Run Away หัวใจไกลรัก 2 บทที่ 4 : คนที่เปลี่ยนไป

Run Away หัวใจไกลรัก 2 บทที่ 4 : คนที่เปลี่ยนไป

โดย : ภัสรสา

Run Away หัวใจไกลรัก 2 นิยายออนไลน์ โดย ภัสรสา ที่ อ่านเอา อยากให้คุณอ่านออนไลน์ เรื่องราวย้อนไปในสิบปีก่อนเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้อาศิรากับดารัณมีพันธะผูกพันต่อกันตามกฎหมาย ก่อนหญิงสาวจากไปอยู่ต่างแดนไม่เคยหวนกลับมา สิบปีผ่านไป ดารัณกลับมาอีกครั้งพร้อมความจริงอันน่าตกใจ และครั้งนี้ดารัณคนเดิมเปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคน

****************************

– 4 –

 

ดารัณเข้าห้องได้ก็คุยงานกับศราวินทันที ช่วงนี้งานที่เร่งที่สุดคือการออกแบบชุดแต่งงานให้ว่าที่เจ้าสาวคนหนึ่งซึ่งชื่นชอบเสื้อผ้าแบรนด์ดารัณจนกลายเป็นลูกค้าประจำ ข้อดีคือลูกค้าคนนี้เป็นลูกสาวนักการเมืองที่มีชื่อเสียง จัดได้ว่าเป็นผู้นำด้านแฟชั่น จะบอกว่าเป็นหนึ่งในคนที่ทำให้แบรนด์เธอเป็นที่รู้จักก็ว่าได้ ดังนั้นงานออกแบบชุดแต่งงานนี้ดารัณจึงทุ่มสุดตัว อันที่จริงแบบนั้นได้รับอนุมัติไปตั้งแต่ก่อนเธอกลับไทยแล้ว ตอนนี้เป็นการหาช่างปักเลื่อมที่ฝีมือไว้ใจได้และราคารับได้ ด้วยเงื่อนไขด้านราคาทำให้เธอแน่ใจว่าหาไม่ได้ในอิตาลีแน่ เธอติดต่อช่างที่อินเดียไว้ พูดคุยกันจนเกือบจะส่งผ้ากับอุปกรณ์ทุกอย่างไปให้อยู่แล้ว เหลือเพียงเรื่องเดียว

“ที่รัณให้พี่เช็กเรื่องรับประกันเนื้องานกับรับประกันส่งงาน เขาบอกว่าเขาไม่มี”

ดารัณถึงกับขมวดคิ้ว “อ้าว แบบนี้ถ้าของส่งมาไม่ถึงเราจะทำยังไงล่ะ หรือถ้าส่งมาแล้วงานมันไม่โอเคล่ะ”

“พี่ก็พูดไปนะ เขาก็ว่าเขาไม่จำเป็นต้องรับความเสี่ยงตรงนั้น ก็โยนมาให้เราเต็มๆ นั่นแหละ”

ดารัณส่ายหน้าดิก “ไม่เอา ไม่โอเค เดี๋ยวรัณลองคุยเองอีกรอบ ยังไงพี่วินลองหาที่อื่นสำรองไว้ด้วยนะ”

ศราวินตอบรับ ทำงานร่วมกันมานานรู้อยู่ว่าดารัณชัดเจนเด็ดขาดมากว่าอะไรยอมได้อะไรยอมไม่ได้ สิ่งไหนยอมได้ดารัณไม่เคยมีปัญหา แต่ถ้าสิ่งไหนยอมไม่ได้แล้วคู่ค้าทำให้ไม่ได้ก็คือไม่ทำ ซึ่งนั่นทำให้งานแบรนด์ดารัณรักษามาตรฐานไว้ได้เสมอ คู่ค้าหลายรายถ้าคุยกับศราวินแล้วเริ่มอิดออด บางทีแค่พูดว่าเดี๋ยวอาจจะต้องให้ดารัณมาคุยอีกทีก็มักได้สิ่งที่ต้องการมาโดยง่าย ศราวินขำอยู่บ่อยๆ เพราะคนที่ติดต่องานกันประจำจะรู้ว่าเขาคุยง่ายกว่าดารัณและยังนุ่มนวลกว่าด้วย

“เออ พี่วินรู้เรื่องพี่สะใภ้คนใหม่ของพี่วินไหม”

ศราวินขมวดคิ้ว “คนใหม่… รัณเหรอ”

ดารัณตาโต “อ้าว พี่วินรู้เรื่องรันเหรอ”

“อ้าว ไม่รู้ได้ยังไง พี่อยู่กับรัณมาตั้งกี่ปี… ตกลงกับพี่ศิราได้แล้วเหรอ”

ไม่ใช่สิ… ดารัณคิดว่าน่าจะมีการสื่อสารผิดพลาดเกิดขึ้นแล้วแหละ “พี่วินคิดว่าพี่สะใภ้คนใหม่ของพี่วินเป็นรัณเหรอ”

“อ้าว ใช่สิ”

ดารัณหัวเราะแล้วส่ายหน้า “ไม่ใช่ รัณก็นึกว่าพี่วินรู้เรื่องรันแล้ว โอ๊ย คือรัน มิรันตา ชื่อเล่นดันชื่อเดียวกันอีก งงกันไปหมดเลย”

ศราวินหน้านิ่ว “รัน… มิรันตาเหรอ ไม่ใช่ยัยฉัตรเปลี่ยนชื่อใช่ไหม”

ดารัณส่ายหน้า ยิ้มขำกับข้อสันนิษฐานของศราวิน “ไม่ คนละคนกันเลย คนนี้ดูน่ารักกว่าพี่ฉัตรเยอะ”

“หืมมมมม” ศราวินส่งเสียงลากยาวอย่างตกใจ มีท่าทีตื่นเต้น “พี่ศิรามีเมียใหม่เหรอ”

