รสอมฤต บทที่ 34 : ลักพาตัว

รสอมฤต บทที่ 34 : ลักพาตัว

โดย : กฤษณา อโศกสิน

รสอมฤต นวนิยายเรื่องล่าสุดที่ร้อยเรียงเรื่องราวและทุกตัวอักษร โดย กฤษณา อโศกสิน ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ปี พ.ศ. 2531 นักเขียนอาชีพผู้สร้างคุณูปการมากมายให้กับวงการวรรณกรรมและประเทศไทยมานานกว่า 50 ปี นวนิยายออนไลน์ทรงคุณค่าที่ อ่านเอา อยากให้ผู้รักการอ่าน ได้อ่านออนไลน์

*******************************

“ใครมัดเราสองคน พอจะตอบได้ไหม” ผู้กองถามสาวใช้ผู้ถึงกับคลานไปเกาะขาเก้าอี้พยุงตัวลุกขึ้นอย่างโผเผ หากน้ำตาก็คลอออกมาทันใด

“ผู้ชายค่ะ” ยิ้มบอกกล่าวปากคอสั่น ฝ่ายผงยังเด็กกว่าเท่าตัวยืนหน้าซีดอยู่ข้างๆ “ท่าทางน่ากลัว มันมากัน…ยิ้มว่ามากกว่าสองคน แต่มามัดฉันกับผงแค่สองคน มันทำอะไรคุณโจมสักอย่าง…ฉันได้ยิน…คุณโจมร้องอยู่ข้างบน…ร้องค่ะ…ร้องแว่วๆ…”

“ถ้างั้นขึ้นไปดู” ผู้กองพยักหน้ากับปูนปั้น

ตำรวจกับเขาและทุกคนในบริษัทรู้จักกันมานานพอ เพียงแต่ขอไปเท่านั้น ก็มาทันที จึงไม่มีเรื่องใดต้องรีรอ ต่างก็รีบขึ้นบันไดไปชั้นบนที่คิดว่า อาจจะมีใครหรือสิ่งใดอยู่บนนั้น

ครั้นแล้วก็จริงดังคาด ด้วยว่าเพียงแต่ก้าวถึงขั้นสุดท้าย แลเห็นสภาพห้องหับที่ประตูทุกบานเปิดกว้าง ข้าวของต่างๆกระจุยกระจายด้วยถูกใครหลายคนช่วยกันรื้อค้นจนแม้แต่ที่นอนก็ถูกยกออกจากเตียงมาพิงไว้ ตู้เสื้อผ้าทั้งสองห้องอ้ากว้าง เสื้อ กระโปรง กางเกง ของใช้ทั้งของแม่และลูกถูกเหวี่ยงไปทั่ว บานตู้เซฟที่แอบอยู่ชิดผนังสูงขนาดทรวงอกเปิดค้าง ข้าวของกล่องต่างๆทั้งใหญ่และเล็กหล่นกระจายออกมาเรี่ยราดเต็มพื้นห้อง แต่ละกล่องมีเพชรนิลจินดารูปทรงและขนาดต่างๆเสียบอยู่ตามร่องกำมะหยี่สีน้ำเงินเข้ม แม้เพียงไล่สายตาแลดู ก็รู้ว่ายังอยู่ครบ

ตำรวจทั้งสองนายและชายหญิงทั้งคู่ต่างก็ถ่ายรูปอันชวนหดหู่ไว้ทุกมุม

“ตกลงมันหาของเจอไหมคะ” ร้อยรัดพึมพำ

“ไม่เจอ” ชายหนุ่มให้คำตอบทันใดด้วยเจนจบในพฤติกรรม

เขาเองก็กำลังคิดนึกตรึกตราทบทวนไปมาถึงของมีค่าสามชิ้นที่มิสเตอร์พีคงแน่ใจว่า ถึงอย่างไรก็น่าจะอยู่ที่เจียมจิต

นั่นก็เนื่องด้วยสืบรู้ว่าทุกชิ้นยังอยู่ในไทย—ในกรุงเทพฯ…ยังไม่มีวี่แววว่าถูกส่งไปที่ใด มิว่าต่างจังหวัดหรือต่างประเทศ

“เมื่อกี้เด็กบอกว่าได้ยินเสียงคุณโจมร้อง” หญิงสาวเอ่ย “ฉันเองก็ได้ยิน…ก็เลยคิดว่า…พวกมันคงเอาเขาไปแล้วละค่ะ…”

ปูนปั้นพยักหน้า

“ผมนึกอยู่แล้ว…”

“หมายความว่ามันคงหาไม่เจอ” ผู้กองออกความเห็น “อาจจะพาไป…ที่ไหนสักแห่งที่เป็นรังของเขา”

“อือ…ผู้กองใช้คำว่ารัง” หญิงสาวทำเสียงราวสยอง “ยังกับรังโจรงั้นแหละ”

