เวียงวนาลัย บทที่ ๑๒ ชีวิตบทใหม่ “สงกรานต์เชียงใหม่”

เวียงวนาลัย บทที่ ๑๒ ชีวิตบทใหม่ “สงกรานต์เชียงใหม่”

โดย : เนียรปาตี

Loading

เวียงวนาลัย เรื่องราวของวิลเลียม หนุ่มอังกฤษที่เดินทางมาทำงานในบริษัทสัมปทานป่าไม้ในภาคเหนือของสยาม เขาไม่เคยนึกฝันมาก่อนว่าต้องเผชิญกับอะไรมากมายในดินแดนที่ไม่คุ้นเคย ทั้งมิตรแท้ สงครามและความรัก มาเอาใจช่วยหนุ่มอังกฤษคนนี้กับชีวิตอันแสนจะโลดโผนในเวียงวนาลัย นวนิยายออนไลน์ โดย เนียรปาตี ที่อ่านเอาภูมิใจนำเสนอ

บ้านที่เชียงใหม่ใช้เวลาก่อสร้างเกือบปีโดยมีสล่าชาวพม่าเป็นทั้งสถาปนิกและผู้รับเหมาก่อสร้าง อาคารโคโลเนียลหลังคาทรงปั้นหยาก่ออิฐถือปูน 2 ชั้น บนเนื้อที่ 100 ไร่ ใหญ่โตโอ่อ่าจนมุ่ยต้องถามสามีว่า

“ไม่ใหญ่เกินไปหรือนายห้าง”

โดยนัยแห่งคำถามนั้น นอกจากขนาดที่ใหญ่โตเป็นตึกอย่างบ้านคหบดีและโรงพยาบาลของมิชชันนารีแล้ว คนท้องถิ่นไม่มีแบบแผนสร้างบ้านแบบก่ออิฐถือปูน คงสร้างบ้านเรือนอยู่ด้วยไม้รวกและเศษไม้สักทั้งนั้น ส่วนอาคารที่ก่ออิฐฉาบปูนส่วนใหญ่จะเป็นศาสนสถาน เจดีย์ ป้อมค่าย กำแพงเมือง วัดวาอาราม หรือคุ้มเจ้านาย

ส่วนชาวบ้านนั้นจะปลูก ‘เรือนไม้บั่ว’ ทำนองเรือนเครื่องผูกใต้ถุนสูง ใช้ไม้รวกหรือไม้ไผ่ที่หาได้ง่ายเป็นองค์ประกอบหลัก ยึดไว้ด้วยตอกและหวาย อาจมีไม้จริงปนอยู่บ้าง เช่น เสา คาน เพื่อความมั่นคงแข็งแรง หลังคามุงด้วยตับหญ้าคาหรือใบตองตึง บ้านที่มีฐานะมากจึงจะปลูกเรือนเครื่องสับหรือเรือนไม้จริง สร้างด้วยไม้จริงหรือไม้เนื้อแข็งทั้งหลังอย่างเช่นเรือนกาแลที่เป็นคุ้มของเจ้านาย

มุ่ยไม่อยากทำตัวเทียมเจ้าเทียมนายแม้ว่านายห้างสามีมีเงินมากพอสร้างบ้านให้โอ่อ่าได้

“บ้านอย่างนี้มั่นคง แข็งแรง ไม่ต้องซ่อมบ่อย เข้ามาดูข้างในสิ” วิลเลียมแตะเอวภรรยาพาเข้าไปในตึก ชี้อวดเตาผิงอย่างภูมิใจ “ที่นี่อากาศเย็น ฤดูหนาวก็หนาวมากอยู่ ฉันเลยให้ก่อเตาผิงไว้ด้วย เหมือนบ้านในยุโรป”

“มันบ่ใหญ่เกินไปกา นายห้าง เฮารู้ว่านายห้างมีเงินแป๋งบ้านหลังใหญ่ แต่หลังนี้เฮาว่าเกินไป”

