พนมนาคา บทที่ 43 : ตามหา

พนมนาคา บทที่ 43 : ตามหา

โดย : พงศกร

พนมนาคา นวนิยายลึกลับเรื่องล่าสุดของ พงศกร เมื่อ ‘เอเชีย’ Medical illustrator รับงานวาดภาพประกอบตำราทางการแพทย์เกี่ยวกับโรคผิวหนังประหลาดที่มองคล้ายเกล็ดงู ทำให้เธอต้องไปพัวพันกับตำนานอันลึกลับของหมู่บ้านที่ผู้คนยังบูชาพญานาค เธอจะได้กลับออกมาไหม ตามไปลุ้นกันที่ anowl.co เว็บไซต์ที่มีนิยายสนุกๆ ให้คุณได้อ่านออนไลน์

****************************

– 43 – 

สนับสนุนอ่านเอาด้วยการสั่งซื้อหนังสือ “ในสวนอักษร” คลิกที่นี่

“เดี๋ยวก่อน” เอเชียใจหายวาบ “นารีไม่ได้กลับบ้านอย่างนั้นหรือคะยาย”

“ถ้ากลับมาแล้ว พวกฉันจะระดมคนมาช่วยกันตามหาแบบนี้ไหมล่ะ” ซก วรรณย้อน ดวงตาที่จ้องมองมายังหญิงสาวร่างสูงโปร่งนั้นขุ่นขวาง

“บอกมานะ พวกแกจับตัวหลานฉันไปทำไม หลานฉันทำอะไรให้พวกแก…เอานังนารีไปซ่อนไว้ที่ไหน”

“ตั้งสติหน่อยยาย” พุ่มข้าวบิณฑ์เสียงเคร่งขรึม “ถ้าพวกเราจับนารีไป แล้วจะปั่นจักรยานมาที่นี่ทำไม”

“แต่หลานฉันมันยังไม่กลับบ้าน” ประกายตาของซก วรรณดูหวั่นไหว

“เป็นไปไม่ได้ หนูเป็นคนส่งนารีขึ้นรถด้วยตัวเอง” สิทธายืนยันด้วยน้ำเสียงหนักแน่ “นารีไปหามิสเอเชียที่โรงแรมจริง แต่ไม่เจอ ดอกเตอร์เบเนดิกต์ให้คนขับรถตู้พานารีมาส่งตั้งแต่ช่วงหกโมงเย็นแล้ว”

จริงเหรอ” ซก วรรณนิ่วหน้า

“หนูจะโกหกยายทำไม” สิทธาว่า “ถ้าไม่เชื่อ กลับไปถามคนขับรถด้วยกันไหม”

“ถ้ายังงั้น…นังนารีหายไปไหนซก วรรณยังส่งเสียงดัง เอเชียคิดว่ายายของซก นารีมีอิทธิพลในหมู่ชาวบ้านไม่น้อย เพราะทุกคนดูมีท่าทางเกรงอกเกรงใจ

ไม่รู้ละ ยังไงแกก็ต้องรับผิดชอบ” ซก วรรณชี้หน้าเอเชีย “หลานฉันบอกว่าจะไปหาแกที่โรงแรม ฉันห้ามแล้วแต่มันก็แอบหนีไปตอนฉันอาบน้ำ…โธ่เอ๋ย หลานยาย จะเป็นตายร้ายดีอย่างไรบ้างก็ไม่รู้

ได้ยินเสียงผู้หญิงสะอื้นเบาๆ เมื่อหันไปดู เอเชียเห็นผู้หญิงผิวคล้ำ รูปร่างผอมบางยกมือเช็ดน้ำตาป้อยๆ นางซก วรรณมีท่าทางขัดใจจึงหันไปตวาดหญิงสาวคนนั้น

“แกจะมัวร้องไห้หาอะไรนังจอง ช่วยกันคิดสิว่าจะหาลูกของแกได้ที่ไหน”

ซก จองเป็นลูกสาวของนางซก วรรณ เธอก็คือมารดาของซก นารี

หลายวันที่ผ่านมา เธอกับซก เรืองผู้สามีไปทำธุระที่พระตะบอง เพิ่งกลับมาถึงพนมนาคาเมื่อตอนหัวค่ำ และได้รู้เรื่องที่ลูกสาวหายตัวไปจากนางซก วรรณ

