วาสนาชะตาใจ บทที่ 3 : เข้าจวนแม่ทัพ

วาสนาชะตาใจ บทที่ 3 : เข้าจวนแม่ทัพ

โดย : ชื่อถง

วาสนาชะตาใจ นวนิยายรักจีนโบราณจากปลายปากกา ชื่อถง เมื่อแม่ทัพชั่วร้ายทั่วป๋าจินคือ คางคกเผือก ที่โม่เฉียนจงชัง แต่แล้ววาสนาก็พาให้นางต้องก้าวเดินสู่อุ้งมือของคางคกตัวร้าย นางจะรับมือกับศึกภายนอกและความรู้สึกในใจตนได้อย่างไร มาเอาใจกันได้ที่ anowl.co เว็บไซต์ที่มีนวนิยายสนุกๆ ให้คุณได้อ่านออนไลน์

**************************

– 3 –

โม่เฉียนพยายามข่มความตระหนกและตั้งสติเพื่อรับมือกับสถานการณ์ตรงหน้า หญิงสาวรู้ตัวดีว่าแม้จะพอมีฝีมือต่อยตีอยู่บ้างแต่มิอาจเทียบฝีมือกับแม่ทัพใหญ่ได้ ยิ่งตอนนี้ทั่วป๋าจินไม่ได้อยู่ตามลำพัง ด้านหลังของเขายังมีผู้ติดตามอยู่อีกจำนวนหนึ่ง ไม่มีทางที่นางจะเอาชนะคนทั้งกลุ่มนี้ได้อย่างแน่นอน

แต่ถึงกระนั้นโม่เฉียนก็ยังไม่แสดงอาการใดๆ ให้เห็น ตอนแรกยังคิดจะแสดงละครบทหญิงชาวบ้านหน้าตาปุปะที่หลงทางเข้ามา ทว่าพอเห็นดวงตาที่เป็นประกายเจิดจ้ารู้ทันของทั่วป๋าจิน นางก็รู้ว่าไม่มีประโยชน์ที่จะโกหก ฝ่ายตรงข้ามรู้ถึงตัวตนของนางแล้ว ดังนั้นหญิงสาวจึงเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย ตอบเขาไปว่า

“ไม่ต้องพูดให้มากความ ทั่วป๋าจิน ท่านคืนคนมาให้ข้า”

“คน คนอะไรที่ไหนกัน” แม่ทัพใหญ่มีท่าทางงุนงง

“ท่านอย่ามาทำหน้าซื่อ คืนอาเหมยมาให้ข้า” แม้ในใจจะเต็มไปด้วยความวิตกและหวั่นเกรง แต่โม่เฉียนยังแสดงท่าทีไม่หวาดหวั่น ทวงถามได้เสียงไม่มีสั่นไหวแม้แต่น้อย

“อาเหมยหรือ” ทั่วป๋าจินทำเสียงไตร่ตรอง ดวงตาเหยี่ยวเป็นประกายสำราญใจยิ่ง “ในจวนข้ามีสาวงามนามเหมยอยู่หลายนาง มีทั้งเซียงเหมยนางรำ แม่ครัวแซ่ลู่นั่นก็ชื่อเหมย ยังสาวใช้อีกสองนาง เจ้าต้องการอาเหมยคนไหนล่ะ”

โม่เฉียนตัวสั่นด้วยความขัดเคืองใจ โกรธที่แม่ทัพฝ่ายตรงข้ามแหย่เย้าราวกับว่านางโง่เขลาเสียเต็มประดา หากทำอะไรไม่ได้ต้องกัดฟันตอบ

“อาเหมยแม่ม่ายตระกูลหลง”

“แม่ม่ายของนายกองหลงอินฉี” ทั่วป๋าจินทำหน้าสงสัย “ถ้าข้าจำไม่ผิดนางเป็นคนเป่ยเว่ย ชาวหลานโจว ไม่รู้ว่านางเป็นคนของน้องสาวรองแม่ทัพเมืองอู่เฉิงตั้งแต่เมื่อใดกัน”

