Run Away หัวใจไกลรัก 2 บทที่ 2 : การกลับมาของดารัณ

Run Away หัวใจไกลรัก 2 บทที่ 2 : การกลับมาของดารัณ

โดย : ภัสรสา

Run Away หัวใจไกลรัก 2 นิยายออนไลน์ โดย ภัสรสา ที่ อ่านเอา อยากให้คุณอ่านออนไลน์ เรื่องราวย้อนไปในสิบปีก่อนเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้อาศิรากับดารัณมีพันธะผูกพันต่อกันตามกฎหมาย ก่อนหญิงสาวจากไปอยู่ต่างแดนไม่เคยหวนกลับมา สิบปีผ่านไป ดารัณกลับมาอีกครั้งพร้อมความจริงอันน่าตกใจ และครั้งนี้ดารัณคนเดิมเปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคน

****************************

– 2 –

 

อาศิราเลยรู้สึกว่าช่วงนี้เขามีปัญหากับผู้หญิง เดือนก่อนปริยฉัตรหนีไป เดือนนี้ดารัณกำลังจะกลับมา และอยู่ๆ มิรันตาก็โผล่เข้ามาก่อนดารัณ อาศิราคิดว่าตัวเองกังวลเกี่ยวกับดารัณที่สุด แต่ตอนนี้อาศิราสงสารมิรันตาที่สุด ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมานี้หญิงสาวจะเครียดเป็นพักๆ กับการพยายามเค้นหาความทรงจำ ตอนนี้เท่าที่เขาดูมิรันตาน่าจะปวดหัวมากด้วย พอรวมเข้ากับการร้องห่มร้องไห้พร่ำบ่นว่าทำไมตัวเองจำไม่ได้สักทีก็ยิ่งทำให้น่าเห็นใจ อาศิรารีบหยิบยาพร้อมน้ำเข้าไป วางมันลงหัวเตียงแล้วนั่งลงข้างมิรันตาที่หมอบตัวคุดคู้อยู่ วางมือลงบนไหล่บาง ส่งเสียงเรียกอ่อนโยน “รัน… ใจเย็นๆ”

มิรันตาส่ายหน้าไปมา บอกความต้องการของตน “รันอยากจำทุกอย่างได้ หมอบอกว่ารันจะจำทุกอย่างได้”

“ใช่ หมอบอกแบบนั้น รันจะจำทุกอย่างได้ แต่รันต้องไม่กดดันตัวเอง ไม่ทำให้ตัวเองเครียด ไม่อย่างนั้นอาการรันจะยิ่งแย่… กินยาก่อนนะ”

มิรันตาส่ายหน้าแรงขึ้นอีก “ไม่เอา พอกินยาแล้วรันง่วง รันอยากคิดให้ออกไวๆ”

อาศิราจับข้อมือมิรันตาไว้ด้วยสัมผัสที่มั่นคงหนักแน่น บอกเสียงเบา “รัน… รัน… มองหน้าพี่”

พอตาฉ่ำน้ำคู่นั้นหันมามองตามคำขอแล้ว จึงค่อยๆ พูดให้หญิงสาวทำความเข้าใจ “รันลองดูตัวเองตอนนี้สิ ว่าเป็นยังไง เครียดมากใช่ไหม ปวดหัวด้วยใช่ไหม ร้อนใจมากใช่ไหม”

มิรันตานิ่งไป ที่สุดก็ค่อยๆ พยักหน้ารับ ตัวยังสะอื้นฮักๆ ไม่หยุด ฟังอาศิราพูดต่อด้วยน้ำเสียงเย็นใจ

“ถ้าแบบนี้รันจะยิ่งแย่ จะยิ่งคิดอะไรไม่ออก จำได้ไหม หมอบอกว่าให้รันพยายามทำใจให้สบาย”

มิรันตาพยักหน้า เธอจำที่หมอบอกได้

“พี่เข้าใจว่ารันข้องใจ สงสัย อยากรู้ว่าตัวเองเป็นใคร พี่รู้ว่ามันเครียดที่อยู่ๆ ก็จำอะไรไม่ได้เลย”

มิรันตาพยักหน้าอีก คราวนี้เบะปากอย่างคนหยุดร้องไห้ไม่ได้ “รันเครียดมากเลย ทำไมรันต้องเป็นแบบนี้ด้วย”

“รัน มันจะโอเค รันจะดีขึ้น พวกเราทุกคนพร้อมช่วยรัน ตอนนี้รันกินยาก่อนนะ”

มิรันตาส่ายหน้าหวือ “ไม่เอา รันไม่อยากกินยา”

“กินเถอะ ถ้ารันไม่กินจะยิ่งหายช้า ลุงมีก็จะเป็นห่วงรันด้วย” อาศิราพูดไปแล้วก็อยากตบปากตัวเอง เขาไม่ควรเพิ่มรายชื่อให้มิรันตายิ่งงงเข้าไปอีก มองสีหน้าสงสัยของมิรันตาแล้วยิ่งรู้สึกผิด ทว่าเรื่องกลับง่ายขึ้นมากอย่างที่อาศิราก็คาดไม่ถึง เมื่อมิรันตาเอ่ยถาม

“ลุงมีเหรอ… ใครคะ ลุงของรันเหรอคะ”

อาศิราพยักหน้า “ใช่ ลุงมี บารมี ลุงเป็นห่วงรันมาก แต่ติดธุระสำคัญ มาหาตอนนี้ไม่ได้”

มิรันตาพยักหน้ารับ ท่าทางดูสงบลงจนอาศิราแปลกใจ ก่อนค่อนข้างแน่ใจว่าพอรู้ว่าตนมีญาติผู้ใหญ่ที่รักและเป็นห่วงมิรันตาก็เหมือนมีหลักยึดเหนี่ยว รีบส่งยาให้มิรันตาเมื่อหญิงสาวเอ่ยขอ ก่อนบอก

“ถ้าไม่ไหวบอกนะ พี่จะตามหมอเข้ามาดูให้”

มิรันตาพยักหน้ารับ พยายามกล้ำกลืนยาเม็ดโตลงคอจนหมด เอ่ยถามอาศิราซื่อๆ “รันจะทำยังไงดีคะ รันอยากจำได้ แต่รันไม่อยากปวดหัวอีก”