ทันทีที่รู้ว่าลูกหาย ซก เรืองก็เรียกเพื่อนบ้านให้มาช่วยกันตามหา พวกเขาเดินถามไปตามบ้านของเพื่อนๆ ซก นารีแต่ไม่มีใครพบเด็กหญิง

“ปกตินารีขี้กลัวจะตาย” ซก จองเสียงสั่น “การที่แกกล้าหนีแม่เพื่อไปหามิสคนนั้น…แสดงว่าต้องเป็นเรื่องสำคัญมาก”

“นารีไปหามิสเอเชียทำไมคะ” หญิงสาวอีกคนที่ยืนอยู่ถัดจากซก จองไปเอ่ยถามสิทธาขึ้นด้วยน้ำเสียงเกรงใจ ท่าทางของเธอดูเป็นคนมีการศึกษา

“นารีบอกว่าไปขอความช่วยเหลือเรื่องอาหารกลางวัน” สิทธาเล่าเรื่องที่ได้ฟังจากปากของเด็กหญิง “โรงเรียนไม่มีอาหารกลางวันให้เด็กกิน…นักเรียนต้องอดๆ อยากๆ”

“เป็นไปไม่ได้” หญิงสาวคนนั้นนิ่วหน้า “ฉันชื่อสิน จันดี เป็นครูสอนศิลปะอยู่ที่โรงเรียนของนารี รับประกันได้ว่าไม่มีปัญหาอย่างนั้นแน่นอน นารีเอาที่ไหนมาพูด…พนมนาคาไม่เคยขาดแคลนเรื่องอาหารการกิน”

เอเชียฟังแล้วอึ้งไป เธอคิดเหมือนกับครูสาวคนนั้น เอเชียหันไปทางพุ่มข้าวบิณฑ์ก็เห็นชายหนุ่มกำลังมีท่าทางครุ่นคิด

นั่นสิครับ ผมว่าเรื่องนี้มีอะไรที่ไม่ชอบมาพากล” เขาเอ่ยออกมาในที่สุด “ถ้าจะหาตัวนารีให้พบ…ผมคิดว่าเราอาจจะต้องเริ่มต้นลองสอบถามคนขับรถตู้ดูว่า…เขาได้มาส่งนารีแล้วจริงๆใช่ไหม”

“ฉันว่าไปแจ้งหัวหน้าโสภณดีกว่า” ซก เรือง บิดาของเด็กหญิงเสนอ

“ไม่” ซก วรรณปฏิเสธเสียงแข็ง และนั่นทำให้เอเชียอดจะประหลาดใจมิได้ “แกยังเชื่อน้ำหน้าหัวหน้าโสภณอยู่อีกหรือ”

ซก เรืองก้มหน้านิ่ง เขาถอนใจยาวและส่ายหน้า

“ไม่เชื่อ”

“มันทำเรื่องวุ่นวายมาตั้งกี่ครั้งแล้ว…นังครูใหญ่เมียของมันก็เหมือนกัน…ใช่ไหม จันดี” ซก วรรณหันไปทางครูสอนศิลปะ ที่มีศักดิ์เป็นหลานสาวของนาง

“เอ้อ…” สิน จันดีมีท่าทางอึกอัก เธอไม่ตอบคำถามของป้า หากเปลี่ยนมาโฟกัสเรื่องของเด็กหญิงที่หายตัวไปแทน “หนูว่าเราอย่าเพิ่งพูดเรื่องอื่นกันเลย…เรื่องเด็กหายสำคัญกว่า มาช่วยกันหาตัวนารีให้พบก่อนดีกว่านะจ๊ะ…นี่แน่ะ มิสเตอร์…ฉันเห็นด้วยกับคุณนะคะ”

ประโยคสุดท้ายเธอหันมาทางพุ่มข้าวบิณฑ์

“กลับไปถามคนขับรถให้รู้กันไปว่ามาส่งนารีแล้วจริงๆใช่ไหม…ถ้าส่ง มาส่งถึงที่บ้านหรือส่งที่ตรงไหน แบบนี้เราจะได้เริ่มต้นหาตัวนารีได้ถูก

