พนมนาคา บทที่ 35 : อะไรในทะเลสาบ

พนมนาคา บทที่ 35 : อะไรในทะเลสาบ

โดย : พงศกร

พนมนาคา นวนิยายลึกลับเรื่องล่าสุดของ พงศกร เมื่อ ‘เอเชีย’ Medical illustrator รับงานวาดภาพประกอบตำราทางการแพทย์เกี่ยวกับโรคผิวหนังประหลาดที่มองคล้ายเกล็ดงู ทำให้เธอต้องไปพัวพันกับตำนานอันลึกลับของหมู่บ้านที่ผู้คนยังบูชาพญานาค เธอจะได้กลับออกมาไหม ตามไปลุ้นกันที่ anowl.co เว็บไซต์ที่มีนิยายสนุกๆ ให้คุณได้อ่านออนไลน์

****************************

– 35 – 

สนับสนุนอ่านเอาด้วยการสั่งซื้อหนังสือ “ในสวนอักษร” คลิกที่นี่

เป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ที่เต็มไปด้วยความน่าเบื่อ ด้วยละอองฝนบางเบาโรยตัวลงมาตั้งแต่เช้ามืด จนเกือบเที่ยงจึงเพิ่งจะหยุดตก หากท้องฟ้ายังฉ่ำไปด้วยน้ำ

ฝนวันนี้เป็นฝนหลงฤดูที่พยากรณ์อากาศเคยบอกเอาไว้ เอเชียทำใจแล้วว่าช่วงเวลาสองสัปดาห์ต่อจากนี้ อากาศคงจะแปรปรวนจนยากจะคาดเดาได้

หลังจากรับประทานอาหารเช้าเสร็จ ดอกเตอร์เบเนดิกต์ก็เรียกดอกเตอร์เอลเลน และดอกเตอร์เพียร์สันมาประชุมกันด้วยท่าทางเคร่งเครียด ฌอห์นและเวโรนิก้าเห็นว่าไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับพวกเขา ทั้งสองจึงขอตัวออกไปถ่ายรูปเล่นกันที่ตัวเมืองเก่า ที่เต็มไปด้วยตึกยุคโคโลเนียล

“แล้วพวกเราจะไปไหนกันดีล่ะคุณ” พุ่มข้าวบิณฑ์ถามหญิงสาว พวกเขาไม่ต้องเข้าประชุมกับดอกเตอร์ทั้งสาม จึงมีเวลาว่างตลอดทั้งบ่าย “อากาศน่านอนแบบนี้…จะนอนเล่นอยู่ที่โรงแรม หรืออยากจะออกไปในเมืองไหมครับ”

“คุณไม่ขึ้นไปเทวาลัยแล้วหรือ” เอเชียถาม

“ก็อยากไปอยู่” พุ่มข้าวบิณฑ์เหลือบตามองดูท้องฟ้า ก่อนจะถอนใจออกมายืดยาว “แต่ดูท่าทางแล้ววันนี้คงไม่เหมาะ ผมยังไม่อยากขึ้นไปติดฝนเหมือนคืนวันนั้น เอาไว้รอให้ผ่านพิธีนาคพลีก่อนค่อยขึ้นไปก็ได้…อีกอย่าง เรายังไม่ได้ไปทำเรื่องขออนุญาตเจ้าชายเลยด้วย”

“ก็จริงนะคะ” หลายวันมานี้เธอมัวแต่ยุ่งกับงานจนลืมนึกถึงเจ้าชายอนันตชัยและเจ้าชายอเนกชาติไปเสียสนิท…ไม่รู้ว่าพวกเขากำลังทำอะไรอยู่

อันที่จริงเมืองพนมนาคาก็เล็กเท่านี้ โอกาสจะได้พบกันไม่ใช่เรื่องยาก ถ้าเพียงแต่เจ้าชายทั้งสองจะลงมาที่ตัวเมืองบ้าง หากเอเชียคิดว่าคงไม่มีทาง

“สิทธาล่ะ…อยากไปไหนหรือเปล่า” หญิงสาวสลัดความคิดคำนึงทิ้งไป เธอหันมาทางสิทธาและชวนว่า “ไปในเมืองกับพี่ไหม”

“ไม่ไปได้ไหมพี่” เด็กสาวอ้าปากหาว “หนูอยากอยู่โรงแรม ทำการบ้านที่พี่สั่งเอาไว้ แล้วถ้ามีเวลา หนูว่าจะลองวาดภาพดรอว์อิ้งด้วยจ้ะ”

