รสอมฤต บทที่ 5 : เพื่อนร่วมทาง

รสอมฤต บทที่ 5 : เพื่อนร่วมทาง

โดย : กฤษณา อโศกสิน

รสอมฤต นวนิยายเรื่องล่าสุดที่ร้อยเรียงเรื่องราวและทุกตัวอักษร โดย กฤษณา อโศกสิน ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ปี พ.ศ. 2531 นักเขียนอาชีพผู้สร้างคุณูปการมากมายให้กับวงการวรรณกรรมและประเทศไทยมานานกว่า 50 ปี นวนิยายออนไลน์ทรงคุณค่าที่ อ่านเอา อยากให้ผู้รักการอ่าน ได้อ่านออนไลน์

*******************************

สนับสนุนอ่านเอาด้วยการสั่งซื้อหนังสือ “ในสวนอักษร” คลิกที่นี่

ครั้นพบกันที่ห้องอาหารเช้า โจมก็เลยเอ่ยขึ้นกับชายแปลกหน้าผู้บังเอิญเข้ามาร่วมทาง

“เมื่อคืน ผมเล่าเรื่องคุณมีโรงหล่ออยู่ศรีสัชนาลัยให้เพื่อนฟัง เพื่อนก็เกิดสนใจขึ้นมาเพราะเขาเองก็อยากทำโรงหล่อ แต่ก็ไม่ได้เรียนมาเหมือนคุณหรอกนะ…เพียงแต่เพื่อนเขามาชวนเข้าหุ้นน่ะ” หนุ่มท่าโก้กินพลางคุยพลางสลับกับจิบกาแฟ “กะว่าจะทำเลียนของเก่าแล้วส่งออกด้วย”

แต่เช้านี้ ดูหน้าตาโจมมีทุกข์อย่างไรชอบกล

“หรือฮะ” ปูนปั้นนิ่งฟังอย่างมิสู้จะแปลกใจ “คิดยังไงถึงจะส่งออกพระล่ะครับ…ส่งออกพระพุทธรูปที่เราเพิ่งหล่อจากโรงงานของเรา หรือจะส่งออกพระโบราณฮะ”

“ปัทธ่อ…พระโบราณจะส่งออกได้ไงล่ะคุณ” โจมร้อง หากแววตาไม่ดูสนุกสนานดังเช่นการหารืออย่างกันเอง คล้ายกับครื้นเครงไปแกนๆ จึงขัดแย้งกับหน่วยตาอันมีแสงกล้ากลอกกลิ้ง

“ก็นึกว่าคุณไม่ทราบไง” อีกฝ่ายยิ้มเย็น “ถ้าไม่ทราบ ผมก็จะบอกให้ทราบไว้เลยว่า…เหตุเพราะมีการลักลอบค้าสมบัติทางวัฒนธรรมกันมาก ทำให้ทุกประเทศต้องคอยตามทวงของคืนมา…แต่ก็ตามยากไงครับ ยูเนสโกเขาก็เลยต้องร่วมมือกับประเทศสมาชิกปรับเปลี่ยนแบบฟอร์มใบอนุญาตส่งออกวัตถุทางวัฒนธรรมให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่นับวันมันก็ยิ่งอุกอาจมากขึ้น”

ขณะที่อีกฝ่าย ‘หยอด’ ความรู้ความเข้าใจที่อาจกล่าวได้ว่าคือ ‘สัญญาณกันขโมย’ ที่ผู้กอบโกยใจดำอาจไม่ล่วงรู้ หรือรู้แล้วเมินเฉย จึงเห็นชัดเลยว่า ดูเหมือนโจมจะฉุนเฉียวขึ้นพลัน ด้วยว่าเสียงดังเล็กน้อย

“นี่คุณปั้นคิดว่าผมเป็นยังไง”

ชายหนุ่มก็เลยหัวเราะ

“ก็คิดว่าคุณเป็นเจ้าของร้านขายวัตถุโบราณไงครับ”

“แล้วไอ้การประชุมถั่วๆนั่นน่ะหรือ มันจะไม่มาถึงผม” น้ำเสียงที่ตอบกลับฟังได้ว่าหงุดหงิด

“ไม่เคยคิดว่ามาไม่ถึง…แต่คุณโจมรู้แล้วอาจลืมไปก็ได้” อีกฝ่ายตอบอย่างใจเย็น “เลยช่วยย้ำอีกครั้งให้ทราบว่ามันเรื่องใหญ่”

เออ…จริง…ชายผู้นี้มีทีท่าว่าใจร้อน

คงร้อนกว่าเขาสักเท่าหรือสองเท่า ด้วยว่าทุกวันที่พบกันมา กินอาหารเช้าอาหารเย็นด้วยกันทุกมื้อราวกับเดินทางมาด้วยกัน โดยโจมบอกเขาว่า มาคราวนี้มาเลือกของเก่าเพื่อนำไปเข้าร้าน เช่นเดียวกับบอกสองสาว เขาจึงเล่าให้อีกฝ่ายฟังว่าเขาก็มาเพื่อดูงานศิลปะตามปราสาทพระราชวังมีชื่อเสียงทั้งในปารีสและแคว้นต่างๆโดยรอบเช่นกัน