“ไม่ใช่ก็เหมือนใช่นั่นแหละครับ” อีกฝ่ายตอบขณะมองดูลูกน้องกำลังวัดขนาดห้องเพื่อทำแผนผังบันทึกสภาพสถานที่เกิดเหตุ อันคือหนึ่งในหลายขั้นตอนที่เป็นมาตรฐานซึ่งตำรวจจะต้องรวบรวมไว้เขียนรายงาน นำเสนอในพยานเอกสารต่อไป “ทำกับใครเขาขนาดนี้ จะไม่เรียกว่าโจรได้ไง”

“น่าแปลกที่เพชรพลอยในหีบยังอยู่ดี” ร้อยรัดก้มลงดู แต่ไม่หยิบ เนื่องด้วยต้องเก็บไว้ก่อนจนกว่าตำรวจจะบันทึกรายละเอียดทุกขั้นตอนครบถ้วน จึงจะรื้อออกได้

“ว่าแต่ว่า ยังไม่ได้ดูวงจรปิดเลยนะฮะ มีตรงจุดไหนมั่ง”

ดังนั้น ร้อยรัดก็เลยอาสาลงไปถามยิ้มกับผง ผู้กำลังกินข้าวอยู่ในครัวอย่างหิวจัด

“ยิ้มจ๊ะ รู้ไหมว่าที่นี่ติดกล้องวงจรปิดกับสัญญาณกันขโมยไว้ตรงไหนบ้างไหม”

“หน้าบ้านกับในบ้านค่ะ ข้างทางเข้าเลยค่ะคุณ” อีกฝ่ายตอบ

“ยิ้มกินต่อละกัน ฉันไปดูเอง เมื่อกี้ตอนเข้ามาไม่ทันสังเกต”

ครั้นแล้วหญิงสาวจึงเดินออกไปดู จึงแลเห็นแผงสัญญาณติดอยู่บนผนังเกือบชิดประตู ถ้าผู้เข้ามาไม่เงยขึ้นมองก็อาจแลไม่เห็นแผงนี้

ต่อจากนั้นจึงเดินเลยไปจนถึงด้านหน้า

รถสองคันยังคงจอดอยู่ในโรง คงเป็นรถของสองแม่ลูก

แต่บัดนี้ ราวกับทั้งสองอันตรธานไป แม้คนหนึ่งจะอยู่โรงพยาบาล หากก็อยู่อย่างผักหญ้า

ฝ่ายอีกคน ถูกลักพาไป ยังมิรู้ว่าไปไหน จะเป็นตายร้ายดีประการใด

เมื่อมาถึงประตูหน้าบ้าน ร้อยรัดจึงแหงนมอง

อ้อ…มีกล้องวงจรปิดติดอยู่

ดังนั้น หล่อนจึงรีบกลับขึ้นไปบอกผู้กองให้ไปดูที่เครื่องบันทึกภาพซึ่งน่าจะวางอยู่ข้างจอโทรทัศน์ หากก็หาพบไม่

แต่ผู้กองก็อธิบาย

“ผมนึกแต่แรกแล้วว่ามันจะต้องเก็บกล่องนี่ไป เพราะคนพวกนี้ทุกคนมันจะรู้อยู่แล้วละฮะว่าถ้ามันเข้าบ้านใครอย่างลับๆมันก็ต้องกำจัดวงจรปิดก่อนอย่างอื่น ถ้าตัวกล่องติดอยู่สูง มันก็อาจแค่เหวี่ยงผ้าขึ้นไปคลุม หรือถ้าต่ำหน่อย มันก็ใช้สเปรย์ฉีดหน้ากล้อง แต่หมอนี่มันเก็บเอากล่องต้นตอไป เพราะมันจะได้ดูย้อนหลังได้ทั้งหมดไงครับ”

หนุ่มสาวทั้งคู่ต่างก็พยักหน้าอย่างเข้าใจขณะไล่มองทั้งผู้กองอนุรัตน์กับสิบตำรวจตรีแสนสุขผู้กำลังเก็บรายละเอียดแล้วถ่ายภาพไว้ทั้งหมด

 

บนชั้นที่สองนี้…เท่าที่ทุกคนแลเห็นด้วยสายตา ก็มีห้องชุดของมารดาและบุตรชายคนละชุด คั่นด้วยห้องกลางที่พาไปสู่บันไดลงชั้นล่างอย่างง่ายๆ ไม่รู้สึกว่าซับซ้อน

แต่ละห้องชุดนี้…มองดูแล้วไม่น่าจะซุกซ่อนสิ่งใดไว้ได้ เพราะตู้เซฟของแม่และลูกก็เปิดกว้างทั้งสองตู้

ตู้ของลูกเก็บแต่เอกสารกับโฉนดที่ดินที่เมื่อเปิดดูก็เห็นเป็นชื่อของโจมแต่ผู้เดียวทั้งหมดทั้งสิ้น รวมทั้งใบเสร็จรับเงินค่าภาษีที่เขาเย็บติดกันไว้เป็นปึก