ทุกวันหลังกลับจากทำงาน เอเชียจะสอนเทคนิคการวาดภาพเล็กๆ น้อยๆ พร้อมกับให้การบ้านเด็กสาว นอกจากจะมีพรสวรรค์ชนิดหาตัวจับยาก สิทธายังมีพื้นฐานที่ดีอยู่แล้ว เอเชียสอนอะไรก็สามารถทำตามได้อย่างรวดเร็ว ภายในเวลาเพียงไม่กี่วันฝีมือวาดภาพของเด็กสาวพัฒนาไปจากเดิมอย่างเห็นได้ชัด

“งั้นก็ตามใจ” เอเชียหันมาทางชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ “เราไปแถวริมทะเลสาบดีไหมหนูพุก…ฉันมีเรื่องคิดอยู่ในหัวเต็มไปหมด ได้เดินเล่นสักหน่อยน่าจะดี”

“เอาสิคุณ” พุ่มข้าวบิณฑ์เริ่มรู้สึกชอบเวลาที่เอเชียเรียกเขาแบบนั้น จึงไม่ได้แย้งอะไรเหมือนตอนแรกที่ได้พบกันใหม่ๆ เขาไม่อยากอยู่โรงแรม แต่ก็ไม่มีแผนอะไรเป็นพิเศษ ได้ออกไปเดินเล่นสูดอากาศแถวริมทะเลสาบ ยังดีกว่าอุดอู้ไม่ได้ไปไหน “แต่แทนที่จะนั่งรถตู้…เราปั่นจักรยานไปกันไหม ถือโอกาสออกกำลังกายไปด้วยในตัว”

เอเชียพยักหน้าเห็นด้วย เธอหันไปโบกมือให้สิทธาก่อนจะเดินตามชายหนุ่มไปยังจักรยานที่จอดรออยู่ทางด้านหน้า

พุ่มข้าวบิณฑ์ใช้ผ้าขนหนูผืนเล็กที่ห้อยติดอยู่ที่ข้างเอว เช็ดละอองน้ำฝนที่เกาะพราวอยู่บนอานของจักรยานให้เอเชียอย่างมีน้ำใจ ก่อนจะหันมาเช็ดจักรยานของตัวเอง

ถนนหน้าโรงแรมทอดคดเคี้ยวไปตามลาดของเนินเขา พนมนาคาเป็นเมืองในหุบเขา มีเนินสูงต่ำไล่ระดับ ใจกลางเมืองคือทะเลสาบสีเขียวมรกต เส้นทางจากโสมรัศมีสู่ย่านธุรกิจของเมืองมีระยะราวห้ากิโลเมตร สองข้างมีต้นหางนกยูงขึ้นเรียงเป็นแนว ยอดไม้หนาทึบประสานกันเป็นอุโมงค์ธรรมชาติที่งดงาม

อากาศหลังฝนเย็นสบาย กลีบของดอกหางนกยูงที่สายฝนพัดพาลงมาจากต้นสูง กระจายตัวปกคลุมไปทั่วบริเวณ มองเผินๆ เหมือนใครเอาพรมสีส้มสดปูลาดเต็มท้องถนน

เอเชียรู้สึกเหมือนกำลังถูกจับตามอง หากเมื่อลองกวาดสายตาดู ก็ไม่เห็นจะมีใครนอกจากพุ่มไม้ใบหนาทึบ

การขี่จักรยานนอกจากเป็นการออกกำลังกายแล้ว ยังเหมือนกับเป็นการทำสมาธิไปด้วยในตัว เมื่อมีเวลาได้อยู่กับตัวเอง ข้อสงสัยที่เอเชียเฝ้าขบคิดมาหลายวัน ก็หวนกลับมาอีกครั้งหนึ่ง

“เตือน วันเนตร…เตือน วันเนตร…ฉันเคยได้ยินชื่อทำนองนี้มาจากไหนนะ…คุ้นมากๆ”

เอเชียมองตรงไปข้างหน้า ปั่นจักรยานด้วยความระมัดระวัง พร้อมกับพึมพำชื่อที่ติดอยู่ในความทรงจำกลับไปกลับมา

“พูดว่าอะไรนะคุณ…พูดกับผมหรือเปล่า” พุ่มข้าวบิณฑ์ปั่นจักรยานนำอยู่ข้างหน้า เขาได้ยินเอเชียไม่ถนัด