“อื้อ”

“เดี๋ยวๆๆ หมายความว่ายัยฉัตรยอมปล่อยพี่ชายฉันแล้วเหรอเนี่ย”

การพูดพึมพำเหมือนกำลังพูดกับตัวเองนั้นทำให้ดารัณหัวเราะได้ ก่อนบอก “รัณไม่รู้นะว่าพี่ฉัตรอยู่ไหน แต่มาก็ไม่เห็นแล้ว ไม่รู้ว่างอนพี่ศิราแล้วหนีไปอยู่ที่อื่นเหมือนที่พี่วินเคยเล่าให้ฟังหรือเปล่า แต่มีรันอีกคนอยู่กับพี่ศิรา อันนี้เรื่องจริงแน่”

“พี่เลี้ยงหรือเปล่า แค่มาช่วยเลี้ยงนายสิงห์มั้ง”

ดารัณส่ายหน้าดิก “พี่เลี้ยงอะไรล่ะ นอนห้องเดียวกัน”

“ก็ในห้องพี่ศิรามันมีห้องเล็กแยกไปอีก”

“มันก็ประหลาดอยู่ดีแหละ ถ้าเป็นพี่เลี้ยงก็น่าจะให้นอนห้องอื่น อ้อ พี่สะใภ้พี่วินคนนี้ความจำเสื่อมอยู่ด้วยนะ”

ศราวินเลิกคิ้วสูง กลอกตาไปมาอยู่ครู่ก็บอกอีกประเด็นที่นึกขึ้นได้ก่อน “แต่ถ้ายัยฉัตรไม่อยู่ก็เป็นโชคดีของรัณไปนะ ไม่ต้องไปปะมือกับยัยนั่น”

ดารัณพยักหน้าอย่างเห็นด้วย ก่อนหัวเราะเมื่อศราวินพูดอีกที

“เออ หรือจะบอกว่าเป็นโชคดีของยัยฉัตรดี พี่ว่าถ้าปะทะกันตอนนี้รัณชนะใสๆ”

“อย่าปะทะดีที่สุด ไม่อยากให้พ่อกับพี่ศิราลำบากใจ”

ศราวินพยักหน้า สีหน้าสลดลง “พ่อยังเศร้าอยู่ไหม ตอนคุยกันพ่อก็หัวเราะร่าเริงดี แต่พี่ไม่แน่ใจ”

“ร่าเริงดีจริงๆ แหละ พี่วินไม่ต้องห่วง แต่… บางทีก็รู้สึกได้ว่าพ่อยังคิดถึงแม่อยู่”

“คงคิดถึงไปอีกพักใหญ่ พี่ศิราน่าจะโอเคสินะ ถ้ามีเมียใหม่แล้วละก็”

“ก็… เท่าที่เห็นก็โอเค”

“แล้วรัณล่ะ โอเคหรือเปล่า อยู่ๆ พี่ศิราก็มีคนใหม่”

ดารัณมองหน้าศราวิน ส่งยิ้มให้แทนคำขอบคุณที่พี่เป็นห่วง รู้ดีว่าพี่เป็นห่วงเรื่องอะไร ตอบไปตามความจริง “โอเค คนเก่าหรือคนใหม่ก็เหมือนเดิม… ยังไงก็ไม่ใช่รัณ”

ศราวินนิ่งไปครู่ ก็พูดอีกด้วยสีหน้าจริงจัง น้ำเสียงจริงจัง “รัณ ระหว่างรัณกับพี่ศิรามันมีพันธะผูกพันกันอยู่นะ ถ้าเมื่อไรที่รัณแน่ใจว่ารัณจะลุยทวงพี่ศิราคืน พี่สนับสนุนสุดตัว”

เธอรู้ว่าศราวินรักและเอ็นดูเธอ จึงส่งยิ้มไปให้แทนคำขอบคุณ บอกความจริงที่พี่อาจลืมคิดไป “ใช้คำว่าทวงคืนไม่ได้ถ้ามันไม่เคยเป็นของเรา พี่วิน”

ทว่าคนโดนค้านก็ส่ายหน้า บอกอย่างดื้อดึง “สำหรับพี่ไม่ว่ายังไงพี่ศิรากับรัณก็เป็นของกันและกัน ยังเป็นอยู่ ไม่ใช่เคยเป็นด้วย”

“พี่ศิราคงไม่คิดอย่างนั้น ที่พี่ฉัตรพูดไว้มันจริงนะพี่วิน รัณเคยเกือบทำลายชีวิตพี่ศิรา”

“รัณช่วยชีวิตพี่ศิราไว้จากยัยฉัตรต่างหาก โชคดีแค่ไหนที่พี่มีแม่ฉลาด”

ศราวินพูดแบบนั้นเพราะไม่ชอบปริยฉัตร ดารัณเข้าใจดี แต่คงไม่ใช่กับอาศิรา “พี่วินอย่าลืม ยังไงเขาก็มีลูกด้วยกัน”

“ลูกก็ลูกเถอะ ลูกโตมาจะคิดยังไงที่แม่ไม่เคยเลี้ยงเลย ไม่เคยได้ดูดนมจากเต้า ผ้าอ้อมไม่เคยเปลี่ยน เช็ดก้นลูกสักนิดก็ไม่เคย เป็นแค่แม่ที่เบ่งออกมาแค่นั้นเลย พี่คิดแล้วยังเจ็บใจที่พี่ศิราไปพลาดให้มันจับเอาได้”

