ลวดลายในวิญญาณ บทที่ 8 : เรือสำเภาลำใหญ่

ลวดลายในวิญญาณ บทที่ 8 : เรือสำเภาลำใหญ่

โดย : กฤษณา อโศกสิน

Loading

ลวดลายในวิญญาณ นวนิยายลึกลับโดย กฤษณา อโศกสิน เมื่ออิทธิพลของ ‘ดาวเกตุ’ ผูกโยงชะตาชีวิตและจิตวิญญาณของละอองทองเข้ากับความเร้นลับยามค่ำคืน ความจริงที่ซ่อนอยู่คือพรหรือคำสาป? ติดตามปริศนาแห่งลายแทงวิญญาณได้ที่นี่

“ธร…เมื่อกี้ฉันงีบไปแล้วเห็นแกในเรือสำเภาด้วยนะ”

“จริงเหรอลุง” พิทยาธรก็เลยเดินไปยังประตูห้องของอีกฝ่ายที่เปิดออกมาพอดีด้วยสีหน้าหวาดหวั่น

“จริง…เห็นแกชัดเป๊ะเลย…เห็นข้าวของสินค้าในนั้นด้วยว่ะ…เป็นสำเภาสยามนะ…ในฝันเห็นตั้งแต่แล่นออกจากแม่น้ำเจ้าพระยาเลย มีสามเสาด้วยกัน ใบเรือสวยเชียว ขึงตึงเลยแก” หากผู้เล่าก็เล่าอย่างตื่นตระหนก “แล้วเชื่อไหม…จู่ๆ ฉันก็เจอตุ๊กตาไม้บนหลังตู้…ท่านลงเรือมาด้วยนะ…”

“อะไรกันลุง” ฝ่ายหลานได้แต่ลูบแขนที่ดูท่าว่าขนกำลังลุกชัน “ทำไมฝันเหมือนกันเปี๊ยบเลยล่ะ”

“อาจจะอ่านเรื่องดาวเกตุกับเพ่งดวงน้องสาวคุณนวลสนิทมากไปหน่อยหรือยังไงไม่รู้” ผู้เป็นลุงดูราวกับหมดเรี่ยวแรงจะทำสิ่งใดเวลานี้ ก็เลยเดินออกมาชะโงกดูภาพวาดเทพธิดาถือพิณบนโต๊ะกลางห้องนอนของหลาน…แลเห็นว่าเรียบร้อยเนียนสวยไม่มีส่วนใดจะติได้ก็พยักหน้า หากก็นั่งลงบนเก้าอี้หน้าโต๊ะทำงานของพิทยาธรอย่างไม่อยากกลับไปนอนต่อ

“ดวงเขามีอะไรแปลกประหลาดมากไหมฮะ” ชายหนุ่มก็เลยถามไปด้วยความอยากรู้ “เทียบกับดวงผมแล้วเป็นไงมั่ง เป็นคู่ได้ไหม”

“ไม่รู้สิ…รู้แต่ว่าอยู่ราศีกันย์เหมือนกัน…รู้แต่ว่า… ๘ ๙ โยงกัน รู้ว่า เลข ๙ ที่ร้ายจะประสบอุบัติเหตุกำพร้าพ่อ มีปัญหาชีวิตยุ่งยาก บุตรนำความเดือดร้อนมาให้…”

“อื้อฮือ…ลุงว่าซะคล่องเลยนะ”

“หมอดูที่ตายไปบอกไว้ไง”

พิทยาธรฟังแล้วเชื่อลุงของเขามาก

ลุงเป็นคนจำทุกเรื่องในชีวิตได้แม่นยำจนเขาเองก็อัศจรรย์ใจ

จึงมิว่าศาสตร์หรือคำพูดใดของใครที่ผ่านเข้ามาในความทรงจำของสันสกฤต…จะไม่วายสถิตอย่างแน่นแฟ้นอยู่ในกล่องแก้วแห่งความรู้โดยไม่มีวันลืมเลือนเลยตลอดชีวิต

“แล้วเลข ๙ ที่ดีล่ะลุง ของเราเป็นเลข ๙ ที่ดีใช่ป่าว”

“ก็ครึ่งๆ นะ…ถ้าดี ทำไมพ่อแม่แกตายหมดล่ะ”

“นั่นน่าซี” พิทยาธรลากเสียง สีหน้าสลดลงไป “คู่รักยังตายเลย คิดดู…แล้วคนนี้ล่ะ ถ้าเป็นคนนี้จะเป็นยังไงอีกไหม…ผมละก็…กลัวทุกยิบตา”

