สาปไอยรา บทที่ 42 : อกหักอีกครั้งไม่ถึงกับตาย

สาปไอยรา บทที่ 42 : อกหักอีกครั้งไม่ถึงกับตาย

โดย : ต้นไผ่กวนอิมสีทอง

Loading

สาปไอยรา เรื่องราวของ สัตวแพทย์หนุ่มผู้ต้องคำสาปได้ใช้วิชาความรู้ที่ร่ำเรียนมาช่วยเหลือรักษาสัตว์ โดยหวังว่าผลบุญจะลบล้างคำสาปไปได้บ้าง แต่เจ้ากรรมนายเวรก็ไม่ได้ใจดี เพราะต้องมีความรักที่จริงใจเท่านั้นถึงจะช่วยได้! นวนิยายน่าอ่านโดย ต้นไผ่กวนอิมสีทอง ที่อ่านเอานำมาให้ทุกท่านได้อ่านใน anowl.co และเพจอ่านเอา

นิศากรเรียกคนงานใหม่มาสอบถามเรื่องที่จะไปจับช้างป่าเมื่อไหร่นั้น ได้ความว่าพวกมันจะไปกันช่วงวันพระจันทร์เต็มดวงที่จะถึงนี้ เธอดูปฏิทินแล้วเหลือเวลาเพียงอีกแค่ 5 วันเท่านั้น เลยเรียกประชุมวางแผนงานกันให้รัดกุม จะได้ไม่มีอะไรผิดพลาด

หญิงสาวเรียกสัตวแพทย์ของสวนสัตว์มาสอบถามถึงวิธีการควบคุมช้าง และให้คนงานใหม่ได้รับฟังด้วย จะได้ง่ายต่อการพามันมาที่สวนสัตว์ โดยที่ปิดบังสัตวแพทย์ว่าช้างที่จะไปเอามานั้น มีปางช้างปางหนึ่งขายให้มา โดยที่ไม่ได้บอกว่าจะไปจับช้างป่า เพราะกลัวข้อครหาว่ากักกันและทรมานสัตว์ป่า

เมื่อเตรียมการทุกอย่างเรียบร้อย นิศากรก็เดินทางไปเชียงคานก่อนวันพระจันทร์เต็มดวงหนึ่งวัน ส่วนคนงานสองคนนั้นเธอให้เดินทางล่วงหน้าไปก่อนแล้วด้วยรถโดยสาร เพื่อไปดูลาดเลาของช้างป่าก่อน แล้วค่อยกลับพร้อมรถที่จะบรรทุกช้าง ซึ่งเธอได้โทร.ติดต่อรถไว้ที่เชียงคานเรียบร้อยแล้วเช่นกัน

คืนนั้นหญิงสาวพักผ่อนอยู่ที่โรงแรมริมแม่น้ำโขงก่อน เนื่องจากอ่อนเพลียจากการเดินทางไกล เธอขับรถมาเองคนเดียวเพื่อความคล่องตัว ไม่ได้ให้คนขับรถของที่บ้านขับมาให้ พอรุ่งขึ้นอีกวัน ระหว่างที่รอฟังข่าวจากคนงานสองคนนั้น เธอก็เดินทางไปหาไอยราที่ปางช้างจันทร์ส่องทันที เพื่อทำตามความต้องการเดิมที่จะพิชิตใจชายหนุ่มให้ได้

เมื่อมาถึงปางนิศากรก็ถือวิสาสะเข้าไปถึงตัวบ้านใหญ่ของไอยราโดยที่ไม่ต้องรอให้ใครอนุญาต เธอเดินตรงไปที่ห้องรับแขกของบ้าน เห็นมารดาของชายหนุ่มนั่งอ่านนิตยสารอยู่คนเดียว จึงรีบเข้าไปทักทายอย่างสนิทสนม พร้อมยื่นของฝากในมือให้เจ้าของบ้าน แล้วนั่งลงข้างกัน

“สวัสดีค่ะคุณแม่ นิมีหมูแผ่นของขึ้นชื่อจากขอนแก่นมาฝากคุณแม่ด้วยนะคะ”