จะพูดว่าจับก็คงไม่ถูกนัก อันที่จริงดารัณก็คิดว่าอาศิราชอบพอปริยฉัตรอยู่บ้าง

“แล้วดูสิ พอรู้ว่าพี่ศิราไม่ได้อะไรจากแม่เลยนางก็ชิ่งหนีไป พี่ว่ารอบนี้ไปแล้วไปลับยังไงก็ไม่กลับมา…” พูดแล้วศราวินก็นิ่งไป นิ้วเคาะโต๊ะไม่หยุด ดวงตาบอกว่ากำลังครุ่นคิด “แต่พี่ว่ามันก็แปลกๆ อยู่ดีนะรัณ ยังไงพี่ศิราก็ไม่น่ามีใหม่ได้เร็วขนาดนั้น ไม่ใช่นิสัยพี่ศิราเลย หรือยัยเมียใหม่นั่นใช้วิธีเดียวกับยัยฉัตร หลอกว่าท้องหรือเปล่า”

ปริยฉัตรหลอกจริงไหมก็ไม่มีใครรู้… ช่วงอาศิราเรียนจบมหาวิทยาลัยใหม่ๆ ปริยฉัตรมาอยู่กับอาศิราที่บ้านนี้พร้อมบอกว่าตั้งครรภ์กับอาศิรา แต่เพียงอาทิตย์เดียวก่อนอาศิราจะเดินทางไปเรียนต่อฝรั่งเศส ปริยฉัตรก็ขอกลับบ้านตัวเองแล้วจู่ๆ ก็โทรบอกว่าอยู่โรงพยาบาลเพราะแท้งลูก ที่ศราวินปักใจเชื่อว่าปริยฉัตรหลอกลวงเพราะตงิดตั้งแต่ปริยฉัตรไม่ให้อาศิราไปหาโดยบอกว่าไม่อยากให้อาศิราเสียเวลาเตรียมตัว ต่อมาศราวินเดินทางไปฝรั่งเศสกับอาศิราด้วยเพราะอยากไปเที่ยวก่อนจะเริ่มเรียนในมหาวิทยาลัย จึงได้เห็นว่าปริยฉัตรร่าเริงและตื่นเต้นมาก หาร่องรอยของแม่ที่เพิ่งเสียลูกไม่เจอเลยไม่ว่าทางด้านร่างกายหรือจิตใจ ส่วนมิรันตาท้องไหม… “ไม่นะ ไม่เห็นวี่แววเรื่องท้องเลย”

“เขาอาจจะไม่ได้บอกรัณ”

ดารัณนิ่งคิด แล้วส่ายหน้า ยืนยันความคิดตน “ไม่ ต่อให้ไม่บอกแต่พ่อกับพี่ศิราก็ต้องแสดงออก ถ้ารันคนนั้นท้องพ่อกับพี่ศิราคงประคบประหงมกว่านี้ แต่นี่ดูปกติ”

“ถ้างั้นก็แปลกมากจริงๆ ทำไมพ่อกับพี่ศิราไม่พูดถึงให้พี่ฟังเลย เดี๋ยวพี่ลองสืบจากพ่อดูดีกว่า ท่าไม่ดียังไงพี่จะได้ให้พ่อไล่ออกจากบ้านไปเลย”

“ใจเย็นๆ พี่วิน รันคนนั้นดูโอเคจริงๆ”

“พี่ไม่เชื่อใจใครง่ายๆ หรอก คนเดียวในโลกที่พี่เชื่อใจให้อยู่ข้างพี่ศิราได้คือรัณคนเดียว รัณนี้ ไม่ใช่รันนั้นด้วย”

ดารัณบอกกลั้วหัวเราะ “พี่ศิราไม่อยากเห็นหน้ารัณด้วยซ้ำ”

พูดไปแล้วเห็นคนฟังส่งความสงสารมาให้ ก็จำต้องทำให้บรรยากาศเฮฮาขึ้นด้วยการ “หมายถึงรัณ ดารัณคนนี้น่ะนะ ไม่ใช่รัน มิรันตา รันนั้นพี่ศิราคงอยากเห็นหน้าเช้าเย็น”

อย่างน้อยศราวินก็พยายามส่งยิ้มให้เพราะรู้ว่าเธอพยายามพูดให้ขำเพื่อให้บรรยากาศดีขึ้น เพราะกลัวว่าศราวินจะพูดอะไรมาอีกให้เธอต้องตอกย้ำความจริงกับตัวเองไปมากกว่านี้ ดารัณจึงรีบขอตัววางสาย นั่งนิ่งสงบสติอารมณ์ตัวเอง รวมไปถึงรวบรวมสมาธิอยู่พักก็หยิบโทรศัพท์มาเพื่อคุยงาน ถ้าคุยกับศราวินแบบนางฟ้าไม่ได้ ก็ต้องมาคุยกับนางมารอย่างดารัณแล้วแหละ!

อาศิรากำลังกล่อมลูกอยู่ ปากเล็กของลูกยังดูดนมไม่หยุดแม้ดวงตาจะหรี่ปรือ เขาพาเดินโยกไปโยกมาอีกเป็นพักศตายุก็หลับลงไปในที่สุด

“หลับแล้วเหรอคะ”

อาศิราหันไปมองมิรันตาที่เพิ่งออกมาจากห้องน้ำ พยักหน้าตอบ พาร่างเล็กไปวางบนเตียงอย่างแผ่วเบา ยังโอบเอาไว้ขณะอีกมือตบก้นลูกเบาๆ เมื่อลูกปรือตาขึ้นเหมือนรู้ว่าพ่อกำลังจะแยกไป ต้องอยู่ท่านั้นอีกพักใหญ่กว่าศตายุจะหลับลงไปอีก อาศิราลุกขึ้นยืนนิ่งจนแน่ใจว่าศตายุจะไม่ตื่นอีกในเวลาอันใกล้นี้ จึงหันมาส่งยิ้มให้มิรันตา “นอนกันเถอะ”