“คงตั้งแต่นางถูกขับให้เร่ร่อนขอทานจนเกือบอดตายและฮูหยินของท่านแม่ทัพเสิ่นพานางไปดูแลอย่างดีในจวนกระมัง” โม่เฉียนตอบอย่างเย้ยหยัน

ดวงตาเหยี่ยวคมกริบของทั่วป๋าจินเปล่งประกายวูบด้วยความไม่พอใจก่อนเลือนหายไปอย่างรวดเร็ว เขาเหยียดยิ้มยังมีสีหน้าเคลือบแคลงเมื่อเปรย

“ถ้าดูแลนางอย่างดี ไฉนเจ้าถึงต้องวิ่งมาถึงหลานโจวเพื่อตามตัวนางเล่า”

“นางหายตัวไปจากจวนยามที่คนของหลานโจวเดินทางกลับพอดี อาเหมยต้องติดมากับขบวนเกวียนเสบียงแน่นอน ท่านแม่ทัพทั่วป๋า โปรดเห็นแก่ความสัมพันธ์อันดีระหว่างสองจวนแม่ทัพ คืนอาเหมยมาให้ข้าด้วยเถอะ”

ทั่วป๋าจินมองหญิงสาวตรงหน้าด้วยความชื่นชมแกมขบขัน นางกลัว…เรื่องนี้ย่อมปิดเขาที่คุมคนนับหมื่นนับสิบหมื่นไม่ได้ แต่เจ้าแมงป่องตัวน้อยยังวางท่าเหนือกว่า กล้าถามหาคนแถมยังยก ‘ความสัมพันธ์อันดี’ จอมปลอมระหว่างสองเมืองขึ้นมาข่มขู่

หางน้อยๆ ของเจ้าขู่ข้าไม่ได้หรอกแม่ตัวดี พิษแมงป่องมีหรือจะสู้พิษคางคกได้!

“เสียดายข้ามิอาจคืนคนให้เจ้าได้” เขายิ้มเมื่อเห็นนางถลึงตาใส่อย่างเกลียดชัง “อาเหมยของเจ้าไม่ได้ติดมากับขบวนเกวียน นางคงยังอยู่ในอู่เฉิงและอยู่ในจวนแม่ทัพใหญ่นั่นแหละ”

“นางอยู่ที่นี่ ข้าเห็นร่องรอยของนางในเกวียนที่เก็บไว้ในคลังเสบียง…” โม่เฉียนหลุดปากไปแล้วในใจจึงร้อง แย่ละ…การบุกรุกจวนแม่ทัพยามวิกาลถือเป็นความผิดร้ายแรงพออยู่แล้ว แต่การลอบเข้าไปในเสบียงยามที่กองทัพและบ้านเมืองอยู่ในช่วงอัตคัดถือเป็นความผิดที่รุนแรงกว่า

โชคดีที่ทั่วป๋าจินเหมือนไม่คิดเล็กคิดน้อย เขาเพียงทวนว่าคลังเสบียงงั้นหรือ…ก่อนทำมือให้สัญญาณ ทหารรายหนึ่งก็ก้าวออกมารายงานว่า

“ท่านแม่ทัพ ข้าน้อยตรวจดูเกวียนเสบียงทุกเล่มที่มาจากอู่เฉิง นอกจากข้าวสารอาหารแห้งและสมุนไพรเล็กน้อย ไม่มีผู้ใดหรือสิ่งใดแฝงมาแน่นอนขอรับ”

“แต่มีโอ่งใหญ่ใบหนึ่งคว่ำอยู่”

“อ้อ นั่นเป็นโอ่งใส่สมุนไพรสำหรับต้มรักษาอาการไข้จากต้องลมเย็น ฮูหยินแม่ทัพเสิ่นมีน้ำใจมอบให้มารักษาเด็กๆ ที่เป็นไข้ นายกองผู้ดูแลกองเกวียนให้ท่านหมอหลูมาช่วยจ่ายแจกยาก่อนนำเกวียนเข้าคลัง แต่ในบรรดามารดาที่มารับยามีสองสามรายกระทบกระทั่งวิวาทกันจนโอ่งคว่ำเสื้อผ้าฉีกขาดเลยทีเดียว”

