เปลวกนก บทที่ 5 : ภายใต้ท้องทะเลที่ผิวหน้าดูเงียบสงบ

เปลวกนก บทที่ 5 : ภายใต้ท้องทะเลที่ผิวหน้าดูเงียบสงบ

โดย : พงศกร

เปลวกนก เรื่องราวของ มรว.เปลวกนก ที่ตัดสินใจหนีความวุ่นวายจากพระนครมาหาความสงบด้วยการทำฟาร์มถึงบางเบิด แต่แล้วเมื่อเพื่อนสนิทถูกฆาตกรรม เธอกลายเป็นผู้ต้องสงสัย ขณะเดียวกันก็มีเรื่องของหัวใจให้ต้องหนักใจอีก มาช่วยเธอตามหาความจริงและคำตอบของหัวใจได้ใน “เปลวกนก” โดย พงศกร นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้คุณได้ อ่านออนไลน์ ได้ลงจนจบบริบูรณ์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทางผู้เขียนใจดีมอบ 5 บทแรกไว้ให้อ่านกันที่อ่านเอา

และหากติดใจอยากอ่านต่อ สามารถหาซื้อ #เปลวกนก ฉบับรวมเล่มได้แล้ววันนี้ ในรูปแบบหนังสือที่ร้านนายอินทร์ และร้านหนังสือชั้นน้ำทั่วไป หรือสั่งซื้อกับสำนักพิมพ์ กรู๊ฟ พับลิชชิ่ง ได้โดยตรงที่ www.groovebooks.com  และในรูปแบบอีบุ๊ก สามารถดาวนโหลดได้ที่ Meb > http://bit.ly/2J0rAK7

สมัครบัตร Citi Ready Credit

ทุกยอดการสมัครจะมีส่วนแบ่งกลับมาสนับสนุนเว็บไซต์อ่านเอาของพวกเรา 🙂

……………………………………………………………….

-5-

 

“ศรีไพร” คุณหญิงเปลวกนกเรียกอีกฝ่ายเสียงหนัก เธอดึงให้เด็กสาวคนนั้นหลบไปนั่งที่เก้าอี้ด้านข้าง พอไม่ให้มองเห็นศพของวิทิศน์ “สูดลมหายใจเข้าออกลึกๆ ตั้งสติให้ดี”

ศรีไพรสั่นไปทั้งร่าง ดวงตาของเด็กสาวเต็มไปด้วยร่องรอยประหวั่น เธอพยายามตั้งสติและกำหนดลมหายใจเข้าออกตามที่เปลวกนกแนะนำ ผ่านไปนานหลายนาทีอาการสั่นจึงค่อยสงบลง

“เกิดอะไรขึ้นจ๊ะคุณเปลว” ศรีไพรพึมพำถาม

เธอจำเด็กหนุ่มคนนี้ได้ดี คุณหญิงเปลวกนกเป็นเพื่อนแทบจะคนเดียวของวิทิศน์ที่บางเบิดแห่งนี้ คุณหญิงเปลวเพิ่งจะย้ายมาทำฟาร์มที่นี่ได้ปีกว่าๆ วิทิศน์เองก็เพิ่งจะเปิดร้านอาหารทันสมัยได้ไม่นานเช่นกัน

เหตุผลที่คุณหญิงเปลวกนกและวิทิศน์สนิทสนมกันอย่างรวดเร็ว เนื่องมาจากวิทิศน์สั่งไข่ ไก่ เนื้อหมู กับผลผลิตมากมายจากฟาร์มเปรมปุษาณมาใช้ประกอบอาหารในร้าน และทั้งสองยังมีนิสัยคล้ายคลึงกันอีกด้วย

ทั้งคุณหญิงเปลวกนกและวิทิศน์เป็นคนพูดจาโผงผางตรงไปตรงมา เห็นอะไรไม่ถูกไม่ต้องก็จะพูดออกมาตรงๆ บางครั้งอาจจะไม่เข้าหูคนฟังบ้าง แต่ชาวบ้านในบางเบิดต่างไม่มีใครถือสา เพราะถึงแม้ทั้งสองจะปากร้ายแต่ก็เป็นคนใจดีมีน้ำใจ ชอบช่วยเหลือคนตกทุกข์ได้ยากเป็นประจำสม่ำเสมอ