อาศิราส่งยิ้มให้ บอกไปแม้ไม่แน่ใจว่าหญิงสาวจะทำได้มากน้อยแค่ไหน กับคนทั่วไปที่แข็งแรงสมบูรณ์ดีจะทำสิ่งนี้ยังยาก แล้วกับมิรันตาที่มีเงื่อนไขทางกายภาพมาเกี่ยวข้องด้วย “รันก็พยายามนึก แต่ไม่ต้องเครียดสิ”

“ยังไง”

“พออยากรู้ก็ให้รู้ว่าตัวเองกำลังอยากรู้ นึกไม่ออกก็ต้องรู้ว่าเรานึกไม่ออก ถ้ารันตามตัวเองทัน รันจะปล่อยวางมันได้ก่อนรันจะเครียด รันก็จะได้นึกไปเรื่อยๆ แบบไม่ปวดหัว”

มิรันตานิ่วหน้า “ฟังสับสนจังเลยค่ะ”

อาศิรายิ้มขำ สรุปสั้นๆ “แค่ตามความคิดตัวเองให้ทัน รู้ว่าตัวเองกำลังคิดอะไรอยู่ก็พอ”

สีหน้าคนฟังยังสับสนดูออกว่ายังไม่เข้าใจนัก หากอาศิราก็ไม่พยายามพูดต่อ นั่งเงียบสังเกตดูอาการของมิรันตาเห็นว่าเริ่มสงบลงก็เบาใจ ครู่หนึ่งมิรันตาก็ถามอีก

“ลูกไปไหนคะ”

“พ่อพี่ดูให้อยู่… รันพักเถอะ ไม่ต้องห่วงสิงห์ เดี๋ยวพี่จะเอาสิงห์ไปทำงานด้วย”

มิรันตาพยักหน้า บอกเสียงเบา “เดี๋ยวรันตื่นแล้วจะไปช่วยเลี้ยงสิงห์ค่ะ”

อาศิราส่งเสียงตอบรับในลำคอ ขยับตัวลุกจากเตียงเมื่อมิรันตาเอนตัวลงนอน ยืนดูอยู่พักจนแน่ใจว่ามิรันตาสงบพอจะหลับลงได้แล้ว จึงเดินออกจากห้อง พอลงบันไดบ้านก็เห็นพ่ออุ้มลูกตนชมสวนอยู่จึงเดินเข้าไปหา พ่อเอ่ยถามเมื่อหมุนมาเห็นเขาพอดี

“อ้าว เป็นไง เรียบร้อยดีไหม”

อาศิราพยักหน้า รับลูกตนมาจากพ่อ เอ่ยสันนิษฐาน “สงสัยรันคงสนิทกับลุงมีนะพ่อ พอพูดชื่อลุงมีแล้วรันดูสงบลง”

ศีลพยักหน้า ทำหน้าว่ารับรู้ข้อมูลนั้น “ไว้ครั้งหน้าเดี๋ยวพ่อลองพูดชื่อไอ้มีดูบ้างถ้ารันแย่ตอนลูกไม่อยู่ นี่ลูกไปทำงานต่อเลยไหม”

“ไปเลย ไม่รู้ทีมทำงานถึงไหน” เขาทิ้งงานมาประมาณหนึ่งชั่วโมงได้หลังจากพ่อโทรตามให้มาช่วยดูมิรันตา แล้วพอนึกอะไรบางอย่างออก ก็รีบย้ำพ่อ “พ่อไม่ลืมนัดใช่ไหม”

ศีลยิ้มกว้าง หน้าตาดีใจ โบกมือปฏิเสธ “ไม่ลืมๆ เดี๋ยวพ่อจะไปช่วยลูกทำกับข้าวด้วย เขาน่าจะปลื้มกัน”

ก็ต้องปลื้มอยู่แล้ว ลูกค้ากรุ๊ปนี้บอกตั้งแต่จองเชฟส์เทเบิลมาเลยว่าคุณพ่อคุณแม่เป็นแฟนเพลงของศีลด้วย ถ้ามีโอกาสก็อยากพบ อาศิราจึงปรึกษาพ่อ ซึ่งท่านก็ยินดีอย่างที่เป็นเสมอมา พ่อเขาเป็นอดีตนักร้องนำของวงดนตรีชื่อดังซึ่งดังยาวนานเกือบยี่สิบกว่าปี เรียกว่าพ่อเป็นนักร้องมาตั้งแต่อายุยี่สิบจนถึงอายุสี่สิบกว่า ทุกวันนี้พ่อก็ยังมีคอนเสิร์ตเล็กๆ ของตัวเองบ้างในบางครั้งถ้าสามารถนัดรวมเพื่อนสมาชิกในวงที่ยังมีชีวิตอยู่ได้เกินสามคน อาศิราอยากให้พ่อมีคอนเสิร์ตอีกครั้งเร็วๆ นี้เพราะอย่างน้อยก็น่าจะช่วยให้ท่านบรรเทาความคิดถึงแม่เพราะยุ่งกับการซักซ้อมและเตรียมงานได้ แต่ก็ยังไม่มีจังหวะเอ่ยชวน อีกอย่างถ้าพ่อจะจัดคอนเสิร์ตในครั้งนี้เขาอยากเป็นคนทำอาหารทั้งหมดให้แขกที่มาร่วมงานเอง ดังนั้นเขาจึงต้องเคลียร์คิวลูกค้าเก่าที่จองเชฟส์เทเบิลเข้ามาให้หมดก่อน

ส่วนเรื่องพ่อจะช่วยเขาทำอาหารนั้น อาศิราไม่ห่วง ทักษะการทำอาหารของเขาไม่ใช่อยู่ๆ ก็เกิดขึ้น แม่เขาเชี่ยวชาญด้านการทำอาหารคาวหวานของไทย ส่วนพ่อเขาถนัดทำขนมอบแบบตะวันตก เขาคุ้นชินกับมันมาตั้งแต่เด็ก คุ้นจนไม่รู้ตัวว่ารักด้านนี้เพราะมันใกล้ตัวเหลือเกิน กว่าจะรู้ตัวก็ตอนใกล้จบปีสี่แล้วนั่นแหละ

