รสอมฤต บทที่ 39 : สิ่งศักดิ์สิทธิ์

รสอมฤต บทที่ 39 : สิ่งศักดิ์สิทธิ์

โดย : กฤษณา อโศกสิน

รสอมฤต นวนิยายเรื่องล่าสุดที่ร้อยเรียงเรื่องราวและทุกตัวอักษร โดย กฤษณา อโศกสิน ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ปี พ.ศ. 2531 นักเขียนอาชีพผู้สร้างคุณูปการมากมายให้กับวงการวรรณกรรมและประเทศไทยมานานกว่า 50 ปี นวนิยายออนไลน์ทรงคุณค่าที่ อ่านเอา อยากให้ผู้รักการอ่าน ได้อ่านออนไลน์

*******************************

แลเห็นร้อยตำรวจเอกอนุรัตน์ นอนกรนอยู่บนเตียงด้านใน พร้อมเสียงละเมอ แข่งกับนายสิบแสนสุขก็รู้สึกสนุกครื้นเครง เขาก็เลยทอดตัวลงนอนด้านนอก พลางห่มด้วยผ้าคลุมเตียงของเจียมจิตที่ดึงติดมือมา ด้วยว่า แม่บ้านมีแก่ใจมาเปิดเครื่องปรับอากาศไว้ให้ที่ห้องนี้เพียงห้องเดียว

แม้กายทอดยาว หากมือก็ยังกุมคชสีห์ไว้มั่น ความสั่นเทาเมื่อครู่ค่อยๆกรูกันจากไป

มีปัญหาเพียงว่า พรุ่งนี้ เขาจะทำอย่างไรกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันอันพาเขามาถึงอย่างชวนอึงคะนึงถามไถ่

มีสิ่งใดดลใจให้ค้นพบ

หรือ ‘สิ่งศักดิ์สิทธิ์’ พาไปให้เขาจบสวย เพื่อจะรวยขึ้นในคราวนี้

หรือว่า…

นั่นน่ะซี…ปูนปั้นอดนึกถึงของขาวๆที่ติดตั้งอยู่ชิดผนังด้านห้องน้ำ ต่ำจากคชสีห์และแหวนกษัตริย์เพียงสองศอกกว่าเสียมิได้

ชักโครกตัวร้ายนั่นเอง

ใครหนอช่างเอามันมาตั้งไว้ หรือว่าคิดไม่ถึง

อาจเป็นไปได้

สองแม่ลูกไม่มีห้องพระ

แม้จะค้าขายวัตถุโบราณที่แน่นอนว่าต้องซื้อขายพระพุทธรูปด้วยก็ตาม

แม้ว่าองค์ใดองค์หนึ่งหรือหลายองค์จะบรรจุอยู่ในกล่องที่เขายังไม่มีโอกาสเปิดในคืนนี้

มิฉะนั้น ทั้งแม่และลูกก็มิได้นับถือพุทธศาสนาดังที่บางคนเคยเอ่ยกับเขา

เพราะถ้านับถือพุทธ ก็คงไม่อุตริสร้างห้องน้ำที่นำเอาชักโครกไปไว้ทางด้านที่เก็บศิลปวัตถุอันผู้คนเคารพบูชา

ปูนปั้นก่อกำเนิดเกิดกายมากับโรงหล่อพระจึงถือสายิ่งนักเรื่องนี้

ครั้นแล้วจึงย้อนคิดไปถึงเพื่อนคนหนึ่งที่นั่น ผู้แม้จะเกิดมากับจานชามสังคโลกเนื่องด้วยพ่อแม่เป็นหุ้นส่วนโรงงานผลิตเครื่องปั้นดินเผาของศรีสัชนาลัย ก่อนพ่อตาย จึงมอบพระพุทธรูปเก่าแก่ศิลปะสุโขทัยไว้ให้องค์หนึ่ง เป็นพระที่มีผู้ขุดได้แล้วนำมาขายให้นานแล้ว เพื่อนของเขาก็รับมา แต่ด้วยความเป็นผู้ไม่ใส่ใจ ‘เรื่องพระเรื่องเจ้า’ มันว่า…ก็เลยเอาพระพุทธรูปไปไว้ที่โรงรถเพราะตนเองกำลังจะย้ายบ้าน แต่ก่อนย้ายจะต้องขับรถไปเที่ยวภาคใต้ที่ขับตามกันไปเป็นขบวน

