
ลวดลายในวิญญาณ บทที่ 9 : ขายดีแน่
โดย : กฤษณา อโศกสิน
![]()
ลวดลายในวิญญาณ นวนิยายลึกลับโดย กฤษณา อโศกสิน เมื่ออิทธิพลของ ‘ดาวเกตุ’ ผูกโยงชะตาชีวิตและจิตวิญญาณของละอองทองเข้ากับความเร้นลับยามค่ำคืน ความจริงที่ซ่อนอยู่คือพรหรือคำสาป? ติดตามปริศนาแห่งลายแทงวิญญาณได้ที่นี่
ชั่วโมงที่เหลือต่อจากนั้นจึงพาทั้งลุงและหลานหลับสนิทแทบจะปลุกก็ไม่ยอมตื่นจนกระทั่งเสียงมือถือของพิทยาธรดังรัวๆ
เขาก็เลยงัวเงียเปิดมุ้งออกมาคว้าเครื่องฟัง ดูลาดเลาก่อนว่า คือ ‘มิจฉาชีพ’ หรือไม่ เนื่องจากนับวันคนทุจริตที่เดินทางมาตามสายโทรศัพท์หรือสายไลน์เริ่มใช้เล่ห์เหลี่ยมร้อยแปดเข้ามาหลอกลวงให้ผู้ที่ไม่เท่าทันเผลอไผล ถ่ายเทเงินทองในธนาคารจนหายวับไปจากบัญชีเมื่อไหร่ก็ได้
แต่ทันใดที่เขาฮัลโหล อีกฝ่ายก็ส่งเสียงบอกวัตถุประสงค์กลับมาทันที
“ครับผม ผมอยากเอาภาพเขียนราวสิบกว่าภาพ เขียนสีน้ำมันมั่ง สีน้ำมั่งของทั้งผู้ใหญ่กับนักศึกษามาวางขายที่แกลเลอรีสันสกฤต จะคิดค่าวางเท่าไรครับ…แล้วถ้าขายได้ จะหักเปอร์เซ็นต์เท่าไหร่ ผมอยู่หน้าร้านแล้วฮะ ของยังอยู่ในรถ ยังไม่ได้ขนลงมา”
เท่านั้นเอง ชายหนุ่มก็แทบจะโดดออกจากห้องนอน รีบล้างหน้าแล้วกดลิฟต์ลงไปชั้นล่างด้วยตนเอง เพื่อพบหน้าผู้มาใหม่ว่าใช่ลูกค้างานศิลปะจริงหรือไม่
เพียงแต่เลื่อนบานประตูออกจากกันก็แลเห็นชายหนุ่มใหญ่กับหญิงอายุใกล้เคียงกัน ยืนรออยู่แล้ว มีรถตู้ขนาดกลางจอดถัดออกไป
“สวัสดีฮะ” ลูกค้าใหม่ทั้งคู่ยิ้มแย้มทักทายในฐานะผู้ใหญ่กว่า “คุณพิทยาธรนะฮะ…ได้ยินแต่ชื่อมาสักพักเห็นจะได้…”
“เชิญเข้าไปในร้านก่อนดีกว่าครับ” ชายหนุ่มกุลีกุจอชะโงกหน้าออกไปบอกป้าชิดชื่นว่ามีแขก ป้าก็เลยนำน้ำเย็นใส่แก้วมาวางตรงหน้าชายหญิงผู้เพิ่งมาพร้อมกับเปิดไฟทุกดวง แลเห็นภาพเขียนติดเป็นระยะบนผนังโดยรอบ มีทั้งอิมเพรสชันนิสม์ เอกซเพรสชันนิสม์ ฝีมือดีกับโถลายครามโบราณอันตั้งวางอยู่บนแท่นไม้ทรงสูงกลางห้อง
“ผมว่าจะมา…จะมา…ก็มัวติดธุระน่ะฮะ” ฝ่ายชายบอกกล่าว “นี่พอเสร็จธุระก็เลยรีบมา…”
“ภาพเขียนที่เอามาวันนี้ส่วนใหญ่ก็เป็นของนิสิตนักศึกษาน่ะครับ”
“เอาอย่างนี้…นี่ผมยังไม่ได้อาบน้ำเลยนะ” พิทยาธรเห็นว่าเรื่องคงยาว ก็เลยชิงตัดบท “คุณพี่เดินดูงานที่ติดอยู่นี่ไปพลางๆ ก่อน…ผมขอเวลาแป๊บเดียว เดี๋ยวมา ตอนนี้คุยกับป้าผมได้เลยฮะ”