“เออ ลูกค้าชุดนี้คือที่ลูกแคนเซิลเขาไปตอนงานแม่ใช่ไหม”

อาศิราพยักหน้ารับ ก่อนยิ้มเมื่อพ่อเอ่ยถาม

“คิดว่าถ้าพ่อให้รูปถ่ายพร้อมลายเซ็น เขาจะดีใจไหม”

“ต้องดีใจสิ เขาเป็นแฟนเพลงพ่อนะ… พ่ออยากร้องเพลงไหม ลูกเล่นกีตาร์ให้”

ถามไปแล้วอาศิราก็ใจหาย เพราะเขาเห็นความหมองหม่นปรากฏในแววตาพ่อ ถ้าเป็นเมื่อก่อน ถ้าเป็นตอนแม่ยังอยู่ อาศิราเชื่อว่าเขาไม่ต้องถามด้วยซ้ำ พ่อจะเป็นคนเสนอร้องเพลงให้ลูกค้าฟังเอง พอเห็นพ่อส่ายหน้าอาศิราก็ไม่ว่าอะไร เข้าใจว่าพ่อยังไม่อาจทำใจได้เพราะการร้องเพลงทำให้พ่อคิดถึงแม่

อย่าว่าแต่พ่อที่ยังทำใจไม่ได้… เขาเองก็เช่นกัน

พ่อให้รูปถ่ายซึ่งเซ็นลายเซ็นต่อหน้าให้ลูกค้าเป็นของที่ระลึก ใช้เวลาถ่ายรูปร่วมกันอีกหลายนาทีจึงได้เวลาแยกย้าย บรรยากาศจบลงอย่างชื่นมื่นแบบที่อาศิราแน่ใจว่าร้านเขาได้คะแนนห้าดาวแน่นอน

ศีลกับอาศิราเดินไปส่งลูกค้าถึงรถ พอหันกลับมาก็เห็นผิวขับรถนั่งไฟฟ้าตรงมาทางนี้โดยมีมิรันตาอุ้มศตายุนั่งมาด้วย ปกติถ้าพ่อกับเขาไม่ว่างพร้อมกันอาศิราจะฝากลูกไว้กับผิว เพราะแน่ใจว่าผู้อาวุโสไว้ใจได้เรื่องเลี้ยงเด็กเพราะเป็นลูกมือแม่ช่วยดูแลมาตั้งแต่เขา ศราวิน จนถึงศตายุ สองพ่อลูกหยุดยืนรอกระทั่งรถนั่งไฟฟ้ามาจอดใกล้ๆ และคนบนรถเดินลงมาหา

ผิวบอกเสียงอ่อย “เห็นว่าน่าจะเสร็จงานแล้ว เลยว่าจะขับรถวนมาดูหน่อยจ้ะ”

เพราะอยู่กันมานาน ทำให้ศีลรู้ได้เลยว่าสถานการณ์น่าจะไม่ปกติ “เสร็จแล้ว มีอะไรหรือเปล่า”

“ตาหวังไอหนัก ว่าจะพาไปหาหมอ”

อาศิราบอกทันที “ไปได้เลยครับป้าผิว”

ส่วนศีลก็สำทับไปเพราะถ้าไม่ทำอีกฝ่ายจะทำเป็นนิ่งเฉย “อย่าลืมเอาบิลค่าหมอมาให้ฉันนะ”

ผิวยิ้มรับก่อนขับรถนั่งไฟฟ้าออกไป มิรันตาค่อยหันมาพูดกับอาศิราและศีล

“ป้าผิวรักสิงห์มากเลยนะคะ รันจะเลี้ยงให้ให้ป้าผิวไปก่อน ป้าผิวก็บอกแต่ไม่เป็นไร คงกลัวรันเกิดปวดหัวหนักขึ้นมาตอนอยู่กับสิงห์สองคน”

สองหนุ่มต่างวัยยิ้มรับ คิดในใจเหมือนกันว่าที่ผิวไม่ให้มิรันตาอยู่กับศตายุสองคนเป็นเพราะรู้ว่าเจ้าหล่อนไม่ใช่แม่แท้ๆ ของมิรันตาต่างหาก อาศิรายื่นมือไปเพื่อรับลูก ทว่ามิรันตาส่ายหน้า

“ไม่เป็นไรค่ะ รันอุ้มได้”

“โอเค งั้นพี่ขอไปดูเด็กเก็บงานแป๊บ… พ่อจะไปพักเลยไหม”

ศีลพยักหน้า บอกเหตุผลที่ตนอยากแยกไปก่อน “พ่อจะไปเตรียมข้าวเย็นรอ ทำงานเสร็จแล้วก็รีบกลับไปกินนะ ไป รัน กลับบ้านกัน”

“ขอรันอยู่กับพี่ศิราได้ไหมคะ”

ศีลไม่ตอบทันที แต่หันมองหน้าลูกก่อนว่ามีปัญหาหรือไม่ พอเห็นลูกพยักหน้ารับจึงค่อยแยกตัวไป อาศิราเองก็พยักหน้ากับมิรันตาให้เดินตามเขากลับเข้าไปในบ้านหลังเล็กหลังหนึ่งที่เขาใช้เป็นพื้นที่ที่ให้บริการเชฟส์เทเบิล หันไปมองมิรันตาเมื่ออีกฝ่ายบอกเหตุผลที่อยากอยู่กับเขา

“รันอยากรู้ว่าพี่ศิราทำอะไรบ้าง เผื่อจะทำให้รันนึกอะไรออก”

อาศิราเข้าใจ เข้าใจและสะท้อนใจไปในคราวเดียวกัน เขาเข้าใจว่ามิรันตาเชื่อสนิทใจว่าเป็นภรรยาเขา การได้ข้อมูลเขาก็เท่ากับเป็นการช่วยรื้อฟื้นความจำด้วย สะท้อนใจที่ภรรยาตัวจริงของเขาอย่างปริยฉัตรไม่เคยสนใจหรือใส่ใจสิ่งที่เขาทำแบบนี้เลย อาศิราเริ่มอธิบายพร้อมกับเดินเข้าไปภายใน