จึงเป็นอันว่าสอดคล้องต้องกันทั้งสองฝ่าย

“เอา…ถ้าคุณอยากย้ำอีกครั้งก็ดี ผมมันก็พวกหัวขี้เลื่อยเหมือนกัน” โจมตอบเมื่อนึกขึ้นได้ว่า หาควรปล่อยให้ความฉุนเฉียวมาเป็นนายเวลานี้ไม่

ในเมื่อเขาเองก็รู้ดีว่าชายตรงหน้าเขานี้คือใคร

จริงสิ…คุยกัน ตระเวนกินตะเวนเที่ยวด้วยกันเกือบตลอดสัปดาห์ ช่วยกันออกค่ากินค่ารถพร้อมสรรพ หากก็ยอมรับว่ารู้หน้าและรู้ใจเพียงแค่หน้ากับใจที่อยู่ตรงนี้ ซึ่งแน่นอนว่ามิใช่หน้ากับใจที่อยู่ในการโรมรัน มิใช่หน้ากับใจที่อยู่ในการต่อสู้

แต่จะรู้หรือมิรู้ก็ไม่อยู่ในความกลัวใดๆ

เขาเองก็ชอบมิใช่หรือ…ชีวิต…ผจญภัย ผจญความรู้สึกใหม่ๆ

เป็นต้นว่า เพื่อนใหม่ ผู้หญิงคนใหม่

“ก็คงไม่มีอะไรมากนอกจาก…เมื่อก่อน ประเทศต่างๆส่วนใหญ่ใช้แบบฟอร์มส่งออกสินค้าเช่น คอมพิวเตอร์ เสื้อผ้ากับวัตถุทางวัฒนธรรมรวมกัน…ฉะนั้น เขาก็เลยต้องแยกประเภทไงครับ”

“เช่นอะไรมั่ง”

“เช่น รูปวาด ก็กรอกลงไปว่า เป็นภาพเหมือนหรือทิวทัศน์ รูปปั้นเป็นรูปนักเต้นรำหรือนักดนตรีหรืออื่นๆ”

โจมก็เลยพยักหน้าอย่างยอมรับว่ากำลังฟัง

“ถิ่นกำเนิดทางภูมิศาสตร์ กับวันที่สร้างผลงานก็ต้องลงไว้ด้วยนะฮะ เพื่อความชัดเจนว่าเป็นของใหม่หรือของเก่า” ปลายเสียงผู้เล่าให้ฟังลงน้ำหนักประโยคท้าย

“แล้วอะไรอีก” คราวนี้ คนถามคล้ายเย้ยหยัน

แต่ปูนปั้นไม่สนใจ ยังคง ‘จี้ไช’ เพื่อเค้นเอา ‘ความรู้สึก’ ของอีกฝ่าย

“แล้วผู้ส่งออกก็ต้องระบุสถานะทางกฎหมายกับวัตถุประสงค์ของการส่งออกไว้ด้วยว่า ส่งออกเพื่อขาย ให้ยืมหรือแลกเปลี่ยนหรือส่งไปซ่อม หรือส่งไปเพื่อจัดแสดงนิทรรศการ หรือค้นคว้าวิจัย…”

“อือ…คุณจาระไนละเอียดดีจัง”

“คือผมก็คิดเรื่องส่งออกอยู่ไงฮะ” ผู้ไม่พูดหากบัดนี้พูดค่อนข้างมากด้วยจุดประสงค์แอบแฝงตอบคำ เบนความข้องใจของอีกฝ่ายให้พ้นตัว

“ก็เอาละ…ขอบคุณ” โจมตอบเสียงแกนๆ จิบกาแฟอึกสุดท้ายพลางขยับตัว “สงสัยป่านนี้คุณสองคนนั่นคงคอยแล้วมั้ง”

ปูนปั้นจึงได้แต่ทำนัยน์ตายิ้ม พลางคลี่คลายบรรยากาศในนาทีที่ผ่านมาเมื่อบรรจงตอบ

“ที่จริงก็น่าขอบใจตลาดของเก่านะฮะ ที่ช่วยให้ได้พบคุณสองคนนั่น”

โจมก็เลยมันขึ้นมานิดหนึ่ง จึงผิวปากวื๊ดเบาๆออกมาพร้อมนัยน์ตาเป็นประกาย

ครั้นแล้วก็หลุดปากถาม

“คุณชอบคนไหน”

แต่ปูนปั้นไม่ตอบ โจมจึงสำทับล้อๆ

“อย่ามาชอบคนเดียวกับผมละกัน…เป็นเรื่องเลยละนะ บอกไว้ก่อน”

 

ปารีสปลายฤดูใบไม้ผลินั้นสุขสบาย อากาศเช้าวันนี้หลังฝนตกหนักเมื่อคืนทั้งสดและใหม่ รถเช่าจอดคอยอยู่แล้ว จึงพาสองชายไปถึงที่พักของสองสาวในไม่นาน แต่โจมก็เป็นเจ้ากี้เจ้าการจ่ายค่าเสียเวลาให้คนขับอีกคัน พลันก็บอกยกเลิกโดยร้อยรัดทัดทานไม่ทัน