แต่สันสกฤตปลอบโยน

สงสารหลานกำพร้าจนใจสั่น หากก็ภาวนาทุกวัน แม้ละอองทองจะดูมิค่อยสมประกอบสักเท่าไร แต่ในยามกลางวันที่สายแดดมาเยี่ยมเยือน หล่อนก็เหมือนหญิงสาวหมดจดสุดสวยหาใครในแถบทรงวาดเทียบมิได้ ดูแลร้านขายของที่ระลึกอย่างละเอียดลอออ่อนโยน ทั้งกับสินค้าที่ผลัดเปลี่ยนเวียนกันเข้ามาแต่ละสัปดาห์ และลูกค้าที่มากหน้าหลายตาหลายเชื้อชาติ ช่วยให้ร้าน ‘นวลทอง’ กลายเป็นที่หมายของนักท่องเที่ยวและหนุ่มสาวสมัยใหม่ ผู้มาปลุกวิญญาณแห่งย่านทรงวาดให้ยังคงดำรงชีวิตสตรีทอาร์ต อย่างผึ่งผาย คละเคล้าไปกับงานด้านเกษตร เครื่องเทศ สมุนไพร อาหาร คาเฟ่สุดหรู…เรียกได้ว่า มีครบทุกชนิดที่บรรดาผู้คนปรารถนาจะเสพสุข

จะขาดอย่างเดียวคือ วิญญาณยามราตรีที่มักจะล่องลอยไปกับเรือสำเภา

ย่อมถือเป็นอุบัติเหตุที่ชวนให้โศกเศร้าสิ้นดี

คิดแล้ว พิทยาธรก็ได้แต่ทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ตรงข้าม จ้องภาพวาดตุ๊กตาจนแทบจะทะลุกระดาษลงไป พลางยกมือกุมขมับ

“แล้วผมควรจะทำยังไงดี ในเมื่ออะไรที่ลึกลับบางอย่างกำลังเข้ามาสะกดจิตเราทุกคนจนแม้แต่ลุงก็พลอยโดนไปด้วย”

“นั่นซีแก…ฉันก็ยังสงสัยเหมือนกัน” สันสกฤตตอบพลางมองเวลาในมือถือ

๐๒.๕๐ น. เข้าไปแล้ว

เขาเองก็เริ่มหวาดกลัวว่า…ถ้าเข้านอน กำลังจะหลับสนิท วิญญาณเขาที่ถูกพิชิตโดยดาวเกตุมีตำแหน่งตามราหูในดวงชะตา นั่นก็คือ ๘ ที่เป็นมหาจักรสถิต ณ ราศีมังกรร่วมกับดาวเกตุ จะเริ่มส่งสัญญาณระทึกเกินกว่าเขาสามารถจะรับได้หรือไม่

ก็คือพาเขาล่องไปกับเรือสำเภาอย่างไรล่ะ

 

แต่ท้ายที่สุด ความง่วงเต็มที่ก็เคลื่อนเข้ามาครอบงำ

“ฉันไปนอนละนะ” สันสกฤตพึมพำด้วยน้ำเสียงที่ทั้งหวาดหวั่นแกมไร้แรงแม้แต่จะลุกขึ้นยืนแล้วเดินไปยังห้องส่วนตัวเขาที่อยู่ตรงข้าม “แกก็นอนซะธร…อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด คิดแค่นี้ละกัน…จะได้หมดเรื่อง”

“ไม่หมดง่ายๆ หรอกลุง เชื่อผม” พิทยาธรบอกพลางตามไปปิดประตู

ครั้นแล้วจึงปิดไฟหลังจากชำเลืองมองภาพวาดที่ซ่อมเสร็จบนโต๊ะกลางแวบหนึ่ง

น่าประหลาดยิ่งนักที่เขาคิดว่าตนเองแลเห็นรอยยิ้มมีนัยจากหญิงสาวในภาพนั้น

แต่ความง่วงจนเกือบหมดแรงนั่นเองที่ทำให้เขาแทบจะไม่รู้สึกใดๆ ในรอยยิ้ม นอกจากเอนตัวหนุนหมอน ดึงผ้านวมมาห่มคลุมตั้งแต่คอถึงปลายเท้าจนอุ่นสบาย