“บ้านเราเป็นรีสอร์ตเล็กๆ มีบ้านพักสิบสองหลัง ติดหาดห้าหลัง ที่เหลืออยู่ในสวน… ไว้วันหลังพี่พาไปดู”

มิรันตาพยักหน้ารับ เห็นคนงานสี่คนสาละวนทำงานกันอยู่ ได้ยินอาศิราเตือนเรื่องการแยกขยะ ตัดสินใจเอ่ยถามเสียงเบาเพราะค่อนข้างเกรงใจ “อธิบายรันหน่อยได้ไหมคะ”

อาศิราพยักหน้า คิดเสียว่ามิรันตาเป็นเด็กฝึกงานใหม่อีกคนที่เขาต้องอธิบาย “อย่างที่รันเห็น บ้านหลังนี้แบ่งพื้นที่เป็นสองส่วน จะเป็นส่วนกินอาหารของลูกค้ากับส่วนทำอาหารของเชฟ กั้นด้วยกระจกใส ลูกค้าดูเชฟทำอาหารได้ หรือจะเข้ามาดูในครัวเลยก็ได้”

มิรันตามองไปรอบๆ ตอบรับเสียงเบา “ค่ะ”

“ส่วนของเชฟจะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง พี่จัดพื้นที่เองทุกอย่าง อุปกรณ์อะไรอยู่ตรงไหน พี่ต้องรู้ ที่เปลี่ยนคือพวกวัตถุดิบการทำอาหาร พวกนี้พี่ต้องลิสต์เมนูก่อน แล้วเตรียมวัตถุดิบทุกอย่างมาจัดให้อยู่ในที่ของมัน”

“ค่ะ”

“แต่ส่วนที่ลูกค้านั่งกินอาหาร พี่จะเปลี่ยนการตกแต่งให้เข้าธีมของแต่ละครั้ง อย่างวันนี้ลูกค้ารีเควสต์อยากกินอาหารไทย พี่ก็จะตกแต่งห้องให้ดูไทย เอากรอบหน้าต่างไม้แบบโบราณมาติด วางกล้วยไม้มุมห้อง โต๊ะเก้าอี้ก็ใช้เป็นโต๊ะไม้ ปูโต๊ะด้วยผ้าไหมเทียม ของตกแต่งบนโต๊ะก็เน้นลายไทย อาหารแกะสลักเป็นลายไทย ดอกไม้ในแจกันใช้ดอกไม้ไทย จานชาม ทุกอย่างต้องไปด้วยกัน”

มิรันตามองไปรอบๆ แม้หลายส่วนจะถูกเก็บและมีคนกำลังทำความสะอาด แต่ก็ยังพอเห็นร่องรอยของสิ่งที่อาศิราพูด เดินตามชายหนุ่มที่เดินนำเข้าไปในครัว

อาศิราเข้าไปดูของเหลือใช้ที่ทีมงานรวบรวมไว้ แต่ส่วนมากแล้วเขาจะคำนวณอย่างดีและเอาของมาแค่พอใช้ ของประเภทเนื้อสัตว์ส่วนมากจะใช้หมด หากมีเหลือจากการทำเมนูหลักอาศิราจะดูว่ายังมีวัตถุดิบอะไรให้ใช้อีกบ้าง แล้วนำทั้งหมดมาทำเมนูที่พอทำได้แถมให้ลูกค้า แต่ถ้าเป็นพวกเครื่องเทศ สมุนไพรที่แบ่งมา อาศิราจะไม่เก็บกลับไปใช้อีก หากมีใครต้องการก็แจกจ่ายไปเลย

“มา อยากอวดของเล่น”

มิรันตามองคนพูดอย่างงุนงงแต่ก็เดินตามเขาไปยังมุมหนึ่งของครัวที่เธอเห็นมีประตูเหล็กติดอยู่นั้น พอเขาเปิดให้เข้าไปดูจึงรู้ว่ามันคือตู้เย็นแบบวอล์กอินดีๆ นี่เองและมันทำให้เธอรู้สึกตื่นตาตื่นใจ แต่เพราะรู้สึกว่ามันหนาวเกินไปมิรันตาจึงเป็นห่วงศตายุ ถอยออกมารอที่มุมหนึ่ง รอจนอาศิราดูแลและช่วยงานจนทุกอย่างเรียบร้อยดีแล้ว เขาจึงหันมองเธอ เดินมาหา เอ่ยถาม

“เมื่อยหรือยัง”

มิรันตายิ้มเจื่อนให้เห็น ซึ่งนั่นเป็นคำตอบที่ดีพอ อาศิราจึงยิ้มขำแล้วรับลูกชายมาอุ้มไว้เอง ให้คำแนะนำ “ครั้งหน้าใช้เป้อุ้ม ช่วยได้เยอะ”

“ป้าผิวหยิบมาให้ดูเหมือนกันค่ะ แต่รันใช้ไม่เป็น… น่าจะลืมวิธีใช้ ป้าผิวก็ใช้ไม่เป็นค่ะ”

อาศิราคิดว่าหญิงสาวไม่ได้ลืมวิธีใช้ แต่น่าจะไม่เคยใช้มากกว่าถ้าดูจากทักษะการใช้ของอื่นๆ ในชีวิตประจำวันที่ไม่ได้ลืมไป แต่จะพูดออกไปก็ไม่ดี จึงบอกเพียง “เดี๋ยวกลับไปพี่สอน”

แล้วพอดูนาฬิกาข้อมือเห็นว่ายังไม่ถึงเวลามื้อเย็นจึงเอ่ยปากชวนมิรันตา “อยากไปดูที่ทำงานพี่อีกไหม”

มิรันตาพยักหน้ารับ เดินตามเขาออกจากบ้านหลังเดิม ตรงไปอีกไม่ไกลก็เจอบ้านอีกหลัง พอเข้าไปก็เจอโถงกลางซึ่งมีโต๊ะตัวยาววางอยู่ ฟังอาศิราที่อธิบาย

“โต๊ะยาวนี่เอาไว้เตรียมงาน ของทุกชิ้นที่จะเอาออกไปต้องมาวางตรงนี้เพื่อทำเช็กลิสต์ก่อนว่าเอาอะไรออกไปบ้าง พอจะเก็บกลับก็ต้องมาเช็กว่ามีชิ้นไหนหายหรือเสียหายบ้าง ฟากซ้ายเป็นโกดังเก็บของตกแต่งห้อง ฟากขวาเป็นโกดังเก็บพวกภาชนะที่ใช้บนโต๊ะ”