อาจจะมีพิเศษตรงถุงทองคำแท่งๆละ 1 บาท จนถึง 5 บาท อันอัดอยู่เต็มถุงผ้าทั้งห้าถุง

“แม้แต่ทอง มันก็ไม่เอาไป” ผู้กองพึมพำขณะดึงลิ้นชักภายในตู้ แล้วยกถุงทองอันหนักชูขึ้นทีละถุง หากก็วางลงตามเดิมพลางหันไปบอกลูกน้อง “มึงอย่าลืมถ่ายของในเซฟนี่นะ…โอ้โฮ…ทองแท่งขนาดนี้มันจะสักกี่ล้านบาท”

“แล้วนี่ผู้กองจะต้องปิดบ้านไว้ชั่วคราวไหมคะ” ร้อยรัดถาม

“ก็ต้องปิดนะครับ…นี่ผมก็จะต้องรายงานผู้การธนู…จะได้มาดูมาเห็นสภาพต่างๆ…คือวันนี้…จนกว่าจะค่ำ เราจะต้องถ่ายภาพ จดบันทึกให้ละเอียดที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้”

แต่ปูนปั้นรู้ดีอยู่แล้วถึงขั้นตอนต่างๆที่จะต้องทำรายงานนำเสนอข้อมูลการตามหาสมบัติล้ำค่าซึ่งขณะนี้บริษัทดำดินคือเจ้าของเรื่อง แจ้งความแทนพลัง เพชรหาญ ผู้เป็นต้นตอตัวจริง ป้องกันอย่างยิ่งมิให้อื้อฉาว

“เอายังงี้ก็ได้ผู้กอง” ชายหนุ่มจึงเสนอความเห็นหลังจากนิ่งคิดอึดใจ “คืนนี้ ผมขอมานอนเป็นเพื่อนแสนสุข จะได้ไหมฮะ…เดี๋ยวโทร.บอกพี่พลให้มาดูอีกคน จะได้ช่วยกันตามหาคนที่หายไป”

“ป่านนี้คงถูกพวกมันซ้อมแทบตายแล้วก็ไม่รู้” ร้อยตำรวจเอกอนุรัตน์เอ่ยพร้อมเบ้ปาก

ผู้ฟังทั้งสองต่างก็สงสารโจมพอกันเมื่อนึกถึงภาพของเขาตลอดการเดินทางทั้งไกลและใกล้

เขาน่าจะเป็นชายลึกลับผู้มีทั้งแจ่มใส ใจกว้าง และอำพรางตัวตนอยู่ในที…ร้อยรัดคะนึงในใจ

แต่จะอย่างไรก็ตาม เมื่อมาถึงนาทีนี้อันเป็นชั่วโมงแห่งการขัดสีฉวีวรรณเรื่องราวดำมืดให้ขาวสว่างขึ้นมา กลับกลายเป็นว่า

โจมนั่นเอง คือเส้นเลือดใหญ่แห่งการโจรกรรมคราวนี้

ตรงตามที่พลังสงสัยไม่ผิดพลาด

ปูนปั้นนั้นถึงกับวาดภาพแม่ของเขาหรือมิฉะนั้นก็ตัวเขา กำลังถือถุงธนบัตร จำนวนเท่าไรไม่รู้ นำไปมอบให้ใครคนหนึ่งซึ่งคือผู้ที่พลังไว้ใจ

ครั้นแล้วจึงรับถุงบรรจุของสำคัญนั้นมา…มาเก็บไว้…

นั่นน่ะซี…มาเก็บไว้ที่ใด ตรงไหน ในบ้านนี้หรือ…

อ้อ…หรือในเซฟธนาคาร

ปูนปั้นลืมเซฟที่ธนาคารเสียสนิท

ดังนั้น จึงบอกผู้กองอนุรัตน์ถึงเรื่องนี้

“แต่เราก็ยังไม่รู้ว่า เขาใช้ธนาคารไหน”

“เช็คคงมี คงอยู่ที่ไหนสักแห่ง”

“น่าจะอยู่ที่ร้านนะครับ”

“ถ้างั้นเดี๋ยวจบงานตรงนี้แล้ว ผมจะกลับไปที่ร้านที่คุณป้าเขาเฝ้า” ปูนปั้นบอกกล่าว

“ก็ได้” ผู้กองพยักหน้า “ผู้การกำลังมาพอดี”

แต่ร้อยรัดกลับคิดคนละอย่างกับเขา

หล่อนไม่ติดใจเซฟธนาคาร เนื่องด้วยที่นั่นมักเป็นที่ที่ถูกสงสัย แล้วตามหา

ดังนั้น หญิงสาวจึงเงียบไปเมื่อเดินลงบันไดไปพร้อมเขา หลังจากสิบตำรวจตรีแสนสุขถ่ายภาพของในตู้นิรภัยของทั้งแม่และลูกครบทุกชิ้น



Don`t copy text!