ทันใดนั้น เขาก็แลเห็นตัวเองกำลังก้าวลงเรือสำเภาลำใหญ่ที่จอดทอดสมออยู่ ณ ฟากฝั่งเจ้าพระยา

จับกังกำลังแบบหามขนสินค้าจากฝั่งลงเรือที่จอดเทียบอยู่กับท่าเรือของสยาม

ครั้นแล้ว เขาก็คือหนึ่งในจับกังสยามผู้กำลังหาบลังกระดาษแข็งบรรจุผ้าไหมลายดอกไม้ เสื้อกำมะหยี่ ชุดละคร ผ้าไหมอีกหลายชนิด เครื่องเงินเครื่องทอง หีบหมาก

น้ำหนักที่ใช้ในการค้าสมัยกระโน้นมีหน่วยเป็น ‘หาบ’

ส่วนอัตราภาษี มีหน่วยเป็น ‘บาท’

แต่ก่อนจะก้าวลับลงไปในเรือ เขาก็แลเห็นใครคนหนึ่ง คลับคล้ายคลับคลาว่าเป็นคนรู้จักก็กำลังหาบสินค้าลงเรือสำเภา หนึ่งในสี่ที่จอดเรียงเป็นตับอยู่ ณ บริเวณท่าจอดเรือเช่นกัน

เพียงแต่เรือลำที่ถัดไปเป็นเรือลำเล็ก ดูเหมือนจะเป็นเรือคุ้มกัน

แต่ก็เป็นเรือของสยามทั้งสี่ลำ

พิทยาธรเหวี่ยงลังกระดาษแข็งสินค้าเรียงเข้าไปให้ตรงกับแถวแนวที่แรงงานขนมาวางก่อนหน้าเขา พลางยืดตัวขึ้นกวัดไกวแขนแกมสะบัดสกัดความเมื่อยล้า

หากก็ได้ยินเสียงหนึ่งนุ่มนวลราวกับหวนตามลมมา กระซิบกระซาบข้างหู

“เหนื่อยไหม”

เล่นเอาเขาชะงักพลางเหลือบแลไปรอบๆ หากก็ไม่แลเห็นใครนอกจากจับกังจีนที่เพิ่งแบกกระสอบพริกไทยตามมา มีอีกคนแบกกระสอบครั่ง และอีกคนแบกกระสอบหมากแห้ง

“เหนื่อย” เขาเลยตอบออกไป

ก็พอดีลืมตาขึ้นท่ามกลางความมืดและความเย็นของเครื่องปรับอากาศ

ตกใจจนต้องผุดลุกขึ้น เปิดมุ้งออกจากเตียงเซี่ยงไฮ้โบราณหลังที่ตกทอดมา

เตียงเก่าโบราณนี้ เพียงแค่เข้าไปนอนเท่านั้น ก็ราวกับวิญญาณของเขาล่องลอยไปได้อย่างคล่องแคล่วสู่อดีตที่เขาไม่คิดว่าจะผุดขึ้นมาในมโนสำนึกที่แต่แรกคิดไม่ถึงว่าการซ่อมแซมงานศิลปะจะนำเขาไปสมทบกับอิทธิพลของดาวเกตุได้อย่างง่ายดายถึงเพียงนี้

นี่ก็หมายความว่า เขาสามารถติดต่อกับสิ่งที่เรียกว่า ‘วิญญาณ’ ได้กระนั้นหรือ

เขาจะกลายเป็นแบบลุงเขาไปอีกคนใช่หรือไม่

ลุงผู้เคยเล่าเรื่องแปลกๆ ให้ฟัง

เป็นต้นว่า คราวที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จสวรรคตนั้น ลุงของเขาก็เคยสมัครเข้าไปเป็นหน่วยจิตอาสาทำงานเกี่ยวกับเลี้ยงดูประชาชนที่ทยอยกันหลั่งไหลมาเฝ้าแหนขณะตั้งพระบรมศพ จนกระทั่งลุงของเขาฝันไปหลังจากขึ้นไปกราบพระบรมโกศบนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท

ฝันเห็นพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์แห่งบรมราชวงศ์จักรีทั้ง ๙ พระองค์อย่างใกล้ชิดติดตา

ลุงสันสกฤตถึงแก่ก้มลงกราบบนพื้น กราบพระมหากษัตริย์แห่งบรมราชวงศ์จักรีด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่มีต่อคนไทยเชื้อสายจีนอย่างหาที่สุดมิได้

 



Don`t copy text!