หากก็ชวนให้ขนลุกชอบกล…เมื่อเพื่อนถูกคนร้ายกระชากกระเป๋าเงิน…วิ่งลับไปต่อหน้าต่อตา ไม่มีใครมีปัญญาตาม จะแจ้งความ สถานีตำรวจก็อยู่ไกลจนมันขี่มอเตอร์ไซค์หายลับไปในพริบตา

‘มีทั้งเงินห้าหมื่น สร้อยคอหนักสิบบาทที่เพิ่งหย่อนใส่ไว้ เพราะกลัวคนกระชากตอนอยู่บนคอ’ มันครวญคร่ำมาตามสาย ‘เมียก็ดันฝากเครื่องเพชรไว้อีกสำรับ จะเก็บไว้ให้ลูกสาว…’

แต่เขาฟังแล้ว กลับนึกไปถึงเรื่องโรงรถก็เลยกดปุ่มปากปั๊บ บอกมันไป

‘ก็มึงเอาพระไปรวมไว้กับของต่ำนี่หว่า กลับไปนี่ ต้องย้ายที่ด่วนนะโว้ย…เอาไว้ในห้องนอนหัวนอนอะไรก็ไม่ได้ทั้งนั้น มีเตียงผัวเมียนอนด้วยกัน เขาห้ามตั้งพระ ขอให้รู้ไว้ ถึงมึงไม่มีที่พระ ก็หาโต๊ะเล็กๆสักตัว แล้วอาราธนาท่านไปไว้ห้องนั่งเล่นหรือห้องทำงาน’

เขานอนคิดนอนนึกพร้อมด้วยมือกุมคชสีห์ในกรอบทองฝังเพชรจนหลับไป

ปรากฏแผนใหม่ในสมองชัดเด่น

 

“เมื่อคืนขึ้นไป” ร้อยตำรวจเอกอนุรัตน์รายงานทันที หลังจากทุกคนอาบน้ำเรียบร้อยแล้ว ยิ้มเข้ามาเชื้อเชิญด้วยท่าทางพินอบพิเทากลัวเกรง ให้ไปรับประทานอาหารเช้า เมื่อตำรวจบอกกล่าวว่า จะขอปิดห้องข้างบนทั้งสองไว้ชั่วคราว รวมทั้งปิดการติดต่อกับบุคคลภายนอกไว้ด้วย “แต่ก็นอนไม่ไหว…มัน…เออ…มันบอกไม่ถูก เหงื่อแตกทั้งตัวเลยลงมา”

“ทำไมไม่เปิดแอร์” ชายหนุ่มก็เลยถาม หากก็เห็นด้วยว่า ‘บอกไม่ถูก’

คงเหมือนเขาตอนกำลังเดินไล่ดูข้าวของเครื่องใช้ในห้องเจียมจิตเช่นกัน ที่มีทั้งตื่นเต้นแกมขนลุกสลับกัน เนื้อหนังทุกตารางนิ้วราวถูกจับสั่น หวั่นไหว ทันใดที่เลื่อนตู้แล้ว เห็นประตูบานหนึ่งบนผนัง

“ไม่หรอกพี่” อีกฝ่ายสั่นศีรษะ

สิบตำรวจตรีแสนสุขก็เลยสอดขึ้นมา

“สู้ผมไม่ได้ พอหัวถึงหมอนก็ไปเลย…ไม่รู้เรื่องอะไรเลย”

“มึงก็สบายกว่าเพื่อนไงล่ะ” อนุรัตน์หัวเราะ

แม่บ้านมีโจ๊กใส่หมูสับให้คนละชาม โยเกิร์ตอีกคนละถ้วย พร้อมน้ำอีกคนละหนึ่งขวดเหมือนเย็นวาน

กินเสร็จแล้ว จึงลงมือตรวจสอบงานที่ทำทั้งหมดอีกครั้ง ครั้นแล้ว ผู้กองก็เป็นผู้ปิดกระดาษที่มีอักษรตัวใหญ่จากปากกาเมจิกที่มีคำว่า ‘ห้ามเปิด’ คาดไว้ที่ประตูตู้เซฟทั้งสองหลัง

ต่อจากนั้นจึงปิดประตู นำกระดาษอีกสองแผ่นที่มีข้อความเดียวกันคาดปิดรอยต่อระหว่างบานประตูและผนังทั้งบนและล่าง พลางเรียกยิ้มมาดู