แล้วก็ต้องแปลกใจเมื่อเห็นความหวั่นหวาดในตาของอีกฝ่าย เห็นร่างเล็กก้าวถอยไปสองก้าวราวกับเห็นเขาเป็นสัตว์ร้ายไม่ก็มีสัตว์ร้ายอยู่ข้างหลังเขา ทำหน้าไม่ถูกไปเลยตอนมิรันตาเอ่ยถาม

“เรายังไม่นอนด้วยกันได้ไหมคะ”

อาศิรายังไม่ทันได้ตอบ อาการของมิรันตาก็แย่ลง หญิงสาวกอดอกแน่น น้ำตาเอ่อคลอ ท่าทางตื่นกลัวจนน่าสงสาร พอหญิงสาวทรุดตัวลงนั่งยกสองมือกุมหัว อาศิราก็หมุนตัวไปหยิบยาบรรเทาอาการที่ได้มาจากโรงพยาบาล รินน้ำใส่แก้วแล้วเอามาส่งให้มิรันตา ติดว่าหญิงสาวเอาแต่ถอยหนี จึงต้องวางยากับน้ำลงก่อน นั่งอยู่กับที่ไม่ตามติดไปหวังให้มิรันตาคลายใจ ส่งเสียงเรียกอย่างอ่อนโยน “รัน… ใจเย็นๆ รัน ไม่ต้องกลัว”

มิรันตาถอยไปจนติดผนังแล้วจึงหยุด ตาที่เหลือบมองเขายังดูระแวดระวัง อาศิราตัดสินใจไม่ขยับไปไหน ส่งแค่เสียงไปเท่านั้น “รัน กินยาก่อนไหม”

พูดไปแล้วก็ยิ่งตกใจ เพราะเลือดกำเดามิรันตาไหลให้เห็นต่อหน้าต่อตา อาศิรารีบบอก “ก้มหน้าไว้นะรัน” แล้วรีบลุกไปหยิบผ้าเช็ดหน้าไปชุบน้ำอุ่น จังหวะที่เดินกลับไปจนใกล้มิรันตาอาศิราก็ผ่อนความเร็วลง เลือกนั่งห่างจากมิรันตาราวช่วงแขน ยื่นผ้าไปให้ “เอาผ้าประคบไว้”

มิรันตายื่นมือมารับผ้า และอาศิราก็เห็นว่ามันสั่นจึงปลอบไปอีก “รัน ใจเย็นๆ นะ ไม่ว่าตอนนี้รันกลัวอะไร มันจะไม่เกิดขึ้น ถ้ารันไม่อยากทำอะไรก็ไม่มีใครบังคับรันได้”

บอกไปแล้วก็ขยับไปหยิบยากับน้ำ วางไว้ตรงหน้ามิรันตา “กินยาก่อนนะรัน เดี๋ยวจะแย่ไปกว่านี้”

อาศิรานั่งนิ่งรอจนมิรันตากินยาเรียบร้อย สังเกตว่าหญิงสาวดูสงบลงแล้วจึงเอ่ยถาม “โอเค ทีนี้บอกพี่ รันกลัวอะไร”

“รันกลัว… รันยังไม่อยาก… นอนกับพี่ศิรา”

อาศิราพยักหน้ารับ กำลังจะบอกว่าเรื่องนั้นไม่มีทางเกิดขึ้น ทว่าไม่ทันมิรันตาที่พูดต่อ

“รันรู้ว่ารันเป็นภรรยาพี่ศิรา แต่รันไม่พร้อม”

ใช่ว่าเขาจะพร้อม… อาศิราส่งยิ้มให้มิรันตา รีบบอก “ไม่เป็นไร รันกลัวเพราะพี่บอกว่านอนกันเถอะเมื่อกี้ใช่ไหม”

มิรันตาพยักหน้าแล้ว อาศิราจึงอธิบายต่อ “ที่พี่บอกว่านอนกันเถอะ พี่หมายถึงให้รันนอนกับสิงห์ พี่จะกลับไปนอนห้องพี่”

สีหน้ามิรันตาดีขึ้น ปาดน้ำตาตัวเอง เอ่ยถามน้ำเสียงเกรงใจ “พี่ศิราไม่โกรธนะคะ”

“ไม่โกรธ” เรื่องบนเตียงมันเป็นเรื่องของการยินยอมพร้อมใจของทั้งสองฝ่าย ต่อให้เขากับมิรันตาเป็นสามีภรรยากันจริงๆ เขาก็ไม่บังคับ กับปริยฉัตรก็เช่นกัน ถ้าปริยฉัตรบอกไม่ก็คือไม่ เช่นเดียวกันถ้าเขาบอกไม่ ปริยฉัตรก็บังคับเขาไม่ได้ “รันคิดว่าพี่เป็นพี่ชายรันดีไหม จะสบายใจขึ้นไหม”

มิรันตามองหน้าคนถาม ทบทวนหาคำตอบอยู่ครู่ก็ยิ้มได้ “ค่ะ… พี่ศิราโอเคใช่ไหมคะ”

“โอเคมาก พี่อยากให้รันสบายใจที่สุดตอนอยู่ที่นี่” บอกไปแล้วก็เม้มปากกลัวว่ามิรันตาจะจับสังเกตประโยคของตนได้ว่าหญิงสาวเป็นคนที่อยู่ที่นี่แบบชั่วคราว ไม่ใช่ถาวร แล้วต้องโล่งใจประเด็นนี้ไปลำบากใจกับอีกประเด็นเมื่อมิรันตาเอ่ยถาม

“ลุงมีของรันต้องชอบพี่ศิรามากแน่ๆ เลยใช่ไหมคะ”

อาศิราเพียงยิ้มเป็นคำตอบ ยิ่งละอายใจตอนอีกฝ่ายเอ่ยชม

“พี่ศิราเป็นคนดีจัง ถึงจะจำไม่ได้แต่รันไม่สงสัยเลยค่ะ ว่าทำไมรันถึงรักจนแต่งงานมีลูกกับพี่ศิรา”