ชิดชื่นออกมารับแขกแทน ปล่อยหลานขึ้นไปอาบน้ำแต่งตัวใหม่ แวะเคาะประตูห้องลุงเพื่อบอกกล่าวว่ามีแขกมารอ…แล้วจึงกลับลงไป
แลเห็นคนทั้งคู่กำลังเดินไล่ดูงานที่ส่วนใหญ่เป็นของเด็กรุ่นปัจจุบันนำมาฝากขาย ฝีมืออยู่ในเกณฑ์ดีกับพอใช้ ราคาก็ไม่แพง จึงช่วยให้ ‘พอขายได้’ แม้ในยุคที่เศรษฐกิจตกต่ำ เนื่องด้วยผู้นิยมเสพงานศิลปะที่พอมีฐานะยังคงมีอยู่
สันสกฤตนั่นเองเป็นผู้แนะแนวหลานชายว่า
‘เราต้องเอาราคานำ ถ้าราคาดีพอที่คนมีฐานะทั้งมีเงินทั้งปานกลางไม่ส่ายหน้า ก็ถือว่าใช้ได้ เพราะเราเอาคำว่า ‘ให้ร้านอยู่ได้’ เป็นเกณฑ์’
ดังนั้น แกลเลอรีของเขาจึงไม่มีงานระดับสูงเลิศมาติดตั้ง
ใคร่ ‘ชม’ แต่ไม่ซื้อ ก็ต้องมุ่งหน้าไป ณ ที่แห่งเดียวคือ พิพิธภัณฑ์
เพียงไม่นาน สันสกฤตก็ลงมาสมทบเปิดร้าน ช่วยพิทยาธรและแขกแปลกหน้าขนรูปเขียนจากท้ายรถตู้เข้ามาวางเรียงพิงกับผนังห้องกว้าง รอสมมาดมาบริการงานขนขึ้นชั้นสามจนกว่าจะจัดผนังชั้นล่างใหม่อีกครั้ง
ส่วนพิทยาธรขอนามเจ้าของรูปเขียนเพื่อลงทะเบียน แล้วส่งบัตรให้อีกฝ่ายยึดไว้
เจ้าของมีนามว่า กองพล กรุณานัย
“ผมมีอีกอาชีพนะฮะ คือเป็นช่างต่อเรือสำเภา สืบทอดมาจากพ่อ แต่ตอนนี้ต่อเรือไม้แกะสลักขนาดย่อ ตั้งประดับห้องรับแขก…ถ้าคุณสนใจ ก็บอกได้เลยคิดไม่แพง”
“เรือสำเภา” ทั้งลุงและหลานพึมพำออกมาพร้อมกับมองตากัน
ขนลุกซู่พร้อมกัน
ว่าพลาง กองพลก็เปิดมือถือของตนเองและนิตยาผู้เป็นภรรยาให้ทั้งลุงและหลานชมภาพเรือสำเภาที่สลักเสลาไว้ประดับห้องรับแขก
“อือ…น่ารักมากเลยนะฮะ” สันสกฤตครึมครางอย่างสนใจ ขณะที่หวนรำลึกถึงความฝันในยามดึกที่เพิ่งผ่านพ้นไป ชวนให้อยากรู้ว่า ก็แล้วผู้ที่มีอาชีพประดิดประดอยพาหนะแห่งโบราณกาลเล่า เคยฝันประหลาดมหัศจรรย์ดังเช่นเขากับหลานชาย เลยไปถึงหญิงสาวสวยแห่งทรงวาดบ้างหรือไม่ “ว่าแต่ว่า…คุณค้าขายกับไม้แกะสลักแบบนี้…ทุกอย่างยังเป็นปกติดีหรือฮะ…ผมหมายถึง…”
“เรือสำเภามาเข้าฝันน่ะหรือฮะ” กองพลย้อนถามหัวเราะๆ “ทำไมจะไม่เคยล่ะครับ…แต่เราก็มีวิธีทำความเคารพบรรพบุรุษทั้งจีน-ไทยที่ไปมาค้าขายกันสมัยโน้น…ให้ท่านได้รับทราบว่า…เราแกะสลักเรือสำเภาเพราะเรารัก เราเชิดชูบูชาสิ่งที่โบราณมี แต่สมัยใหม่ไม่มี…ง่ายๆ ครับ…ง่ายของผมก็คือ เราอย่าละเลยเรื่องบูชาคารวะบรรพบุรุษและสิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นอันขาด…ถึงจะไม่เชื่อหรือเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งก็ต้องเคารพบูชาไว้ล่วงหน้า…การงานของเราจะได้เดินไปดี ไม่มีอุปสรรค…หรือแม้มีก็ไม่มาก”
