ขอบฟ้าจรดขอบน้ำ บทที่ 30 : สะดุด

ขอบฟ้าจรดขอบน้ำ บทที่ 30 : สะดุด

โดย : กฤษณา อโศกสิน

ขอบฟ้าจรดขอบน้ำ บทสรุปของความรักที่ดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้ของสมุทรไทและบนฟ้า นวนิยายยอดนิยมในอ่านเอา จากปลายปากกาของกฤษณา อโศกสิน ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้คุณ อ่านออนไลน์

***************************

– 30 –

ค่าบัตรผ่านเข้าชมสวน ‘วิลลา เมลซี่’ หรือ Giardini di Villa Melzi  ราคาเท่ากันคือผู้ใหญ่คนละ 6.50 ยูโร

ครั้นแล้วต่างก็เดินผ่านเข้าสู่ทางเดินในสวนสวยริมทะเลสาบด้วยอารมณ์อันเสมือนพานพบสายธารารินไหลเข้ามาหล่อเลี้ยงหัวใจให้ชื่นเย็น แลเห็นแผ่นน้ำกว้างใหญ่อยู่ขวามือ อุทยานเขียวสดลดหลั่นด้วยผืนหญ้าคลุมเนื้อเนินด้านซ้าย เดินกันอย่างง่ายๆตั้งแต่บนทางสายเล็กข้างล่างจนวกเลี้ยวสูงขึ้นไปถึงชั้นสองสามสี่…หรือมิฉะนั้นก็เลียบริมทะเลสาบลึกเข้าไปจนถึงภายในที่มีทั้งตึกพิพิธภัณฑ์และวิหาร

ต้นไม้นั้นแสนสะพรั่งด้วยหลากหลายพันธุ์ ตกแต่งสันเขาสูงกลางต่ำให้ล้ำเลิศล้ำลึกจนรู้สึกได้ราวเดินอยู่ในสวนแห่งสวรรค์

ปู่เกาะแขนสมุทรไทข้างหนึ่ง ส่วนอีกข้าง ‘ผู้เป็นเจ้าของ’ ไม่ยอมปล่อยให้ว่างไว้เหมือนเคย ปรายก็เลยเป็นผู้จูงย่า ปล่อยพ่อกับลูกสาวลูกชายทอดน่องเอื่อยๆตามหลัง

ยาเยียมองแขนบนฟ้ากับแขนชายหนุ่มคล้องกันอยู่ตรงหน้าแล้วมันปาก ก็เลยโพล่งออกมา

“พี่บนทำท่ายังกะกลัวพี่ไทหลุดมาแถวหลังงั้นละ”

“ก็กลัวน่ะซี” อีกฝ่ายหันมาตอบทันควัน พลางมองเลยไปยังโยธี “ไงๆพี่โยก็ช่วยรั้งๆน้องเยียให้หนูหน่อยละกัน”

“ยิงธนูแข่งกันเลยดีกว่า…ดีมะ” โยธีจึงแกล้งถาม

เนื่องด้วยรู้ดี เล่นกับน้องสาวคนเดียวของตนเองนี่เล่นยาก…ทั้งพ่อและเขาไม่เคยรู้ใจยาเยีย…หล่อนไม่เคยขยายความในใจอันเป็นส่วนลึกให้ผู้ใดฟัง…นอกจากให้คาดหวังเอาเอง เพียงแต่รับรอง

‘น้องเยียจะไม่ทำให้พ่อกับพี่โยผิดหวัง’

“สมัยโบราณเขามีแต่ผู้ชายยิงธนูแย่งผู้หญิงคนเดียว แต่สมัยใหม่ต้องผู้หญิงหลายคนแข่งกันส่งโดรนขึ้นไปเขียนชื่อชายหนุ่ม” โยธีพูดขำๆพลางหันไปทางบิดา “หรูดีนะพ่อนะ”