อาศิราไม่ตอบรับคำชื่นชมนั้น หาทางเลี่ยงไป “เป็นไงบ้าง ยังรู้สึกแย่อยู่ไหม”

มิรันตาส่ายหน้า ส่งยิ้มให้ด้วยเป็นการยืนยันว่าเธอสบายดีไม่ว่าจะด้วยฤทธิ์ยาหรือเพราะสบายใจขึ้นก็ตาม ซับหน้าด้วยผ้าที่อาศิราส่งให้อีกครั้งจนแน่ใจว่าไม่มีเลือดเปื้อนหน้าตนแล้ว

“มา พี่เอาไปเก็บให้ รันไปนอนเถอะ” บอกแล้วรับผ้าที่มิรันตายื่นคืนมาให้ เฝ้าดูจนแน่ใจว่ามิรันตาเดินขึ้นเตียงได้เรียบร้อยไม่เซล้มไปฟาดสิ่งใดแล้วจึงปิดไฟปิดประตูให้ หลังเอาผ้าขนหนูเปื้อนเลือดไปโยนในอ่างล้างหน้าแล้วก็เดินออกจากห้องตนไปยังห้องพ่อ เคาะประตูเบาๆ ยืนรออยู่ครู่พอทุกอย่างเงียบสงบก็ยิ้มได้ พ่อหลับแล้ว อาจเพราะได้หัวเราะในช่วงก่อนเข้านอนพ่อจึงหลับเร็วกว่าหลายวันที่ผ่านมา ชายหนุ่มกำลังจะเดินกลับเข้าห้องถ้าไม่ได้ยินเสียงหนึ่งก่อน มันดังแว่วมาจากห้องของดารัณ เป็นเสียงที่ฟังแล้วให้ความรู้สึกไม่ดีนักไม่แน่ใจว่าต้องการความช่วยเหลือหรือเปล่า อาศิราจึงเดินเข้าไปใกล้… เหมือนดารัณกำลังโวยวายอะไรสักอย่าง มือใหญ่ยกขึ้นเคาะประตู ไม่นานมันก็เปิดออก คนมาเปิดให้อย่างดารัณยังคุยโทรศัพท์หน้าตาเคร่งเครียด เพราะหญิงสาวคุยเป็นภาษาอังกฤษอาศิราจึงรู้เรื่องไปด้วย

“ที่ผ่านมาฉันยอมตามคุณตลอดเลยนะ ตอนแรกคุณบอกว่าไม่คิดค่าตัวอย่างชิ้นงาน แต่พอทำจริงก็บอกคิด ตอนแรกบอกไม่เก็บมัดจำ จ่ายรอบเดียวตอนงานเสร็จคุณก็มาเปลี่ยนเป็นเก็บ ฉันก็ยอมเพราะฉันรู้สึกว่ามันแฟร์ แต่ถ้าคุณไม่รับประกันงานฉันจะแน่ใจได้ยังไงว่าคุณตั้งใจทำงานจริงๆ แล้วเรื่องการส่งงานอีกล่ะ ฉันคิดว่าแบบนี้ไม่แฟร์…”

อาศิรายืนนิ่ง สบตากับดารัณที่กำลังฟังปลายสาย แม้รู้ว่าคงมีเรื่องเร่งด่วนแต่เพราะกลัวพ่อจะตื่นจึงต้องยกนิ้วชี้ขึ้นกดปากแล้วชี้ไปทางห้องพ่อ โชคดีที่ดารัณเข้าใจจึงพยักหน้ารับแล้วกลับไปตั้งใจฟังคู่สนทนาต่อ ซึ่งเขาได้ยินเสียงลอดออกมาเหมือนกันแต่ไม่ชัดพอจะจับใจความได้ แต่จับอารมณ์ได้ชัดเจนว่าเคร่งเครียดเช่นเดียวกับดารัณ สีหน้าสายตาหญิงสาวตอนนี้ให้ความรู้สึกเหมือนคนกำลังพร้อมมีเรื่องอย่างบอกไม่ถูก นี่ยิ่งบอกชัด ไม่มีดารัณคนเดิมอีกแล้ว…

“ไม่ ฉันแค่อยากมั่นใจว่ามันมีแผนรองรับถ้าเกิดอะไรผิดพลาดขึ้น ฉันไม่ได้คิดจะให้คุณต้องมาทำงานซ้ำซ้อน ถ้างานมาดี ของส่งถึงเรียบร้อย ฉันจะหาเรื่องทำให้งานตัวเองช้าทำไม อย่าลืมว่าฉันก็มีงานส่วนของฉันที่ต้องทำต่อ ไม่ใช่แค่คุณปักมาแล้วงานฉันจะเสร็จเลย ฉันไม่อยากเสียเวลากับเรื่องไม่เป็นเรื่องหรอก ที่เราคุยกันอยู่ตอนนี้ก็เรื่องไม่เป็นเรื่องเหมือนกัน… เอาแบบนี้ คุณลองคิดดูก่อนว่ารับประกันได้ไหม ถ้าไม่ได้ทุกอย่างยกเลิก ถ้าได้ก็ทำงานกันต่อ พรุ่งนี้ค่อยคุยกันอีกที”

ดารัณวางสายแล้วบ่นใส่อาศิรายาวเหยียด… อาศิราก็อยากออกความคิดเห็นเหมือนกันติดแค่ไม่รู้เลยว่าเจ้าหล่อนพูดอะไร พอได้จังหวะที่ดารัณหยุดหายใจจึงบอกไป

“ถ้าไม่พูดไทยก็พูดฝรั่งเศสได้ไหม อิตาลีฟังไม่ออก”

