าวนอนกลิ้งไปมา

กายีหายไป เพียงครู่ก็กลับมาพร้อมถาดถ้วยน้ำนำมาวางตรงหน้าคุณหลวงแลลูกๆ

“ว่าแต่ว่า ปันจัง ล่วมยาของตามียาแก้ไขใดบ้าง จะได้เอาไปให้แม่กายีกิน”

“มีขอรับ แต่คงต้องดูอาการก่อนว่าเป็นไข้ใด”

กันตังนั่งใกล้ประตู นัยน์ตาจับอยู่ที่คุณหลวงผู้ดูราวกำลังคิดครุ่น พลางก็ยกถ้วยขึ้นดื่มน้ำ…ขณะคำนึงนึกถึงปีนัง…กับเกาะลังกาวีที่คือดินแดนโจรสลัด ท่าทีเจ้าของเรือกำลังอึดอัดบางอย่าง

ดาบกำลังดึงปืนสามกระบอกออกจากถุงผ้ามาพลิกดูอย่างมิพึงพอใจเมื่อเป็นปืนไร้ที่ติดดาบ

“ปืนนี่คงเทียบกับที่คุณพ่อเก็บไว้ใต้ท้องเรือไม่ได้” ลูกชายคนโตค่อนข้างเอาเรื่อง ด้วยเห็นว่าหมดเปลืองเงินทองโดยใช่ที่ มิหนำซ้ำก็ยังไม่ได้ของดี “สู้ปืนที่มิสเตอร์ฮาราลด์ซื้อจากอินเดียก็ไม่ได้ นั่นทั้งแข็งแรงทั้งมีที่ติดดาบ”

“ก็ซื้อจากคนอังกฤษไงล่ะ” คุณหลวงพยักหน้า เห็นด้วยเมื่อนึกถึงปืนคาบศิลาที่นอนเรียงกันอยู่ในหีบไม้ต่ำลงไปจากชั้นที่กำลังนั่งนอนกันอยู่นี้ ที่มิสเตอร์ฮาราลด์ผู้คุมกำปั่นสามเสาไปขายดีบุก ข้าวสาร เกลือ รังนก ที่อินเดีย ขากลับก็ต้องซื้อสินค้าทั้งของพื้นเมืองจากอินเดีย ซึ่งเป็นของอังกฤษ ดังเช่น ผ้าชนิดต่างๆ เป็นต้นว่าผ้าขาวเนื้อดี ยาวราว 80 ศอก กว้าง 2 1/6 ศอก ผ้าดอกขัดมันยาว 7 ศอก กว้าง 2 ศอก กับ 8 นิ้ว กับผ้าขาวของอินเดีย ยาว 40 ศอก กว้าง 2 ศอก 3 นิ้ว ผ้าโมรีของมัทราส ยาว 18 ศอก กว้าง 2 ศอก 8 นิ้ว ผ้ากำมะหยี่ของเบงกอล ยาว 72 ศอก กว้าง 2 ศอก 2 ½ นิ้ว ผ้าเช็ดหน้ารวมทั้งพรม เครื่องแก้ว เครื่องตัด เช่น มีด กรรไกร รวมทั้งอาวุธ ปืน หอก ดาบ ถ้าเห็นว่าเป็นเหล็กเนื้อดี แต่ละชนิดก็ซื้อจำนวนมาก

ฝ่ายทางเมืองจีนแลชวา คุณหลวงก็ให้หัวหน้าชาวจีนผู้ซื่อสัตย์ไว้ใจได้ แลหัวหน้าซึ่งเป็นชาวมลายู ผู้เลี้ยงดูกันมายาวนานเป็นหัวหน้าคุมสำเภาไปสู่ท่าเรือเมืองกึงตั๋งบ้าง เมืองไหหลำบ้าง เมืองฮกเกี้ยนบ้าง ส่วนทางทะเลชวาก็มักไปสู่เมืองปัตเตเวีย เมืองมะละกา เมืองสิงคโปร์

ขากลับจากเมืองจีน นายกำปั่นผู้คุมก็ต้องเลือกสินค้าอย่างที่ชาวสยาม จีน มลายู รวมทั้งฝรั่งที่ไปมาหาสู่กับสยามพอใจ

ทั้งนี้ก็ต้องเสีย ‘ภาษีเบิกร่อง’ หรือ ‘ภาษีปากเรือ’ ภาษีสินค้าเข้าแลออก รวมทั้งค่าแรงงานกะลาสีแลค่าใช้จ่ายรวมทั้งเบี้ยบ้ายรายทางอื่นๆที่เสมียนเรือจะเป็นผู้ลงรายการไว้อย่างถี่ถ้วน