“ไม่มีอะไรค่ะ…ฉันแค่คิดออกมาดังๆ เท่านั้นเอง” เอเชียส่ายหน้า ก่อนจะพึมพำต่อ “เตือน วันเนตร…เตือน วันเนตร…”

ทะเลสาบพนมนาคาปรากฏอยู่เบื้องหน้า สายหมอกสีขาวลอยเรี่ยอยู่เหนือผิวน้ำ เมฆฝนเบื้องบนสะท้อนเงา ทำให้สีมรกตของน้ำในทะเลสาบแปรเปลี่ยนเป็นสีเขียวเข้มอมดำ ราวกับซุกซ่อนความลับเอาไว้

แล้วอะไรบางอย่างก็สว่างวาบขึ้นมาในห้วงแห่งความทรงจำ

“จริงสิ…นึกออกแล้ว”

ดวงตาของหญิงสาวเบิกกว้าง ก่อนจะร้องเสียงดังด้วยความดีใจ

“เตือน วันเนตร…เตือน สีจัน…นึกออกแล้ว…เตือน สีจัน…”

“อะไรกันคุณ” พุ่มข้าวบิณฑ์ตกใจ

เอเชียเร่งจักรยานขึ้นมาจนทันเขา แล้วบอกชายหนุ่มว่า

“ฉันนึกออกแล้ว” หญิงสาวปั่นจักรยานขนานไปกับพุ่มข้าวบิณฑ์ พยายามรักษาความเร็วให้เสมอกัน เธอเล่าเรื่องที่ได้ยินมาจากเด็กหญิงซก นารีให้พุ่มข้าวบิณฑ์ฟังโดยละเอียด ก่อนจะสรุปว่า

“ฉันนั่งนึกนอนนึกมาสองวันแล้ว…ถึงว่าสิ ทำไมชื่อของเตือน วันเนตรถึงคุ้นหูฉันนัก…เด็กคนนั้นจะต้องเป็นหลานของเตือน สีจันแน่ๆ”

“เตือน สีจัน” พุ่มข้าวบิณฑ์นิ่งนึก

“จำผู้หญิงชาวพนมนาคาที่อพยพไปอยู่อเมริกาที่ฉันเล่าให้คุณฟังได้ไหมหนูพุก ผู้หญิงคนที่เอารูปถ่ายของหลานชายมาให้ดอกเตอร์เบเนดิกต์ดู แล้วถามดอกเตอร์เกี่ยวกับโรคประหลาดที่เกิดขึ้นกับเด็กๆ ที่นี่…จนเป็นที่มาของโครงการศึกษาวิจัยโรคผิวหนังประหลาดในเด็กครั้งนี้ยังไงคะ”

เอเชียเลี้ยวจักรยานตามพุ่มข้าวบิณฑ์ไปจอดอยู่ที่ริมทะเลสาบ

มีเก้าอี้สำหรับนั่งเล่นเรียงรายอยู่หลายตัว หากทั่วบริเวณนั้นมีเพียงหล่อนและเขาสองคนเท่านั้น

แน่ละ…ในวันที่อากาศชื้นเย็นเต็มไปด้วยละอองฝนแบบนี้ ผู้คนส่วนใหญ่สมัครใจจะพักผ่อนอยู่ที่บ้านมากกว่า

พุ่มข้าวบิณฑ์จอดจักรยานที่ใต้ต้นหางนกยูงใหญ่ แล้วชวนให้เอเชียไปนั่งเล่นที่เก้าอี้ตัวยาวด้วยกัน

“คุณเคยเห็นภาพถ่ายนั้นไหม” พุ่มข้าวบิณฑ์อยากรู้

“ไม่เคย” เอเชียส่ายหน้าจนผมกระจาย “ดอกเตอร์เบเนดิกต์ไม่เคยให้ฉันดู”

“ท่าทางคุณมั่นใจว่าเด็กชายเตือน วันเนตร อยู่ที่อาคารท้ายป่านั่น” พุ่มข้าวบิณฑ์เชื่อมโยงข้อมูลต่างๆ เข้าด้วยกันอย่างรวดเร็ว

“คุณก็เห็นเหมือนกับที่ฉันเห็น…ในอาคารนั้นมีห้องเล็กห้องน้อยหลายห้อง” เอเชียยังจำภาพอาคารที่ปราศจากหน้าต่างหลังนั้นได้แม่นยำ “ฉันคิดว่าเตือน วันเนตรไม่ใช่เด็กคนเดียวที่ถูกขังอยู่ในนั้นแน่ๆ”