“คุณวิทิศน์เขาตายแล้วจริงๆ ใช่ไหมจ๊ะ”

ศรีไพรเหลือบสายตามองไปทางเคาน์เตอร์ด้วยอาการหวั่นหวาด ปลายเท้าของวิทิศน์ที่โผล่ออกมาให้เห็นนั้นขาวซีดไม่มีสีเลือด

“ใช่” คุณหญิงเปลวกนกพยักหน้า “เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ฉันเอาน้ำผึ้งที่คุณวิทิศน์สั่งมาส่ง ก็พบว่าวิทิศน์นอนตายอยู่แล้ว รูปการณ์เหมือนกับว่าเขาผูกคอตาย แต่เราสงสัยว่าวิทิศน์ถูกฆ่า”

“เป็นไปไม่ได้ คุณวิทิศน์ไม่ฆ่าตัวตายแน่นอน” ศรีไพรพึมพำเสียงแผ่ว “เดือนที่แล้วศรีไพรทะเลาะกับแม่ บ่นอยากฆ่าตัวตาย คุณวิทิศน์ได้ยินยังเอ็ดเอา แล้วยังสอนศรีไพรอีกด้วยนะจ๊ะว่า…การฆ่าตัวตายเป็นบาปมหันต์ อย่าทำแบบนั้นเด็ดขาด มีปัญหาอะไรก็ค่อยๆ คิดแก้ไข ทุกปัญหามีทางออกเสมอ”

“ถ้าอย่างนั้น…ศรีไพรคิดว่าวิทิศน์ถูกฆ่าตายใช่ไหม” คุณหญิงเปลวกนกจำได้ว่าตอนที่มาถึง ได้ยินเสียงดังตุ้บทางด้านหลังร้าน เหมือนมีคนกระโดดลงไปจากหน้าต่าง เป็นไปได้หรือไม่ว่านั่นเป็นเสียงของคนร้าย

“หนูก็ไม่รู้…” เด็กสาวส่ายหน้า สายตานั้นเต็มไปด้วยความสับสน

“ยังไง…เล่ามาสิ” คุณหญิงเปลวกนกคาดคั้นถาม ศรีไพรจะต้องรู้อะไรบางอย่าง จึงได้สันนิษฐานออกมาเช่นนั้น

“นายสมบัติ…” ศรีไพรเหลือบตามองไปรอบๆ ราวกับกลัวว่าจะมีใครผ่านมาได้ยิน “คุณเปลวรู้จักไหม”

“ไม่รู้จัก” คุณหญิงเปลวกนกส่ายหน้า

“เขาเป็นคหบดีอยู่ที่ทุ่งวัวแล่น” เด็กสาวอธิบาย “เป็นไต้ก๋งเรือประมง แกร่ำรวยมาก เลยปล่อยเงินให้ชาวบ้านกู้กินดอก”

“อย่าบอกนะว่า…” คุณหญิงเปลวกนกอ้าปากค้าง เหลือบสายตามองไปยังร่างที่นอนไร้วิญญาณ

“จ้ะ” ศรีไพรพยักหน้า “คุณวิทิศน์เป็นลูกหนี้ของนายสมบัติ”

“วิทิศน์เนี่ยนะ” คุณหญิงเปลวกนกทำหน้าเหมือนไม่เชื่อ นายทรัพย์จัดได้ว่ามีฐานะเข้าขั้นคหบดี เหตุใดบุตรชายของเขาจึงไปกู้เงินคนอื่น