“ดีเลย…น้องชอบโดรน” ยาเยียทำเสียงนำแฟชั่น

ย่าก็เลยหันมา พลอยสนุกไปด้วย

“อ้า…นั่นไง…หนูคงอยากซื้อโดรนใช่ไหม แต่ไม่มีขายที่นี่”

“คุณย่ารู้ใจหนูดีจัง…ใช่ค่ะ…หนูอยากได้โดรน”

ปรายก็เลยบอกยงยุทธ

“คุณลุงซื้อได้นี่ฮะ…โดรนจิ๋วก็ราคาแค่สี่ห้าพัน”

ยงยุทธได้แต่หัวเราะๆ หากก็กอดคอเด็กสาว พาเดินตามกันไปจนถึงตึกใหญ่อันเป็นพิพิธภัณฑ์

ครั้นแล้วจึงเดินอ้อมไปด้านหลังที่มีกระถางต้นไม้เรียงรายกันอยู่ชิดผนังตึก

“อุ๊ยตาย มีต้นมะกล่ำตาหนูด้วย” ย่าออกอุทาน

ทุกคนก็เลยแวะเชยชมต้นไม้เล็กๆที่มีอยู่ตามชนบทในเมืองไทย แต่หายากในกรุงเทพฯชั่วครู่ ก่อนจะชวนกันเดินออกไปสู่ลอนเนินสูงต่ำทั้งเล็กและใหญ่ที่แลเห็นศีรษะผู้คนกำลังเดินไวๆสลับกับหายลับไปเป็นช่วงๆ

“คุณปู่เมื่อยหรือยังครับ”

“ก็ชักจะเมื่อยๆเหมือนกัน…แล้วเธอล่ะ…” ประธานหันไปทางผู้อาวุโสหญิง

“ตามใจ…เมื่อยก็เมื่อย…” อีกฝ่ายพยักหน้าเนื่องด้วยประเดี๋ยวเดินลง หากอีกไม่กี่นาทีก็เดินขึ้น “แต่สวนเขาสวยจนไม่อยากกลับเหมือนกัน”

หากเวลาก็หาเป็นใจให้เดินนานกว่านี้ไม่ ในที่สุดก็ต้องชวนกันลงจากเนิน กลับออกไปซื้อบัตร รอเรือเที่ยวถัดไป

เรือมาจอดสนิทแล้ว สมุทรไทจึงคอยจัดแถวให้ปรายล่วงหน้าขึ้นบันไดหลังเรือเพื่อรอรับปู่กับย่า พาขึ้นไปนั่งที่แถวเก้าอี้อันเรียงรายอยู่หลายแถว เรื่อยลงมาจนเลียบข้างห้องนายท้ายซึ่งเหลือแค่สองแถว

“เอ้า…โย…พาคุณพ่อกับน้องเยียไปเลยไป…กูกับน้องบนรั้งท้าย…”

“ไม่เอาค่ะ…พี่ไปก่อน น้องตาม” ยาเยียบ่ายเบี่ยงเลี่ยงไปตามหลังบนฟ้ากับชายหนุ่ม มีพ่อกับพี่ชายอยู่ท้ายสุด

ตอนที่ขึ้นบันไดเหล็กเล็กแคบพาไปสู่ชั้นบน หญิงสาวมัวเป็นกังวลกับวัยรุ่นที่ตามติดชายหนุ่ม จึงไม่ทันก้มลงมองสันแผ่นเหล็กเตี้ยที่ยกขึ้นเป็นขอบกั้นระหว่างแถวเก้าอี้กับบันไดขึ้นลง ก็เลยสะดุดโครมใหญ่โดยพลัน พร้อมกันนั้นสะโพกข้างซ้ายก็ครูดกับขอบที่นั่ง หน้าคว่ำลงไปจนเข่าขวากระแทกกับพื้นโดยแรงถึงแก่ทรุดคุดคู้อยู่กับกลางทางเดิน

ท่ามกลางความตระหนกสุดขีดของชายหนุ่ม พร้อมกับท่อนแขนขวาของเขาก็สอดช้อนใต้อกหล่อน ดึงทั้งร่างขึ้นมากอดไว้