“จะไปถามที่ไหนล่ะคุณ” เอเชียหันไปทางคนตัวใหญ่ “ป่านนี้เลิกงานกลับบ้านกันไปหมดแล้ว”

“ฉันรู้จัก ถึงจะไม่ค่อยสนิทนักแต่ก็พอคุยกันได้” ซก จองว่า พนมนาคาเป็นเมืองเล็กๆ ใครทำอะไรที่ไหนมักจะรู้กันหมด คนขับรถตู้ที่พาน โสภณจัดเตรียมไว้ให้คณะทำงานก็เป็นคนในพื้นที่ “บ้านพี่ซอม บัดอยู่ไม่ไกล…เราไปถามแกให้รู้เรื่องกันไป”

“นอกจากไปหาคนขับรถตู้…ฉันเสนอให้แบ่งคนอีกกลุ่มไปช่วยกันค้นหานารีที่โรงเรียนด้วย” เอเชียตัดสินใจพูดออกมา

“ไปโรงเรียน ไปทำไม” ประกายหวั่นไหวในดวงตาของซก วรรณ ทำให้เอเชียคิดว่าเธอมาถูกทางแล้ว

“ฉันกำลังสงสัยว่า…นารีอาจไปหาเพื่อนที่โรงเรียน” เอเชียครุ่นคิดเรื่องนี้มาตลอดทาง

ซก นารีเป็นเด็กฉลาดเกินกว่าที่ผู้ใหญ่จะคาดคิด หญิงสาวเชื่อว่าซก นารีมาหาเธอเพื่อขอความช่วยเหลือเรื่องอื่น ไม่ใช่เรื่องอาหารกลางวันแน่ๆ แต่เด็กหญิงคงจะไม่ไว้ใจดอกเตอร์ทั้งสามคนนั้น จึงโกหกว่ามาขอความช่วยเหลือเรื่องอาหารกลางวัน…

ต้องเป็นเช่นนี้แน่ๆ

เรื่องที่ทำให้เด็กหญิงเดินเท้าเปล่าเป็นระยะทางหลายกิโลเมตร…จะต้องสำคัญมากพอ และเรื่องนั้นจะเปนเรื่องอะไรไปได้…นอกจากเรื่องของเพื่อนที่ถูกกักขังอยู่ในอาคารที่ป่าท้ายโรงเรียน!

“นารีอาจไปหาเพื่อนที่นั่น” เอเชียพูดออกมาตรงๆ ตามนิสัย

“วันนี้โรงเรียนหยุด” ครูจันดีรีบบอก “ไม่มีเด็กหรอกค่ะ”

“ไม่มีเด็ก” เอเชียหัวเราะเสียงแผ่วต่ำ “แน่ใจหรือคะครู”

“มิสหมายความว่าอย่างไร” ครูจันดีมีท่าทางระแวดระวังขึ้นมาทันใด

หมายความว่า…ยังมีเด็กอีกตั้งหลายคน พวกเขาถูกขัง…เอ้อ…ไม่ใช่สิ คุณครูพาน ดาราบอกพวกฉันว่า เด็กๆ พวกนั้นป่วยเป็นโรคเกล็ดงู เลยถูกพาตัวไปเลี้ยงดูอยู่ที่อาคารท้ายโรงเรียน” เอเชียเอ่ยชัดถ้อยชัดคำ เธอกวาดสายตามองไปรอบๆ และชาวบ้านที่มุงกันอยู่แถวนั้นก็ไม่มีใครกล้าสบตากับเธอแม้แต่คนเดียว “นารีอาจจะไปหาเพื่อนกลุ่มนั้น

เป็นไปไม่ได้” เสียงของครูจันดีแผ่วเบาราวกระซิบ มีร่องรอยประหวั่นฉายชัดในดวงตาคู่นั้น “เด็กพวกนั้นหน้าตาน่าเกลียดน่ากลัว พวกเขาไม่มีเพื่อนหรอก…เด็กปกติไม่มีใครอยากคบกับเด็กป่วย นารีไม่มีวันไปหาเด็กงูหรอก”

แต่ฉันว่าอาจจะเป็นไปได้นะจันดี” ซก วรรณมีท่าทางครุ่นคิด หลังจากเริ่มตั้งสติได้ ยายของเด็กหญิงก็เอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