“จ้ะ” ศรีไพรถอนใจ “คนส่วนมากไม่ค่อยรู้ คุณวิทิศน์เองก็ไม่เคยเล่าเรื่องนี้ให้ใครฟัง เรื่องเกิดขึ้นตอนที่แกไปขอเงินพ่อเอามาเปิดร้านอาหาร คุณทรัพย์ไม่เห็นด้วย ด่าคุณวิทิศน์หยาบๆ คายๆ หาว่าเป็นบ้าไปแล้ว ที่มาเปิดร้านอาหารที่บางเบิด แถมไม่ใช่ร้านอาหารธรรมดา แต่ทำเป็นร้านสวยหรู ขายอาหารฝรั่งราคาแพงอีกต่างหาก แบบนี้ใครจะมาอุดหนุน ชาวบ้านที่นี่ทำกับข้าวกินกันเอง ไม่นิยมจะซื้อกิน ถึงจะมีใครอยากลองมากินอาหารที่ร้านเรา ก็ไม่มีเงินจ่ายหรอก”

“อืม…” คุณหญิงเปลวกนกฟังแล้วก็เห็นจริง สิ่งที่วิทิศน์พยายามจะทำนั้นขัดกับวิถีชีวิตของคนท้องถิ่น หากเปลวกนกพอจะเข้าใจเพื่อน

วิทิศน์เคยเล่าให้ฟังว่าเขาอยากเปิดร้านอาหารแบบนี้ที่พระนคร เตรียมการเอาไว้เรียบร้อยแล้วด้วย หากบิดาของเขาขอร้องแกมบังคับให้ชายหนุ่มกลับมาที่บางเบิด ดังนั้น…เพื่อให้ความต้องการของตนเองและบิดาพบกันคนละครึ่งทาง วิทิศน์จึงตัดสินใจกลับมาบางเบิด และเปิดร้านอาหารตามที่ตั้งใจในที่สุด

เพียงแต่สิ่งที่เขาทำนั้น…ผิดที่และผิดเวลาอย่างรุนแรง

คนที่นี่มีวิถีชีวิตเรียบง่าย อาหารที่กินก็เป็นอาหารง่ายๆ นักท่องเที่ยวที่มาบางเบิดก็มีไม่มากเหมือนที่หัวหิน ยังดีที่มีแขกจากพระนครมาเยี่ยมเยียนหม่อมเจ้าสิทธิพรบ้าง ร้านของวิทิศน์จึงพอจะมีลูกค้าอุดหนุน หากทว่าก็นานๆ ที

“หลังจากเถียงกันอยู่นาน สุดท้ายคุณปรุงเลยออกหน้าช่วยพูดให้ คุณทรัพย์เกรงใจเมียเลยให้เงินมาก้อนหนึ่ง พร้อมกับสั่งว่าให้เงินก้อนนี้ไปลงทุน คุณวิทิศน์จะต้องบริหารร้านให้ได้ ถ้าร้านขาดทุนหรือไปไม่รอด คุณทรัพย์ก็จะไม่ช่วยอะไรอีกแล้ว”

ศรีไพรรู้เรื่องนี้เป็นอย่างดี เพราะมารดาของเธอเป็นลูกจ้างในบ้านของนายทรัพย์มาก่อน หากไม่ใช่เพราะนางปรุงมารดาของวิทิศน์ช่วยพูดให้ นายทรัพย์ไม่มีวันยอมอ่อนข้อให้ลูกชายคนเล็กแน่ๆ

“แต่คุณเปลวคงเดาได้ว่าร้านแบบนี้ที่บางเบิด ขายไม่ได้หรอกจ้ะ”

วิทิศน์เป็นคนที่ชอบความสมบูรณ์แบบ เขาจะต้องสั่งของสดมาเตรียมไว้ที่ร้านอย่างเต็มที่ทุกวัน หากไม่มีลูกค้า ของสดพวกนี้ก็จะต้องทิ้งไป เป็นเช่นนี้บ่อยเข้าร้านก็เริ่มขาดทุน เงินหมุนเวียนไม่เพียงพอ วิทิศน์จึงจำเป็นต้องไปกู้เงินจากนายสมบัติ

“คุณวิทิศน์ทิฐิแรง” ศรีไพรว่า “เป็นตายอย่างไรก็ไม่ยอมบากหน้าไปขอร้องคุณพ่อ…ไอ้สืบมันอยากช่วย ก็เลยแนะนำให้ไปกู้เงินนายสมบัติทุ่งวัวแล่น จนเกิดเรื่อง”

