อุมาวสี บทที่ 31 : หลงรักคนที่มีเจ้าของ

อุมาวสี บทที่ 31 : หลงรักคนที่มีเจ้าของ

โดย : ตรี อภิรุม

อุมาวสี ภาคต่อของ “หิมพาลัย” โดย ตรี อภิรุม เรื่องราวชีวิตหลังงานแต่งงานของพิชญ์และอุมาวสีในโลกที่แตกต่างจากโลกลับแลจะเป็นอย่างไร ความรักที่พิชญ์มีให้เธอ จะเพียงพอที่จะช่วยหล่อเลี้ยงจิตใจของหญิงสาวผู้แสนดีคนนี้ได้หรือไม่ ‘อุมาวสี’ นวนิยายออนไลน์ที่พาชาวอ่านเอาเดินทางไปกับจินตนาการที่สวยงามและความรักที่มีอยู่จริง

ผ่านเข้าดีพาร์ทเม้นท์ สโตร์ เพียงครู่เดียว เจ้าจำรูญก็เหลือบพบหนุ่มหล่อสะดุดตายืนเตร่หน้าร้านโทรศัพท์มือถือ ยิ้มเผล่ ตรงรี่เข้าไปทัก

“คุณใช่ไหมครับ นัดพบผม”

“ใช่แล้ว คุณจำรูญเชิญทางนี้ครับ”

นวมินทร์นำหน้าพาไปสู่คอฟฟี่ช็อปทรชนหนุ่มย่นหัวคิ้วสนเท่ห์ เขารู้จักชื่อเพียงฝ่ายเดียว ใช้เวลาไตร่ตรองชั่วเสี้ยวนาทีก็ได้คำตอบ “อุ” น่ะแหละเฉลย

สองหนุ่มนั่งโต๊ะหลังมุมเสามีฉากกั้นเป็นส่วนตัว หลังจากสั่งกาแฟร้อนสองถ้วยกับพนักงานเสิร์ฟ จอมวายร้ายประท้วง

“ผมเสียเปรียบทุกอย่าง คุณรู้จักชื่อ เบอร์โทร. แต่ผมติดต่อกับคุณไม่ได้เลย อะไรที่เกี่ยวกับคุณดำมืด”

“จะเป็นไรไปเล่าครับ” นวมินทร์ยิ้มร่าเริง “เราคบกันเฉพาะกิจ ไม่ใช่ถาวร”

“ไหนล่ะ เงินค่าจ้าง”

นักบิดทรชนแสดงความสะโมบ กลัวว่าคู่กรณีจะเบี้ยว

“เราเป็นคนแปลกหน้า ย่อมจะไม่ไว้ใจซึ่งกันและกัน เมื่อผมยังไม่ได้ข้อมูลก็จะไม่จ่าย ยุติธรรม จริงมะ”

เปรียบได้ว่าเกลือจิ้มเกลือ เจ้าจำรูญกัดฟันกรอด

“งั้นเผื่อผมขอจบ”

“จบก็จบ”

พนักงานเสิร์ฟยกถ้วยกาแฟมาตั้งโต๊ะ ต่างฝ่ายต่างปรุง ใช้ช้อนคน ยกถ้วยขึ้นจิบ มนุษย์มิจฉาชีพกระตุ้นความอยากรู้

“คุณอุเป็นผู้หญิงที่มีพิษสงร้ายกาจ ต่อให้คุณเอาปืนไปจี้ตัวก็ไม่สำเร็จ”

นวมินทร์ล้วงธนบัตรพันบาทออกจากกระเป๋า พับครึ่ง สอดไว้ใต้จานรองถ้วยกาแฟ แฝงเจตนายั่วน้ำย่อยแห่งความโลภของเจ้าจำรูญ ไม่สนใจว่ามันจะเล่าต่อหรือยุติ

“กาแฟเจ้านี้อร่อย ไม่ผิดหวังครับ”

นักข่มขืนฉกทรัพย์มองแบงค์ตาปริบๆ อาชีพมอเตอร์ไซค์รับจ้าง แค่เลี้ยงครอบครัวอยู่รอดไม่ถึงขั้นร่ำรวย บางทีสามวันยังไม่ได้ค่าบริการพันบาท