เรื่องทุนในการสร้างบ้านนั้นมุ่ยรู้ว่าสามีไม่เดือดร้อน เพราะลำพังเงินเก็บที่นายห้างวิลเลียมมีก็ไม่น้อย ไม้ต่างๆ ที่นำมาประกอบเป็นบ้านหลังนี้ ทั้งบานประตู หน้าต่าง ช่องลม ราวบันไดและหัวบันได ก็แทบไม่ต้องเสียเงินซื้อ เพราะเป็นไม้ที่หลุดจากบัญชีส่งไม้ของบริษัท ปีหนึ่งๆ มีมากพอจะสร้างบ้านไม้สักหลังงามๆ ได้หลายหลัง แต่นายห้างยังได้เงินเพิ่มโดยไม่คาดฝันมาก่อน นั่นก็คือมรดกที่ลุงของเขามอบให้

หลังจากงานศพหนานทิพย์ บิดาของมุ่ยและพระเมืองไม่นาน นายห้างวิลเลียมก็ได้รับข่าวจากอังกฤษว่านายพลไรอันลุงของเขาเสียชีวิตแล้ว การแบ่งมรดกตามพินัยกรรมก็เรียบร้อยแล้ว กว่าผู้เดินสารจะนำข่าวมาถึงตัวเขา วิลเลียมก็ไม่เหลือทางเลือกอื่นใดนอกจากรับมรดกนั้นไว้

วิลเลียมอยากจะปฏิเสธด้วยทิฐิ แต่ผู้ส่งข่าวแนะนำให้รับไว้ ถึงอย่างไรก็เป็นสิทธิ์โดยชอบธรรมของเขา ใครจะรู้ได้ว่าสงครามที่เคยเกิดและเลิกไปแล้วจะอุบัติขึ้นอีกเมื่อไหร่ ถึงตอนนั้นเงินจำนวนนี้ก็จะช่วยได้มาก หรือหากไม่เกิดสงคราม ลูกๆ ของวิลเลียมตั้งหลายคนก็มีค่าใช้จ่ายอีกมากมายรออยู่จนกว่าพวกเขาจะเติบโตจนหาเลี้ยงตัวเองได้

และเรื่องที่ผู้ส่งข่าวเล่าเพื่อโน้มน้าวให้วิลเลียมรับมรดกก็คือการพิพาทระหว่างพี่ชายทั้งสองของเขาซึ่งเป็นบาทหลวงทั้งคู่ แต่ไหนแต่ไรมาก็รักกันเหนียวแน่น แต่พอถึงเรื่องแบ่งมรดกกันแล้วแทบจะไม่ยอมเสียเปรียบกันแม้แต่เพนนีเดียว

วิลเลียมแบ่งเงินบางส่วนมาสร้างบ้านและกว้านซื้อที่ผืนงามๆ เก็บไว้ ส่วนที่เหลือเก็บไว้เป็นค่าใช้จ่ายของลูก เมื่อมุ่ยยังแสดงท่าทีไม่สะดวกใจที่จะอยู่ในบ้านหลังใหญ่ เขาจึงบอกภรรยาว่า

“ในชีวิตหนึ่งของคนเรานี้จะสร้างบ้านเพื่ออยู่อาศัยกับครอบครัวสักกี่หลังกัน”

เด็กๆ ทุกคนจับจองห้องส่วนตัวตามแต่ชอบ วิลเลียมให้ลูกแต่ละคนได้เลือกห้องอย่างอิสระ ม่อนปราดไปสำรวจก่อนใครเพื่อน มายกับหมอกวิ่งขึ้นบันไดสู่ชั้นสองตามพี่ชาย ส่วนรอยเมืองยังยืนนิ่งอยู่ที่เดิม