“นังนารีมันเป็นห่วงเพื่อนเด็กงูของมันอยู่ไม่น้อย หลายวันมานี้มันทำท่าแปลกๆ…ห่อข้าวไปกินที่โรงเรียนวันละสองสามห่อ นังนารีตัวนิดเดียว ปกติกินไม่จุขนาดนั้นหรอก ฉันว่ามันต้องเอาไปแบ่งให้เด็กพวกนั้นแน่ๆ”

“เด็กพวกนั้นก็มีข้าวกิน” ครูจันดีเผลอเล่าออกมา “นารีจะห่อไปให้อีกทำไม…หรือว่ากินไม่อิ่ม”

“ไม่รู้สิ” ซก วรรณส่ายหน้า “มันไม่ยอมเล่าอะไรให้ฉันฟังเลย”

“ถ้าครูสิงหารู้เข้า นารีต้องโดนลงโทษแน่” ครูจันดีตกใจ

ความช่างพูดช่างคุยของครูพาน ดารา ทำให้เอเชียรู้ว่า ครูเสาร์ สิงหาเป็นครูจ้างสอน ให้มาคอยดูแลเด็กป่วยในอาคารท้ายโรงเรียนโดยเฉพาะ

ครูสิงหาเคยเป็นทหารในกองพันเขมรแดงมาก่อน หลังจากวางอาวุธยอมแพ้แก่รัฐบาล เขาก็กลับมาอยู่ที่พนมนาคาและสมัครเป็นครูอัตราจ้างพิเศษ

รีบไปกันเถิดครับ อย่ามัวเสียเวลากันอยู่เลย สิ่งสำคัญที่สุดตอนนี้คือหานารีให้พบแบ่งเป็นสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งไปหาคนขับรถตู้ อีกกลุ่มไปโรงเรียนด้วยกัน

พุ่มข้าวบิณฑ์เห็นว่ายิ่งพูดกันก็ยิ่งมากความและทำให้เสียเวลานานขึ้น จากประสบการณ์ของเขา เวลามีเด็กหายตัวไป ผู้ปกครองไม่ควรรอนาน ยิ่งออกตามหาและแจ้งเจ้าหน้าที่เร็วเท่าไรโอกาสจะได้พบตัวเด็กก็มีมากขึ้นเท่านั้น

“แต่…” ครูจันดีมีท่าทางลังเล เธอหันไปหาซก วรรณ เอ่ยเสียงอ่อน “ถ้าครูใหญ่กับครูสิงหารู้เข้า…จะไม่ดีนะป้า”

“นังนารีมันเป็นหลานแกนะจันดี” ซก วรรณเสียงเข้ม “ถ้าแกกลัวครูใหญ่จะตำหนิ ไม่ต้องไปก็ได้ แต่จะมาห้ามฉัน ฉันไม่ยอม…ยังไงก็ต้องไปตามหาตัวนารีที่นั่น”

“เอ้า…ไปก็ไป” ครูจันดีตัดสินใจ “เป็นยังไงก็เป็นกัน”

งั้นผมแบ่งกลุ่มแบบนี้เลยนะครับ ถ้ายายไม่เห็นด้วยก็แย้งได้” พุ่มข้าวบิณฑ์บอกซก วรรณ “เอเชีย ผม ครูจันดีและคุณเรือง ไปโรงเรียนด้วยกัน…ส่วนคุณยายวรรณ คุณจองและสิทธา เป็นกลุ่มที่สอง ไปบ้านคนขับรถตู้…ส่วนคนอื่นๆ แล้วแต่สะดวกเลยนะครับ จะไปด้วยกันกับพวกเราหรือจะแยกย้ายกันกลับบ้านก็ได้”

“คนอื่นๆ กลับบ้านไปพักผ่อนเถอะ” ซก วรรณตัดสินใจ เธอเม้มริมฝีปากแน่น บอกกับทุกคนด้วยเสียงเคร่งขรึมว่า “รบกวนพวกแกมาหลายชั่วโมงแล้ว ทำแบบที่มิสเตอร์เขาว่าก็ดี…ฉันเห็นด้วย ถ้าต้องขอความช่วยเหลืออะไร ฉันจะบอกพวกแกอีกครั้ง”