มันยอมเล่าความ เด็กสาวนาม “อุ” สามารถล่องหนหายตัว ย่นระยะทางเหนือมอเตอร์ไซค์ซิ่ง สะกดจิตให้คู่กรณีแสดงพฤติกรรมประหลาด บันดาลให้จักรยานยนต์ลอยขึ้นสูงตกลงมาพังยับเยิน

สิ่งที่ไม่ยอมเปิดเผยคือ มันละโมบเกินกว่าเหตุ ชอบเบียดเบียนรังแกเพื่อนมนุษย์ หากว่าได้โอกาส ไม่เคยประกอบการกุศล ให้ทาน ตักบาตร เป็นอาทิ ถือว่าเป็นเรื่องสิ้นเปลือง ไร้สาระ

ชายหนุ่มดึงแบงค์พันจากจานรองยื่นให้เจ้าจำรูญ เจ้าตัวยิ้มแฉ่ง

“ขอบคุณครับ นี่ผมเรียกถูกไปด้วยซ้ำ ราคายุติธรรมสองพันห้าหรือสามพัน”

นวมินทร์เฉยเสีย หยิบขนมปังชิ้นจิ๋วกรุบกรอบที่แถมมากับกาแฟเข้าปาก

“คุณเชื่อผมเล่ามั้ย”

“เชื่อ”

“อยากได้ข่าวเพิ่มเติมโทร.ติดต่อได้เสมอ”

“แค่นี้ก็ได้ความสมบูรณ์แล้ว”

“ผมรู้นะ  คุณมีข้อมูลบางส่วนใหญ่อยู่ในใจแล้ว ต้องการข่าวต่อเติมจากผม” เจ้าจำรูญอาศัยทักษะแกมโกงดักคอ “ถ้าคุณต้องการอุเป็นเหยื่อ ระวังเถอะ ตัวคุณจะตกเป็นเหยื่อของเธอ”

“เราไม่ปรารถนาเหยื่อ และตัวเราเองก็จะไม่เป็นเหยื่อของใครด้วย”

นวมินทร์กวักมือเรียกพนักงานเสิร์ฟคิดเงิน ชั่วครู่ สองบุรุษก็ออกจากคอฟฟี่ช็อป สู่ทางเดินของห้างที่ผู้คนหลากหลาย

ก่อนแยกจากกัน เจ้าจำรูญนำเสนอสิ่งที่แฝงประโยชน์ของตน

“คุณจะไม่แนะนำตัวเองหรือครับ เผื่อผมจะติดต่อให้ประโยชน์แก่คุณ”

“รู้จักกันแค่เบื้องต้นดีแล้ว ไม่แน่ในอนาคตผมอาจติดต่อกับคุณรอบสอง”

ชายหนุ่มนึกหัวเราะ จากมุมมองของเขา เจ้าจำรูญฉลาดแกมโกงสารพัดเล่ห์ ทำไมเขาจะต้องเสวนากับคนทุจริต มันเป็นขยะอยู่ใกล้อาจเปื้อนและเหม็น

หวนระลึกถึงอุมาวสี ปราศจากข้อกังขาใดๆ อีกแล้ว ดรุณีจากหิมพาลัยมีอิทธิฤทธิ์กำหนดให้ผู้ประสงค์ร้ายเดินไปตามหมากเกม ช่วยให้เขาพ้นภัยจากพวกโจ๋คะนองที่ระดมขว้างก้อนหิน

ออกจากดิสเคาน์สโตร์ นวมินทร์ขับยานพาหนะคู่ชีพไปที่สวนอาหารอิ่มเอม ชักจะกังวลเกี่ยวกับสาวใหญ่แอ๊บแบ๊ว หล่อนคงจะกีดขวางจนเขาหมดโอกาสคุยส่วนตัวกับอุมาวสี

จอดรถเก๋งในคาร์พาร์ค ผ่านเข้าอาคาร ลูกค้าอุดหนุนค่อนข้างเยอะ ในจำนวนนั้นมีธวัชรวมอยู่ด้วย

