เมื่อวานรสวานิลลาซันเดย์ บทที่ 1 : คนแปลกหน้าที่น่ารัก

เมื่อวานรสวานิลลาซันเดย์ บทที่ 1 : คนแปลกหน้าที่น่ารัก

โดย : นทธี ศศิวิมล

Loading

เมื่อวานรสวานิลลาซันเดย์ โดย นทธี ศศิวิมล ผู้คว้ารางวัลรองชนะเลิศ นวนิยายดีเด่น กลุ่มรักรัก จากโครงการช่องวันอ่านเอา รุ่นที่ ๓ กับเรื่องราวรักรักของชายหนุ่มที่ตื่นมาพบสาวน้อยน่ารักที่อ้างตัวว่าเป็นคนรักของเขา แต่เขากลับจำอะไรไม่ได้เลย เธอคนนี้คือใคร มาจากไหน อ่านเอาขอชวนนักอ่านมาหาคำตอบที่เว็บไซต์ anowl.co กันค่ะ

บางสิ่งปลุกผมขึ้นมาในเช้าวันนั้น…

อาจเป็นความปรารถนาอย่างแรงกล้า ความปรารถนา ที่ผมไม่อาจรำลึกถึงได้ไม่ว่าจะพยายามากแค่ไหน

อาจเป็นความรู้สึกแปลกแยกจากสภาพแวดล้อมรอบกาย เหมือนชิ้นส่วนกระจัดกระจายที่ฟุ้งอยู่ค่อยๆลอยล่องกลับมาประกอบ มาควบรวมเป็นร่างกาย เป็นเนื้อหนัง เป็นรูปร่าง เป็นสติรับรู้ ผมเริ่มรู้สึกถึงการมีตัวตนอยู่ ใหญ่โต หนักอึ้ง

ตามติดมาด้วยความรู้สึกปวดหัวอย่างรุนแรงราวกับมีบางอย่างภายในกำลังจะระเบิดฉีกปริออก

ในหูได้ยินเสียงดังเหมือนค้อนทุบหัว ปัง ปัง ปัง ปวดหนึบตามจังหวะการเต้นของหัวใจ เจ็บรุนแรงตรงหน้าผากด้านขวา โลกแกว่งไปมาเหมือนนอนอยู่ในเปลผ้า

ผมพยายามลืมตาขึ้น ในมุมสายตาพร่าเลือน แก้มขวาแนบนาบอยู่บนพื้นเบาะถุงนอนสีเขียวทหาร กวาดตามองรอบตัวเท่าที่มุมสายตาแคบๆ จะทำได้ แสงสว่างที่ลอดผ่านช่องซิปประตูผ้าร่มสีเดียวกัน

ผมน่าจะ…กำลังนอนอยู่ในเต็นท์หลังหนึ่ง

พยายามหายใจเอาอากาศเย็นชื้นเข้าปอดอย่างยากลำบาก เนื้อตัวเจ็บระบม จุกแน่นในหน้าอกราวกับเพิ่งถูกรถคันโตๆ ขับพุ่งชน ในท่านอนคว่ำแนบพื้น สูดหายใจเข้าไปได้ยังไม่ทันเต็มปอดก็ไอโขลกออกมาชุดใหญ่ จนต้องพยายามใช้แขนดันตัวเพื่อพลิกขึ้นมานอนหงาย

แต่แล้วก็ทับลงไปบนบางอย่างที่นุ่มนิ่มเคลื่อนไหวยุกยิกใต้ถุงนอน แถมมีเสียงร้องออกมาด้วย!