ซก วรรณ ลูกเขยของนางและครูจันดีต่างก็มีจักรยานเช่นกัน ดังนั้นทีมของพุ่มข้าวบิณฑ์จึงปั่นจักรยานตามกันไปตามถนนสายเล็ก มุ่งหน้าไปสู่โรงเรียนประจำหมู่บ้าน

สงจันทร์ข้างขึ้นส่องสว่าง มองเห็นทางได้ชัดเจน แทบไม่ต้องพึ่งดวงไฟหน้ารถ สายลมเย็นยะเยือกพัดผ่านมาเป็นระยะ ทำให้เอเชียรู้สึกหนาวสะท้านอยู่ข้างใน

โรงเรียนตั้งทะมึนอยู่ในเงามืด ครูจันดีโบกมือให้ทุกคนเลี้ยวไปรวมกันที่ศาลาหลังเล็กที่ด้านหน้าโรงเรียน แล้วบอกกับทุกคนว่า

“ฉันกับป้าจะเข้าไปเอง ส่วนพวกคุณ…รออยู่ที่นี่ก่อน”

“อ้าว” เอเชียขมวดคิ้ว “ทำไมเราไม่เข้าไปพร้อมกันเสียเลยล่ะคะ”

“ครูสิงหานอนพักอยู่ในโรงเรียน ฉันจะไปถามว่าเขาเห็นนารีหรือเปล่า” จันดีชี้มือไปยังอาคารเรียนสองชั้น เอเชียเห็นแสงไฟที่หน้าต่างของห้องสุดท้าย ซึ่งอยู่บนชั้นสองเปิดสว่าง “เขาไม่ค่อยเป็นมิตรนักหรอก โดยเฉพาะถ้ามีอะไรที่เกี่ยวข้องกับเรื่อง…เด็กพวกนั้น…”

ครูสอนศิลปะพยายามหลีกเลี่ยงไม่เอ่ยคำว่า เด็กงูออกมาตรงๆ

“งั้นผมรออยู่ตรงนี้” พุ่มข้าวบิณฑ์รู้สึกว่าทุกอย่างราบรื่นกว่าที่เขาคิด ตอนปั่นจักรยานมาที่โรงเรียน เขากำลังกังวลว่าจะหาทางไปดูอาคารที่ขังเด็กงูได้อย่างไร ไม่นึกเลยว่าครูจันดีจะทำให้แผนการทุกอย่างง่ายขึ้น

“ฉันอยากไปด้วย” เอเชียเกือบทำเสียแผน

“ไม่ต้องไปหรอกคุณ เชื่อครูจันดีดีกว่า” พุ่มข้าวบิณฑ์รีบหันไปขยิบตาให้เอเชีย ส่งสัญญาณให้หญิงสาวอยู่นิ่งๆ ไว้ก่อน“เรารออยู่นี่ละ…ครูสิงหาไม่เคยรู้จักพวกเรา ถ้าเราเข้าไปด้วย จะต้องมานั่งแนะนำตัว อธิบายกันให้ยุ่งยากเปล่าๆ…คุณครูไปเถิดครับ”

ประโยคหลังเขาหันไปบอกครูจันดี

“รอหน่อยนะคุณ” ครูจันดีว่า “ฉันก็บอกไม่ได้ว่ากี่นาที อาจจะใช้เวลาเจรจากันนานสักหน่อย เพราะครูสิงหาเป็นคนที่ไม่ค่อยเข้าใจอะไรง่ายๆ…แต่ฉันกับป้าจะรีบกลับมา”

“ขอให้ได้ข่าวดีนะครับ” พุ่มข้าวบิณฑ์อวยพรไล่หลัง เขาหมายความเช่นนั้นจริงๆ

รอจนหญิงทั้งสองลับหายไปตามทางเดินที่ทอดยาวสู่อาคารเรียนแล้ว พุ่มข้าวบิณฑ์จึงหันไปพยักหน้าให้เอเชียอีกครั้งอย่างรู้กัน

“คุณพร้อมไหม”

“พร้อมค่ะ” เอเชียส่งยิ้มให้เขาอย่างรู้กัน ก่อนจะวิ่งตามชายหนุ่มอ้อมไปทางด้านหลังของอาคาร มุ่งหน้าสู่เรือนหลังเล็กที่ซ่อนตัวอยู่ในราวป่า