เลือกนั่งโต๊ะริม แลเห็นสวนหย่อมมุมนอก อุมาวสีเร่มาต้อนรับ ยื่นเมนูรายการอาหาร นวมินทร์สั่งอาหารพร้อมเครื่องดื่ม และแถมพก

“เย็นนี้ผมขอไปส่งคุณอุได้ไหมครับ เราจะคุยธุระบางอย่างด้วย”

เด็กสาวมองผ่านใบหน้าคมสันแว็บหนึ่ง ด้วยสัญชาตญาณผสมลางสังหรณ์หล่อนทายใจ

“คุณมินทร์พบนายจำรูญแล้ว”

“ใช่ครับ”

“พร้อมที่จะเผชิญปัญหาเคียงข้างหรือเปล่า เช่น พี่โฉมติดรถไปด้วย แน่ะ…เธอกำลังจับตามอง เราพูดกันนานจะผิดสังเกต อุขอตัวค่ะ”

เลี่ยงจากชายหนุ่มเข้าครัว บอกคณะผู้ปรุงจัดอาหารตามสั่ง

ขณะเดียวกัน เฉิดโฉมจับสังเกตอยู่ในเคาน์เตอร์ อึดอัดกระสับกระส่ายลึกๆ ไม่นึกไม่ฝันว่านวมินทร์จะโคจรมาจ๊ะเอ๋กับธวัช ต่างฝ่ายต่างนั่งคนละมุม คุมเชิงกันเองโดยปริยาย

แน่นอน…อิทธิพลทางนวมินทร์ย่อมแรงกว่าธวัชนับสิบเท่า

รอจนกระทั่ง อุมาวสีมาที่เคาน์เตอร์แคชเชียร์ ยื่นแผ่นกระดาษที่จดรายการ สมคะเนเฉิดโฉม เลียบเคียง

“เมื่อกี้คุณมินทร์คุยอะไรกับน้องอุจ๊ะ”

“สั่งอาหารตามปกติค่ะ”

“อื่นๆ ล่ะ”

สุภาพน่าเบื่อ หนีไม่พ้น เปรียบเสมือนตนเองถูกกั้นขอบเขตแห่งอิสรภาพ เด็กสาวเลี่ยงการกล่าวเท็จ

“ช่วงเวลาประมาณสองนาที พี่โฉมคิดหรือว่า เราจะมีเวลาคุยกันนอกประเด็น”

“พี่โฉมรู้สึกว่าเขาให้ความสำคัญกับเธอล้นเหลือ”

“เป็นไปตามมารยาทสังคมกระมังคะ เอาไหมเดี๋ยวอุจะเชิญคุณมินทร์มาที่เคาน์เตอร์”

“น้องอุทำได้หรือ”

“ลองดู คาดว่าคงสำเร็จค่ะ”

“ตามใจเธอ”

สาวใหญ่เจ้าเสน่ห์ชื่นมื่น ส่องกระจกบานเล็กสำรวจโฉม ทาน้ำหอมหลังใบหูและซอกคอ

อดใจรอคอย นานพอสมควร ธวัชกับเพื่อนชายไม่ยักอิ่มก่อน หากกลายเป็นนวมินทร์ เขาลุกจากโต๊ะ ก้าวยาวๆ องอาจตรงมาที่เคาน์เตอร์แคชเชียร์ พนมมือทำความเคารพ แฝงความหมายว่านับถือหล่อน มิใช่ปฏิพัทธ์

“พี่โฉมอยากจะคุยกับผมเรื่องอะไรครับ”

เฉิดโฉมแต่งจริตยั่ว เบิกตาโตกะพริบแอ๊บแบ๊ว ใช้หลังมือปัดเส้นผมตรงท้ายทอย

“เมื่อกี้คุณมินทร์นัดแนะจะมารับส่งน้องอุเย็นนี้หรือคะ ถามเท่าไหร่เธอไม่ยอมบอก บ่ายเบี่ยงให้ถามคุณเอาเอง”

