เส้นสายลายสยอง บทที่ 1 : นักวาดการ์ตูน

เส้นสายลายสยอง บทที่ 1 : นักวาดการ์ตูน

โดย : ตรี อภิรุม

เส้นสายลายสยอง นิยายออนไลน์ โดย ตรี อภิรุม นักเขียนชื่อดังในแนวลึกลับภูตผี เหนือจริง ที่ อ่านเอา อยากให้คุณ อ่านออนไลน์ กับ เรื่องราวของรชตะผู้มีพรสวรรคพิเศษที่หากเขาจรดพู่กันวาดภาพเมื่อใด ภาพนั้นจะเป็นความจริง แต่ภาพล่าสุดที่เขาวาดคือ ปีศาจร้าย 

——————————–

– 1 –

 

ปกรณ์วางแฟ้มกับถุงลงบนโต๊ะเสียงไม่เบานัก พูดกับเพื่อนที่นอนเขลงอ่านหนังสือพิมพ์

“ ไอ้ตะ ข้าหางานให้เอ็งได้แล้ว ”

ฝ่ายตรงข้ามขยับกายลุกขึ้นนั่งเตียง บิดตัวแก้เมื่อย กระดูกสันหลังลั่นกรอบ ถามเสียงไม่กระตือรือร้นเท่าที่ควร

“ วาดภาพประกอบในหนังสือเล่มไหนล่ะ? ”

“ ไม่ใช่ พิเศษกว่านั้นอีก ข้าซื้อข้าวหน้าเป็ดมาฝากเอ็ง เรากินกับเสียก่อนเถอะ แล้วค่อยคุยรายละเอียด ”

“ เออ.. ก็ดีว่ะ ข้ากำลังหิว ”

ต่างคนต่างรับประทานอาหารรองท้องตามมีตามเกิด ปกรณ์ทำงานตำแหน่งอาร์ทเวิร์คในนิตยสารขายดีฉบับหนึ่ง พร้อมทั้งเขียนภาพประกอบหัวเรื่องนวนิยายด้วย ส่วนรชตะเป็นมือรองคอยช่วยเหลืองานอยู่เบื้องหลัง

สองหนุ่มโสดจบสถาบันช่างศิลป์แห่งเดียวกัน ปกรณ์อายุแก่กว่ารชตะสองปี ฉลาดรอบจัด แต่ไม่ชอบเอารัดเอาเปรียบผู้อื่น เคยลาออกจากงานดื้อๆ เมื่อพบว่านายทุนเห็นแก่ตัวหน้าเลือด

“ เอ็งจะให้ข้าทำอะไร ไอ้กรณ์? ”

“ วาดภาพนิยายการ์ตูน ”

รชตะที่กำลังดื่มน้ำเกือบสำลัก ยิ้มแยกเขี้ยวแม้ทำท่าตลกก็ยังดูหล่อ คิ้วของเขาโก่งดกดำเป็นปื้น รับกับริมฝีปากเต็มอิ่มได้รูปสวย

“ อพิโธ่! ข้าเคยวาดจริงจังที่ไหนกันโว้ย นอกจากวาดเล่นๆ ยามว่าง ขยำทิ้งทุกที ”

“ ก็ไอ้ที่เอ็งขยำทิ้งน่ะแหละ ข้าเก็บเอาไปให้คุณกาจดู เขาชอบลายเส้นที่เอ็งเขียน วิพากษ์วิจารณ์ว่า ถ้าฝึกปรือฝีมืออีกสักเล็กน้อย อย่าทอดทิ้ง เอ็งจะเป็นการ์ตูนนิสท์มือทอง หาใครเทียบเคียงยาก พร้อมใช่ไหมข้าจะได้พาเอ็งไปพบคุณกาจพรุ่งนี้หรือว่ามะรืน ”