“ไอ้สืบ…” คุณหญิงเปลวกนกขมวดคิ้ว ดูเหมือนจะมีตัวละครที่เกี่ยวข้องในคดีนี้เพิ่มขึ้นมาอีกคนหนึ่งแล้ว “ใครเหรอศรีไพร”

“เอ้อ…” ศรีไพรอึกอัก ก่อนจะชะโงกมากระซิบกระซาบ “ไอ้สืบเป็นคนรักของคุณวิทิศน์จ้ะ มันเป็นลูกเรือประมง เป็นลูกน้องของนายสมบัติ”

“อ้อ…” คุณหญิงเปลวกนกพยักหน้า จดจำชื่อนี้เอาไว้ในใจ

เธอรู้ว่าวิทิศน์รักชอบกับผู้ชายด้วยกัน เขามีคนรักลับๆ อยู่หนึ่งคน แต่วิทิศน์ไม่เคยเล่าให้ฟังว่าชื่ออะไร เป็นใคร มาจากไหน

“คุณเปลวก็รู้ใช่ไหมจ๊ะว่าเงินกู้พวกนี้ดอกเบี้ยมันโหดเหลือเกิน” ศรีไพรถอนใจ “ร้านก็กิจการไม่ดี คุณวิทิศน์ก็ไม่มีเงินส่งดอก ค้างหนี้มาหลายเดือนแล้ว นายสมบัติตามมาทวง แต่คุณวิทิศน์ก็ผัดผ่อนมาตลอด เมื่อวานนายสมบัติพาลูกน้องแวะมายื่นคำขาดให้คุณวิทิศน์หาเงินมาคืนภายในสิ้นเดือนนี้ ไม่อย่างนั้นจะมารื้อร้าน…”

“ศรีไพรอยู่ด้วยหรือจ๊ะ ตอนที่นายสมบัติแวะมา” คุณหญิงเปลวกนกถาม

“ที่จริงตอนนั้นหนูต้องกลับบ้านไปแล้วละจ้ะ…หนูเลิกงานตอนสี่โมงเย็น” ศรีไพรรีบออกตัว “แต่หนูลืมกระเป๋าเงิน ก็เลยย้อนกลับมา ได้ยินตอนที่นายสมบัติกำลังตะคอกคุณวิทิศน์พอดี”

สีหน้าของศรีไพรยังมีร่องรอยหวั่นหวาด

“ตะคอกว่าอย่างไรบ้าง” คุณหญิงเปลวกนกขมวดคิ้ว

“นายสมบัติบอกว่าสิ้นเดือนนี้ คุณวิทิศน์ต้องจ่ายดอกมาก่อน ถ้าไม่จ่ายจะมารื้อร้าน และซ้อมให้เข็ดหลาบ” ศรีไพรมีสีหน้าสยดสยอง “ลูกน้องของนายสมบัติเอาจริง ทุบจานชามพังไปหลายชุด คุณวิทิศน์โกรธมากเลยด่าเข้าให้ ผู้ชายพวกนั้นกำลังจะรุมกระทืบ แต่นายสมบัติห้ามเอาไว้เสียก่อน ไม่อย่างนั้นคุณวิทิศน์คงจะแย่ไปแล้ว”

“นั่นเป็นเหตุที่เกิดขึ้นเมื่อคืนที่ผ่านมา แต่วิทิศน์เสียชีวิตเมื่อเช้านี้” คุณหญิงเปลวกนกเรียบเรียงความคิด “ถ้าจะฆ่า ทำไมพวกมันไม่ฆ่าวิทิศน์ตั้งแต่เมื่อคืนที่ผ่านมา อีกอย่าง…ถ้าพวกมันฆ่าวิทิศน์ นั่นแปลว่าก็จะไม่ได้เงินที่กู้ไปคืนอยู่ดี”