เพิ่มความรำคาญน่าเบื่อยิ่งขึ้น เฉิดโฉมช่างไม่รู้ตัวบ้างเลยเชียวหรือว่า จุ้นจ้านเกินกว่าเหตุ กาลเวลาทำให้รู้ว่า นิสัยหล่อนแตกต่างกับอุมาวสีคนละขั้ว

ยิ่งกว่านั้น เมื่ออยู่ใกล้ชิด จึงรู้ว่าหล่อนพอกเครื่องสำอางหนาเทอะ จนดูคล้ายสวมหน้ากาก

“เปล่าครับ”

“ไม่อยากเชื่อเลย”

“ความคิดของใคร ย่อมจะเป็นของคนนั้น ผมไม่อาจบังคับพี่โฉม”

“เย็นนี้น้องอุอยากให้คุณมินทร์มารับส่ง จะว่ายังไงคะ”

ฝ่ายตรงข้ามนึกหัวเราะ ทำไมจะไม่รู้ว่าหล่อนปลิ้นปล้อนโกหก แฝงวัตถุประสงค์ของตัวเอง อุมาวสีมิได้ปรารภเลย ชอบใช้ชีวิตสมถะมักน้อย โดยสารรถประจำทาง

“พี่โฉมชอบนั่งรถเก๋งคู่กับผมหรือครับ”

จี้ใจดำตรงเผง สาวใหญ่เก้อเขิน เพิ่มอาการแอ๊บแบ๊วเป็นทวีคูณ แทบจะหมดมุกพลิกแพลง

“แหม ไม่ได้รบกวนคุณมินทร์นี่คะ พร้อมที่จะโอนอ่อนทุกประการ”

สะดุดความรู้สึกวูบ โอนอ่อนผ่อนตามหมายถึง ยอมให้เขาขับรถเก๋งเข้าโมเต็ลเช่นนั้นหรือ นวมินทร์ยังไม่พร้อมที่จะปฏิพัทธ์ชั่วคราวหรือถาวรกับหล่อน

อุมาวสีสัมผัสใจได้ลึกกว่า ไถ่ถอนอย่างไรก็ไม่หลุด

“ผมไม่ใช่คนดีนักหรอกครับ กิเลสเยอะมาก อยากจะให้พี่โฉมมองข้ามผม ลาก่อน”

ชายหนุ่มไหว้สรุป เดินออกจากสวนอาหาร หมดโอกาสคุยกับอุมาวสีส่วนตัว ต้องใช้กลยุทธ์อื่น

หากไม่ห่วงภาพลักษณ์ของตน เฉิดโฉมคงจะตามนวมินทร์ไปที่คาร์พาร์ค ออดอ้อนออเซาะฉอเลาะใช้เล่ห์เพทุบายสารพัด

อีหรอบนี้ ต่อให้ช้างก็ฉุดเขาไว้ไม่อยู่ ยกเว้นเด็กเสิร์ฟเบอร์หนึ่ง

ธวัชเช็คบิล สักประเดี๋ยวเขาก็ลุกมาหาหล่อน

“ขอโทษ หนุ่มหล่อเมื่อสักครู่คุ้นๆ เขาเป็นใครครับ”

เฉิดโฉมหมดกระจิตกระใจ แต่งจริตรั่วไม่ออก

“อ๋อ ลูกค้าคนนึงค่ะ เขาอุดหนุนที่นี่หลายครั้ง”

ความสงสัยเพียบ เพราะกิริยาอาการที่หล่อนแสดงออกกับหนุ่มหน้ามน บ่งบอกชัดว่าเขาเป็นคนพิเศษ ขืนซักไซ้ไล่เลียงจะเสียบรรยากาศ ธวัชรู้สิ่งใดควรไม่ควร

“คืนนี้เราไปเที่ยวกันไหมครับ ดูหนังฟังเพลง สุดแล้วแต่คุณโฉมจะเลือก”

กำลังอารมณ์บูดจากการไม่สนใจไยดีของนวมินทร์ เฉิดโฉมหมดสนุก ฝืนยิ้มอ่อนโยน

“ขอผัดเป็นโอกาสหน้าเถอะค่ะ โฉมครั่นเนื้อครั่นตัวคล้ายจะเป็นหวัด”