“นี่…นี่เป็นเรื่องจริงหรือ” โม่เฉียนถาม มือกำหมัดแน่นเพื่อระงับความว้าวุ่นใจ

นายทหารรายนั้นมองนางอย่างไม่ชอบใจที่ถูกกล่าวหาว่าโป้ปดมดเท็จ

ทั่วป๋าจินเองก็ยิ้มพราย เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงใคร่ครวญอย่างจริงจังว่า

“หลานโจวประสบเภทภัยหนาว อย่าว่าแต่ยารักษาโรคเลย แม้แต่ข้าวปลาอาหารยังต้องแย่งชิงกัน แล้วข้าจะนำหญิงฟั่นเฟือนมาเพิ่มภาระปากท้องชาวเมืองหลานโจวทำไมกัน”

“แต่…” โม่เฉียนอยากจะเถียงว่าอาเหมยนั้นเป็นหญิงงาม หากยังไม่ทันเอ่ยปากก็คิดได้ว่า จวนแม่ทัพใหญ่แห่งหลานโจวย่อมไม่ขาดแคลนหญิงงาม ในปีนั้นที่ทั่วป๋าจินเดินทางไปอู่เฉิง บรรดานางรำที่เขาพาไปเพื่อแผนร้ายนั้นล้วนแต่หน้าตาหมดจดงดงาม แม้จะไม่งามกว่าอาเหมยแต่ก็ไม่ด้อยกว่าแน่นอน

ดังนั้นคำเอ่ยของนางจึงเป็น

“ท่านส่งเสื้อผ้าเป่ยเว่ยให้อาเหมย ไม่ใช่ต้องการหลอกล่อให้นางกลับมาที่นี่หรือ”

“ข้าส่งเสื้อผ้าให้นางและเสิ่นฮูหยินเพื่อเป็นการขอบคุณน้ำใจที่ฮูหยินส่งยามาช่วยเด็กๆ ที่ป่วยไข้ในหลานโจว หาได้มีเจตนาอื่นไม่”

“ดี ดียิ่ง” โม่เฉียนพยักหน้ารับอย่างฝืนทนเล็กน้อยก่อนเสริมต่อราวไม่มีอะไรเกิดขึ้นว่า “ถ้าอาเหมยไม่ได้อยู่ที่นี่ ข้าก็ขออำลา”

นางตั้งท่าจะเดินจากไปดื้อๆ แบบนั้น

ทั่วป๋าจินอยากหัวเราะเสียงดังกับความหน้าหนาของนาง ใจคอจะเอ่ยขออภัยสักคำก็ไม่มี แล้วคิดว่าเขาจะปล่อยนางไปง่ายๆ งั้นหรือ แมงป่องน้อยเอ๋ย เจ้าหลงตกมาอยู่ในกำมือข้าแล้ว อย่าได้คิดหวังว่าจะหลุดรอดไปได้!

แม่ทัพใหญ่แห่งหลานโจวปล่อยให้นางลิงโลดใจนึกว่าหนีพ้น ปล่อยให้หญิงสาวก้าวเดินอย่างเร่งร้อน หนึ่งก้าว สองก้าว สามก้าวก่อนตวาดเสียงเข้ม

“ช้าก่อน”

โม่เฉียนแทบจะแค่นเสียงออกมาด้วยความขัดเคืองใจ อยากจะเร่งเท้าหนีแต่คนของเจ้าคางคกเผือกขยับโอบล้อมนางไว้ชนิดที่ว่าถ้าไม่ติดปีกบินคงหนีไม่พ้นแน่นอน

“เจ้าคิดว่าจวนแม่ทัพคือโรงเตี๊ยมสำราญใจ ที่นึกจะมาก็มานึกจะไปก็ไปเช่นนั้นหรือ”

หญิงสาวแปลกใจไม่น้อย ทั่วป๋าจินรู้ได้อย่างไรว่านางพักอยู่ที่โรงเตี๊ยมสำราญใจ หรือว่าจะเป็นเรื่องบังเอิญ แต่ช่างเถิดยามนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการเอาตัวรอดไปจากที่นี่ มิใช่มัวแต่กังวลเรื่องหยุมหยิมเล็กน้อย ยามนี้สิ่งแรกที่ต้องทำคือหาทางเอาตัวรอดก่อน ดังนั้นนางจึงยิ้มแย้มเอ่ยชัดถ้อยชัดคำว่า