“นายสมบัติไม่สนใจหรอกจ้ะ” ศรีไพรมีท่าทางหวาดหวั่นอย่างเห็นได้ชัด “พวกมันโหดเหี้ยมจะตายไป มีลูกหนี้หลายรายไม่มีเงินจ่าย โดนลากตัวไปซ้อมเสียสะบักสะบอม บางคนโดนเอาไปทิ้งทะเลก็มี…นายสมบัติเคยบอกว่า ไม่ได้เงินคืนก็ไม่เป็นไร แต่จะมาชักดาบเฉยๆ ไม่ได้ ต้องจัดการให้เด็ดขาด ไม่อย่างนั้นลูกหนี้คนอื่นๆ จะเอาเป็นเยี่ยงอย่าง…ที่หนูคิดว่ามันอาจจะย้อนกลับมาอีกที เพราะไอ้ใบ้ ลูกน้องคนหนึ่งของนายสมบัติโกรธคุณวิทิศน์มาก เพราะเมื่อวานตอนที่ทะเลาะกัน คุณวิทิศน์ถ่มน้ำลายใส่ และด่ามันหยาบคายมาก ไอ้ใบ้มันเป็นคนโมโหร้าย ลือกันว่ามันเป็นคนร้ายฆ่าคนตาย หนีคดีจากเมืองนครมาอยู่กับนายสมบัติ…ไม่แน่นะจ๊ะคุณเปลว ไอ้ใบ้มันอาจจะหวนกลับมาทำร้ายคุณวิทิศน์ก็ได้”

ซื้อหนังสือที่ www.naiin.com ไม่ว่าเล่มใดก็ตาม

ทุกยอดการสั่งซื้อจะมีส่วนแบ่งกลับมาเพื่อสนับสนุนเว็บไซต์อ่านเอา

ชุมชนแห่งการอ่านของพวกเรา : )

นายสืบ…นายใบ้…คุณหญิงเปลวกนกท่องชื่อเหล่านั้นจนขึ้นใจ

ดูเหมือนคนที่น่าสงสัยจะเพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ

“แล้วนี่จะทำยังไงกันต่อไปจ๊ะ หนูงง ทำอะไรไม่ถูกแล้ว” ศรีไพรถามอย่างจนปัญญา

“ตอนนี้มีคนไปแจ้งให้ผู้ใหญ่วิทยารู้แล้ว” คุณหญิงเปลวกนกเล่าสั้นๆ

“ใครกันจ๊ะ” ศรีไพรเลิกคิ้ว

“ท่านชายดำรงชาติ” คุณหญิงเปลวกนกเอ่ยพระนามของหม่อมเจ้าชายผู้ทรงศักดิ์อย่างไม่เต็มใจนัก

“ท่านชายรูปหล่อคนนั้นน่ะเอง” ดวงตาของศรีไพรเบิกกว้าง

“ศรีไพรรู้จักท่านหรือ” คราวนี้คุณหญิงเปลวกนกอดประหลาดใจไม่ได้ เธอขยับหมวกแก๊ปที่สวมชะโงกหน้าไปใกล้ๆ เด็กสาว

“หนูเคยเห็นท่านครั้งหนึ่งจ้ะ” ศรีไพรเล่า “ท่านมาที่บางเบิดเมื่อเดือนก่อน และเพิ่งซื้อที่ดินจากคุณทรัพย์ไปร้อยกว่าไร่…ที่ดินที่คุณเปลวคิดจะซื้อขยายฟาร์มเปรมปุษาณออกมานั่นละจ้ะ”

“อืม…” คุณหญิงเปลวกนกนิ่งฟังศรีไพรอย่างใช้ความคิด

เธอประเมินเด็กสาวคนนี้ผิดไป ตอนแรกคุณหญิงเปลวกนกคิดว่าศรีไพรเป็นเด็กสาวชาวบ้านธรรมดาๆ ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไร หากถ้อยวาจาที่เอ่ยออกมาแต่ละประโยคนั้น บอกให้รู้ว่าศรีไพรฉลาดหลักแหลมและรอบรู้เรื่องราวความเป็นไปรอบตัว มากกว่าที่คุณหญิงคิดเอาไว้แต่แรก

