ข้ามมหาสาคร บทที่ 28 : ทุกข์ในใจนาง

ข้ามมหาสาคร บทที่ 28 : ทุกข์ในใจนาง

โดย : กฤษณา อโศกสิน

“ข้ามมหาสาคร” นวนิยายพีเรียด โดย กฤษณา อโศกสิน ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ เรื่องราวความรักโรแมนติกของสองหนุ่มสาวที่ต้องฝ่าฟันอุปสรรคนานัปการไปจนถึงความรักชาติรักแผ่นดินและการต่อกรกับชาติตะวันตกที่จ้องจะเข้ามาครอบครอง นิยายออนไลน์อีกหนึ่งเรื่องที่ อ่านเอา อยากให้คุณได้อ่านออนไลน์

************************

– 28 –

สนับสนุนอ่านเอาด้วยการสั่งซื้อหนังสือ “ในสวนอักษร” คลิกที่นี่

ราวกับฟ้าดินเป็นใจ…เช้าวันนี้ ใบเรือดูรากลับโดดเด่นเป็นสง่าขึงตึง ท่ามกลางสายลมแรงที่แรงพอส่งกำปั่นสองเสาออกจากหน้าปากแม่น้ำเมืองพังงาไปสู่เมืองถลาง ใช้เวลาเพียง 1 วัน หากไม่มีพายุใหญ่มาขวางกั้น

ตอนเช้าตรู่ หลวงประกาศบุรีแลลูกๆพร้อมด้วยกัปตันแลกะลาสี รวมทั้งสองพี่น้องแปลกหน้า ก็ร่วมกันสักการะแม่ย่านาง ขอให้การเดินทางปลอดภัยไร้อุปสรรค เทพแห่งท้องทะเลคอยพิทักษ์รักษาจนกว่าจะถึงถลาง

คุณหลวงจึงค่อยสร่างซาความทุกข์ใจ

เรื่องซื้อปืนไม่ตรงตามต้องการ ยังมิรุกรานอารมณ์เท่ากับลูกสาวไม่ชื่นชมนายกองเรือ

สืบจากนี้เป็นต้นไป เรื่องราวจะเรื้อรังยาวนานถึงเพียงไหนยังมิรู้ เนื่องด้วยดูทีท่าแล้ว หนุ่มสามเชื้อสายเป็นผู้เอาแต่ใจตน รวมทั้งเป็นคนมักโอ่อวด ด้วยถือว่ามีทุกสิ่ง

แม้เมียงาม ตระกูลสูงยิ่งกว่านี้ก็ซื้อได้

เหตุไฉนหญิงนี้จึงมิพอใจ

แต่คุณหลวงก็รู้นิสัยลูกเป็นอย่างดี

ดูรามีทุกข์…แม้อายุเพียงเท่านี้ แต่นางก็เป็นผู้ใหญ่ รู้ผิดชอบชั่วดีแต่ไรมา

มิสเตอร์ฮาราลด์ก็ยังเอ็นดูนาง…สอนหนังสือให้พร้อมกันกับพี่ชายในยามที่เขาว่างจากคุมเหมืองแลกลับจากพาเรือไปค้าขาย

ชาวอังกฤษผู้นี้มีเชื้อสายไอริชอยู่หน่อยหนึ่ง…จึงมิสู้จะเย่อหยิ่งทรนง ไปค้าขายที่อินเดีย พบเจอชาวอังกฤษด้วยกัน ฮาราลด์จึงอ่อนน้อมถ่อมตน

สินค้าจากสยามที่นำไปล้นเรือก็ขายได้ขายเอาจนไม่มีเหลือ ขากลับก็ซื้อสินค้าที่เชื่อแน่ว่าเป็นที่นิยมของขุนนางข้าราชการแลผู้มั่งมีแห่งภาคใต้กลับมา…เป็นต้นว่า ของใช้ชั้นสูงชนิดต่างๆ

ทุกคราวที่กลับถึงบ้าน มิสเตอร์ฮาราลด์แลผู้ควบคุมเรือค้าทั้งสามลำ ก็จะได้ทั้งเปอร์เซ็นต์แลรางวัลพิเศษจากคุณหลวง

นี่ก็ย่างเข้าเดือน 7 แล้ว อีกมิช้า เรือสามลำก็จะถึงท่าเมืองตรัง

“วันนี้น่าจะเป็นอีกวันที่ดีมากนะกัปตัน” คุณหลวงนั่งอยู่บนม้ายาวด้านหลัง มองออกไปยังฟากฟ้าคล้ำจาง คล้ายเมฆหมอกห่างออกไป แม้ไม่ถึงกับใสสว่างเสียทีเดียว หากก็ไม่ดูเปล่าเปลี่ยวหดหู่