“คุณโสภณไม่มีทางให้พวกคุณได้พบตัวเด็กที่มีอาการหนักแน่ๆ” พุ่มข้าวบิณฑ์นึกเดาได้ “เขาจะให้พวกคุณได้เห็นแต่เด็กที่มีอาการป่วยไม่มาก…พนันกันได้เลย พอตรวจเด็กกลุ่มนั้นครบทุกคน เขาก็จะรีบไล่ให้พวกคุณกลับไป…เชื่อผมไหม”

“เชื่อสิ”

เอเชียพยักหน้าพร้อมกับถอนใจยืดยาว ไม่ต้องรอให้พุ่มข้าวบิณฑ์บอก เธอก็พอจะบอกได้จากท่าทีแข็งกร้าวของหัวหน้าหมู่บ้านคนนั้น

หญิงสาวทอดสายตามองทะเลสาบตรงหน้า ความดำมืดของผิวน้ำ ทำให้บรรยากาศน่ากลัว…แตกต่างไปจากทุกวัน สายลมที่พัดผ่านมาเป็นระยะ ทำให้เกิดระลอกคลื่นลูกแล้วลูกเล่า

“คนที่นี่ไม่ต้องการความช่วยเหลือจากพวกเรา…ไม่อยากให้คนนอกได้เห็นสิ่งที่น่าอับอายขายหน้า”

“บราโว…ถูกต้อง” พุ่มข้าวบิณฑ์ดีดนิ้ว

“พวกเขาไม่สนพวกคุณเลยสักนิด…ในเมื่อเขาเชื่อกันว่าอาการป่วยเกิดจากคำสาปของพญานาค และพิธีนาคพลีก็กำลังจะมาถึงในอีกไม่นานนี้แล้ว ถ้าพวกเขาบวงสรวงได้ถูกต้อง ถูกใจ…พญานาคก็จะถอนคำสาปให้ จากนั้นเด็กทุกคนก็จะหายป่วย แบบนี้พวกเขายังจะต้องการพวกคุณไปทำไม”

“ก็จริงของคุณ” เอเชียพึมพำ

“แล้วคุณคิดจะทำอย่างไรต่อไป” พุ่มข้าวบิณฑ์ถาม เขาแลเห็นความยุ่งยากมากมายกำลังรออยู่ข้างหน้า

“ฉันคิดว่า…” เอเชียนิ่งคิดไปนิดหนึ่ง ก่อนจะตอบออกมาอย่างมั่นใจ “ฉันจะตามหาพี่สาวของเตือน สีจัน…แม่ของเตือน วันเนตรให้พบ ฉันอยากสอบถามเธอถึงเรื่องลูกชายว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมวันเนตรถึงต้องถูกส่งตัวไปอยู่ที่อาคารแห่งนั้น แล้วก็…ถ้าเป็นไปได้ ฉันก็อยากกลับไปพบเจ้าชายอนันตชัยและเจ้าชายอเนกชาติอีกครั้ง ฉันจะถามท่านเรื่องพิธีนาคพลีกับการแก้คำสาป…พญานาคจะถอนคำสาปให้กับเด็กพวกนั้นได้อย่างไร…ฉันอยากรู้”

พุ่มข้าวบิณฑ์ได้ฟังคำตอบของเอเชียแล้วถึงกับยกมือขึ้นกุมศีรษะ รู้สึกปวดหัวจี๊ดขึ้นมาทันที นึกอยากจับตัวหล่อนมาเขย่าแรงๆ และเอ็ดว่าอย่าไปยุ่งกับเรื่องอะไรที่ไม่ใช่เรื่องของเรา…อย่าหาเรื่องใส่ตัวจะดีกว่าไหม…

ตอนแรกเขาคิดว่าจะไม่ยุ่งเรื่องพวกนี้ ที่ตกลงเดินทางมาพนมนาคาก็เพราะเพกากำชับนักกำชับหนา ให้มาเป็นเพื่อนเอเชีย และตัวเขาเองก็อยากจะเห็นนาคเทวาลัยแห่งเดียวที่ยังหลงเหลืออยู่

แต่พอวันนี้…ได้ฟังเรื่องที่เอเชียเพิ่งเล่า ได้ฟังว่าหล่อนวางแผนจะทำอะไรต่อ ชายหนุ่มก็เริ่มรู้สึกได้ถึงภัยคุกคามบางอย่างที่ซ่อนอยู่อย่างลึกเร้น ภายใต้รอยยิ้มที่ฉาบบนดวงหน้าของพาน โสภณ