มิรันตาเดินไปฟากขวาก่อน พอได้เห็นภายในก็ต้องตื่นตาตื่นใจอีกรอบ ทั้งห้องมีแต่ตู้กระจกที่บรรจุจาน ชาม ถ้วย โถ มีจำนวนเยอะหลากรูปแบบหลายรูปทรงจนให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ในร้านจัดจำหน่าย “เยอะมากเลยค่ะ”

“อื้อ พ่อแม่พี่ชอบด้วย พี่ก็ชอบ ไปไหนมาไหนเห็นจานชามแก้วสวยๆ ไม่ได้เลยต้องซื้อกลับบ้าน บ้านนี้มีของพวกนี้เยอะมาตั้งแต่ก่อนพี่ทำงานนี้อีก”

มิรันตาพยักหน้า เดินตามเขาไปดูอีกฟากที่เป็นของตกแต่งห้อง ห้องนี้เป็นห้องโล่งๆ ไม่มีตู้กระจก แต่มุมผนังด้านหนึ่งมีชั้นวางติดอยู่ตลอดแนว ของตกแต่งถูกวางไว้บนชั้นบ้าง บนพื้นบ้างเดาว่าแล้วแต่ขนาดและรูปทรงว่าเหมาะจะเก็บตรงไหน มองแล้วให้ความรู้สึกเหมือนกำลังชมงานแสดงศิลปะอย่างไรอย่างนั้น

ขณะที่มิรันตากำลังดูเพลินๆ เสียงศตายุที่เริ่มร้องอ้อแอ้ก็ดึงความสนใจ รีบเดินเข้าไปหาอย่างเป็นห่วง แต่รู้สึกใจเย็นลงเมื่อได้ยินเสียงเย็นใจของอาศิรา

“ไม่มีอะไร ร้องแบบนี้แปลว่าหิว”

มิรันตาจึงบอกทันที “งั้นเรากลับบ้านกันเถอะค่ะ”

อาศิราพยักหน้า เดินไปยังรถนั่งไฟฟ้า เอ่ยถามมิรันตา “ขับรถได้ไหม”

มิรันตานิ่งคิด ยังไม่ตอบในทันที แต่ขึ้นไปนั่งหลังพวงมาลัย ลองยกสองมือขึ้นจับพวงมาลัย เท้าแตะคันเร่ง หันไปตอบอาศิรา “คิดว่าได้ค่ะ”

อาศิราเห็นว่ารถนั่งไฟฟ้าอย่างไรก็ทำความเร็วได้ไม่มาก จึงลองให้มิรันตาขับกลับบ้านและพบว่าจริง เจ้าหล่อนขับรถได้จริงๆ อย่างน้อยมันก็ทำให้อาศิรามั่นใจขึ้นอีกว่ามิรันตาเพียงสูญเสียความทรงจำเท่านั้น ไม่มีปัญหาด้านทักษะในการใช้ชีวิต พอถึงอาศิราก็รีบเดินเข้าบ้านเพราะอยากไปชงนมให้ลูกโดยไวที่สุด ทว่าความต้องการนั้นก็ต้องถูกขัดขวางพอเห็นว่าใครนั่งคุยอยู่กับพ่อ…

ดารัณ

กำหนดกลับที่ส่งมาให้เขาคืออาทิตย์หน้านี่ แต่อย่างไรก็ตามตอนนี้ดารัณอยู่ที่นี่แล้ว กำลังส่งยิ้มให้เขา ก่อนเอียงหน้าไปมองด้านหลังเขาซึ่งเดาได้ว่าเป็นมิรันตา อาศิราคงยืนนิ่งอยู่อย่างนั้นถ้าพ่อไม่พูดขึ้น

“มาๆ เข้ามานั่งคุยกันก่อน จะได้แนะนำหนูรันให้เจ้ารัณรู้จักด้วย”

อาศิราเดินเข้าไปใกล้ทุกคน แต่ส่งลูกให้มิรันตาแล้วบอกพ่อ “ขอไปชงนมให้สิงห์ก่อน บ่นอ้อแอ้มาตลอดทางเลย”

ตอนนี้จากบ่นอ้อแอ้ก็เริ่มยกระดับเป็นร้องงอแงแล้วจึงไม่มีใครค้าน หรือถึงค้านอาศิราก็คงไม่ฟังเพราะเจ้าตัววิ่งขึ้นชั้นสองไปอย่างรวดเร็วและกลับลงมาอย่างรวดเร็วเช่นกัน อาศิราส่งขวดนมให้มิรันตาซึ่งอุ้มศตายุในท่าที่พร้อมให้นมแล้ว ยังสังเกตดูอยู่ว่ามิรันตาอุ้มแล้วระดับหัวของลูกต่ำไปไหม บอกตัวเองว่าคงต้องเริ่มไว้ใจมิรันตาเพราะดูเหมือนสัญชาตญาณความเป็นแม่ของหญิงสาวจะทำงานดีในระดับหนึ่ง

อาศิราหันมองหน้าดารัณ เอ่ยถาม “ใครไปรับ”

ดารัณยักไหล่ ตอบความจริง “จ้างรถมาจากสนามบิน”

คนได้รับคำตอบถามกลับทันที “แค่บอกว่าเลื่อนไฟลต์มันยากเหรอ”

“ไม่ยาก แต่ไม่บอก”

“แล้วเข้าทางไหน”

“ก็หน้าบ้านนี่ไง”

“หน้าบ้านทางนี้ปกติไม่ได้ให้คนอื่นเข้า ถ้าจ้างรถมาอีกให้เข้าทางเดียวกับรีสอร์ต”

ดารัณทำหน้ายุ่ง แต่ก็พยักหน้ารับแล้วบอก “บ่นชนะพ่อไปหลายขุมแล้วนะ”

อาศิราเลยเงียบ สบตากับพ่อที่มีรอยขบขัน ฟังพ่อบอก

“พ่อถามแค่ว่าทำไมไม่บอกให้ไปรับ”