“สองห้องนี่มีของมีราคาเก็บไว้ในตู้เซฟทั้งสองตู้ ตำรวจก็เลยต้องอายัดไว้ก่อน แต่จะวางกำลังไว้เฝ้าสองคน คือผู้หมู่แสนสุขคนหนึ่งกับอีกคน เดี๋ยวส่งมา” ร้อยตำรวจเอกชี้แจงให้แม่บ้านฟัง “แต่ตอนนี้ พวกเราต้องขอกลับไปก่อน แสนสุขจะไปเอาเสื้อผ้ามาค้างคืน พาอีกคนมาด้วย คงมาบ่ายๆ”

ฝ่ายแม่บ้านฟังแล้วทำท่าพรั่นใจ

“คุณคะ…ฉัน…เอ้อ…กลัวๆไงก็ไม่รู้ค่ะ”

“เถอะน่ะ…ยิ้ม” อีกฝ่ายก็เลยปลอบอย่างเริ่มคุ้นเคยเป็นกันเอง “ไม่มีอะไรน่ากลัวหรอกนะยิ้มนะ ผงล่ะกลัวไหม”

อีกคนก็เลยยิ้มเขินแกมซีดเซียว

“ไม่รู้ว่าคุณโจมจะไปยังไงมายังไงน่ะซีคะ ผู้ร้ายมันมาเอาตัวไปแบบนี้ ขนาดหนูกะพี่ยิ้มยังโดนมัด…แล้วมันจะ…ทำไงกะคุณโจมล่ะคะ”

“ไม่รู้เหมือนกัน” ผู้กองแบมือ “ถึงได้ต้องอายัดทั้งบ้านทั้งห้องไว้ไง…เผื่อ…มี…เอ้อ…ใครหวนมาเอาอะไรอีก”

เท่านั้นเอง ทั้งแม่บ้านและผู้ช่วยก็ร้องโอ๊ยดังลั่นขึ้นพร้อมกัน

“ไม่ไหวละค่ะ ฉันกลัว”

“หนูก็กลัว”

พอดีโทรศัพท์ดังขัดจังหวะขึ้นมา ผู้กองจึงรับสายพลตำรวจตรีธนู

“มีข่าวไม่สู้ดีเกี่ยวกับนายโจม”

“ข่าวอะไรครับ”

“สายตรวจด่านอยุธยาบอกมาว่า เจอรถยี่ห้อ…สีดำ กำลังจะไปโคราช…เบอร์รถ…ในรถมีคนนั่งมาสี่คน เลยขอดูบัตรประชาชน คนหนึ่งชื่อโจม สันติศรี อีกคนชื่อเฉลิมสุข กำบัง อีกคนทวิช สุดใจ อีกคนอาวรณ์ เพ็ญดี กำลังจะไปโคราช”

“ส่งใครตามไปหรือเปล่าฮะ” ข้างนี้ถาม “มันอาจไม่ได้ไปที่นั่นก็ได้”

“ต้องส่งซี” อีกฝ่ายตอบกลับมา เนื่องด้วยบัดนี้ ข่าวสำคัญว่าด้วยการตามหาวัตถุโบราณของพลัง เพชรหาญ รวมทั้งหมดสามชิ้นถูกส่งไปทางเครื่องมือสื่อสารเรียบร้อยทุกด่านแล้ว

ที่สำคัญก็คือ ความเคลื่อนไหวของบุคคลที่มีชื่อว่า มิสเตอร์พี ผู้บัดนี้ยังกบดานอยู่ภายในคฤหาสน์ของเขานั้นอยู่ในบัญชีรายชื่อผู้ต้องสงสัย

“สามคนนั่นเป็นลูกน้องมิสเตอร์พี” อนุรัตน์หันมาบอกปูนปั้นเมื่อบรรยายรายละเอียดที่เพิ่งล่วงรู้จากผู้การ

“ใส่แว่นดำ ตัวหนาๆ” ปูนปั้นตอบได้ทันใดเมื่อนึกถึงชายในร้านกาแฟวันวาน ที่ส่งลายมือยืนยันความเป็นเขา ความเป็นผู้กำลังตามหาสมบัติอมตะ

“มันไปโคราชทำไม” ผู้กองงึมงำ

หากชายหนุ่มก็ทำท่าเหมือนไม่คิดมาก แต่แท้จริงแล้ว ความเรื่องนี้วิ่งรี่อยู่ในใจเขาตลอดมา

เพียงแต่ ยังไม่ถึงเวลาย้ายมันออกจากที่กำบังเท่านั้น

ด้วยเกรงจะเสียเรื่องโดยไม่จำเป็น



Don`t copy text!