ทั้งลูกสาวลูกชายต่างก็ตามขึ้นมานั่งสบายใจแน่นห้อง

กันตังกับน้องสาวจึงนั่งอยู่ข้างนอก พิงผนังห้องนายท้าย แลไม่เห็นกันแลกัน

ดาบพลันลุกขึ้นชะเง้อมอง พลางร้องเรียก

“กันตัง”

“พี่ดาบชักจะติดกันตังใหญ่แล้ว” ด่านสัพยอก “ทีวันก่อนเห็นแต่ตาขุ่นๆ”

แต่คุณหลวงยิ้มๆ ลูกคนโตนึกกระดากก็เลยนั่งลง

“ใช่เร้อ…ติดกันตังจริงรื้อดาบ”

“ลูกก็ว่ายังนั้น” ดูราพลอยหัวเราะ…พลางเผยอตัวจากที่นั่ง เปิดประตูออกไป อ้อมไปชะโงกดูสองพี่น้องผู้ชวนกันนั่งขัดสมาธิพิงฝากั้นรับลมแรงที่กำลังพาเรือลงใต้ ใบเรืองามผึ่งผายขึงตึง เป็นยามเช้าที่น่าชื่นใจถ้าจะไม่แวดล้อมด้วยกองเรือจีนที่บัดนี้กำลังตามมาข้างหลัง มีเรือเร็วสองลำนำหน้า

แลเห็นชายคนหนึ่งยืนเด่นเป็นสง่าพลางสบัดผ้าสีแดงไปมา

“กายีอยู่นี่เอง” ดูราส่งเสียงเพียงเบาๆ คลี่ริมฝีปากออกยิ้มพร้อมนัยน์ตา

ทั้งกันตังแลน้องสาวจึงยืนขึ้น พลางตอบรับ

“เจ้าค่ะ แม่นาย”

พี่ชายนางคงสอนสั่งให้นางพูดจามีสัมมมาคารวะ ดูรานึกในใจ

“ลมเย็นสบายดีจริงๆ” ดูราเอ่ยต่อ เมินหน้าจากชายถือผ้าแดงบนเรือที่ตามหลัง “ข้าขอเพียงไม่มีพายุกะฝนเท่านั้น…กายี…เจ้าอยู่เกาะถลางตั้งแต่เล็กรืออย่างไร”

กันตังมิกล้ามองเลยไปสบตานาง เกรงแสงสว่างจากหัวใจจะฉายส่องจนนางจับได้

“เจ้าค่ะ อิฉันไม่เคยเห็นที่อื่นนอกจากถลาง”

“ถ้าเช่นนั้น เจ้าก็คงมาพังงาเป็นหนแรกละสิ”

“เจ้าค่ะ หนแรก”

“เหตุใดจึงกล้ามา”

“กล้าเจ้าค่ะ…อยู่ถลาง อิฉันก็ออกไปหาปลาไกลๆเหมือนกัน”

“หาปลานี่คงสนุกเหมือนกันใช่หรือไม่”

“พี่กันตังว่าหาปลาสนุกไหม” นางก็เลยโยนไปให้พี่ชายเป็นฝ่ายตอบ

จึงถึงรอบของเขาที่จะหันมาสบตา

ดูราจึงแลเห็น…แสงอันพร่างพรายกระจายเต็มอยู่ตรงหน้า จนนางต้องหลบนัยน์ตาเขา มองแต่ใบหน้ากายี

“สนุกมากขอรับ…ปลาเยอะมากที่ทะเล”

“ไปหนนี้ เจ้าน่าจะลองจับปลาให้ข้าดู” นางถึงแก่มิกล้าพูดกับเขา แต่พูดกับน้องสาว ก็พูดไปอย่างนั้น เนื่องด้วยมิรู้จะสรรหาเรื่องใดมาไต่ถาม

“ถ้าเรือทอดสมอเมื่อไร กระผมจะขอยืมแหในเรือนี่ ลงเรือเล็กไปทอดแหก็คงได้ปลาพอกินขอรับ”

“นึกแล้วยังสนุกขึ้นมาเลยนะ” นางบอกกล่าว

ครั้นแล้วจึงเสก้าวกลับไปเปิดประตูห้องนายท้าย

นางเพิ่งรู้สึกเดี๋ยวนี้เองว่า ผิวหน้าร้อนจัด เนื้อหนังทั่วกายราวถูกรัดรึง รวมทั้งหัวใจก็เต้นแรง

จึงเสเปรยกับบิดาแลพี่ชาย

“ข้างนอกเย็นสบายมากเจ้าค่ะ คุณพ่อกะพี่ดาบลองออกไปยืนสิเจ้าคะ”