“ขอบใจจ้ะ ว่าแต่มาหาแม่มีอะไรหรือเปล่า”

แขไขรับของฝากมาจากมือของหญิงสาวแล้ววางไว้บนโต๊ะกลาง ก่อนจะเอ่ยถามออกไปถึงธุระของเธอ คงไม่ได้มาขอซื้อช้างอีกหรอกนะ ถ้าเป็นแบบนั้น หญิงสาวตรงหน้าจะเป็นคนที่พูดไม่รู้เรื่อง พูดไม่รู้ฟัง ซึ่งนางไม่ชอบคนแบบนี้เลย

“นิมาหาช้างค่ะคุณแม่ เขาอยู่หรือเปล่าคะ”

หญิงสาวเอ่ยบอกด้วยท่าทางเหนียมอาย มารดาของเขาจะได้รู้เจตนาของเธอ เผื่อท่านจะเห็นใจและช่วยเหลือให้เธอได้สมหวังบ้าง

“อยู่จ้ะ ตอนนี้น่าจะตรวจสุขภาพช้างอยู่ในปางนี่แหละ และใกล้จะกลับมากินข้าวกลางวันแล้ว”

แขไขเอ่ยบอกยิ้มๆ

“อ่อ…ค่ะ”

“หนูนิจะรออยู่ที่นี่หรือจะไปเดินเล่นในปางก่อนล่ะ”

แต่ก่อนที่นิศากรจะได้ตอบอะไรออกไป เธอก็เหลือบไปเห็นจารุมาสกำลังเดินลงมาจากชั้นบนของตัวบ้าน แล้วเดินเข้าไปทางห้องครัวเหมือนเป็นผู้อาศัยอยู่ที่นี่ จึงเอ่ยถามมารดาของไอยราด้วยความสงสัยและอยากรู้ผสมกับความไม่พอใจ ภายในใจรู้สึกอิจฉาเป็นที่สุด ที่จารุมาสได้เข้านอกออกในบ้านนี้ได้อย่างสนิทชิดเชื้อมากกว่าตัวเธอเองเสียอีก

“ครูมาสเธออยู่ที่นี่เหรอคะ”

“ใช่จ้ะ ก็ประมาณเมื่อเดือนก่อนครูมาสเขามีปัญหาน่ะ ช้างเลยให้มาอยู่ที่นี่”

แขไขเอ่ยตอบ พลางเล่าเรื่องราวของจารุมาสที่เกือบจะโดนขโมยขึ้นบ้านให้นิศากรฟัง หญิงสาวจะได้รู้เหตุผลว่าทำไมจารุมาสต้องมาอยู่ที่นี่ จะได้ไม่คิดอกุศลเกินเลยไปไกล

“แบบนี้จะดีหรือคะ ใครรู้เข้าจะนินทาเสียๆ หายๆ ได้นะคะ”

นิศากรเอ่ยท้วง แม้มันจะไม่ทันแล้วก็ตาม เพราะจารุมาสได้มาอยู่ที่นี่แล้ว เธอคิดอย่างเจ็บใจว่าไม่น่าชะล่าใจเลย เห็นหงิมๆ แต่ได้หยิบชิ้นปลามันก่อนเธอ!

“ไม่เป็นไรหรอก ช้างกับครูมาสใกล้จะแต่งงานกันแล้ว”

แขไขตอบยิ้มๆ อย่างมีความสุข ที่ลูกชายของนางจะได้เป็นฝั่งเป็นฝาเสียที ต่อไปก็จะมีครอบครัวที่สมบูรณ์ และมีหลานให้นางเลี้ยงโดยเร็ว

“ทำไมเร็วจังคะ”