“โอ๊ย! อะไรเนี่ย ศรา”

ผมสะดุ้ง เมื่อเห็นหญิงสาวอายุราวยี่สิบต้นๆ ตะเกียกตะกายลุกออกจากถุงนอนที่ผมทับขึ้นมานั่งข้างๆ หน้าเธอยังมีผ้าปิดตาปิดอยู่ ผมยาวเกล้ามวยไว้กลางกระหม่อมหลุดลุ่ยยุ่งเหยิง สวมเสื้อกันหนาวแบบฮูดแขนยาวสีฟ้าหนาเตอะ กางเกงวอร์มขายาว ถุงเท้ากันหนาว

เธอดึงผ้าปิดตาออกแล้วหันมาทางผม ยื่นคอชะโงกเข้ามาใกล้เกือบจะติดหน้าผม ขนตางอนยาวเป็นแผงกะพริบถี่ๆ ดวงตากลมโตใสแจ๋วเปลี่ยนเป็นหรี่ยิบหยีแบบคนสายตาสั้นที่พยายามหาโฟกัส จ้องไปที่หน้าผากด้านขวา

ริมฝีปากแดงระเรื่ออวบอิ่มที่เคลื่อนใกล้เข้ามานั้นทำเอาผมใจสั่นจนแทบหยุดหายใจ นวลแก้มผุดผาดสดใสกับไรผมอ่อนนุ่มเส้นบางๆ ที่ข้างหูนั่นอีก…

“เฮ้ยยย!” เธอร้องเสียเสียงดังจนผมตกใจแทบกระโจนหนีออกไปนอกเต็นท์

“อะ…อะไร” ผมพูดไม่มีเสียง

“ไปโดนอะไรมาน่ะ หกล้มเหรอ โอ๊ย ดูดิ หัวแตกเลือดไหลเลย อยู่นิ่งๆ ก่อนนะ เดี๋ยวเราหาของมาทำแผลให้”

ด้วยความงุนงง จับต้นชนปลายอะไรยังไม่ถูกสักอย่าง ผมนอนนิ่งๆ อย่างว่าง่าย มองดูเธอกุลีกุจอสวมแว่นสายตากรอบโลหะอันเล็กๆ บางสวย ค้นหาของจากกระเป๋าเป้ใบหนึ่ง พลางบ่น “พามาเดินป่าประสาอะไร ไม่รู้จักเตรียมข้าวของ”

เธอล้วงได้ผ้าพันคอสีขาวผืนบางเบา ลายดอกไม้สีม่วงอ่อนมาผืนหนึ่ง ก็เอามาวางข้างๆ ล้างแผลด้วยน้ำในกระติก ผมแสบแผลจนสะดุ้ง ใช้ผ้าสะอาดอีกผืนซับแผลแห้งดีแล้วก็หยิบผ้าพันคอผืนนั้นมาพันรอบศีรษะให้ กลิ่นหอมสะอาดเหมือนกลิ่นวานิลลาระเหยออกมาจากเนื้อตัวเธอและผ้าผืนนั้น

“เอางี้ไปก่อนนะ กันฝุ่นเข้า ไว้เรากลับออกไปแล้วถ้าไม่ดีขึ้นค่อยไปหาหมอ ว่าแต่ศราจะรีบลุกไปไหนแต่เช้าเนี่ย นี่เพิ่งหกโมงเองนี่นา ฟ้ายังไม่สว่างดีเลย”

ผมมองไปรอบๆ ตัว ค่อยๆ ทรงตัวลุกขึ้นโดยมีแขนบอบบางนุ่มนิ่มของเธอช่วยประคองตัวผมอย่างคล่องแคล่ว ร่างกายเราแนบสนิท ไม่มีอาการเคอะเขิน ราวกับว่าเราสองคนรู้จักสนิทสนมกันเป็นอย่างดี

แต่ ทำไมล่ะ…ผมกลับจำอะไรไม่ได้เลย ทำไม…ผมจำเธอไม่ได้

จำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าผมชื่ออะไร เป็นใคร มาจากไหน

อาการปวดหัวพุ่งขึ้นมาจนรู้สึกคลื่นเหียน ผมหลับตาลง ยกมือแตะขมับขวาตรงที่ยังปวดหนึบ รู้สึกพื้นโยกโคลงไปมาเหมือนอยู่บนผิวน้ำ