“นี่เป็นเรื่องเข้าใจผิด ท่านแม่ทัพทั่วป๋าใจคอกว้างขวาง คงไม่ใส่ใจมดปลวกอย่างข้ากระมัง”

ทั่วป๋าจินอยากหัวเราะดังๆ เขาคิดว่าตนหน้าด้านหน้าทนไม่น้อย แต่เจ้าแมงป่องน้อยเหมือนจะมีฝีมือไม่ยิ่งหย่อนจากเขาเท่าไร สามารถกลับความผิดตนเองกลายเป็นเขาใจคอคับแคบไม่ให้อภัยนางไปเสียได้

“แม่นางโม่ เจ้าคงไม่เคยได้ยินกระมังว่าเขื่อนพันลี้สามารถทลายลงเพราะรังมดรังเดียว ในฐานะผู้ดูแลที่นี่ ข้ามิอาจปล่อยให้ชาวหลานโจวต้องเดือดร้อนเพราะมดปลวกตัวเดียว”

“ข้าแค่เข้ามาหาคน เกี่ยวอะไรกับความเดือดร้อนของชาวเมืองด้วย” โม่เฉียนร้องอย่างหงุดหงิดก่อนชะงัก เรื่องลักลอบเข้าจวนแม่ทัพถือเป็นเรื่องเล็กน้อยเมื่อเทียบกับสิ่งที่นางบังเอิญได้ยิน

หญิงสาวลังเล ถ้าต้องการเอาตัวรอดจริงๆ นางควรทำเหมือนไม่รู้ความนัยที่ทั่วป๋าจินเอ่ย นางควรจะทำหน้าซื่อแสร้งว่าตนเพิ่งแอบเข้ามาไม่ได้ยินหรือรับรู้สิ่งใดทั้งสิ้น น่าเสียดายที่โม่เฉียนทำไม่ได้ นางเติบโตมาในค่ายทหาร ซื่อตรงและแข็งทื่อเหมือนลำไผ่ ไร้จริตหรือเล่ห์เหลี่ยมของหญิงสาวทั่วไป ดังนั้นนางจึงเอ่ยเพียงว่า

“ข้าโม่เฉียนให้คำสาบาน สิ่งใดที่ได้ยินได้รับรู้ในวันนี้จะไม่มีวันแพร่งพรายจากปากข้าอย่างแน่นอน ขอให้ท่านแม่ทัพทั่วป๋าวางใจได้”

ดวงตาเหยี่ยวของทั่วป๋าจินเป็นประกายวาบขึ้นด้วยความพึงพอใจ หญิงงามหาได้ดาษดื่น แต่สตรีที่ซื่อตรงยากนักจะพานพบ เสียดายเขาไม่อาจตามใจนางได้

“ข้าเชื่อคำพูดเจ้า” แม่ทัพหนุ่มรอจนโม่เฉียนทำท่าโล่งอกแล้วจึงเอ่ยต่อว่า “แต่ถึงจะเชื่อข้าก็ไม่อาจปล่อยเจ้าไปได้ ทหารพาแม่นางโม่ไปพักที่เรือนเหมยเหมันต์ ดูแลนางให้ดีไม่มีคำสั่งห้ามนางก้าวเท้าออกจากเรือนแม้แต่ก้าวเดียว!”

แม้พรางใบหน้าด้วยแป้งหนา แต่ความบูดบึ้งไม่ยินยอมพร้อมใจของโม่เฉียนเหมือนทะลุออกมาให้เห็นอย่างเด่นชัด ทั่วป๋าจินนึกว่านางจะกระทืบเท้าด้วยความโมโหเสียด้วยซ้ำ ทว่าในที่สุดหญิงสาวเหมือนข่มอารมณ์ได้ นางเพียงถลึงตามองเขาอย่างอาฆาตก่อนจะถูกคุมตัวไป