ชายหนุ่มเกาท้ายทอยแกรก ถอนใจเฮือก

“ ไอ้กรณ์.. เอ็งหาเรื่องให้เราหน้าแตกกันเป็นแถวๆ ขนาดภาพหัวเรื่อง ข้ายังวาดได้ไม่ดีนัก ต้องอาศัยเอ็งคอยชี้แนะชี้นำ ”

“ มันไม่เกี่ยวกันโว้ย เอายังงี้เถอะ สมมุติว่าข้าวาดการ์ตูนได้เหมือนเอ็ง ป่านนี้ข้ารับงานคุณกาจแล้ว เขาลูกจีนใจสปอร์ต แต่ไม่ชอบให้ใครเรียกเสี่ย นักผลิตการ์ตูนชั้นนำคนหนึ่งของเมืองไทย คุณกาจอยากได้แนวผี เล่มแรกประเดิมขอให้ดุเฮี้ยนที่สุด ”

“ ผี… ”

เพื่อนสนิททวนคำ หวนระลึกถึงอดีต หลวงตาชุ่มตาแท้ๆของเขา  มรณภาพเมื่อสองปีก่อน ท่านเคยกำชับเสมอว่า ห้ามเขาวาดภาพน่ากลัวสยดสยอง นอกจากจะไม่เป็นการสร้างสรรค์สังคม เรื่องร้ายกาจอาจจะเกิดขึ้นตามมาเลียนแบบ รชตะรับปากกับพระภิกษุเฒ่าบุพการีว่าจะไม่ทำเด็ดขาด

“  เผื่อเป็นแนวอื่น ข้าจะลองเสี่ยง ”

“ ทำไม? ”

ปกรณ์จ้องตาสหายคู่หูไม่กะพริบ เสมือนจะล้วงลึกเข้าไปถึงก้นบึ้งหัวใจของหนุ่มคิ้วดก

“ ไม่ชอบ ข้าว่ามันเหลวไหลไร้สาระ น้ำเน่า ทำไมเราไม่เขียนการ์ตูนสร้างสรรค์ อนุรักษ์สภาพแวดล้อม เชิงวิทยาศาสตร์ก็ไม่เลว ”

“ คิดแบบเอ็งนิยายไทยนิยายเทศที่ครองตลาดขณะนี้ก็น้ำเน่าทั้งนั้นแหละ ” หนุ่มอาร์ทเวิร์คดักคอ    “ หลวงตาชุ่มเคยสั่งห้าม เอ็งไม่กล้าทวนกระแสใช่ไหมล่ะ? ”

“ เออ…ใช่ ”

“ อย่าหาว่าข้าขัดคอนะ หลวงตาท่านเป็นพระ บวชตั้งแต่หนุ่มใหญ่จนกระทั่งแก่มาก มรณภาพ มุมมองของท่านเหมือนพระที่สังวรศีล ร่มเย็นสงบ ห่วงใยศีลธรรม ท่านไม่ได้เป็นฆราวาสอย่างพวกเรา ต้องต่อสู้กับเศรษฐกิจตกต่ำ หากินแก่งแย่ง ฉวยโอกาสในเส้นทางที่เรามีสิทธิ์ ขืนปล่อยให้พลาด มันก็จะพลาดตลอด ”

รชตะนิ่งอึ้ง ยอมจำนนด้วยเหตุผลของเพื่อน ก็เป็นอันว่า ฝ่ายตรงข้ามรู้ว่าเราตกลง

ก๊อก – ก๊อก!