O         O         O         O

เลิกงาน ออกทางประตูหนัง ทะลุสู่ตอกเล็ก อุมาวสีสาวเท้าค่อนข้างจะเร่งรีบ

โทรศัพท์เคลื่อนที่เพิ่งจะเปิดเครื่อง แว่วเสียงริงโทนเรียก หน้าจอโชว์เบอร์นวมินทร์ ด้วยญาณหยั่งรู้ เชื่อว่าเขาอยู่ไม่ไกลจากบริเวณนี้

“คงไม่รบกวนคุณอุนะครับ”

“ไม่ค่ะ”

“นายจำรูญขายข่าวให้ผม ได้ข้อมูลส่วนหนึ่ง ยกเว้นส่วนที่เขาต้องการปกปิด คุณอุซ่อนอนุภาพเหนือมนุษย์ไว้ในตัวเอง ผู้ชายสามคนจูบพี่โฉมต่างวาระ เกิดจากการดลบันดาลของคุณอุใช่ไหมครับ”

ผู้ฟังตะลึงตื่นเต้น ที่เขาล่วงรู้อำนาจลึกลับของหล่อน

เจ็บใจเจ้าจำรูญปากโป้ง เคยเตือนให้หยุดก่อกวนหลายครั้ง แต่มันยิ่งสานต่อ

“อุไม่ตอบค่ะ จริงหรือไม่จริงคุณมินทร์ใช้ทักษะพิสูจน์เอาเอง”

“พิสูจน์เกินพอแล้วครับ แต่มีอยู่อย่างหนึ่ง คุณอุดลบันดาลไม่สำเร็จ”

“อะไรคะ”

“ทำให้ผมหยุดหลงรักคนที่มีเจ้าของ”

อุมาวสีนิ่งอึ้ง เมตตาสงสารนวมินทร์ แต่จิตใจไม่ไปไกลมากกว่าความเป็นเพื่อน หล่อนยึดมั่นพิชญ์ ใจเดียวรักเดียว

สะกดจิตให้เขากอดจูบเฉิดโฉมโดยนัยเป็นแม่สื่อ ประสบความล้มเหลว หรือให้ผลตรงข้าม เขาต่อต้านเฉิดโฉมยิ่งขึ้น

“จิตใจคนเราเป็นประธานค่ะ สิ่งที่ไม่ถูกต้อง คุณปรับเปลี่ยนย่อมได้เสมอ”

“ถ้าได้คุยส่วนตัวปรับทุกข์ แบบเห็นหน้าค่าตาคุณอุ ผมอาจจะปรับเปลี่ยน โปรดให้โอกาสผมบ้าง”

ตระหนักว่ามันไม่ใช่ทางเกษม การใกล้ชิดเป็นบ่อเกิดแห่งความปฏิพัทธ์ เขากำลังหลอกล่อให้หล่อนไปสู่จุดนั้น

“เพื่อป้องกันข้อครหา เราควรอยู่กันห่างๆ กันค่ะ สมมุติว่าถ้าเกิดกรณีฉุกเฉิน อุจะไปพบคุณมินทร์”

“ผมจะทำให้คุณประหลาดใจเล่น”

เด็กสาวกดวางสาย เก็บโทรศัพท์มือถือ ชักสังหรณ์ใจวาจาที่เขาสรุป ยืนนิ่งสำรวม ส่งกระแสจิตตรวจสอบ

ภาพปรากฏทางมโนทวารเลือน รถเก๋งคันงามจอดใกล้ป้ายรถเมล์ ไฟฉุกเฉินกะพริบวาบๆ

ใช่…นวมินทร์จอดรถเก๋งดักหล่อน ตำแหน่งเดิมที่เคยดักครั้งกระโน้น

แก้ไขปัญหาไม่ยาก อุมาวสีหมุนแหวนเงินในนิ้ว กลั้นลมหายใจอธิษฐานจิต

ชั่วพริบตา ร่างไฉไลก็เลือนหายแว็บ ไปปรากฏตัวที่ป้ายรถเมล์ถัดไปหนึ่งป้าย สักครู่ก็ขึ้นรถประจำทางสบายใจเฉิบ