นิศากรรีบถามด้วยความตกใจ นี่เธอมาช้าไปเหรอ ครั้งที่แล้วที่เธอมาที่นี่ตอนทำบุญสร้างพระประธาน ก็ดูไม่มีวี่แววว่าทั้งคู่จะมาถึงขั้นนี้เลย ไม่มีข่าวคราวเข้าหูเธอด้วยซ้ำ แต่พอมาวันนี้ได้ยินจากปากมารดาของชายหนุ่มเองก็ดูน่าจะเป็นเรื่องจริง เธอควรจะถอยได้แล้วใช่ไหม หรือจะสู้ต่อดี

“ก็แม่อยากเลี้ยงหลานแล้ว”

แขไขตอบหญิงสาวด้วยสีหน้ามีความสุข

แต่ก่อนที่นิศากรจะได้พูดอะไรต่อ โทรศัพท์มือถือของเธอก็ดังขึ้น และเมื่อเห็นว่าเป็นสายสำคัญเธอจึงขอตัวออกไปข้างนอก

“นิขอไปรับสายก่อนนะคะ”

“ตามสบายเลยลูก”

นิศากรเดินออกมารับโทรศัพท์ทางหน้าบ้าน มองซ้ายมองขวาแล้วไม่เห็นมีใครอยู่แถวนี้ เธอจึงกดรับสายและคุยธุระจนเสร็จเรียบร้อย ก่อนจะขับรถออกจากปางไปอย่างเร่งรีบ ไม่รอเจอไอยราแล้วในเมื่อเขาจะแต่งงานเร็วๆ นี้ เธอก็ไม่มีความจำเป็นต้องไปสนใจเขาอีก ถึงแม้ว่าภายในใจจะบอบช้ำก็ตาม พลางปลอบใจตัวเองว่าอกหักอีกครั้งไม่ถึงกับตาย เพราะตอนนี้เธอมีเรื่องสำคัญต้องทำ และต้องทำให้สำเร็จด้วย

คนงานสองคนนั้นโทร.มาแจ้งกับเธอว่า เจอช้างถูกล่ามโซ่ไว้ในป่าหลังปางช้างจันทร์ส่อง รูปร่างลักษณะของมันก็ดูดี ดูสง่า และยังเป็นช้างที่อายุยังน้อย พวกมันให้เธอตัดสินใจว่าจะเอาช้างตัวนี้ไหม เพราะพวกมันคิดว่าช้างตัวนั้นเป็นช้างในปาง เพราะแอบเห็นมีควาญเอาอาหารออกมาให้มันกินด้วย

เมื่อได้ยินแบบนั้นเธอจึงตัดสินใจเลือกช้างตัวนั้นเลย ไอยราไม่ยอมขายให้เธอดีนัก ก็จะขโมยช้างตัวนั้นไปเสีย เพราะมันอยู่ในป่า ไม่ได้อยู่ในปางของเขา ไอยราจะมาอ้างสิทธิ์ความเป็นเจ้าของไม่ได้ และที่เธอรีบออกมาจากบ้านของไอยรา ก็เพื่อที่จะได้ไม่เป็นที่สงสัยเมื่อช้างตัวนั้นหายไป

เพราะคืนนี้เป็นคืนวันพระจันทร์เต็มดวง ที่ลูกน้องของเธอต้องทำการจับช้างไปไว้ที่สวนสัตว์พอดี ที่เลือกทำกันตอนกลางคืนก็เพราะจะได้ไม่มีใครมาเห็น และต้องการใช้แสงจันทร์ในการมองเห็น ถัดจากปางช้างจันทร์ส่องไปก็มีแต่ป่า ที่มีทางดินสามารถให้รถบรรทุกเข้าไปได้ คนงานสองคนนั้นสำรวจมาหมดแล้ว จึงเป็นทางสะดวก ไม่มีใครเห็นแน่นอน

ในเมื่อไอยราไม่เลือกเธอ แต่ไปเลือกจารุมาส ครูบ้านนอกจนๆ คนที่เธอคิดว่าไม่มีอะไรดีเทียบเธอได้เลยด้วยซ้ำ เธอก็ขอทำอะไรให้เขาเจ็บช้ำน้ำใจบ้างสักนิด เพื่อความสะใจของตัวเธอเอง



Don`t copy text!