ผู้ที่ผ่านเข้าประตูอพาร์ทเมนต์คือ มัทนาคู่รักปกรณ์

“ ซื้อลิ้นจี่มาฝากค่ะ ”

พลางทักทายปกรณ์ปราศรัยกับสองหนุ่มตามประสาคนคุ้นเคย มัทนาวัยเบญจเพสไม่ค่อยสวย หากแต่งตัวเก่ง มีเสน่ห์ยามพูดยามยิ้ม ดูดีกว่าอยู่เฉยๆ หล่อนเป็นพนักงานบี.เอ. ของบริษัทเอเยนซี่เครื่องสำอางยี่ห้อดัง เปิดบู้ธอยู่ในดีพาร์ทเมนต์สโตร์แห่งหนึ่ง

ประมาณอาทิตย์ละหน มัทนาจะมาเยี่ยมแฟนหนุ่ม รชตะจะเปิดโอกาสให้หญิงสาวอยู่กับปกรณ์ตามลำพัง โดยเลี่ยงออกไปเดินเล่นนอกอพาร์ทเมนต์ทั้งสองจะกุ๊กกิ๊กกะหนุงกะหนิงเกินเลยกันมากน้อยแค่ไหน เขาไม่เกี่ยว

*******************

ห้างสรรพสินค้าอยู่ไม่ไกลนัก ระยะทางสองป้ายรถเมล์ ตอนเย็นช่วงค่ำรถติด รชตะจะใช้เดินครู่เดียวก็ถึงห้าง ซึ่งอาจจะเรียกได้ว่า แหล่งพักผ่อนหย่อนใจของชาวกรุง

ระเบียงทางเท้าช็อปปิ้งอาเขต ผู้คนสัญจรบางช่วงค่อนข้างจะหนาแน่น หนุ่มหล่อคิ้วดกประจันหน้ากับใครคนหนึ่ง

วิชชุวารนั่นเอง วัยยี่สิบเอ็ดปี สวยเฉียบจากปลายเล็บจรดเส้นผม หล่อนเป็นหลานสาวของแม่เลี้ยงที่เขาเกลียดชัง

นั่นปะไร!

ซุบซิบกับกลุ่มเพื่อนฝูง ทุกคนเหลียวมองรชตะเหมือนเห็นสัตว์ประหลาด

ครั้นแล้ว วิชชุวารก็ขอตัวจากกลุ่มพรรคพวกตรงมาหาผู้ชายที่ตนไม่ชอบ

“ คุณตะ ขอคุยด้วยสักประเดี๋ยวจะได้มั้ย? ”

“ ได้เลย ”

ฝ่ายตรงข้ามซุกมือในกระเป๋ากางเกงยีนส์ ยืนเบี่ยงชิดขอบทาง ไม่ห่างจากตู้เอทีเอ็ม วางมาดจอมทระนง

“ ดิฉันน่ะ ไม่อยากจะยุ่งกับคุณหรอก แต่คุณพ่อพูดถึงคุณเสมอ ทำไมไม่แวะเยี่ยมเยียนท่านบ้าง ”

“ ไม่จำเป็น ” กระตุกไหล่พรืด “ การที่ผมออกมาเซอร์เวย์ข้างนอก ก็ถูกใจแก๊งนางมารแล้วไม่ใช่รึ? ”

ผู้ฟังใบหน้าร้อนผ่าว น้าเฉิดฉวีเป็นภรรยานายอภิรัฐบิดารชตะ ใช่แล้ว..เขาด่าน้าสาวหล่อน

“ ว่าใคร แก๊งนางมาร? ”

“ ผมไม่ได้ระบุชื่อ หรือว่าคุณจะออกรับ? ”

ชายหนุ่มยักคิ้วแผล็บ ยิ้มเบ้ปาก

“ ออกรับสิ ความหมายชัดเจน คุณเหน็บแนมคุณน้าเฉิด หาว่าท่านแก่งแย่ง ควรนึกถึงข้อเท็จจริง ความยุติธรรมคุณพ่อคุณเป็นพ่อม่าย… ภรรยาเก่าเสียชีวิต ”

“ เคยได้ยินคำว่ามารยาสาไถยบ้างไหมคุณชุ คุณงามความดีอยู่กับแม่ศรีเมือง ความแค้นความเคืองยัดใส่ลูกเลี้ยง ดีแล้วที่ผมหนีออกจากบ้าน เพราะไม่อยากเป็นฆาตกร ”