“น้องบน…โธ่โธ่…เจ็บมากไหม” เขาได้แต่ถามเสียงรัว กลัวอีกฝ่ายเดินไม่ไหว

“เอ้อ…” หญิงสาวเจ็บเหมือนกันที่สีข้าง ตรงที่ครูดแรงกับขอบเก้าอี้ “ก็…ก็เจ็บเหมือนกันค่ะ…แต่คงไม่เป็นไรมาก เพราะ…”

ผู้พูดก้มลงดูพื้นที่หัวเข่ากระแทกลงไป จึงเห็นว่า ปูด้วยยางแผ่นหนา เก้าอี้ที่นั่งก็เป็นเก้าอี้พลาสติก

จึงประคองพาหล่อนไปยังที่นั่งแถวถัดจากปู่ย่าผู้ไม่ทันหันหลังมาดู ได้ยินแต่เสียงโครมเมื่อครู่

ผู้โดยสารอื่นๆก็ไม่ทันล่วงรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นเนื่องด้วยเป็นที่แคบ เดินเรียงเดี่ยวขึ้นบันได แลไม่เห็นคนจากแถวหน้า

ยาเยียมีเพียงยิ้มนิดๆติดมุมปาก เมื่อถามไถ่อย่างมีมารยาท

“พี่บนเจ็บมากไหมคะ น้องนึกไม่ถึงว่าพี่จะหกล้มง่าย”

อีกฝ่ายก็เลยไม่ตอบ

สมุทรไทจึงปลอบเบาๆ

“ไม่เป็นไร พี่มียาอย่างชงัด”

เพียงสิบห้านาทีต่อมา เรือก็ถึงฝั่ง คราวนี้ชายหนุ่มก็เลยมอบภาระดูแลปู่ย่าให้ปรายรับไป ตนเองคล้องแขนหญิงสาวไว้แน่นอย่างเอาใจใส่ คอยไต่ถามถึงขาและหัวเข่าว่ายังเจ็บอยู่หรือไม่

จนกระทั่งถึงบ้าน

ยาเยียก็เลยทิ้งท้ายแกมยิ้ม…อย่างเยาะนิดๆ

“หวังว่าพี่บนคงสบายใจแล้วนะคะ ได้เป็นคนไข้ คุณหมอไท” ก่อนจะแยกทางตามบิดาและพี่ชายไปยังห้องส่วนตัว

ครั้นแล้วจึงบอกโยธี

“คุณบนฟ้านี่เธอไม่ใช่เล่นเลยนะพี่ เห็นเอะอะก็ร้องไห้ยังงี้เถอะ ทริคเยอะน่าดู”

“น้องว่าเขาแกล้งหกล้มหรือไง” พี่ชายถามขณะไขกุญแจประตูห้อง “คิดลบมากไปอ๊ะป่าว”

แต่ยงยุทธไม่สนใจเอาเรื่อง ด้วยว่ากำลังรับสายจากใครบางคน

 

บนฟ้ารีบเข้าห้องอาบน้ำ สวมเสื้อนอนแพรยาว แล้วนั่งลงปลายเตียงนอนในห้องส่วนตัว มีย่ากับปู่มายืนดูเมื่อหล่อนดึงชายเสื้อนอนเปิดขึ้นมาจนแลเห็นโคนขา ปรากฏปื้นยาวเขียวคล้ำพาดจากโคนลงไปราวครึ่งหนึ่งเกือบถึงหัวเข่า

“แป๊บเดียว เขียวขนาดนี้เลย” ย่าออกอุทาน

“มันครูดกับขอบเก้าอี้แรงมากย่า”