“ไปเลือกห้องสิลูก” วิลเลียมบอก

“ให้น้องเลือกก่อน…ผมเอง…ไม่ต้องมีห้องส่วนตัวก็ได้ อีกไม่นานผมก็จะไปอยู่โรงเรียนประจำ หลังจากเรียนจบแล้ว ถ้าเข้ามหาวิทยาลัยที่บางกอกก็ต้องอยู่หอพัก คงไม่ได้กลับบ้านบ่อยๆ”

“จะกลับบ่อยหรือไม่บ่อยก็เลือกไว้ให้ตัวเองสักห้องเถอะ” วิลเลียมโอบบ่าเด็กหนุ่ม “รอยเมืองเป็นลูกพ่อลูกแม่ บ้านนี้ก็เป็นบ้านของเรา แปลว่าเป็นบ้านของเมืองด้วย”

“เชื่อคำป้อนายเต๊อะ” มุ่ยบอกให้เชื่อและทำตามที่พ่อนายวิลเลียมขอร้อง รอยเมืองจึงเลือกห้องเล็กที่สุดชั้นล่างเพื่อให้จบเรื่องไป พ่อนายและแม่นายจะได้สบายใจไม่รบเร้าเขาอีก

โอลิเวอร์ได้สิทธิ์อาศัยอยู่ด้วยกัน จึงเลือกห้องชั้นล่างติดกับห้องของรอยเมือง ทว่ากว้างกว่าเล็กน้อย

นาทีต่อมามาลีก็ร้องไห้จ้า ใครถามอย่างไรก็ไม่ตอบ เอาแต่ร้องไห้สะอึกสะอื้น วิลเลียมจึงอุ้มลูกสาวเขย่าเบาๆ เป็นการปลอบใจ พลางถามลูกน้อยว่าร้องไห้ทำไม มาลีหมดแรงร้องแล้วจึงบอกโยเยว่า พวกพี่ชายได้ห้องพักส่วนตัวกันทุกคน แต่ตนเองไม่มี เพราะเป็นผู้หญิงใช่ไหม

“ข้าเจ้าบ่อยากนอนกับแม่จนใหญ่”

ผู้ใหญ่ทั้งหลายทั้งเอ็นดูทั้งขำ อุทานออกมาทำนองเดียวกันว่า…โธ่เอ๋ย ก็นึกว่าเรื่องอะไร นายห้างวิลเลียมเอาใจลูกสาว เดินจูงมือพาไปสำรวจดูทุกห้องให้เลือกตามใจชอบ ม่อน มาย หมอก ที่จับจองห้องถูกใจได้แล้ว ครั้นเห็นพ่อนายจูงมือน้องเล็กขึ้นมาก็วางท่าแหนหวงแสดงความเป็นเจ้าของต่างๆ กัน ม่อนกระโดดขึ้นไปนอนกางแขนกางขาอย่างจะให้กว้างที่สุดบนเตียงนอน มายรื้อกระเป๋าแล้วโปรยเสื้อผ้าไปทั่วพื้น หมอกไม่รู้จะแสดงความเป็นเจ้าของอย่างไรก็เริ่มเบ้หน้า ทำท่าจะร้องไห้ถ้าพ่อนายบังคับให้ยกห้องนี้ให้มาลี

โชคดีของพี่ๆ ที่มาลีไม่ถูกใจห้องไหนเลย เด็กหญิงพอใจห้องที่ติดกับห้องใหญ่คือห้องพ่อกับแม่ มีประตูเปิดทะลุถึงกันได้ มุ่ยก็พอใจที่ห้องส่วนตัวของลูกคนเล็กอยู่ติดกัน

วันแรกต่างคนต่างเห่อกับบ้านใหม่และห้องใหม่ มาลีหายเห่อเร็วกว่าพี่ๆ เพราะเมื่อดับไฟเข้าห้องนอนกันแล้ว เด็กหญิงก็รู้สึกหวาดกลัวขึ้นมา เคาะประตูห้องใหญ่ไปนอนกับพ่อนายและแม่นายอยู่ดี