ดารัณชะงักแล้วเพิ่งนึกได้ บ้าจริง เธอสลับภาษาไม่ทัน ปกติเวลาทำงานเธอใช้สองภาษาไม่อังกฤษก็อิตาลี นี่เธอดันพูดอิตาลีใส่เขาเฉยเลย ดารัณขยี้ผมตัวเองแรงๆ บอกไปสั้นๆ “งานมีปัญหานิดหน่อย”

“แต่ที่วีนเมื่อกี้ดูไม่ค่อยนิดนะ”

“ก่อนจะวีนขนาดนั้นเชื่อเถอะว่าคุยแบบซอฟต์ๆ โดยพี่วินมาก่อนแล้ว รัณหาช่างปักเลื่อมชุดแต่งงานอยู่ แล้วไปเจอช่างที่อินเดีย ตกลงกันจนจะส่งของไปให้ทำอยู่แล้ว แต่รัณขอให้ทางนั้นรับประกันชิ้นงานกับรับประกันส่งงานให้หน่อย คือถ้างานมีปัญหา ปักผิดจากแบบเขาต้องแก้ให้เรา ถ้าของส่งมาไม่ถึงเขาต้องตามให้เรา หรือถ้าหายจริงๆ เขาก็ต้องชดใช้ให้เรา ทางนั้นไม่เอาท่าเดียว บอกว่าเขาไม่อยากเสี่ยง เอ้า แบบนี้มันปัดความรับผิดชอบชัดๆ”

อาศิราก็เห็นด้วย ถ้าเขาเป็นดารัณเขาก็ต้องการความมั่นใจเหมือนกัน “ทางนั้นควรรับประกันให้นะ”

“นั่นน่ะสิ ถ้าทางนั้นไม่ยอมรัณคงต้องหาช่างใหม่ ต้องรีบด้วยไม่งั้นงานจะรวนไปหมดเลย ทุกอย่างมันลงตารางไว้หมดแล้ว”

เรื่องนั้นอาศิราก็เข้าใจ ถึงจะคนละสายงานแต่คนที่ทำงานอย่างมีแบบแผนจะรู้ดีว่าถ้ามีอะไรผิดแผนขึ้นมาสักอย่างมันจะส่งผลกระทบต่อเนื่องเป็นลูกโซ่แค่ไหน เขาคิดว่าพอจะหาทางช่วยได้แต่ต้องขอข้อมูลอีกสักนิด “ทำไมส่งไปทำที่อินเดีย”

“ค่างานฝีมือที่อิตาลีแพงหูดับตับไหม้ ต้นทุนจะพุ่งไป”

เรื่องนั้นเขาก็เข้าใจ ตอนอยู่ฝรั่งเศสถ้าต้องการงานฝีมือเพื่อประดับโต๊ะ หรืองานผลิตตามสั่งเพื่อทำเป็นพิมพ์อาหารเขาก็ต้องหาจากที่อื่น และโดยมากเขาจะไม่มองไกลตัว “ถ้าเป็นงานฝีมือ คนไทยก็เก่งอยู่นะ”

ดารัณพยักหน้า “ก็คิดอยู่ แต่รัณไม่รู้ว่าจะไปหาที่ไหนแล้วฝีมือไว้ใจได้ไหมก็ไม่รู้ ช่างอินเดียนี่เพื่อนๆ กันแนะนำมา”

“พี่แนะนำให้ ร้านเพื่อนพี่ฝีมือดีอยู่”

เท่านั้นดารัณก็ตาวาววับ ก่อนหรี่ตาอย่างครุ่นคิดเมื่ออาศิราให้ข้อมูลอีก

“พี่อิ๊ง จำได้ไหม เคยไปติวหนังสือกับพี่ที่บ้านเรา”

พอทบทวนความทรงจำไปได้สักพัก ดารัณก็บอกเสียงเบา “คุ้นๆ อยู่ แต่จำหน้าไม่ได้หรอก… พี่เขามีตัวอย่างผลงานไหม ขอรัณดูหน่อย”

อาศิราพยักหน้า “มีเว็บ เดี๋ยวส่งให้… คุยงานเครียดก่อนนอนระวังนอนไม่หลับ”

ดารัณรู้สึกเหมือนความเครียดทั้งหลายหายไปหมดแล้วเพียงประโยคนั้น แต่ไม่อยากปล่อยตัวเองให้จมกับอารมณ์นี้มากเพราะอย่างไรอาศิราก็เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้สำหรับเธอ ที่สุดก็เพียงพยักหน้า ก่อนจะหมุนตัวเตรียมกลับเข้าห้อง ทว่า…

“พรุ่งนี้หกโมงเช้าเรียนต่อ ตรงเวลาด้วย”

ดารัณหันขวับ อยากตะโกนบอกว่า ‘ไม่เรียนนนน’ แต่ไม่ทัน เพราะคุณครูเดินลิ่วเข้าห้องไปแล้ว ตะโกนไปก็ไม่มีประโยชน์

จะเครียดนอนไม่หลับก็เพราะแบบนี้แหละ บ้าจริง!

อาศิราเข้ามาในห้อง ยืนนิ่งพิงประตูอยู่อีกพักก็เดินไปทางตู้เก็บหนังสือหลังใหญ่ สามชั้นบนเขาเอาไว้เก็บหนังสือที่ยังไม่ได้อ่าน ถ้าอ่านแล้วเมื่อไรเขาถึงจะย้ายมันไปไว้ในห้องทำงาน สองชั้นล่างเขาเอาไว้เก็บข้าวของจิปาถะอย่างเช่นอัลบั้มรูป หลังเลือกดูอยู่พักอาศิราก็หยิบอัลบั้มหนึ่งติดมือไว้ เดินไปนั่งลงบนเตียงแล้วเปิดมันออกดู