โม่เฉียนนึกว่าทั่วป๋าจินเลวทรามผู้นั้นต้องโยนนางเข้าคุกที่หนาวเย็นมีอุปกรณ์ลงทัณฑ์รอท่าพร้อมสรรพอยู่เป็นแน่ ทว่าทหารยามกลับพานางมาส่งที่เรือนขนาดย่อมในสวนเหมย ตัวเรือนงดงามพรั่งพร้อมเครื่องเรือนแข็งแรงแต่เรียบง่าย เตียงเป็นเตียงเตาขนาดใหญ่ บนโต๊ะและมุมห้องมีรูปปั้นนางรำ

หลายท่วงท่าชูไข่มุกราตรีขึ้นสูงแทนโคมวางอยู่ทำให้ทั้งเรือนสว่างเรืองๆ

หญิงสาวยังไม่ทันหายมึนงง ประตูเรือนก็เปิดออกอีกครั้ง สาวใช้หน้าตางดงามสี่นางก้าวเข้ามาอย่างกระตือรือร้น พอเห็นหน้าตาหยาบกร้านดำคล้ำของ ‘เชลย’ ต่างมีสีหน้าแปลกใจเล็กน้อย ทว่าทุกนางล้วนได้รับการฝึกมาอย่างดีจึงไม่เอ่ยอะไรแม้เพียงครึ่งคำ สาวใช้ทั้งสี่ยอบกายลงคารวะได้อย่างนุ่มนวลทั้งที่ทุกนางถือข้าวของกันเต็มมือ

“แม่นางโม่ ข้าน้อยจูจี้หวา พวกนางคือตงสิง ถูชิ่วชิ่วและชิวหลี ท่านแม่ทัพให้พวกเรามาดูแลรับใช้ท่าน” สาวใช้ในชุดสีเขียวที่ดูมีอายุกว่ารายอื่นๆ เอ่ยขึ้น ในมือของนางนอกจากชาร้อนชุดหนึ่งแล้วยังมีเทียนเล่มหนึ่งที่ทำให้ห้องซึ่งมีแต่แสงเรืองๆ ของไข่มุกราตรีสว่างขึ้นมาก

จากนั้นอ่างน้ำร้อนก็ถูกวางลง ตามด้วยเสื้อผ้าแบบเป่ยเว่ยหลายตัวทั้งเสื้อตัวในที่ใช้สวมนอน กระโปรงชุดที่คล้ายกับชุดเป่ยเว่ยของอาเหมยแต่สีสันเรียบง่ายกว่า เน้นการตัดแซมขนสัตว์ที่ทำให้อบอุ่นมากกว่า สาวใช้ที่ดูอายุน้อยที่สุดพับชุดที่ยังไม่ได้ใช้เก็บไว้ รายที่ถือถังถ่านเข้ามาง่วนจุดไฟในเตาที่ให้ความอบอุ่น ระหว่างนั้นสาวใช้นางหนึ่งดึงโม่เฉียนที่ยังจับต้นชนปลายไม่ถูกให้นั่งลง อีกนางเตรียมผ้าชุบน้ำเตรียมเช็ดหน้าให้ พอผ้าอุ่นๆ ยื่นมาตรงหน้าหญิงสาวจึงได้สติ ถามเสียงดังว่า

“เดี๋ยว พวกเจ้ากำลังจะทำอะไร”

“พวกเราจะช่วยท่านล้างหน้าเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนเข้านอนไงเจ้าคะ” สาวใช้ที่เหมือนเป็นพี่ใหญ่ในกลุ่มตอบ

“ช่วยข้า นี่…พวกเจ้าเข้าเรือนผิดหรือเปล่า…” นางถูกทั่วป๋าจินจับตัวไว้ การบุกรุกจวนแม่ทัพยามวิกาลความผิดเทียบเท่าเข้ามาจารกรรม ไม่ว่าจะเป็นฉีหรือเป่ยเว่ยโทษนั้นถือว่าหนักหนาไม่น้อย แต่สาวๆ เหล่านี้กลับทำราวกับว่านางเป็นแขกพิเศษที่ได้รับเชิญมา