อีกหลายปีจากนั้น กว่ามาลีจะแยกมานอนคนเดียวในห้องส่วนตัวได้จริงๆ

หน้าเตาผิงคือจุดชุมนุมของคนในบ้านยามฤดูหนาว ปีแรกที่ย้ายมาอากาศในตอนค่ำเย็นจัด และเมื่อถึงฤดูเหมันต์ก็หนาวจับใจ เตาผิงที่วิลเลียมสั่งไว้ว่าต้องมีก็ได้ใช้งาน วิลเลียมชวนลูกๆ คุย ถามถึงสิ่งที่พวกเขาอยากเป็นในอนาคต และความพร้อมสำหรับแยกย้ายไปเรียนในอีกไม่นานนี้ ม่อนตื่นเต้นกว่าใครเพื่อนเพราะได้ไปไกลสุด เห็นเป็นเรื่องน่าสนุก ไม่มีกังวลถึงที่บ้านสักนิด

วิลเลียมหันมายิ้มกับมุ่ย ตอนอยู่ตามลำพังเขาก็บอกว่า

“ดีแล้วที่ม่อนไม่ห่วงหาอาลัยทางนี้ ไม่อย่างนั้นอาจเป็นโรคโฮมซิกได้” เขาหมายถึงโรคคิดถึงบ้าน ซึ่งบางคนอาการหนักถึงขั้นดำเนินชีวิตต่อไปไม่ได้

กิจกรรมอย่างหนึ่งหน้าเตาผิงสำหรับครอบครัวบรูคหรือบูรวนาวงศ์ คือเกม ควิซ-เอคโค

วิลเลียมอธิบายให้ลูกๆ เข้าใจง่ายๆ แล้วจึงเริ่มเกมแจกทอฟฟี่สำหรับผู้ชนะ

“ควิซ!” วิลเลียมร้องออกมา

“เอคโค!” แต่ละคนชิงกันร้องตอบ คนที่ตอบเร็วที่สุดคือผู้ชนะและได้รางวัลไป

วิลเลียมเว้นจังหวะ แกล้งชวนคุยเรื่องอื่นไปพลางจนลูกๆ เผลอ จึงร้อง “ควิซ” ขึ้นมาอีกครั้ง

เด็กๆ ชิงกันตอบเช่นเคย

เสียงหัวเราะหน้าเตาผิงนี้คือรอยยิ้ม คือความสุขของวิลเลียมและมุ่ยเสมอมา อีกหลายปีผ่านไป เมื่อลูกๆ เติบใหญ่ เตาผิงไม่ได้ใช้งานแล้ว วิลเลียมและมุ่ยก็มักจะมานั่งเงียบๆ ด้วยกันตรงนี้ และพลอยนึกถึงเสียงหัวเราะของเด็กๆ ในอดีต ที่วันเวลาพาให้พวกเขาเติบโตทางร่างกายแต่พรากความสุขความสดใสไปจากชีวิตลูกๆ

วิลเลียมในวัยชราเคยเอ่ยเบาๆ ว่า…ควิซ มุ่ยก็อดกลั้นหัวเราะไม่ได้ก่อนจะตอบสามีอย่างไม่ให้เก้อไปว่า…เอคโค่…แล้วแบมือขอรางวัล

นายห้างวิลเลียมมิได้ให้ทอฟฟี่เป็นรางวัล แต่ก้มลงจูบหลังมือภรรยาแทนคำขอบคุณที่ฝ่าฟันชีวิตมาด้วยกันจนถึงวันนี้

 