“รีบทายาเร็วลูก” ปู่บอกเมื่อเดินมาชะโงกดู

ครั้นอาบน้ำครบแล้วทั้งสามคนจึงเปิดประตูชั้นนอกออกไป

แลเห็นสองหนุ่มทำอาหารง่ายๆเสร็จแล้ววางเรียงไว้บนโต๊ะพร้อมช้อนส้อม มีเส้นเล็กน้ำคนละถ้วย แฮมคนละสองชิ้น ช็อกโกแลตร้อนหนึ่งถ้วย น้ำหนึ่งแก้ว

“หัวเข่าน้องเป็นยังไงไหมฮะ…มันกระแทกแรงเหมือนกัน” ชายหนุ่มถามขณะกำลังจะลงมือรับประทาน

“เห็นแล้วก็ตกใจน่ะไท” ย่าบอกกล่าว

“จริงหรือฮะ” ชายหนุ่มวางหลอดยาของเขาไว้ให้แล้วบนโต๊ะ

ฝ่ายปรายทำเสียง

“ก็เอาเถอะ นึกว่าฟาดเคราะห์ไป”

“เดี๋ยวหนูทาเองค่ะ…หนูมียา” บนฟ้าก็เลยบอกเขา

“ลองยาพี่ก่อนดีกว่า…หรือว่า…” เขานิ่งนึกเชิงตรึกตรอง “อยากเห็นจังว่ามันมากขนาดไหม”

“มากน่ะมาก” ปู่พึมพำ

ครั้นเสร็จจากเรื่องกิน ล้างภาชนะเสร็จสิ้น ชายหนุ่มจึงเอ่ยต่อหน้าปรายแลปู่ย่า

“ขอพี่ดูรอยกระแทกหน่อยได้ไหม…มันมากขนาดไหน จะได้กะถูก…พี่น่ะมียาติดมาทุกขนานเลยนะฮะ…” ครั้นแล้ว เขาก็เดินไปยังเป้ใหญ่ที่วางไว้ข้างหัวนอนเตียง ล้วงหยิบหลอดยาออกมาอีกหนึ่งหลอดมาขอให้บนฟ้าช่วยเปิดข้างแนวสะโพกซ้ายที่ถูกครูดต่อหน้าปู่ย่าและปราย

พี่ชายจึงพยักหน้า เลยมายืนเท้าสะเอว

“เอาเลยคุณหมอ…จะทาเองหรือให้กูช่วยก็บอกมา”

แต่สีหน้าสมุทรไทไม่ล้อเล่น ดูเขาเป็นจริงเป็นจัง ห่วงใย

ปู่กับย่าแสนสุขใจยามนี้ จึงต่างก็นั่งนิ่งมองเขากับหล่อนผู้ค่อยๆดึงชายเสื้อนอนยาวขึ้นมาจนถึงต้นสะโพก

อีกฝ่ายได้แต่สะดุ้งเกือบสุดตัวขณะร้องดัง

“น้องบน เจ็บมากไหมน้อง…อะไรจะขนาดนี้”

“เจ็บค่ะ…มันเริ่มเจ็บมากเลยพี่ไท” น้องบนบรรยายด้วยใจจริง ไม่แอบแฝงเล่ห์เหลี่ยมใดๆของหญิงไว้อีก

“ถ้างั้น พี่จะทายาให้ แต่ต้องขออนุญาตกดคลึงลงไปให้ยามันซึมเข้าเนื้อนะครับ ซึ่งน้องจะเจ็บมาก แต่เจ็บแค่ไหนก็ขอให้ทน ไม่งั้นไม่หาย” เขาอธิบายขยายความ น้ำเสียงเอาเรื่อง

ครั้นแล้วจึงบีบยาจากหลอดลงบนปลายนิ้วชี้ ค่อยๆละเลงพร้อมกดเบาๆเคล้าคลึงให้ครีมสีขาวซึมซาบแทรกเข้าไปตามขุมขนบนนวลเนื้ออันเคยขาวผ่อง หากบัดนี้กลายเป็นสีเขียวคล้ำยาวเหยียดจากโคนขาลงไป ดูเป็นปื้นใหญ่น่ากลัว

Don`t copy text!