สี่ปีที่เรียนมหาวิทยาลัยใกล้กรุงเทพฯ เขาไปอยู่ที่บ้านบุหลัน เพื่อนสนิทของแม่ที่คบหากันมาตั้งแต่เล็กแต่น้อย เพราะพ่อแม่ของท่านรู้จักกัน เรียกได้ว่าน้าบุหลันกับแม่มีความสัมพันธ์ราวกับเป็นพี่น้องท้องเดียวกันก็ไม่ปาน แต่แปลกที่ความสัมพันธ์อันดีนั้นไม่เกิดกับจงจินต์ พี่สาวของบุหลัน ขนาดว่าจงจินต์เกิดปีเดียวกับแม่เพียงแก่เดือนกว่า ไม่ใช่ห่างกันสามปีแบบบุหลัน

ดารัณเป็นลูกสาวของบุหลัน อายุน้อยกว่าเขาถึงแปดปี ตอนเขาไปอยู่จึงยังเป็นเพียงเด็กน้อยวัยประถมที่ยังติดตุ๊กตาหมีตัวนุ่มอยู่…

อาศิราเปิดดูรูปไปเรื่อยๆ มาหยุดที่รูปหนึ่ง เป็นรูปเขากับศราวินนั่งอยู่ด้วยกัน มีสาวน้อยยิ้มนิดๆ อย่างเขินอายนั่งคั่นกลาง ภาพดารัณส่วนใหญ่เป็นแบบนี้หมด ไม่หลบหลังคนอื่นก็ยิ้มเขินๆ อาศิราอดยิ้มไม่ได้ตอนนึกไปถึงความหลังครั้งอดีต ดารัณแทบไม่ต่างจากบุหลัน บุหลันเป็นคนที่เขาเคยถามแม่เล่นๆ ว่าคบหากันได้อย่างไร เพราะแม่เขากล้าพูดกล้าทำกล้าแสดงออก ขณะบุหลันพูดเพราะ เสียงเบา ยิ้มหวาน ขี้เกรงใจ เป็นผู้หญิงที่พูดได้เต็มปากว่าเรียบร้อยอย่างที่สุด ดารัณก็เป็นแบบนั้น

พอเปิดไปเรื่อยๆ จนเจออีกภาพรอยยิ้มของอาศิราก็เลือนหาย แน่ใจว่าภาพนี้เป็นภาพถ่ายแรกระหว่างเขากับปริยฉัตรเพราะเป็นการเจอกันครั้งแรก งานวันเกิดของบุหลัน จงจินต์พี่สาวของบุหลันพาลูกสาวกับเพื่อนลูกมาร่วมงาน จริยาลูกสาวของจงจินต์เขารู้จักเคยได้คุยได้เจอกันอยู่บ้าง ส่วนปริยฉัตรเป็นเพื่อนสมัยมัธยมของจริยาที่จะไปเที่ยวด้วยกันต่อ จริยาจึงชวนมางานวันเกิดน้าด้วยกันก่อน เป็นความบังเอิญที่ปริยฉัตรเป็นเพื่อนในคณะของเขาด้วย แต่ก็เพียงรู้จักกันแบบผ่านๆ คือรู้ว่าเรียนคณะเดียวกันแต่แทบไม่เคยคุยกันเลย หลังจากวันนั้นปริยฉัตรเข้ามาคุยกับเขาบ่อยขึ้น…

อาศิราถอนใจยืดยาว ยิ้มได้อีกครั้งตอนเห็นภาพถ่ายตนกับดารัณ จำได้ว่าเป็นตอนที่กำลังช่วยกันทำอาหารอยู่ในครัว ดารัณซ่อนอยู่ข้างหลังเขาแล้วโผล่หน้าเพียงครึ่งเดียวมายิ้มอายๆ ให้กล้อง ตอนนั้นดารัณน่าจะเพิ่งขึ้นชั้นมัธยมศึกษาปีที่หนึ่ง แต่ยังดูเป็นเด็กน้อยไม่ต่างจากวันแรกที่เขารู้จัก

ช่วงที่เขาอยู่บ้านบุหลัน อาศิราช่วยบุหลันดูแลดารัณเหมือนที่เคยช่วยแม่ดูแลศราวิน ซึ่งไม่ยากเลยเพราะศราวินชัดเจนมาตั้งแต่ราวๆ ประถมสามว่าเพศที่แท้จริงนั้นตรงข้ามกับเพศสภาพของตน เขาจึงดูแลศราวินในฐานะน้องสาวมาตลอด ที่ยากกว่าคือดารัณดูแลตัวเองได้น้อยกว่าศราวินมาก อาจเพราะพ่อแม่เขาเลี้ยงลูกแบบให้คิดเองตัดสินใจเอง อยากทำอะไรก็ให้ทำเอง ท่านทั้งสองเพียงคอยดูแลสนับสนุนเท่านั้น แต่บุหลันเลี้ยงดารัณแบบไข่ในหิน ไปไหนก็คอยรับส่ง มีปัญหาใดก็เป็นคนจัดการให้ และเท่าที่เขารู้ นับตั้งแต่เสียสามีไปในตอนที่ดารัณเพิ่งอายุได้ห้าขวบ บุหลันกับดารัณก็แทบไม่เคยนอนแยกห้องกันอีกเลย