“ เช้อ! นึกว่าตัวเองวิเศษละมั้ง ”  วิชชุวารขึ้นเสียง ดวงตาวาววับ “ เกเรเกตุง ชอบคบเพื่อนเสเพล หนอย…ใฝ่ฝันอยากจะเป็นจิตกรเอก แค่เขียนการ์ตูน คุณก็ไม่ประสบความสำเร็จ ”

“ ผู้หญิงบางคนแสดงอาการทุเรศ จนผมกระดากปากไม่อยากจะพูดถึง ถ้าอยากรู้ว่าเป็นใคร ก็ลองถามคุณน้าเฉิด ”

กล่าวจบ รชตะก็เดินเลี่ยงไปทางอื่น ไม่สนใจว่าคู่ปรับจะโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยง

สมัยเด็กเขาอยู่กับแม่ที่หย่าขาดจากพ่อ เมื่อแม่สิ้นบุญก็ไปอยู่ในความอุปการะของลุง ต่อมาลุงเสียชีวิตอีกคน เขาจึงย้อนกลับไปอยู่กับนายอภิรัฐ

คราวนี้เฉิดฉวีที่เคยเคียดแค้นชิงชังเสมอ ชักจะมองเขาด้วยสายตาแปลกๆ แสร้งเปลือยกายให้เห็น แฝงเจตนายั่วกิเลส รชตะยังจำได้ดี วันที่เขาเหลือจะอดกลั้นโมโห

“ ตะจ๊ะ  ช่วยหยิบผ้าเช็ดตัวให้น้าทีเถอะ ”

ประตูห้องน้ำเปิดแง้ม ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าเฉิดฉวีอยู่ในสภาพเนื้อหนังมังสาล่อนจ้อน

อันที่จริงหล่อนสวย ท้วม แม้ว่าทรวงอกจะหย่อนยาน เอวหนา พอจะทำให้ผู้ชายหน้ามืดตามัวไม่ยาก แต่ผู้ชายคนนั้นไม่ใช่เขา

หลวงตาชุ่มเคยสั่งสอนให้เขาเป็นคนดี ยึดถือความสัตย์ ไม่ละเมิดกาม

“ คุณน้าหยิบเองเซ่ ”

“ แหม, วานแค่นี้ไม่ได้หรือจ๊ะ ก็น้า…  ”

“ รู้แล้วล่ะ ว่าล่อนจ้อนยั่วกิเลส ถึงยังไงผมก็ไม่สวมเขาให้พ่อ นังกากี..เลวบัดซบ ”

เท่ากับประกาศตัดสัมพันธไมตรีทั้งปวง!

ชายหนุ่มแพ็คเสื้อผ้าใส่กระเป๋า หนีออกจากบ้าน ร่อนเร่พักอาศัยหลายแห่ง สถานที่ล่าสุดคือ อพาร์ทเมนต์ห้องเช่าของปกรณ์

ฟังหลานสาวเล่าความจบ เฉิดฉวีขึ้งเคียดกระเดียดยิ้มชอบกล จะยอมรับความจริงได้อย่างไรเล่า กรณีที่หล่อนพยายามเปลือยกายยั่วสวาทลูกเลี้ยงสุดหล่อ

“ ก็ตัว เจ้าตะเองน่ะแหละทุเรศ เสพยาอี..ยาบ้า คบเพื่อนชั่ว เลวครบสูตร ยังขาดแต่จี้ปล้นทรัพย์ อนาคตของมัน เชื่อเถอะ ไม่แคล้วคุกตะราง ”

วิชชุวารซอยขนตากระพริบ สถานที่หล่อนประจักษ์เมื่อชั่วโมงก่อน รชตะกร้าว จองหอง ยโสโอหังเหมือนเดิม และตรงนี้ย่อมจะไม่เกี่ยวกับยาเสพย์ติด

“ คุณน้าทราบได้ยังไงคะ? ”