ถ้าแบบนั้นอาศิราก็จะไม่พูดอีก ส่วนดารัณก็มองไปทางผู้หญิงอีกคน ส่งยิ้มตอบเมื่ออีกฝ่ายส่งยิ้มมาให้ก่อน อาศิรามองหน้าพ่อ เห็นได้ชัดเลยว่าพ่อจะไม่แนะนำให้สองคนนี้รู้จักกันด้วยตัวเองเด็ดขาด ในที่สุดอาศิราก็ตัดสินใจได้ จึงหันไปทางมิรันตา

“รัน นี่ดารัณ ที่พี่เคยบอกว่าจะมาอยู่กับเรา” พอมิรันตาพยักหน้า หันไปส่งยิ้มให้ดารัณแล้ว อาศิราค่อยหันไปแนะนำมิรันตากับดารัณ “มิรันตา… แม่นายสิงห์”

ดารัณเลิกคิ้ว เบิกตากว้าง มองหน้ามิรันตาที่ยังยิ้มใสซื่อส่งมาให้ มองอาศิรา แล้วหันไปทางศีล เห็นว่าผู้อาวุโสเพียงยิ้ม ไม่พูดอะไร ดารัณค่อยๆ สงบสติอารมณ์ บอกตัวเอง จะตกใจไปทำไม ถึงไม่มีมิรันตาก็ใช่ว่าเธอจะมีความหมาย แต่จริงๆ ที่ตกใจก็ไม่ใช่เรื่องเธอจะมีความหมายหรือเปล่าสักหน่อย เธอแค่ตกใจเพราะที่เจอรอบก่อน ‘แม่นายสิงห์’ ไม่ได้หน้าตาแบบนี้ ปริยฉัตรไปไหน การที่อรจิรายกทุกอย่างให้เธอมันเห็นผลเร็วขนาดนี้เลยหรือ ถ้าจริงย่อมแปลว่าอรจิราอ่านปริยฉัตรขาดมาก แล้วอาศิราเล่า เขามีผู้หญิงคนใหม่รวดเร็วขนาดนี้เลยหรือ…

“ไป กินข้าวเย็นกันดีกว่า ไม่รู้ว่ารัณจะมา ไม่งั้นจะทำของโปรดไว้รอ”

ศีลทำลายความเงียบด้วยการพยายามทำให้ทุกอย่างปกติ ดารัณก็ให้ความร่วมมืออย่างดีด้วยการลุกขึ้นเดินตามศีลไปทางครัว ปิดท้ายด้วยอาศิรากับมิรันตา

ดารัณช่วยศีลตักข้าวสวยใส่จาน มาชะงักตอนได้ยินศีลบอก

“ตักให้แม่ทัพพีเดียวพอนะ”

ดารัณหันมองหน้าศีล เห็นอีกฝ่ายทำหน้าเหมือนเพิ่งนึกได้ แล้วรีบหัวเราะโบกมือกลบเกลื่อน

“โทษทีๆ บางทีพ่อก็ชิน ฝากรัณตักข้าวหน่อย พ่อไปล้างมือก่อน”

ดารัณมองผู้อาวุโสเดินไปทางห้องน้ำ หันไปสบตากับอาศิราที่ยืนนิ่ง สีหน้ากับสายตาเขาบอกให้รู้ว่าความเผลอไผลของพ่อสร้างความสะเทือนใจให้ไม่น้อย เอ่ยถามเมื่อเขาเข้ามาช่วยหยิบจานข้าวไปวางบนโต๊ะ “เป็นบ่อยไหม”

“นานๆ ที”

อาศิราตอบแค่นั้นแล้วไม่พูดไม่ลงรายละเอียดใดๆ ดารัณจึงตักข้าวต่อ ไม่ลืมหันไปถามมิรันตา “เอาข้าวเยอะไหม”

“ทัพพีเดียวก่อนค่ะ”

ดารัณยิ้มได้ “มีคำว่าก่อนนี่คือ อาจจะมีเติมใช่ไหม”

มิรันตาพยักหน้ารับพร้อมรอยยิ้ม เอ่ยขอบคุณอาศิราที่เป็นคนเอาข้าวมาวางตรงหน้าให้แล้วรับลูกจากเธอไปนั่งตักตัวเอง มิรันตานิ่งไปเมื่อดารัณที่นั่งลงฝั่งตรงข้ามเอ่ยถาม

“อายุเท่าไรคะ จะได้นับพี่นับน้องถูก” แล้วดารัณก็ต้องประหลาดใจเพราะอีกฝ่ายอ้ำอึ้ง เริ่มรู้สึกผิดปกติเมื่อมิรันตายกมือขึ้นกดข้างขมับ สีหน้าไม่ดี อาศิราก็รีบพูดด้วย “รัน ไม่เป็นไร ใจเย็นๆ นึกไม่ออกก็คือนึกไม่ออก”

อาศิราปลอบมิรันตาแล้วหันไปทางดารัณ “รันจำอะไรไม่ได้”

จำอะไรไม่ได้… ดารัณเอ่ยถามเพื่อความแน่ใจ “แบบความจำเสื่อมน่ะเหรอ”

อาศิราพยักหน้า ส่งยิ้มให้พ่อที่เดินกลับเข้ามา พยายามทำตัวให้เป็นปกติ ทำเป็นว่าเขาไม่ได้สังเกตเห็นขอบตาแดงอย่างคนเพิ่งร้องไห้ของพ่อ หันไปทางดารัณที่ยังไม่ยอมจบ

“ถ้างั้นภรรยาพี่ศิราอายุเท่าไรล่ะ เป็นพี่หรือเป็นน้องรัณ”

อาศิราลอบสบตากับศีล ศีลเลยเป็นคนตอบให้

“ก็รุ่นเดียวกันแหละ ไม่ต้องเรียกพี่เรียกน้อง เป็นเพื่อนกันไป… ชื่อเล่นเหมือนกันด้วย อย่างงกันเองล่ะ”