ทั้งหมดทั้งมวลนั้นพลอยทำให้อาศิราเป็นห่วงดารัณมากๆ ไปด้วย อาศิรายังจำตอนที่ตัวเองเดินหาดารัณในโรงเรียนมัธยมได้ วันนั้นเขาอาสาเป็นคนไปรับดารัณซึ่งเลิกเรียนครึ่งวันให้ เพราะเขาก็เลิกเรียนเร็วในวันนั้นพอดี พอรออยู่สักพักดารัณยังไม่มายังจุดนัดพบ ให้โรงเรียนประกาศตามแล้วก็ยังไม่มา โทรหาก็ไม่ติด อาศิราก็เดินหาตามจุดต่างๆ ของโรงเรียนที่มีเด็กนักเรียนรวมตัวกันเยอะๆ ในใจกลัวไปสารพัด กลัวจะเกิดเหตุร้าย กลัวจะถูกใครรังแก โดนเด็กเกเรกลั่นแกล้ง พอหาไม่เจอก็รีบไปหาข้อมูลจนรู้ว่าห้องของดารัณอยู่ตึกไหนชั้นไหนแล้วขึ้นไป ผลคือดารัณกำลังทำความสะอาดห้องตามเวร เสียงเพื่อนเล่นกันดังลั่นจนฟังเสียงประกาศไม่ชัดไม่รู้ว่าเรียกชื่อตน ลืมเปิดโทรศัพท์มือถือเพราะเคยชินที่จะเปิดหลังเลิกเรียนในตอนเย็น

พอเห็นเขาปรากฏตัวหน้าห้อง ดารัณก็ยืนนิ่ง ตาโต รู้เลยว่าทำอะไรไม่ถูกที่เขาขึ้นมาตามถึงห้อง พออยู่ด้วยกันในรถแล้วเขาเล่าให้ฟังเฉยๆ ว่าตามหาดารัณอย่างไรบ้างดารัณก็หน้าเสียแล้วเริ่มร้องไห้ ขอโทษขอโพยเขาไปตลอดทางด้วยกลัวเขาโกรธจนอาศิรารู้สึกผิดเสียเองเลยต้องพาไปกินไอศกรีมปลอบใจ

อาศิราหัวเราะหึ ได้แต่ส่ายหน้าไปมา ดารัณคนนั้นไม่มีอีกแล้ว ตอนนี้ต่อให้เจ้าหล่อนหายไปสักสามวันเขาก็คงไม่ห่วง ดูแล้วไม่น่ามีใครรังแกหรือกลั่นแกล้งดารัณได้ กลัวแต่จะกลายเป็นคนรังแกกลั่นแกล้งคนอื่นมากกว่า จากการต่อล้อต่อเถียงกับเขาก็บอกชัดว่าดารัณคงไม่กลัวเขาโกรธอีกต่อไป เป็นไปได้ว่าอยากเห็นเขาโกรธด้วยซ้ำ จะปลอบใจด้วยไอศกรีมเหมือนตอนเด็กๆ ก็ไม่แน่ใจว่าจะยังทำได้อยู่ไหม ซึ่งเขาไม่แปลกใจ… ดารัณเจออะไรมาหนักเหลือเกิน กลไกการปกป้องตัวเองคงทำให้ดารัณเข้มแข็งและแข็งแกร่งขึ้น

หลังเขาไปเรียนด้านอาหารที่ฝรั่งเศสได้สองปี ดารัณก็สูญเสียแม่จากอุบัติเหตุ เขาบินด่วนกลับมาเพื่อร่วมงานฌาปนกิจศพของบุหลัน ก่อนเขาจะบินกลับไป… ก็เกิดอีกเรื่องร้ายแรงในชีวิตของดารัณ ซึ่งอาจพูดได้ว่าเขาเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้มันเกิดขึ้น

อาศิราไม่แน่ใจว่าเพราะเหตุการณ์นั้นหรือเปล่าที่ทำให้ความรู้สึกเขาที่มีต่อดารัณไม่เหมือนเดิม ความรักและเอ็นดูอย่างที่พี่ชายมีให้น้องสาวเลือนหายไป หรืออาจเป็นเพราะสถานะที่เปลี่ยนไปตามกฎหมายด้วย ช่วงเวลาหนึ่งเขาไม่อยากเห็นหน้าดารัณและเหมือนโชคจะเข้าข้างเพราะดารัณไม่มาให้เห็นหน้าอีกเลยตลอดระยะเวลาสิบปี นานพอจะแน่ใจว่าความรู้สึกไม่อยากเห็นหน้านั้นไม่มีอยู่แล้ว พอได้เจอกันอีกก็เกิดความรู้สึกอีกแบบซึ่งเขาก็ไม่แน่ใจอีกนั่นแหละว่าเป็นเพราะได้เจอในช่วงเวลาที่เขาสูญเสียแม่ กำลังอยากให้มีใครสักคนเข้ามาช่วยดูแลพ่อและดารัณมาทำตรงนั้นให้พอดีหรือเปล่าที่ทำให้เขา… รู้สึกดี

แต่ทุกอย่างยังสับสนวุ่นวายเกินไป เรื่องระหว่างเขากับปริยฉัตรก็ยังคาราคาซัง เขาไม่อยู่ในสถานะที่จะคิดเกินเลยกับผู้หญิงคนไหน แล้วไหนจะความตั้งใจที่จะมีภรรยาเพียงคนเดียว อยากอยู่กับคนที่รักเพียงคนเดียวไปตลอดชีวิตเหมือนพ่อกับแม่อีกล่ะ แม้ว่าถ้าพูดในทางนิตินัย คนที่เป็นภรรยาเขามีเพียงคนเดียวมาตลอดคือดารัณก็เถอะ

อาศิราถอนใจยืดยาว เดินไปเก็บอัลบั้มรูปแล้วเลยไปเปิดประตูเพื่อดูว่าลูกชายตนหลับหรือตื่น เห็นว่ายังหลับปุ๋ยไม่หือไม่อือจึงปิดประตู เดินไปขึ้นเตียงตัวเอง ปิดโคมหัวเตียงแล้วล้มตัวลงนอน ไม่ว่าเขาจะมีเรื่องให้เครียด ให้ปวดหัว ให้เสียใจ หรือกำลังสับสนมึนงงกับสิ่งต่างๆ มากเพียงไหน แต่การคิดว่าเมื่อตื่นขึ้นมาจะได้ทำงานที่ตัวเองรักก็ทำให้อาศิราหลับใหลลงได้ในทุกวัน…

Don`t copy text!