“ไม่ละ” คุณหลวงส่ายหน้าด้วยคร้านจะโบกมือตอบนายกองจีน “ดาบแน่ะ เอาผ้าแดงออกไปโบกตอบเหมืองเสียหน่อย เขาจะได้ดีใจ”

ดาบก็เลยขอผ้าแดงกัปตันออกไปยืนโบกไปมาที่หน้าห้องนายท้าย โดยหันไปทางด้านหลัง เพื่อให้ขบวนเรือที่ตามมาแลเห็น

เสียงเหมืองโหวกเหวกตามลมมา…หากมิอาจรู้ได้ว่า…เขาหมายถึงเรื่องใด

“แล้วคงได้เห็นกัน”

 

ดาบโบกผ้าตอบเหมืองทั้งๆยังมิหายเคืองขุ่น เพียงแต่เกรงใจกัปตันเซปาที่ดูเหมือนจะคอยจับตาสังเกตเขา ฝ่ายบิดาก็กระซิบเตือนให้ระวังอย่าพลั้งเผลอด่าว่า เนื่องด้วยเขาทั้งสองเป็นเพื่อนกันมานาน มีเชื้อสายมลายูเหมือนกัน

ดังนั้น เมื่อกลับเข้ามาในห้อง แม้ยังข้องใจเสียงตะโกนจากนายกองเรือ ก็มิอาจบอกกล่าว บิดาก็เลยถามไถ่

“เหมืองตะโกนว่าไร”

“ฟังไม่ออกดอกคุณพ่อ…แต่คิดว่าคงดีใจที่เป็นเรือคุ้มกันให้เรา”

คุณหลวงก็เลยพยักหน้า ขณะที่ลูกชายทำท่าบุ้ยใบ้ไม่ออกเสียงให้พ่อรู้ว่า แท้จริงแล้ว มิใช่เช่นนั้น

แต่เรือก็แล่นไปท่ามกลางอากาศสบาย ลมแรงได้มินาน พายุก็หวนกลับมาอีก จนเรือผกโผนโจนทะยาน คุณหลวงกับลูกๆต้องชวนกันไต่บันไดกลับลงไปห้องข้างล่าง

“กายี…เจ้ามานั่งที่ห้องนี่” ดาบชวนนางลงมาด้วย “ปล่อยพี่เจ้าให้ช่วยกัปตัน”

ตาปันจังฟังแล้วได้แต่ยิ้มในหน้า ถึงอย่างไรก็โล่งอกไปอีกเปลาะหนึ่ง

จึงทุกคนต่างก็นอนมิสุขนั่งมิได้ แม้พายุมิถึงกับใหญ่ แต่ก็ทำลายความสุขสบายตลอดหลายชั่วโมงที่ผ่านมา

“คุณลุงน่าจะจอดพักชั่วคราวที่อ่าวข้างหน้าจะดีกว่าหรือไม่ขอรับ ใกล้ถึงอ่าวถลางแล้ว มิเป็นไรแล้ว”

“ก็ดีเหมือนกัน” อีกฝ่ายกำลังทำงานหนัก จึงตัดสินใจทันทีที่ได้ยินเสียงกันตัง ครั้นแล้วจึงพาเรือจากกลางทะเลสู่อ่าวข้างหน้าซึ่งเคยนำเรือมาพักหลบพายุฝนอยู่เสมอ โดยส่งสัญญาณให้เรือตามล่วงรู้ “แต่ก็ต้องระวังหินโสโครกที่มีอยู่หย่อมหนึ่งให้ดี”

ขณะตะเบ็งเสียงบอกกล่าว เขาก็เหหัวเรืออย่างรวดเร็วเพื่อให้ผ่านทางพายุเข้าสู่ที่อับลมตอนปลายเกาะเบื้องหน้าซึ่งใกล้ถึงอ่าวถลาง

ครั้นแล้วจึงจอดทอดสมอ ณ ที่นั้น ใช้เวลาหนีพายุตั้งแต่บ่ายสองโมงจนถึงค่ำ

“เป็นอย่างไรบ้างลูก” คุณหลวงถามดูราเมื่อเห็นนางหมอบฟุบอยู่กับเบาะ มือเกาะเชือกข้างเรือ มีกายีเคียงใกล้

หากเมื่อเงยหน้าขึ้น บิดากลับแลเห็นดวงหน้าแลดวงตานางเปล่งปลั่งด้วยความหรรษาเกษมสุข

“สนุกดีมากเจ้าค่ะ คุณพ่อ” นางตอบเสียงสดใส

Don`t copy text!