สองสาวมองหน้าแล้วส่งยิ้มขบขันให้กัน เริ่มลงมือรับประทานอาหารทำให้บรรยากาศสงบเงียบ… จนกลายเป็นเงียบเหงาในความรู้สึกของดารัณ เธอคงไม่รู้สึกถึงความเหงาถ้าไม่เห็นสิ่งนั้นในดวงตาของศีลและอาศิรา แต่วันนี้ดารัณเองก็เหนื่อยเกินกว่าจะพยายามเปลี่ยนแปลงอะไร มองไปทางมิรันตาก็เห็นจุ๋งจิ๋งอยู่กับศตายุที่อยู่บนตักอาศิรา ดูรักกันมากอยู่จนอดคิดไม่ได้ว่า บางทีอาจเป็นความรักที่มิรันตามีให้ศตายุ อาศิราจึงรักมิรันตาอย่างรวดเร็ว

หลังมื้ออาหาร ดารัณได้รู้อีกอย่าง มินิคอนเสิร์ตหลังมื้อเย็นที่เธอเคยรู้ว่ามีไม่มีอีกแล้ว เธอเห็นอาศิราพามิรันตากับศตายุเข้าห้อง เห็นศีลเดินไปหยุดอยู่ตรงมุมหนึ่งเป็นครู่แล้วเดินเข้าห้อง ดารัณถอนใจยืดยาว เดินไปหยุดตรงที่ที่ศีลยืนอยู่เมื่อครู่ มองเปียโนไฟฟ้าที่วางอยู่ หันไปอีกฟากเป็นเครื่องสาย เชลโล ไวโอลิน กีตาร์

อรจิราเล่นเปียโน อาศิราเล่นเชลโลหรือไม่ก็กีตาร์ ศราวินเล่นไวโอลิน ศีลเป็นนักร้องนำ

วงดนตรีครอบครัวขาดหายสมาชิกไปหนึ่งคนเมื่อศราวินย้ายไปอยู่มิลานเมื่อห้าปีก่อน โดยปีแรกนั้นอยู่กับเธอ แต่หลังจากตกลงปลงใจกับจอร์จิโอก็ย้ายไปอยู่ด้วยกัน อรจิราเล่าให้ฟังว่าศีลเสียใจและใจหาย ส่วนอาศิรายิ่งแล้วใหญ่เพราะโทษตัวเองที่ทำให้น้องตัดสินใจไปอยู่ห่างจากครอบครัว ปัญหาการไม่ลงรอยกันระหว่างศราวินกับปริยฉัตรลุกลามขึ้นทุกวันจนไม่อาจแก้ไข ปริยฉัตรอยู่กับอาศิราบ้างไม่อยู่บ้างโดยอ้างว่าไม่อยากทะเลาะกับศราวิน จนในที่สุดศราวินก็ตัดสินใจเป็นฝ่ายไปทั้งเพื่อตัวเองและเพื่อพี่ ทว่าวิกฤตในครั้งนั้นยังมีอรจิราเป็นเสาหลักทางอารมณ์ให้ทุกคน คอยไกล่เกลี่ยชี้ให้ศีลกับอาศิราเห็นว่าหลังไปอยู่มิลานศราวินมีความสุขแค่ไหน ทั้งได้ทำงานที่ตนชื่นชอบ ได้พบรัก อรจิราคอยประคับประคองหัวใจของทุกคนจนพากันก้าวข้ามปัญหาหลักอย่างปริยฉัตร ความสุขในครอบครัวจึงกลับมาอีกครั้ง กลับมารักใคร่กลมเกลียวแม้อยู่ห่างไกล… ครานี้เสาหลักของทุกคนจากไปแล้ว

ดารัณเดินตรงไปยังเปียโน เปิดฝาครอบแป้นเปียโนขึ้น ใช้นิ้วไล้ไปบนแป้นสีขาวสะอาดแผ่วเบาอย่างระวังไม่ให้เกิดเสียง ถอนใจยืดยาวและบอกตัวเอง วันนี้เธอเหนื่อยเกินไป สับสนเกินไป เธอควรพักเพื่อให้กำลังกายและกำลังใจฟื้นคืนก่อน จากนั้นค่อยทำตามที่อรจิราร้องขอไว้

ดารัณเดินกลับเข้าห้องที่เพิ่งได้พิจารณาถ้วนถี่เป็นครั้งแรก หลังจากเพียงเอากระเป๋าสัมภาระเข้ามาเก็บตอนถึงใหม่ๆ ได้กรี๊ดลั่นกับดอกไม้สดที่ศีลนำมาตกแต่งให้เต็มห้องจนต้องกอดแน่นๆ แทนคำขอบคุณไปแล้ว อดยิ้มไม่ได้เพราะเห็นชัดว่าห้องติดวอลเปเปอร์ใหม่ เฟอร์นิเจอร์ใหม่ ห้องตกแต่งเป็นโทนสีเขียวสดใสแบบที่เธอชอบ ดอกไม้ทั้งหมดตอนนี้ถูกเก็บนำมารวมไว้ใส่ตะกร้าวางอยู่อีกทางกลายเป็นของตกแต่งซึ่งคงอยู่ได้อีกสองสามวันกว่าจะเหี่ยว ดารัณตรวจดูฟังก์ชั่นของเฟอร์นิเจอร์ในห้อง แล้วเริ่มกระจายของออกจากกระเป๋านำไปจัดวางให้เข้าที่ เรียบร้อยแล้วอาบน้ำแต่งตัว เหนื่อยจนแทบจะคลานขึ้นเตียง กระนั้นดารัณก็ยังเปิดดูคลิปหนึ่ง เป็นคลิปที่เธอเปิดดูทุกคืนก่อนนอนจนเหมือนกลายเป็นความเคยชินไปแล้ว

ภาพที่ปรากฏคืออรจิรานอนอยู่บนเตียง แม้ป่วยหนักแต่พยายามทำตัวสดใส ผู้อาวุโสฝากคลิปนี้เข้ามาทางโปรแกรมสนทนาออนไลน์ เพราะช่วงที่อัดคลิปนั้นเป็นเวลาที่เธอน่าจะกำลังหลับลึก