ชักเป็นห่วงนวมินทร์ เกรงว่าเขาจะคอยเก้อ อุมาวสีโทร.ติดต่อชายหนุ่ม

“สวัสดีค่ะ คุณมินทร์ โปรดอย่าดักอุเลยค่ะ เสียเวลาเปล่า”

เจ้าของนามหวั่นไหว หล่อนจะรู้ได้อย่างไรเล่า หรือว่ามีตาทิพย์

“ผมได้ยินเสียงแทรกรบกวน คุณอุอยู่ที่ไหนครับ”

“รถเมล์ค่ะ คนละป้ายกับที่คุณจอดรอ”

“ไม่น่าเสียเวลาลำบากลำบน” หนุ่มหล่อพูดกลั้วหัวเราะ “คุณอุสามารถหายตัวผ่านหน้าผมไปขึ้นรถเมล์”

เหตุผลถูกต้อง หากสถานการณ์แตกต่าง นวมินทร์เป็นคนสุจริต คนละขั้วกับเจ้าจำรูญ มีอิทธิพลทางใจพอสมควร หล่อนเกรงว่าสมาธิจะไม่มั่นคง เผลอปรากฏร่างจึงเลี่ยงไปใช้สถานที่อื่น

“คำพูดของคุณตลกชะมัด”

“ถ้าผมขับรถตามไปดักคุณอุที่ปลายทางปากซอย คงจะตลกรอบสอง”

“อย่าทำ อุขอร้องค่ะ”

“ทำไมครับ”

“อะไรควรไม่ควร คุณมินทร์ก็รู้แก่ใจแล้วนี่คะ”

พูดเสร็จกดวางหู เก็บเครื่องมือสื่อสารใส่กระเป๋าหิ้ว เหนื่อยใจเหลือเกิน พยายามอยู่ห่างนวมินทร์ แต่สถานการณ์กลับทำให้ยิ่งใกล้ชิด

อุมาวสีคิดเรื่องอื่นแทน ตกลงกับพิชญ์ไว้ว่า จะรับประทานอาหารค่ำพร้อมเขา ภายใต้แสงไฟเทียนหอม ชักสังหรณ์ใจว่าจะเจอปัญหาข้างเคียง

O         O         O         O

พิณทิพย์จับตาสังเกตอยู่แล้ว อุมาวสีผ่านเข้าประตูรั้ว เมื่ออยู่ในระยะใกล้พอควรก็ปรารภขึ้น

“อุไม่ทานข้าวเย็นที่สวนอาหาร รีบกลับก่อน”

อาศัยไหวพริบ น้องสะใภ้รู้ว่าเกิดจากเฉิดโฉมสาระแนฟ้อง ไม่ว่าหล่อนจะทำอะไรอยู่ในสายตาตลอด คอยจับผิดเล็กๆ น้อยๆ ขยายความจับเป็นประเด็นใหญ่

“อดอาหารมื้อหนึ่ง รักษาเชฟให้ระเหิดระหงตลอดกาลหรือจ๊ะ”

“เปล่าค่ะ”

“งั้นอุรีบไปขึ้นรถเก๋งที่คุณมินทร์รอรับสินะ”

ให้มันได้อย่างนี้สิ เฉิดโฉมเจ้าคิดเจ้าแค้นที่นวมินทร์ไม่สนใจไยดีหล่อน สร้างจินตนาการป้ายความผิด

“อุโดยสารรถเมล์ค่ะ นัดกับพี่โหน่งเราจะทานอาหารค่ำร่วมโต๊ะสักมื้อ”

ความจงเกลียดจงชังพลุ่ง พิณทิพย์ควบคุมให้ความรุนแรงทางอารมณ์ลดลงระดับหนึ่ง

“ตอนเช้าก็ทานข้าวด้วยกันทุกมื้อ ยังไม่เพียงพออีกรึ”