“ที่นี่ที่ไหน…แล้ว คุณเป็นใคร” ผมเอ่ยขึ้น ได้ยินเสียงตัวเองแหบแห้งเหมือนคนไม่สบายหนัก

เสียงหัวเราะสดใสของเธอทำให้ผมประหลาดใจ “ตลกละ พระเอกหนังเกาหลีเหรอ มีความจำเสื่อมด้วย”

แต่พอเห็นมองจ้องหน้าเธอด้วยสายตาจริงจัง เคร่งเครียด นิ่งอยู่นาน สีหน้าเธอก็เปลี่ยนไป ผมเห็นแววตระหนกระคนห่วงใยอยู่ในดวงตาสุกใสคู่นั้น

“เฮ้ย ไม่เอาดิ อย่าล้อเล่นนะศรา จริงหรือเปล่า จำเราไม่ได้จริงๆ เหรอ นี่นลเองนะ นลไง” เสียงเธอสั่นเครือด้วยความหวาดวิตก

 

เต็นท์หลังนี้ไม่ใหญ่มากนัก นอนได้สองคนสบายๆ ด้านหน้าประตูเต็นท์มีส่วนหลังคายื่นออกไปกันแดดและละอองฝนอีกชั้น ผมยังนั่งงงอยู่ที่เดิมอีกพักใหญ่ ในขณะที่หญิงสาวที่เรียกตัวเองว่านลพยายามอธิบายอย่างใจเย็นหลังสูดหายใจยาวๆ เรียกสติตัวเอง

เธอบอกว่าเราเป็นคนรักกัน แต่ไม่ได้อยู่ด้วยกัน ผมเป็นคนนัดหมายและพาเธอมาที่นี่ ที่นี่เป็นที่ที่เราเคยมาเที่ยวด้วยกันเมื่อหลายปีก่อนและรักกัน ก่อนที่จะเลิกกันไป แล้วก็กลับมาคบกันใหม่

“ถ้าลงรายละเอียดมันจะยาวมากนะ” เธอว่าเมื่อเห็นผมขมวดคิ้ว พิศวงสงสัย

ผมไม่รู้จะพูดอะไรดี เราทั้งคู่จึงพากันนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง “เอาน่ะ ไม่ต้องรีบหรอก เราว่าเดี๋ยวศราก็จำได้เองแหละ”

ในเวลาแห่งความสับสนอย่างนี้ หญิงสาวที่เพิ่งควานหาแว่นตามาใส่ได้สรุปเอาเองเบื้องต้น ว่าอาจจะเป็นเพราะที่ผมล้มหัวกระแทกเมื่อรุ่งสาง จึงอาจจะทำให้กระทบกระเทือนจนหลงลืมไปชั่วขณะ เธอว่าอาจจะเป็นอย่างในหนังรักน้ำเน่าที่เราเคยดูด้วยกัน เพราะงั้นถ้ามีอะไรกระตุ้นความทรงจำสักหน่อย ผมก็คงจะค่อยๆ หายเอง

“งั้น เริ่มด้วย ตอบผมว่า เราจะมาทำอะไรกันที่นี่ดีไหม” ผมลองเสนอความคิดเห็น ขณะที่เธอกำลังง่วนกับกระเป๋าเก็บอาหารและหยิบอาหารกระป๋องกับน้ำดื่มออกมาวางเรียงข้างหน้า

ดวงตาสีน้ำตาลกลมโตหลังกระจกแว่นตาตวัดช้อนขึ้นมองผม เชิดคางขึ้นนิดหน่อย ทำท่าเหมือนครูพี่เลี้ยงกำลังพูดกับเด็กอนุบาลซนๆ อย่างใจเย็น เธอส่ายหน้า

“ไม่ดี…เพราะเธอเป็นคนชวนเรามา เราเลยไม่รู้ว่าเราจะมาทำอะไรกันที่นี่แน่ อีกอย่างนะตอนนี้เราว่าเริ่มต้นด้วยการหาทางกลับไปที่สำนักงานอุทยานก่อนดีกว่า จะได้รีบพาศราไปหาหมอ แผลข้างนอกไม่ใหญ่มากก็จริง แต่ข้างในไม่รู้จะเป็นอะไรหรือเปล่า”