เรื่องที่ท่านพ่อของเธอขอซื้อที่ดินจากนายทรัพย์เพื่อขยายที่ทำฟาร์มเพิ่ม เป็นเรื่องที่รู้กันไม่กี่คน คุณหญิงเปลวกนกเห็นท่าทีของนายทรัพย์แล้วรู้สึกไม่สบายใจ เพราะคิดว่าเขาพยายามจะโก่งราคาที่ดินให้สูงเกินกว่าความเป็นจริง ขณะที่หม่อมเจ้าเปรมปุษาณไม่ยอมจ่ายในราคาที่นายทรัพย์เรียกร้อง ด้วยทรงเห็นว่าไม่เหมาะสม ด้วยเหตุนี้การซื้อขายจึงยืดเยื้อยังตกลงกันไม่ได้

คุณหญิงเปลวกนกขอให้วิทิศน์ช่วยพูดกับพ่อ ด้วยคิดว่าอาจจะช่วยเปลี่ยนใจนายทรัพย์ได้

‘ไม่มีทางมีใครเปลี่ยนใจพ่อได้แน่’ เธอจำได้ว่าวิทิศน์ทำหน้าเบ้ ‘คุณเปลวไม่รู้จักพ่อผม คนอย่างพ่อเห็นแก่เงินเป็นอันดับแรก ถ้าท่านพ่อของคุณเปลวไม่ยอมจ่ายในราคาที่พ่อเรียก ก็อย่าหวังว่าพ่อจะขายที่ให้เลย’

‘แล้ววิทิศน์จะไม่ช่วยฉันหรือ’ คุณหญิงเปลวกนกทำเสียงอ่อน

‘ผมยังไม่ได้บอกเลยว่าจะไม่ช่วยคุณเปลว’ วิทิศน์ถอนใจ ‘ผมจะไปพูดให้ แต่ไม่รับประกันนะว่าจะสำเร็จ บางทีแค่เห็นหน้าผม ยังไม่ทันจะได้อ้าปากพูดอะไร พ่ออาจจะไล่ตะเพิดผมออกมาก่อนก็ได้’

แล้วเรื่องก็เป็นอย่างที่วิทิศน์คาดเดาเอาไว้จริงๆ

คนที่มาเล่าเรื่องนี้ให้คุณหญิงเปลวกนกฟังคือนมแย้ม พี่เลี้ยงที่ท่านชายเปรมปุษาณส่งให้มาอยู่ดูแลธิดาองค์โต นมแย้มจะไปจ่ายกับข้าวที่ตลาดบางเบิดเป็นประจำ จึงได้รู้ข่าวคราวความเป็นไปทั้งหลายที่เกิดขึ้นในเมืองเล็กๆ แห่งนี้จากบรรดาแม่ค้าแม่ขายทั้งหลาย

‘พวกคนบ้านนั้นเอามาเล่ากันสนุกปาก พอรู้ว่าคุณวิทิศน์แกมาหา เพราะจะออกหน้าขอให้พ่อขายที่ดินให้เรา คุณทรัพย์ด่าคุณวิทิศน์เสียกระเจิงไปเลยค่ะ…คุณหญิง’

นมแย้มและนายเข่งเป็นสองคนที่เรียกเธอว่าคุณหญิง ถึงแม้ว่าเปลวกนกจะไม่ชอบใจ หากไม่กล้าต่อว่ารุนแรง ด้วยยังมีความเกรงใจข้าเก่าเต่าเลี้ยงของท่านบิดาอยู่มาก

‘ฉันไม่น่าเอาเรื่องนี้ไปบอกวิทิศน์เลย…สงสารเขา’ คุณหญิงเปลวกนกถอนใจ นึกเสียใจที่เอาเรื่องนี้ไปบอกวิทิศน์ ทำให้เขากับบิดามีปัญหามากขึ้นกว่าเก่า

“ท่านชายเสด็จมาที่นี่ได้ยังไงจ๊ะ คุณเปลว” คำถามของศรีไพร เรียกสติของเปลวกนกให้กลับมาสู่สถานการณ์ตรงหน้า

“ฉันก็ไม่รู้” คุณหญิงเปลวกนกส่ายหน้า “เดาว่าท่านคงอยากจะมาเสวยอาหารเช้าที่ร้านของวิทิศน์ละกระมัง”