“ระวังด้วยนะคุณ” พุ่มข้าวบิณฑ์หันมาบอกหญิงสาว มีเวลาไม่มากนัก พวกเขาต้องรีบไปและกลับมายังศาลาหน้าโรงเรียนก่อนที่ครูจันดีและซก วรรณจะกลับมา

เคราะห์ดีที่แสงจันทร์สว่างมากพอจนไม่ต้องใช้ไฟฉายที่ติดตัวมาด้วย พุ่มข้าวบิณฑ์ใช้เสื้อแจ็กเก็ตตัวเดิมเกี่ยวรั้วลวดหนามยกขึ้น พยักหน้าให้เอเชียมุดเข้าไปเป็นคนแรก ก่อนที่ตัวเขาจะรีบตามเข้าไป

อาคารหลังนั้นเงียบสงัด…

เป็นความเงียบที่แตกต่างจากวันแรกที่ได้มาเห็น…เอเชียเหลือบมองไปรอบกายด้วยความรู้สึกประหวั่น แม้แต่สายลมก็หยุดนิ่ง

พุ่มข้าวบิณฑ์นำหน้าไปยังรอยแตกทางด้านหลังของอาคาร เขาใช้ไฟฉายในมือส่อง พร้อมกับแนบสายตามองดูความเคลื่อนไหวภายใน เอเชียทำตามชายหนุ่มบ้าง และหญิงสาวก็ต้องอ้าปากค้างเมื่อสังเกตเห็นความผิดปกติหลายอย่างในนั้น

อย่างแรกเลยก็คือ สภาพในอาคารดูเป็นระเบียบเรียบร้อย ห้องเล็กๆ ทุกห้องเปิดประตูกว้าง โต๊ะ เก้าอี้และตู้หนังสือถูกจัดวางเอาไว้อย่างเป็นระเบียบ ดูเผินๆ คล้ายกับห้องเรียนที่นักเรียนกลับบ้านกันไปหมดแล้ว…

ใช่…

สิ่งที่หายไปคือเด็กงูที่เอเชียเคยเห็น…

ไม่มีร่องรอยของสิ่งมีสิ่งมีชีวิตปรากฏให้เห็น

“คุณ…ดูนั่นสิ” พุ่มข้าวบิณฑ์กวาดสายตาสำรวจไปรอบๆ และเห็นอะไรบางอย่างบนพื้น เลยสะกิดเอเชีย “คุณว่าอะไร”

แสงสลัวรางของไฟฉายในมือของชายหนุ่ม ฉายให้เห็นคราบของเหลวที่กองอยู่เป็นหย่อมๆ…

สีของมันแดงคล้ำ และเอเชียก็เกือบจะหวีดร้องออกมาเมื่อนึกขึ้นได้

“เลือด…ใช่เลือดไหมคุณ”

“ผมว่าใช่นะ” เสียงของพุ่มข้าวบิณฑ์แผ่วต่ำ

“เลือดของใคร” เอเชียพึมพำ “อย่าบอกนะว่าเลือดของเด็กงูพวกนั้น…”

“ผมก็ไม่รู้…ท่าทางคงเกิดเรื่องไม่ดีขึ้นแล้วละ” เขาถอนใจยาว

“หนูพุก” เอเชียหันมาเขย่ามือชายหนุ่ม “ฉันว่าที่นารีหนียายไปหาฉัน ก็เพราะต้องการให้มาช่วยเด็กงูพวกนี้…นารีคงรู้มาว่า กำลังจะเกิดอะไรขึ้นกับเพื่อนของเธอ”

“แล้วตอนนี้นารีล่ะ…หายไปไหน” พุ่มข้าวบิณฑ์ใจเต้นแรง นึกเป็นห่วงเด็กหญิงตัวน้อยขึ้นมาจับใจ

“นั่นสิ…” เอเชียเสียงสั่น มือสั่น “คุณพระคุณเจ้าช่วยด้วยเถิด…ขอให้นารีปลอดภัย ขอให้ยายวรรณกลับไปถึงบ้าน แล้วพบว่านารีกลับมาเรียบร้อยแล้วด้วยเถิด…”

Don`t copy text!