ผมมองฟันขาวที่เรียงสวยได้รูปของเธอเพลินจนแทบไม่ได้ฟังว่าเธอพูดอะไร ได้แต่อือๆ ออๆ ตามไปอย่างไม่รู้จะทำอะไรได้ มองเธอหันหลังออกนอกเต็นท์ ใช้มือสางเส้นผมสีน้ำตาลเข้มยาวนุ่มสลวย ขมวดใหม่จนเรียบตึง มุ่นมวยไว้ด้านบน ไรผมอ่อนสีน้ำตาลบนต้นคอด้านหลังดูน่าทะนุถนอม ลำคอระหงบอบบางราวกับตุ๊กตา

ไม่น่าเชื่อแฮะว่าผมจะมีแฟนน่ารักขนาดนี้ เหมือนธรรมดาแต่ก็ไม่ธรรมดา ดูดีแบบไม่จงใจ ผมรู้สึกได้รางๆ ว่าเธอพิเศษสำหรับผมมาก เธอทำให้ผมรู้สึกอุ่นใจอย่างบอกไม่ถูก แต่ก็ยังนึกอะไรมากกว่านั้นไม่ออก ยิ่งพยายามนึกให้ออกก็ยิ่งเหมือนเอาหน้าแนบกับผนัง แล้วพยายามจ้องให้ทะลุกำแพงตันๆ

ด้านนอกฝนยังโรยละอองละเอียดนุ่มขาวเกือบจะเป็นสายหมอก หญิงสาวอุ่นอาหารกระป๋องในหม้อสนาม และต้มน้ำด้วยกาเล็กๆ

“เหมือนในกระเป๋าจะมีกาแฟซองด้วย แต่เราว่าศราอย่าเพิ่งกินกาแฟเลยนะ กินน้ำอุ่นไปก่อน เห็นบ่นปวดหัว กินข้าวกันพอมีแรงแล้วก็รีบหาทางกลับเข้าเมืองกันดีกว่า”

ระหว่างนั้นผมมองไปทางกระเป๋าเป้สีน้ำตาลใบใหญ่ข้างตัว ลองเปิดกระเป๋าค้นดูว่ามีอะไรบ้าง หยิบออกมาทีละชิ้น มีเสื้อผ้าผู้ชายสามชุดเสื้อยืดแขนยาว กางเกงวอร์ม กางเกงยีนส์ขายาวเนื้อนุ่มน่าย บ่งบอกว่าผ่านการใช้งานอย่างสมบุกสมบันมายาวนาน ผ้าเช็ดตัว สบู่เหลว ตะเกียงพกพาขนาดเล็ก เข็มทิศ แผนที่ทางเดินป่าของเขตอุทยานแห่งชาติที่มีรอยปากกาสีแดงกากบาทสถานที่หนึ่งไว้ ปลากระป๋องรสต่างๆ ข้าวหุงสำเร็จแบบซอง บะหมี่ซองสามซอง ขนมปัง นมกล่อง น้ำ กาแฟซอง และ วิทยุวอล์กแมนขนาดเล็กเก่าคร่ำคร่าอีกเครื่อง

น่าแปลกตรงที่ไม่มีเครื่องใช้หรือเสื้อผ้าของผู้หญิงเลยสักชิ้น นอกจากผ้าพันคอหวานแหววผืนนี้ที่เธอเอามาพันแผลบนหัวผม

ผมขยับยกกระเป๋าเปล่าขึ้นมาวางบนตัก ลองค้นอย่างละเอียดอีกครั้งทุกซอกทุกมุม ทุกที่ที่มีซิป เพื่อจะหาอะไรสักอย่างที่พอจะระบุตัวตนผมได้บ้าง ซึ่งนั่นก็ยิ่งน่าแปลก เพราะไม่มีทั้งกระเป๋าสตางค์ บัตร เอกสาร หรืออะไรเลย มีแค่เศษเหรียญติดก้นกระเป๋าอยู่ไม่กี่สิบบาท