เด็กงูเป็นความน่าอับอายของหมู่บ้านและคนพนมนาคา

พวกเขาไม่ต้องการให้โลก…ไม่ต้องการให้ใคร รู้เรื่องของเด็กงู

เพราะยิ่งมีคนรู้เรื่องมากเท่าไร…เรื่องเด็กงูจะไม่เป็นความลับอีกต่อไป

แล้วถ้าอยากให้เรื่องนี้เป็นความลับต่อไปล่ะ…พุ่มข้าวบิณฑ์ถามตัวเอง และก็ต้องตกใจกับคำตอบที่ได้รับ…ก็ต้องกำจัดคนที่รู้ความลับพวกนี้อย่างไรเล่า…

คนตาย คือคนที่เก็บความลับได้ดีที่สุด…นี่เป็นครั้งแรกที่พุ่มข้าวบิณฑ์รู้สึกหนาวเยือกเข้าไปถึงกระดูก…

ไม่ใช่เรื่องยากอะไรเลยที่จะปิดปากคณะทำงานของดอกเตอร์เบเนดิกต์…ที่เมืองปิดอย่างพนมนาคา อะไรก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้น

“เอเชีย…ผมคิดว่าเราอย่ายุ่งเรื่องนี้ดีกว่าไหม” เขาเอ่ยออกมาได้ในที่สุด “รีบทำงานให้เสร็จแล้วรีบกลับไปเสียมเรียบด้วยกัน”

“คุณกลัวหรือหนูพุก” เอเชียย้อนถาม

“ผมไม่กลัวพาน โสภณ” เขาตอบรวดเร็ว “แต่ผมกลัวคุณจะเป็นอันตรายต่างหาก”

เอเชียได้ฟังประโยคสุดท้ายของชายหนุ่มแล้วก็นิ่งไปพักใหญ่ บอกไม่ถูกว่าความรู้สึกในยามนั้นเป็นความรู้สึกอะไร แต่ที่แน่ๆ เอเชียรู้สึกว่าหัวใจของตัวเองกำลังเต้นแรง ดวงหน้าร้อนผ่าวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน…

แต่แล้วก่อนที่จะได้คุยอะไรกันต่อ จู่ๆ หญิงสาวก็ผุดลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว มือชี้ไปยังทะเลสาบพร้อมกับส่งเสียงร้องดังลั่น

“เอ๊ะ…นั่นอะไร…คุณเห็นไหม”

พุ่มข้าวบิณฑ์ละสายตาจากดวงหน้าสวยเก๋ของเอเชีย หันกลับไปยังทะเลสาบ แล้วก็ต้องอ้าปากค้าง เพราะจู่ๆ ผิวน้ำเบื้องหน้าก็เกิดระลอกใหญ่แล่นเป็นริ้ว ตัดขวางระลอกคลื่นเล็กๆ ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ

“ต้องมีตัวอะไรอยู่ใต้น้ำแน่ๆ”

เอเชียวิ่งไปเกาะรั้วเหล็กที่กั้นอยู่รอบทะเลสาบ ดวงตากลมโตของหญิงสาวจ้องมองด้วยความตื่นเต้น

คลื่นขนาดใหญ่แล่นเป็นแนวยาว คล้ายกับ…

คล้ายกับงูขนาดใหญ่กำลังเคลื่อนที่อยู่ใต้ผิวน้ำ

พุ่มข้าวบิณฑ์ได้สติ เขารีบยกมือถือขึ้นถ่ายคลิปภาพ ‘อะไร’ บางอย่างที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่ใต้ทะเลสาบ

“ตัวอะไรน่ะ…หนูพุก” เอเชียจ้องมองภาพตรงหน้า เขย่าแขนล่ำสันของพุ่มข้าวบิณฑ์ด้วยความตื่นเต้น

“เอเชีย…อย่าเขย่าแขนผม…เดี๋ยวมือถือตกน้ำ” พุ่มข้าวบิณฑ์ร้องโวยวาย และเอเชียก็เลยได้สติ

เสียงน้ำในทะเลสาบแตกซ่า…

‘อะไร’ บางอย่างนั้นไม่เพียงแต่เลื้อยแล่นเล่นน้ำเท่านั้น หากทว่าชูส่วนหัวยื่นพ้นผิวน้ำขึ้นมาให้เห็นแวบหนึ่ง…

“พญานาค!”

Don`t copy text!