‘รัณ แม่ไม่อยากให้รัณตกใจหลังดูคลิปนี้นะ แม่แค่รู้สึกว่าชีวิตแม่ตอนนี้ไม่แน่นอน ถ้าจะทำอะไรก็ต้องรีบทำ แต่แม่ยืนยันว่าตอนนี้แม่ไม่ได้รู้สึกแย่หรือรู้สึกว่าตัวเองใกล้ตาย… รัณ ถ้าแม่ตาย แม่จินตนาการไม่ออกเลยว่าพ่อกับศิราจะเป็นยังไง วินแม่ไม่ค่อยห่วง เขามีครอบครัวที่ดี จอร์จิโอรักวินมาก แม่ดูออก ถึงเสียแม่แต่วินก็มีหลักยึดแล้ว แต่ศิราน่ะ… รัณก็คงรู้ แม่ว่าฉัตรคงช่วยอะไรทางจิตใจศิราไม่ได้มาก ยิ่งหลังจากเปิดพินัยกรรมแล้ว… ส่วนพ่อ’

ดารัณเม้มปากอย่างทุกครั้งที่ดูถึงตอนนี้ เพราะอรจิราดูสะเทือนใจ น้ำตาคละคลอเมื่อนึกถึงคู่ชีวิตของตัวเอง ดารัณรู้โดยปริยายว่าอรจิราเป็นห่วงศีลที่สุด

‘เราอยู่ด้วยกันมาสี่สิบกว่าปี มันเหมือนเรากลายเป็นคนคนเดียวกันไปแล้ว ถ้าแม่ไป… พ่อคง…’

อรจิราหลับตาลง น้ำตารินไหล แล้วลืมตามาพยายามส่งยิ้มให้

‘ถ้าเป็นแม่ แล้วพ่อไปก่อน แม่ก็คงไม่รู้จะอยู่ยังไง… แม่เลยอยากฝากรัณ ถ้าแม่เป็นอะไรไป แม่อยากให้รัณช่วยดูแลพ่อกับพี่ศิราจนกว่าจะแน่ใจว่าเขาทำใจได้แล้ว แต่แม่ก็จะไม่กดดันรัณ ถ้าเมื่อไรที่รัณรู้สึกว่าไม่ไหว ไม่ต้องฝืน รัณก็ควรต้องมีความสุขกับชีวิตของรัณ รัณเองก็เป็นลูกแม่คนหนึ่ง แม่ก็อยากให้รัณมีความสุขที่สุด ทำเท่าที่ทำไหว ไม่ต้องเสียสละความสุขของรัณเพื่อแม่’

อรจิรานิ่งไป แต่ดารัณรู้สึกได้ทุกครั้งที่ดูคลิป ผู้อาวุโสส่งความรักความอาทรทั้งหมดที่มีให้เธอผ่านเทคโนโลยีนี้ สายตา รอยยิ้ม ทุกอวัจนภาษาที่เธอเห็นทำให้รู้สึกเหมือนกำลังถูกโอบล้อมไปด้วยความรัก

‘นี่ไม่เกี่ยวกับที่แม่ขอรัณก่อนหน้านี้ แม่แค่อยากให้รัณรู้ว่ารัณเป็นความภูมิใจของแม่ การได้เห็นรัณเติบโต ฝ่าฟันก้าวข้ามปัญหาต่างๆ จนรัณเป็นรัณในทุกวันนี้ทำให้แม่ภูมิใจมาก ทั้งภูมิใจในตัวเอง แล้วก็ภูมิใจในตัวรัณ รัณเข้มแข็ง แข็งแกร่งขึ้นมาก แต่แม่ก็ยังเห็นความอ่อนโยนของแม่บุหลันในตัวรัณ”

ดารัณยิ้มได้ทั้งน้ำตา ใช่ บุหลัน แม่เธอ แม่เป็นคนอ่อนโยน ใจดี เลี้ยงและดูแลเธอด้วยความรัก พร่ำสอนว่าความรักที่เรามี ความหวังดี ความจริงใจที่เราให้ทุกคนจะทำให้เราได้พบเจอแต่คนดี เป็นที่รักของทุกคน… ซึ่งมันไม่จริง เธอได้เรียนรู้เมื่อพบเจอกับคนที่ไม่ให้คุณค่ากับความรัก ความหวังดีหรือจริงใจ ทุกอย่างที่ทำให้เป็นเรื่องสูญเปล่ากลายเป็นว่าเธอเป็นฝ่ายโดนเอาเปรียบรังแก ที่สุดเธอก็เลือกเชื่อแม่เพียงครึ่งเดียว เธอยังมีความรัก ความหวังดีจริงใจให้คนอื่น แค่เลือกคนที่คู่ควรพอจะให้เท่านั้น

‘จากเรื่องที่รัณเจอมา รัณไม่ได้กลายเป็นคนแข็งกระด้างอย่างที่แม่กลัว รัณประคองตัวเองดีจนแม่ภูมิใจ… แม่เชื่อว่าแม่บุหลันก็ต้องภูมิใจ… ต่อจากนี้ไม่ว่าแม่จะอยู่หรือไม่อยู่กับรัณแล้ว แม่อยากให้รัณรู้ว่าแม่รักและภูมิใจในตัวรัณเสมอ’

อรจิราส่งจูบให้เธออย่างร่าเริงก่อนจบการบันทึกวิดีโอ ดารัณเช็ดน้ำตาแล้วใช้นิ้วโป้งไล้หน้าจอแผ่วเบา เธอไม่ได้ร้องไห้ตอนดูคลิปนี้มาสักระยะแล้ว ทว่าวันนี้พอกลับมาที่นี่ ได้เห็นอาการทั้งของศีลและอาศิรามันกลับทำให้เธอเข้าใจความต้องการของอรจิราอย่างลึกซึ้ง อรจิรารักศีลและลูกชายทั้งสองคนมาก มากจนคาดการณ์ถูกว่าต่อไปจะเกิดอะไรขึ้นถ้าอรจิราจากไปจึงขอร้องให้เธอมาช่วยดูแล

ดารัณถอนใจยืดยาว เอื้อมมือไปวางโทรศัพท์บนชั้นวางข้างหัวเตียงแล้วปิดโคมไฟ ก่อนจะหลับใหลลงไปอย่างรวดเร็วก็ได้แต่ส่งข่าวบอกอรจิราอยู่ในใจ… รัณกลับมาแล้ว แต่จะช่วยได้เท่าที่แม่หวังไว้ไหม ไม่รู้จริงๆ

Don`t copy text!