แลยังมิอาจนับจำนวนความเสียหายหากต้องผจญพายุใหญ่กลางทางรือถูกเรือโจรสลัดบุกโจมตี

ที่จริงก็จริงของทูตอังกฤษ

คุณหลวงก็เลยกำลังคิดถึงเรื่องนี้

ที่สำคัญก็คือต้องพึ่งกองเรือจีน

เพื่อนกัปตันเซปากำลังใช้โจรสลัดมาต่อรอง

ฝ่ายชายผู้ทำเรื่องใหญ่ที่ได้ประโยชน์แก่ตนเองกำลังฮึดฮัดอัดอั้นแสนสาหัส

จึงเรียกเหล้าองุ่นมาย้อมใจ

พลางเอ่ยกับผู้คุ้มกัน หนึ่งในสามนายผู้ไปไหนไปกัน

“ไอ้ลี่ มึงว่ากูน่าจะทำไรต่อไปกะคนที่เรือนั่น” พลางก็บุ้ยใบ้ไปยัง ‘เรือดูรา’ อันลอยลำงามสง่าอยู่กลางทะเล “นางเห็นดีอย่างไรจึงทำท่าเหมือนกูมิอยู่ในสายตา”

“ก็นายเห็นท่าไอ้พี่ชายใหญ่ของนางไหมล่ะขอรับ” นายลี่ทำท่าบิดริมฝีปากไปมาบนใบหน้าอวบขาว ร่างของเขาสูงใหญ่ อกหนา ผมตัดเกรียน เว้นกลางกระหม่อมไว้หย่อมหนึ่งดังเช่นชาวสยามทั่วไป รินเหล้าองุ่นลงในแก้วเจียระไนของอังกฤษพลางนั่งราบลง ส่งให้นาย เรียงหน้าอยู่กับเจียแลเฉียน คู่หูอีกสองคนของเขาผู้มีหน้าที่ติดตามนายไปอย่างใกล้ชิด แม้ยามนอน หรือยามพักผ่อนส่วนตัวอันได้แก่คราเมื่อคนรับใช้ทั้งสามไปพานางโลมจากท่าเรือมาสนองความต้องการในอีกห้องหนึ่งอันเป็นห้องลับ

“ที่เขาลือกันว่ามันกะเอาไว้เองน่ะ นายท่านก็เห็นแล้วว่ามันเป็นดังเช่นข่าวลือ” เจียผู้รวมหมู่ไปด้วยยืนยันเมื่อนึกถึงชายหนุ่ม ‘โต๊ะเครื่องแป้ง’ ดังที่เขากับอีกสองคนเปรียบเปรย ตอนลงเรือแคนนูตามกันไป ด้วยว่าดาบขาวกว่าผู้ใดในหมู่นั้นแม้แต่น้องสาวของเขาผู้นัยว่า มีเชื้อสายจูเหลี่ย

“กูมิสู้จะคิดว่าเรื่องจริง” เหมืองยังคงทิ้งทีท่าว่าตัวเองแม่น “แล้วถึงมันคิด แต่ผู้หญิง…กูว่านางไม่คิดนะโว้ย”

ลี่ ก็เลยเห็นด้วยเมื่อรำลึกถึงสาวน้อยร่างบาง

เจีย แก่กว่าทั้งสองคน ในยามดี เสมือนมิเคยโกรธใคร แต่อย่าให้ถึงยามบ้า ใครๆในเรือต่างก็ล่วงรู้ฤทธิ์เดชของเขา

เหมืองเลือกคนทั้งสามไว้ใกล้ชิด ติดไปด้วยทั้งยามตื่นยามหลับ หากก็ชี้หน้าพลันนับหนึ่ง

‘วันใดมึงหักหลัง ก็วันนั้นวันของกู’

ผู้ช่วยคนสนิทจึงมีงาน…ทั้งคุมการขนส่ง ทั้งเลือกสินค้าที่ต้องเลอเลิศทั้งคุณภาพแลราคา

‘ของของกูไม่ขายยาจก ขายแต่เจ้านาย ขุนนางกะเศรษฐี’

ทั้งคอยดูแลกองเรือ คุ้มกันนายของเขาจากกระสุนปืนหอกดาบ อันอาจมาถึงตัวเมื่อใดมิล่วงรู้

“นางเป็นหญิงมีราคา พ่อของนางเป็นขุนนางแต่ยังหนุ่ม กูไปซุ่มสืบมาแล้วทั้งหมด แม้มีเชื้อสายจูเหลี่ย ก็มิเป็นไร กูก็มีเชื้อสายมลายู” เหมืองนั่งขัดสมาธิอยู่บนเบาะไหมจีนสีชมพูเนื้อละเอียด พิงพนักอย่างเห็นได้ชัดว่ามีกังวล ผิวหน้าปนทุกข์จนผุดออกมา นั่นก็ด้วยขัดแค้นตลอดทาง จึงกำลังล้างอารมณ์ด้วยเหล้าองุ่น

แลเห็นพี่ชายนางเสมือนก้างขวางคอ

ด้วยอารมณ์อันมิย่อท้อใดๆ เหมืองจึงพยักหน้าเรียกเฉียนผู้ใจเย็น หากก็เย็นอย่างมีดหน้าหนาว

“เข้ามานั่งใกล้ๆกูนี่”

เฉียนผู้ผอมบางร่างสันทัด แต่สมองจัดเจนไม่เป็นรอง มิว่าสองคนนี้ หรือหลายคนไหน จึงกระเถิบเข้าไปนั่งพับเพียบชิดขานาย พลางเอนใบหูเข้าไปใกล้ ฟังเสียงกระซิบแค่สองประโยค ก็ตอบว่า

“ได้ขอรับ”

Don`t copy text!