สาวใช้ทั้งสี่หัวเราะกันคิกคัก เอ่ยว่า

“แม่นางคือแม่นางโม่ไม่ใช่หรือเจ้าคะ แถมยามนี้ในจวนมีเพียงท่านเป็นแขกผู้เดียว จะผิดฝาผิดตัวได้อย่างไร มาเจ้าค่ะข้าจะช่วยแม่นางล้างหน้า” จูจี้หวาว่าพลางลงมือคล่องแคล่ว

โม่เฉียนยังไม่ทันตั้งตัวผ้าอุ่นจัดก็โปะลงบนใบหน้า สาวใช้ที่เห็นตัวผอมบางแบบนั้นแต่แรงดีไม่น้อย เช็ดๆ ถูๆ อย่างว่องไว ครู่เดียวแป้งสีที่ทาไว้ทั่วหน้าก็หลุดออกเผยให้เห็นใบหน้าจริงที่แม้จะไม่งามล่มเมืองแต่ก็นับว่าหมดจดงดงาม คิ้วนางคมเรียวรับกับดวงตารูปเมล็ดซิ่ง จมูกเล็ก ริมฝีปากอิ่มแดงเรื่อ บรรดาสาวใช้สบตากันก่อนถอนใจอย่างโล่งอก

จากนั้นมือบอบบางแต่ยุ่มย่ามสี่คู่ก็เริ่มเข้าพันตูกับเสื้อผ้าของโม่เฉียน ทว่าหญิงสาวตั้งสติได้แล้ว

นางหลบเลี่ยงมือไม้ของสาวๆ ราวกับหลบงูพิษ ก่อนต้อนคนทั้งหมดออกจากเรือนแล้วปิดประตูตามหลังปังใหญ่ ทำเอาบรรดาสาวใช้ทั้งสี่โอดครวญอย่างน้อยอกน้อยใจ

ทว่าโม่เฉียนไม่สนใจ นางแค่ดันพวกสาวใช้เอะอะเหล่านั้นออกไปโดยไม่ใช้กำลังทุบตีหรือยึดพวกนางสักคนไว้เป็นตัวประกันก็ดีเท่าไรแล้ว

จริงด้วย ทำไมนางไม่จับหนึ่งในแม่สาวเหล่านั้นเป็นตัวประกันเล่า กระบี่อ่อนก็ยังซ่อนไว้ที่สายรัดเอว ทั่วป๋าจินไม่รู้ว่าประมาทหรือมั่นใจว่านางอยู่ในกำมือเขาแน่จึงไม่ได้ตรวจหาอาวุธใดๆ ทั้งสิ้น ดังนั้นทั้งเงิน กระบี่และยาหลายขวดรวมถึงหมื่นพิษสลายยังอยู่ในตัวนางครบครัน การบุกออกไปแล้วจับสตรีอ่อนแอนางหนึ่งเป็นตัวประกันไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไร

ไม่ ไม่ดี…ถึงจะไม่ยากแต่ไม่ดี หญิงสาวส่ายหน้าให้กับความคิดนี้ทันที เรื่องที่นางได้ยินมาสำคัญยิ่ง เทียบแล้วชีวิตของสาวใช้นางหนึ่งหรือรวมทั้งชีวิตของนางด้วยแทบจะไม่สลักสำคัญอะไรเลย และแม้จะเติบโตในกองทัพและใช้ชีวิตอยู่ในเมืองชายแดนเป็นส่วนใหญ่ แต่โม่เฉียนก็ไม่เหี้ยมโหดพอที่จะเอาชีวิตผู้บริสุทธิ์มาเป็นทางออกของตน

ดังนั้นหญิงสาวจึงนั่งรออย่างสงบในห้องพัก เวลาผ่านไปเนิ่นนานจนด้านนอกเงียบสงัด นางรออีกครู่ใหญ่ก่อนลุกเดินอย่างแผ่วเบาไปยังหน้าต่าง เพียงแค่แง้มออกมอง นอกจากลมหนาวที่แทรกผ่านเข้ามาแล้ว ดวงตาสองคู่ของทหารยามก็จ้องไล่หลังลมหนาวมาอย่างดุดัน โม่เฉียนปิดหน้าต่างอย่างกระแทกกระทั้นก่อนกลับเข้าไปนั่งในห้อง