เท่าที่ฟัง ม.ร.ว.เจิดนภางค์เล่าประวัติเสียยืดยาว หม่อมเจ้าดำรงชาติทรงศึกษาอยู่ที่ประเทศอังกฤษนานนับสิบปี ท่านอาจจะนึกอยากเสวยอาหารเช้าสไตล์อังกฤษที่บางเบิดก็เป็นได้ จึงชวนกันกับคนรักสาวมาที่ร้านของวิทิศน์

เสียงฝีเท้าม้าควบกุบกับดังให้ได้ยินมาแต่ไกล เปลวกนกชะเง้อมองข้ามไหล่ของศรีไพรไปยังถนนลูกรังหน้าร้าน ก็เห็นวรองค์สง่างามของหม่อมเจ้าดำรงชาติบังคับม้าตัวพ่วงพีวิ่งตรงมา มีคุณหญิงเจิดนภางค์ ผู้ใหญ่วิทยา และลูกน้องของเขาตามมาข้างหลัง

“กระหม่อมส่งคนไปแจ้งนายทรัพย์แล้ว ส่วนศพของวิทิศน์…หากท่านชายมีประสงค์อยากให้มีการตรวจชันสูตร อย่างไรเสียเราคงจะต้องขออนุญาตนายทรัพย์อีกที”

เสียงของผู้ใหญ่วิทยาดังแว่วมาให้ได้ยิน เมื่อก้าวเข้ามาในร้านและเหลือบเห็นเปลวกนก ผู้ใหญ่วิทยาก็ชะงักไป ท่าทางของเขาดูเกรงอกเกรงใจจนเห็นได้ชัด

“เราคิดว่าควรจะตรวจ” หม่อมเจ้าดำรงชาติยืนยัน “การตายของวิทิศน์น่าสงสัยเกินไป ไม่น่าใช่การฆ่าตัวตาย เราออกจะมั่นใจว่าเขาถูกฆาตกรรม”

“ท่านชายบอกว่า…” ผู้ใหญ่วิทยาเหลือบสายตามองมายังเปลวกนกที่ยืนนิ่งอยู่กับศรีไพร “คุณเปลว…เป็นคนแรกที่พบศพ”

“ใช่ค่ะผู้ใหญ่” หม่อมราชวงศ์เจิดนภางค์ตอบแทนท่านชาย “เราเข้ามาพบไอ้เปลวกำลังนั่งอยู่ข้างๆ คนตาย…มือกำลังจับเชือกอยู่พอดี ฉันว่าเด็กคนนี้ละคือคนร้าย จับมันเลยค่ะผู้ใหญ่”

“จับ…” ผู้ใหญ่วิทยาอึกอัก “จับไม่ได้ขอรับ…”

“จับไม่ได้” คุณหญิงเจิดนภางค์เสียงแหลม “ทำไมจะจับไม่ได้ ผู้ใหญ่จะเข้าข้างมันหรือยังไง”

“กระผมไม่ได้เข้าข้าง…แต่การจะจับกุมใครสักคนในข้อหาฆ่าคนตาย จะต้องมีหลักฐานที่รัดกุม แค่กล่าวหากันลอยๆ จะจับตัวไปนั้นไม่ถูกต้อง” ผู้ใหญ่วิทยาพูดอย่างมีหลักการ “อีกอย่าง…ที่ยังจับไม่ได้เพราะถ้าจะจับกุมคุณเปลว…ต้องขออนุญาตท่านพ่อของคุณเปลวเสียก่อน”

“ขออนุญาต…ท่านพ่อ” หม่อมราชวงศ์เจิดนภางค์เริ่มผิดสังเกต เธอหันมองหน้าคนนั้นคนนี้เลิ่กลั่ก “หมายความว่าอย่างไร…เด็กคนนี้เป็นใคร”

“คุณเปลว…เอ้อ…คุณเปลวก็คือ…”

ผู้ใหญ่วิทยาเหลือบมองไปยังคุณหญิงเปลวกนกด้วยความเกรงใจก่อนจะเอ่ยออกมาด้วยสุ้มเสียงแผ่วต่ำในลำคอว่า

“หม่อมราชวงศ์หญิงเปลวกนก เกษกนก ธิดาของหม่อมเจ้าเปรมปุษาณ เกษกนก น่ะสิขอรับ”

***

Don`t copy text!