“เราต่างเร่งรีบจะออกไปทำงาน ไม่มีเวลาคุยกันผ่อนคลายสบายอารมณ์ ภาคค่ำเหมาะกว่า”

หมั่นไส้สุดขีด ลูกสาวคุณนายนุชนารถประชด

“ควรจะดินเนอร์ภายใต้ไฟแสงเทียน บรรยากาศจะได้โรแมนติก”

อุมาวสีตอบกลับน้ำเสียงอ่อนโยน หล่อนแทบจะกระทืบเท้าร้องกรี๊ด

“พี่โหน่งซื้อเทียนหอมมาหลายวันแล้ว เราจะจุดที่โต๊ะอาหารค่ำนี้ค่ะ พี่แนทจะทานร่วมโต๊ะกับเราก็เชิญ”

“ไม่ล่ะจ้ะ ฉันไม่ชอบขัดคอ ขอให้มีความสุขเต็มเปี่ยมจนสำลัก”

น้องสะใภ้เคลื่อนร่างตรงไปตึกขาว พิณทิพย์กลับขึ้นคฤหาสน์ ถ่ายทอดเรื่องราวแก่พีรวรรณ คุณนายนุชนารถที่อ่านหนังสือพิมพ์พลอยได้ยินด้วย

“ลอเยอาจจะแกล้งกุเรื่องให้แนทอิจฉาตาร้อน”

“อย่างนี้ต้องพิสูจน์ใช่ไหมคะ พี่แนน”

“เรามองภายนอกก็น่าจะรู้” พี่สาววิเคราะห์ “ถ้าภายในตึกสว่างสลัววับๆ แวมๆ ละก็ใช่แน่ เขาจุดเทียน”

เวลาผ่านไปร่วมชั่วโมง สองพี่น้องก็แลเห็นพิชญ์ขับรถเก๋งคลานเข้าไปจอดในโรงรถ อุมาวสียืนรอรับแฟนหนุ่ม ช่วยหิ้วถุงอาหารขึ้นตึก เขากำชับ

“เฉพาะจำพวกยำ ไม่ต้องอุ่นไมโครเวฟนะ น้องอุ”

ขณะที่พิชญ์ขึ้นชั้นบน ผลัดเปลี่ยนชุดอาบน้ำ ชั้นล่างเด็กสาวจัดทำภารกิจว่องไวกระฉับกระเฉง

ครู่ใหญ่ก็ตั้งโต๊ะเสร็จเรียบร้อย ชายหนุ่มลงบันไดพร้อมด้วยชุดลำลองกางเกงหูรูด

“อ้าว ทำไมยังไม่จุดเทียนหอม”

“รอให้พี่โหน่งจุดค่ะ”

เขาฉวยเทียนจานเชิงสีโอลด์โรสสองเล่มกับไม้ขีดไฟ หลบมุมบังลม ขีดไม้ขีดไฟฟู่จ่อที่ไส้เชือก เสร็จแล้วตั้งมุมโต๊ะข้างละเล่ม ปิดไฟเพดาน บริเวณโต๊ะสว่างสลัวแวบวับ  กลิ่นหอมชื่นใจกระจายกรุ่น

ทั้งสองเริ่มรับประทานอาหารมื้อพิเศษ แว่วเพลงป๊อปจากวิทยุเอฟเอ็ม.บรรเลงกล่อม

พิชญ์หวนระลึกถึงกุลณัฐ โทร.แจ้งว่าจะมากินอาหารร่วมโต๊ะที่ห้าง แต่เขาปฏิเสธ มีนัดกับอุมาวสี รู้สึกว่าหล่อนผิดหวังอย่างแรง ฝืนตอบว่าไม่เป็นไร

ทำอย่างไรได้ หัวใจมีดวงเดียว ไม่สามารถแบ่งออกเป็นสองส่วน

เจ้าโกโก้ร้องอี๊ดอ๊าดตามหลังใครคนหนึ่งขึ้นเฉลียง คาดว่าคงเป็นพีรวรรณหรือพิณทิพย์แต่ผิดถนัด



Don`t copy text!