“ ตอนที่เจ้าตะหนีไปแล้ว น้าค้นห้องเจอยาอี-ยาบ้าห้าเม็ดอยู่หลังตู้ ยังเอาให้คุณรัฐดูเลย เขาทิ้งโถส้วมชักโครก ” หล่อนสบตาวิชชุวาร “ มันแต่งตัวดีไหมจ๊ะ? ”

“ สวมกางเกงยีนส์เก่าๆ เสื้อยืด สารรูปชวนให้น่าสงสาร แต่นิสัยตรงกันข้าม ”

เฉิดฉวีแค่นหัวเราะ ซ้ำเติมต่อ

“ ใครอย่าได้เวทนาเชียว ไอ้หมอนี่ร้ายกาจนัก เหมือนงูเห่าเลี้ยงไม่เชื่อง ได้โอกาสเป็นฉกหมับ ชุไม่ควรไปชักเจ้าตะอีก ”

“ คราวนี้เข็ดแล้วค่ะ สมมุติว่าชุเจอนายตะอีก จะไม่มองเสียด้วยซ้ำ ”

สมคะเนนัก สาวใหญ่เจ้าเสน่ห์ใส่ร้ายป้ายสีตามใจชอบปกปิดความผิดฉกาจฉกรรจ์ของตน วิชชุวารหลงเชื่อสนิท ….

ช่วงเวลาเดียวกันนี้ ที่ห้องชุดอพาร์ทเมนต์ปกรณ์ฟังรชตะเล่าเหตุการณ์ที่ปะทะคารมกับหลานสาวแม่เลี้ยง พร้อมทั้งจิบกาแฟร้อนไปด้วย ตั้งแต่เลิกสูบบุหรี่ เขาก็ติดกาแฟร้อนแทน

กรณีเฉิดฉวีเปลือยกายล่อตะเข้ รชตะไม่ได้เปิดเผยกับใครทั้งสิ้น เพราะมันจะมีผลกระทบถึงเกียรติภูมิของนายอภิรัฐผู้เป็นบิดา ฉะนั้น ปกรณ์จึงรับรู้แต่เพียงว่า เป็นการขัดแย้งภายในครอบครัว รชตะหนีออกจากสภาพบ้านแตกออกมาสู่โลกภายนอก

แม่เลี้ยงกับลูกเลี้ยงยากนักจะเข้ากันได้อย่างสนิทสนม มันเป็นมาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์แล้ว

“ น้องสาวนายล่ะ? ”

เขาหมายถึงลูกสาวคนเดียวของเฉิดฉวีและนายอภิรัฐ หนุ่มหล่อมาดเข้มสั่นศีรษะดิก

“ เธอไม่ได้มากับวิชชุวาร ร้ายกาจถอดแบบแม่ หน้าตาก็คล้ายคลึงกันด้วย ”

ปกรณ์ก็หยิบปากกาลูกลื่นทั้งด้ามจิ้มบนโต๊ะก๊อกๆ เชิงตรึกตรอง

“ เอ็งควรหาทางรวบหัวรวบหางวิชชุวารซะ แก้แค้น หยามน้ำหน้าแม่เลี้ยงอีกต่างหาก ”

รชตะที่กำลังดื่มกาแฟร้อนสะดุดความรู้สึกกึกกะพริบตาสองแวบ ยิ้มแฝงเครียด

“ อือม์…ความคิดของเอ็งไม่เลวโว้ย แต่นั่นแหละ หล่อนสูงโดดเด่นยังกะดอกฟ้า แต่ข้าแค่ยาจก..คนละขั้ว ไม่มีทางจอยกันหรอก ”

“ ตะพยายามหาทางยกระดับตัวเอง อย่างน้อยที่สุดก็ให้เอ็งแต่งกายเนี้ยบ สง่างามในทุกอิริยาบถ เอ็งจะต้องลบคำสบประมาทของวิชชุวารให้ได้ คือเป็นนักเขียนการ์ตูนมือทองเสียเลย ”