เทียนที่สาวใช้นำมาเผาไหม้จนหมดแท่งแล้ว เตาไฟก็ให้ความอบอุ่นในห้องก็มอดดับลงเช่นกัน ในห้องมีเพียงความหนาวเย็นและแสงเรื่อเรืองของไข่มุกราตรี โม่เฉียนทนนั่งอยู่ที่โต๊ะไม่ไหวต้องลุกไปนั่งบนเตียงเตา นางตั้งใจว่าจะรอจนยามอิ๋น*ที่คนส่วนใหญ่อยู่ในช่วงหลับลึก นางจะลองแอบหลบออกจากจวนแม่ทัพหลานโจวอีกครั้ง แต่เตียงเตาอุ่นสบายเหลือเกิน ผ้านวมที่นางใช้ห่มตัวก็มีกลิ่นหอมอ่อนๆ ที่ชวนให้ผ่อนคลายยิ่งนัก

ภายนอกเรือนเหมยเหมันต์หิมะโปรยปราย ทหารที่ถูกคัดมาอย่างดียืนยามเฝ้าอย่างมุ่งมั่น ส่วนนักโทษที่ต้องการหลบหนีกลับซุกตัวในผ้าห่มหลับไปอย่างง่ายดายราวกับลืมเสียสนิทว่ากำลังอยู่ในดินแดน

ศัตรู!

เช้าตรู่โม่เฉียนถูกปลุกโดยบรรดาสาวใช้ชุดเดิม พวกนางมีสีหน้าไม่พอใจที่หญิงสาวหลับไปทั้งชุดดำตัวเดิมที่ไม่น่าจะสบายตัวเอาเสียเลย จึงรีบกุลีกุจอเรียก

“แม่นางโม่ ยามเหม่า**แล้ว ตื่นเถอะเจ้าค่ะ”

โม่เฉียนนั้นเพิ่งนอนได้ไม่กี่ชั่วยาม แถมนิสัยเดิมยังติดขี้เซา นางไม่ใช่พวกที่ลืมตาตื่นยามเช้าด้วยดวงตาที่แจ่มใสและสมองสั่งการดีเยี่ยม โม่เฟิ่งเสียงจึงไม่เคยพาน้องสาวเข้าสู่สนามรบจริงๆ เขาจะให้นางรั้งรออยู่ในตัวเมือง รองแม่ทัพหนุ่มเคยเอ่ยว่า

‘เจ้าออกรบไม่ได้หรอก ถ้าข้าศึกบุกมาตอนดึกหรือช่วงสาง กว่าเจ้าจะตั้งสติได้หัวก็คงหลุดจากบ่าไปเรียบร้อยแล้ว’

โม่เฉียนฟังแล้วเจ็บใจ นางพยายามหาวิธีแก้ไขจุดอ่อนนี้ แต่ไม่เคยทำสำเร็จ ทุกเช้านางต้องใช้เวลาเล็กน้อยกว่าจะตื่นเต็มตาเหมือนผู้อื่น

คราวนี้ก็เช่นกัน เมื่อถูกปลุกหญิงสาวก็ลุกนั่งทั้งที่สองตายังหลับอยู่

“ล้างหน้าแล้วเปลี่ยนเสื้อผ้าเถอะเจ้าค่ะ เดี๋ยวท่านแม่ทัพจะมากินอาหารเช้ากับท่าน”

โม่เฉียนจับคำได้แว่วๆ สติที่ยังไม่เข้ารูปเข้าร่างดีทำให้มึนงงถามไปว่า

“ท่านแม่ทัพไหนกัน”

จูจี้หวายังไม่ทันตอบ เสียงแหลมใสก็แทรกขึ้นมาอย่างถากถางว่า

“ดูเหมือนแม่นางโม่คงจะเข้าหาท่านแม่ทัพหลายเมืองสินะ เช้าขึ้นมาถึงกับจำไม่ถูกเอาทีเดียวว่ากำลังนอนอยู่ในจวนแม่ทัพท่านใด!”

 

——————————————–
*ยามอิ๋น คือช่วงเวลาระหว่าง 03.00 น. – 04.59 น.

**ยามเหม่า คือช่วงเวลาระหว่าง 05.00 น. – 06.59 น.



Don`t copy text!