พอจะวางกระเป๋าลง แต่สายตาพลันเหลือบไปเห็นของสิ่งหนึ่งวางอยู่ที่พื้นข้างๆ สิ่งนั้นคล้ายเรืองแสงขึ้นมาวาบหนึ่งหากผมไม่ได้ตาฝาด

ผมเอื้อมมือไปใกล้สิ่งนั้น ลองแตะเบาๆ ผิวสัมผัสเหมือนกระดาษวาดเขียนเนียนละมุนมือ มันคือหนังสือเล่มหนึ่ง หยิบขึ้นมาน้ำหนักเบาหวิว ไม่หนามาก หน้าปกเป็นภาพวาดสีน้ำรูปถนนทางเดินอิฐมอญโบราณสีน้ำตาลแดง สองฝั่งหัวมุมถนนมีต้นศรีตรังที่กำลังออกดอกสีม่วงหวานบานสะพรั่ง ร่วงหล่นพราวพื้นดินและอิฐมอญราวผืนพรมนุ่มนวลละมุนตา ทางเดินอิฐนั้นทอดยาวผ่านสวนต้นไม้ประดับเขียวชอุ่มเข้าไปยังบ้านหลังเล็กๆ น่ารักหลังหนึ่ง

จู่ๆ ภาพนั้นกลายเป็นภาพเคลื่อนไหว เหมือนกล้องค่อยๆ ซูมเข้า เสียงหัวเราะของใครบางดังลอดออกมา ผมมองบานประตูหน้าต่างสีเขียวใบไม้ที่ชั้นสองของบ้านในภาพนั้น ชายผ้าม่านสีขาวที่สายลมพัดพลิ้วปลิวออกมาทำให้ในอกอุ่นร้อนวาบขึ้นมา คล้ายมีบางอย่างโลดแล่นมีชีวิตอยู่ภายในภาพนั้น ยังค่อยไม่แน่ใจว่าความรู้สึกนี้คืออะไรกันแน่

กวาดสายตาขึ้นมาที่ตำแหน่งชื่อหนังสือที่พิมพ์ด้วยฟอนต์เรียบๆ ไม่มีหัว

“ศรานล” ผมอ่านออกเสียงเบาๆ หืม…ชื่อนี่มันอะไรกัน

ไม่มีชื่อผู้เขียนหรือข้อความอื่นๆ อีกเลยทั้งปกหน้าและปกหลัง!

“โห ปกสวยจัง” เสียงนั้นดังข้างๆ หูจนผมเกือบโยนหนังสือในมือทิ้ง แม่คนนี้นี่จริงๆ เลย ช่างขยันทำผมตกใจ แวบไปแวบมาหยั่งกับผี ผมบ่นแต่ในใจ พอหันไปเห็นแก้มบางๆ แดงปลั่งด้วยเลือดฝาดแถมดวงตาเป็นประกายจ้องหนังสือก็ใจเต้นแรงขึ้นมาอีก กลิ่นผิวเนื้อของเธอหอมอ่อนเหมือนโลชั่นหรือแชมพูเด็กกลิ่นสะอาดสะอ้านล่องลอยฟุ้งรอบตัว ปอยผมปอยหนึ่งที่หลุดมาจากผ้ารัดผมเลื้อยอยู่ข้างลำคอระหงขาวผ่อง

“นิยายเหรอ ปกสีหวานมาก ภาพสีน้ำใช่ไหม นิยายรักแหงๆ ดูสิ มีต้นศรีตรังด้วยสวยใจละลายเลย ถ้าได้บ้านแบบในรูปนี้คงเหมือนได้ขึ้นสวรรค์เลยเนอะ” เธอพูดเสียงเพ้อๆ ยิ้มหวาน “ว่าแต่ นิยายเหรอ ศราเอานิยายมาอ่านด้วยเหรอ เฮ้ย ดูดิ ชื่อนิยายนั่น เหมือนชื่อเราสองคนเลย”