“ ยกระดับตัวเองด้วยการเป็นนักเขียนการ์ตูน จี้ชะมัด ”

“ ทำไมจะเป็นไปไม่ได้..ไอ้ตะ ”  สหายรุ่นพี่ตบไหล่สัพยอกปึ๊ก “ การ์ตูนนิสท์ชาวญี่ปุ่นร่ำรวยทั้งนั้นแหละ โดยเฉพาะพวกมือทอง-เศรษฐี ”

“ ถึงกระนั้นก็เถอะ มันก็ยังอยู่คนละขั้วกับวิชชุวาร ”

“ เข้าไปทักทายหล่อนก่อน เท่าที่ฟังเอ็งเล่าวิชชุวารซ่อนความสนใจเอ็งไว้ในมุมเร้นลึกที่สุด ภายใต้กิริยาอาการเกลียดชังหมางเมิน ”

ฝ่ายตรงข้ามแบมือผายออกท่าตลก ยิ้มร่าเริง

“ ไอ้กรณ์.. เอ็งสำเร็จวิชาจิตวิทยาวางแผนจากสถาบันไหนวะ? ”

“ จากการช่างสังเกต ประสบการณ์ เปิดโลกทัศน์กว้าง ไม่ปิดกั้นตัวเองไว้เฉพาะมุมใดมุมหนึ่ง ”

คืนนั้น ยังไม่ง่วง รชตะอ่านหนังสือพิมพ์เช่นเคย เลือกเฉพาะข่าวอาชญากรรม และอุบัติเหตุสยอง เผื่อว่าจะเกิดแนวคิด เอามาดัดแปลงเป็นนิยายการ์ตูนเรื่องปิศาจ

เสร็จแล้ว วาดภาพลายเส้นวางทับไว้บนโต๊ะเขียนแบบ

อีกไม่นานนัก รชตะก็เข้าสู่นิทรารมณ์อันแสนสุข เขาฝันถึงหลวงตาชุ่ม ท่านปรากฏกายที่หัวเตียง เอ่ยเสียงเยือกเย็นเต็มไปด้วยความเมตตาปรานี

“ ไอ้หนูเอ๊ย เอ็งละเมิดคำเตือนของตา ชาติก่อนสมัยกรุงศรีอยุธยา เอ็งเป็นจิตกรฝาผนังเขียนภาพในโบสถ์วิหาร อุทิศแรงกายแรงใจไม่หวังผลตอบแทน พระอรหันต์ให้พรเอ็งว่าเมื่อวาดภาพใดก็ตาม เหตุการณ์จะเกิดขึ้นตามที่วาด ”

*******************

ตีสี่ นาฬิกาหัวเตียงดังกังวานแหลม วิชชุวารเอื้อมมือกดปุ่มหยุดเสียงหนวกหู ลุกขึ้นนั่ง บิดตัวแก้ความเมื่อยขบ

วันนี้วันหยุด เพื่อนฝูงจะเอารถตู้มารับหล่อน ไปทัศนาจรท้องทะเลภาคตะวันออก ก็จำเป็นต้องตื่นเร็วกว่าปรกติ เพื่ออาบน้ำแต่งตัว

เปิดไฟเพดานห้อง รู้สึกว่าจะเห็นอะไรตะคุ่มนอกหน้าต่างบานลวดสกรีน วิชชุวารเพ่งสายตาสำรวจ

คุณพระช่วย!

ช่างน่าเกลียดน่ากลัวอะไรปานนั้น

ผู้ชายหน้าตาเนื้อตัวเลือดชุ่ม ลำคอแผลเหวอะหวะ เสียงแหบๆ หยาดเย็นวังเวง

“ ผมชื่อทศพล.. โชเฟอร์แท็กซี่ที่ถูกเชือดดับสยอง.. ”

“ กรี๊ด! ”

วิชชุวารตะเบ็งสุดเสียง ยกสองมือปิดหน้าตัวสั่นเทิ้ม



Don`t copy text!