ท้ายที่สุดก็ต้องก้าวขึ้นนั่งคู่กัน ณ ที่นั่งข้างหน้า มีสองหนุ่มนั่งด้านใน

หากวันทาก็มิวายหันไปต่อว่า

“รู้นิสัยคุณโจมแล้วละว่าชอบบังคับใครต่อใคร”

“ถูกเผ็งเลย” ชายด้านหลังส่งเสียงเริงร่า ราวได้ดื่มน้ำกลั่นจากฝนพันปีเมื่อคืน “บังคับเท่านั้นนะคร๊าบบ…แต่ไม่ขืนใจ”

เอาละซีทีนี้

แม้วันทาเองผู้ไม่เกรงใจอีกฝ่ายมาแต่แรกก็ถึงแก่อึ้ง เกือบไปไม่เป็น แต่เพียงอึดใจเต็มก็ตอบกลับ รับลูกอย่างแคล่วคล่อง

“ขืนแต่ใจก็คงไม่เป็นไร ไม่เสียหาย ถ้าใจไม่พร้อม อย่างอื่นก็ไปไม่ได้”

ตายแล้ววัน…ร้อยรัดอยากจะทุบเพื่อนสักเปรี้ยง

ทันใด ก็มีเสียงหัวเราะร่วนอยู่ข้างหลัง

“ลองดูไหมล่าาา…ว่าจะไปไม่ไป”

ขณะที่สองหญิงไม่ได้ยินเสียงเพื่อนของเขา…เพื่อนร่วมทาง

แต่แล้ว อีกคนก็เอ่ยออกมา

“นี่เรามาเที่ยวนะคุณโจม ไม่ได้มาปล้ำใคร”

มิรู้ว่าเขากำลังนึกอยากสอยใต้คางอีกฝ่ายหรือแค่จงใจสัพยอก

“อือ…แฮะ…เสียงแบบนี้ นึกว่ามากะครู” ชายชื่อโจมยั่วกลับ

วันทาก็เลยหัวเราะหัวใคร่ ถามว่า

“ตกลง รถคันนี้จะไปถึงไหน”

“ไปเดินเล่นที่มองมาร์ตก่อนไงฮะ…แล้วค่อยลัดเลาะชมเมือง จะได้ประเทืองสายตานิดหน่อย” เจ้าตัวที่สองสาวให้ฉายาว่า ‘โก๋เก๋’ บรรยาย

“เพราะถึงบางส่วนเช่นส่วนหัวถนนแถวโรงแรมผมจะค่อนข้างเน่า…แต่คิดว่าประตูชัยกับชองป์ เอลิเซ่ของเขาก็ยังอวดได้อยู่นะครับ…เพียงแต่อย่าเอาราชดำเนินของเราไปเทียบก็แล้วกัน”

“สงสัยคุณโจมมานี่เป็นว่าเล่น” วันทาขัดจังหวะ

แต่เมื่อยังไม่ได้ยินเสียงสาวสวย โจมจึงแกล้งถาม

“คุณร้อยรัดมาด้วยหรือเปล่าเอ่ย”

“กำลังฟังอยู่ค่ะ” เจ้าตัวก็เลยตัดบท “ว่าแต่ว่าคุณปั้นน่าจะมีอะไรแนะนำ…สักนิดสักหน่อยก็ยังดี”

“คุณร้อยกำลังเข้าใจผิดหรือเปล่า…” ปูนปั้นย้อนถาม “ผมน่ะ บ้านนอกเข้ากรุงนะฮะ…แนะนำอะไรใครไม่ได้เลยเพราะ…เอ้อ…ไม่เคยมา…ไม่เคยรู้จักฝรั่งเศสไม่ว่าตรงไหน”

“น่าเชื่อจังเลยวัน…คนไม่เคยมา แล้วหิ้วกระเป๋ามาคนเดียวเนี่ยนะ” ปลายเสียงมีวี่แววต่อคำ

“เอ…” คนชื่อโจมทอดเสียง “ผมว่า…ผมกะคุณปั้นมาตั้งเวทีกันดีไหม”

“เวทีอภิปราย” วันทาคิกคัก

“ไม่ใช่ฮะ…เวทีมวย” โจมตอบกลับ

ทั้งหมดก็เลยครื้นเครงกันไปมาจนกระทั่งถึงมองมาร์ต

อากาศบนเนินเขาอันเคยเป็นแหล่งชุมนุมของศิลปินมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 ณ บัดนี้ ได้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวไปแล้วด้วยกาลเวลา แม้ว่ากลิ่นอายแห่งคุณค่ายังคงกำจายจางจากยอดบนสุดของวิหารพระหฤทัยที่มีบันไดกว้างนับร้อยขั้นลดหลั่นกันลงมา วิวปารีสเบื้องล่างก็ยังประดุจสัญลักษณ์แห่งนิรันดร์กาล 



Don`t copy text!