เรื่องนี้มันชักจะทะแม่งๆ เข้าไปทุกที เธอบอกว่าเธอชื่อนล เรียกผมว่าศรา แถมในเต็นท์นี่มีหนังสือชื่อ ‘ศรานล’ โดยที่ผมจำอะไรไม่ได้เลยสักอย่าง นี่ถ้าไม่ใช่กลางป่าลึกแบบนี้ ผมอาจจะนึกว่าเป็นรายการหลอกซ่อนกล้องแกล้งคน เหมือนที่เคยเห็นในทีวีเมื่อตอนเด็กๆ อืม…ตอนเด็กๆ ตอนนั้นผมอยู่ที่ไหน กับใครนะ…

เพียงแค่พยายามคิดก็เริ่มรู้สึกเหนื่อย วิงเวียน และปวดหัวขึ้นมาตื้อๆ ตาพร่าไปหมด อากาศรอบข้างหนาวเย็นขึ้นมา เยือกเข้าไปถึงกระดูก เพียงแค่จะทรงตัวนั่งให้ตรงก็ดูจะยากลำบากจนต้องยันมือข้างหนึ่งกับพื้นพยุงไว้

หญิงสาวหน้าใสรีบยื่นหน้าเข้ามาดู คว้ามือผมไปกุมไว้ แตะหลังมือเธออีกข้างลงตรงหน้าผาก แล้วเอ่ยขึ้น “ตัวเย็นเจี๊ยบเลย ปวดหัวเวียนหัวไหม เหมือนจะหน้ามืด สงสัยน้ำตาลต่ำ ปะ รีบไปกินข้าวกันเถอะ เดี๋ยวไม่สบาย”

ผมอมยิ้ม มองเธอทึ่งๆ “ละเอียดยิบเชียว นี่เธอเป็นหมอหรือพยาบาลเนี่ย”

สาวน้อยกลอกตามองบน ถอนหายใจเบาๆ ขณะที่ยกหม้อสนามเข้ามาให้ ไอน้ำจากข้าวสุกอุ่นร้อน โชยขึ้นเกาะแว่นตาเธอจนขึ้นฝ้าขาว

“เอาจริง? จำไม่ได้จริงๆ เหรอ ไม่ได้อำแน่นะ เราทำงานที่โรงพยาบาลใกล้ๆ หอพักเธอ ที่เราสองคนกลับมาเจอกันคบกันรอบนี้เนี่ย ก็เพราะมาเจอกันในโรงพยาบาลไม่ใช่รึไง ถูกไหม คุ้นๆ ยัง”

ผมเลิกคิ้ว ทึ่งอีกรอบ “โห นี่เรามีแฟนเป็นพยาบาลเหรอเนี่ย อย่างเจ๋ง เอ๊ะ หรือว่าเป็นหมอ ถึงว่าสิดูแลเราดีเชียว”

สาวน้อยในชุดเสื้อยืดแขนยาวสีฟ้า ตักปลาทูน่าผัดกะเพราจากกระป๋องราดลงบนข้าวสวยที่ไอน้ำยังขึ้นควันฉุย แล้วใช้ช้อนสังกะสีตักขึ้นมา ริมฝีปากอวบอิ่มเผยอขึ้นห่อน้อยๆ เป่าลมหายใจออกมาเบาๆ ต่อเนื่องสองสามครั้ง แล้วยื่นมาจ่อตรงปากผม

“เทคนิคการสัตวแพทย์ ตรวจเลือดตรวจแล็บประจำห้องแล็บน่ะ เอาให้ถูกตามตำแหน่งคือผู้ช่วยสัตวแพทย์ เราทำงานประจำอยู่ที่โรงพยาบาลสัตว์หน้าปากซอยหอพักเธอไง”

อ่อ…หมอรักษา ‘สัตว์’ นี่เอง ผมคิดพลางลูบมือคลำแผลที่หัวตัวเอง

 



Don`t copy text!