โดยพลัน พิทยาธรก็นึกถึงละอองทอง
หญิงสาวคนนั้นเคยบูชากราบไหว้บรรพบุรุษหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในละแวกทรงวาดบ้างหรือไม่…คลับคล้ายคลับคลาว่าทั้งนวลสนิทและน้องสาวดูเหมือนจะไม่สนใจเรื่องเช่นนี้ เพราะมัวแต่ค้าขายถ่ายเทสินค้าในร้านเพื่อให้เทียมทันรสนิยมของคนรุ่นใหม่และนักท่องเที่ยวต่างชาติมากกว่า
ก็อย่าว่าแต่หญิงสาวทั้งคู่นั้นเลย เขาเอง…ผู้แม้จะมีลุงคอยกำกับ ก็ยังไม่ค่อยจะเดินตามลุงสักเท่าไร
นั่นก็คือส่วนใหญ่จะหลงลืมละเลย
ไม่เหมือนลุงที่ล่วงรู้แม้แต่วิญญาณดีหรือร้ายจากไม้แกะสลัก
ที่เขาเองก็เคยแอบขำ
นี่ถ้าไม่ได้อ่านคำทำนายของหมอดูผู้ล่วงลับว่ายังมี ‘หางราหู’ นามว่า ‘ดาวเกตุ’ ที่อาจนำมาซึ่งเภทภัยร้ายแรงในยามเจ้าชะตาดวงตกได้ถึงขนาดเป็นหรือตายเท่ากัน หรือมิฉะนั้นก็ไม่เคยฝันว่าตนเองอยู่ในเรือสำเภาดังเช่นดึกดื่นที่ผ่านมา ก็คงไม่เชื่อวาจาที่กองพลกำลังเล่า
ดังนั้น เช้าวันนี้จะนับเป็นวันใหม่ที่ฤกษ์ดีที่สุดก็น่าจะใช่
ฝ่ายสันสกฤตก็คิดเช่นกันว่า หลังจากอธิษฐานเสร็จสรรพแล้วเมื่อวาน
ทันทีที่เริ่มต้นวันใหม่ ก็มีลาภเดินทางมาหาแทบจะเรียกได้ว่าอย่างฉับพลัน
จนเขาต้องนึกในใจ
‘เทพธิดาดีดพิณขอรับ ขอบพระคุณท่านมากที่หาลูกค้ามาให้ข้าพเจ้ากับหลานชาย ขอให้ลูกค้าส่งสินค้าให้เราตลอดไป แล้วขอให้ขายได้ขายดีนะขอรับ’
ทันใดนั้น ก็มีเสียงแผ่วๆ ตามละอองไออากาศภายในร้านกลับมา
“ขายดีแน่”
‘ขอบพระคุณท่านมากครับ’ สันสกฤตก็เลยนึกในใจ
พร้อมกันนั้น ก็บอกกองพล
“คุณช่วยเอาเรือสำเภาของจริงมาให้ผมประดับแกลเลอรีสักสองลำได้ไหมฮะ”
“ได้เลย…ถ้างั้น…เดี๋ยวผมส่งเด็กมอเตอร์ไซค์ที่ร้านเอามาให้เลือกเดี๋ยวนี้เลยก็ได้” ผู้มากับความไม่คาดฝันของอีกฝ่ายกุลีกุจอกดมือถือพูดกับคนในร้าน สั่งเรือสำเภามาให้เลือกสี่ลำ
ก็พอดีกับสมมาดมาถึง สันสกฤตจึงเล่าคร่าวๆ ถึงงานศิลปะที่กองพลขนมาฝากขายเมื่อสักครู่ แต่ยังวางพิงอยู่ถัดออกไป
“พี่มาดเอาขึ้นไปไว้ชั้นบนก่อน” พิทยาธรบอกกล่าวพร้อมพยักหน้าไปทางรูปเขียนในกรอบทั้งหมด ๑๖ ภาพ ทุกมุมบนของภาพ ติดป้ายเบอร์ลงทะเบียนไว้เรียบร้อยแล้ว
ไรเดอร์หนุ่มจึงจัดแจงขนขึ้นลิฟต์หายไปทีละสี่ห้ารูปอย่างประคับประคอง เพราะรู้ดีว่า ห้ามเปื้อนเปรอะแตกร้าว ฉีกขาด หรือเกิดตำหนิใดๆ แม้จะมีกระดาษบางๆ หุ้มมาแล้วอย่างดี ก็อาจเกิดอุบัติเหตุได้…อุบัติเหตุที่ทำให้พิทยาธรต้องซ่อมแซมเองโดยมิได้ค่าตอบแทนใดๆ
แต่สมมาดเป็นผู้ชำนาญการเรื่องขนย้ายภาพศิลปะมานานพอดู พอจะรู้และเข้าใจสิ่งละอันพันละน้อยในการขน ดังนั้น เพียงไม่กี่นาที เขาก็พารูปฝีมือปานกลางของนิสิตนักศึกษาขึ้นไปวางเรียงไว้ในห้องเก็บภาพบนชั้นสาม
ครู่ต่อมา คนของลูกค้าใหม่ก็พากล่องกระดาษแข็งบรรจุเรือสำเภาแกะสลักวางซ้อนกันสี่กล่องบนท้ายจักรยานยนต์ผูกด้วยเชือกอย่างแน่นมาถึง พลางปลดออกวางเรียงบนโต๊ะกลางห้อง
ครั้นแล้วผู้เป็นเจ้าของจึงเปิดฝาลังกระดาษ ยกเรือทั้งสี่ลำขึ้นมาตั้งเรียงกัน
ชวนให้ทั้งลุงและหลานต้องออกอุทานเกือบพร้อมกัน
“อื้อฮือ…สวยมากเลยฮะ” พิทยาธรครางเสียงยาว ดวงตาแวววาวจับจ้องไปที่เรือไม้สักทองงามสง่า วางเรียงอยู่ตรงหน้า
ลำแรก คือ เรือสำเภาเสริมฮวงจุ้ย
กองพลจึงเริ่มบรรยาย
“ลำนี้เกรดพรีเมียมเลยฮะ เป็นสำเภาสามเสา แลเห็นห้องบนเรือยาวเหยียด งานละเอียดมาก แต่อาจจะแพงมากไปหน่อย…แต่ถ้าคุณลองนึกถึงตอนแกะสลักดู ก็จะรู้ละว่า ซื้อไปลำนึงก็คุ้มไปทั้งชีวิตเลย…เพราะจะช่วยให้บ้านกับร้านของคุณเจริญรุ่งเรืองตลอดไปไม่มีวันสิ้นสุด”
อีกฝ่ายพรรณนาความขลังของเรือซึ่งวางเรียงกันอยู่ตรงหน้าอย่างมั่นใจ
“แล้วนี่ก็เรือสำเภานำโชคมหาสมบัติ ลำนี้ก็เรือสำเภาสำหรับแต่งบ้านอย่างเดียว…ส่วนลำนี้ทำด้วยไม้ขนุนหมายถึงส่งเสริมเรื่องการหนุนนำ ทำให้ทุกอย่างเป็นไปด้วยดีราบรื่น”
ทั้งลุงและหลานต่างก็เพ่งพิศเรือสำเภาพร้อมกับพึมพำ
“สวยน่ารัก ดูขลังมากทุกลำเลยฮะ”

- READ ลวดลายในวิญญาณ บทที่ 9 : ขายดีแน่
- READ ลวดลายในวิญญาณ บทที่ 8 : เรือสำเภาลำใหญ่
- READ ลวดลายในวิญญาณ บทที่ 7 : เรือสำเภาสยาม
- READ ลวดลายในวิญญาณ บทที่ 6 : ศาสตร์จากดาวเกตุหรือว่าจะเป็น...
- READ ลวดลายในวิญญาณ บทที่ 5 : เดี๋ยวก็รู้
- READ ลวดลายในวิญญาณ บทที่ 4 : เริ่มระลึกชาติได้
- READ ลวดลายในวิญญาณ บทที่ 3 : นวลทอง
- READ ลวดลายในวิญญาณ บทที่ 2 : อิทธิพลดาวเกตุ
- READ ลวดลายในวิญญาณ บทที่ 1 : คุณเทพธิดา