หลังปีใหม่ ซึ่งก็คือวันที่ 1 มกราคม วิลเลียมวุ่นวายพาลูกไปเข้าโรงเรียนประจำที่กรุงเทพฯ และนั่งรถไฟไปถึงปีนัง เมื่อกลับมาถึงเชียงใหม่ก็เข้าป่าทำนีปปิ้ง สำรวจไม้ให้ได้มากที่สุดก่อนถึงเดือนเมษายน เพราะเป็นช่วงที่ร้อนจัด ทำงานกลางแจ้งก็แทบว่าจะอาบเหงื่อต่างน้ำ และกุลีก็มักจะลางานกลับถิ่นฐานเพราะเป็นช่วงสงกรานต์ อันถือเป็นการเปลี่ยนปี เริ่มศักราชใหม่ของคนถิ่นนี้ มีความสำคัญเท่ากับวันคริสต์มาสของฝรั่งและตรุษจีนของชาวจีนนั่นทีเดียว

หน้าร้อนปีนี้ร้อนกว่าทุกปีที่ผ่านมา ทว่าสีเหลืองสว่างจากดอกลมแล้งและสีแดงสดจากหางนกยูงฝรั่งบานสะพรั่งตามแนวถนนหนทางก็ทำให้เพลินตา พอลืมความร้อนของอากาศไปได้บ้าง ช่วงสงกรานต์หรือปี๋ใหม่ของคนเมืองเป็นช่วงพักผ่อนจากงานในปางไม้และงานอื่นๆ เพราะชาวบ้านจะอยู่กับครอบครัวและไปทำบุญที่วัด หนุ่มสาวส่วนใหญ่ไปชุมนุมเล่นน้ำกันที่ขัวเหล็กหรือสะพานนวรัฐ ทั้งเพื่อได้พบปะพูดจากันและเล่นสาดน้ำคลายร้อนไปในตัว

มาลีขอพ่อนายวิลเลียมไปเล่นน้ำ พ่อนายก็ยอมตามใจ หากกระนั้นก็ไม่วายกำชับให้ปะเลคอยติดตามดูแลอย่างใกล้ชิด แม้ว่าโอลิเวอร์จะขันอาสากึ่งอวดอยู่ในทีว่าลำพังตัวเองก็ดูแลหนูมาลีได้ มาลีขอพาช้างน้อยไปเล่นน้ำด้วย วิลเลียมก็ยอมอีก

เรียกได้ว่าสิ่งใดที่ลูกสาวคนเล็กต้องการ หากให้ได้แม้ขัดใจอยู่บ้าง วิลเลียมก็ยอมให้

ในบ่ายวันนั้น ที่แม่น้ำปิงบริเวณสะพานนวรัฐจึงมีภาพชวนขันที่ควาญช้างผู้หนึ่งจูงช้างน้อยไปตามทางเดิน มีเด็กหญิงนั่งไปบนหลังช้าง และฝรั่งหนุ่มคนหนึ่งเดินอยู่ข้างๆ

จนบ่ายแก่มาลีเล่นน้ำเต็มที่อ่อนเพลียแล้วจึงชวนปะเลกลับ เพราะกว่าจะนั่งช้างเดินเท้าไปถึงบ้านก็เป็นระยะทางไกลอยู่ ปะเลจึงตักทรายใส่คุใบน้อย ชวนว่า

“ทางปิ๊กบ้านผ่านวัด คุณหนูแวะเททรายที่วัดก่อนไหม”

มาลียินดีตามคำชวน ครั้นถึงวัดใหญ่ที่ว่าก็เห็นเจดีย์ทรายหลายกองอยู่เต็มลานวัด มีธงกระดาษหลากสีที่คนเมืองเรียก ‘ตุง’ ปักประดับอยู่

ขณะที่มาลีเททรายจากคุรวมเจดีย์ทรายกองหนึ่ง พลันเหลือบไปเห็นเด็กหญิงผู้หนึ่งกำลังก่อกองทรายเล็กๆ กับเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกันอีกหลายคน มาลีก็ส่งยิ้มให้ สักครู่หนึ่งเสียงล้อเลียนร้องว่า…ช้างป่า กุลาเผือก…ก็พุ่งมาเข้าหู มาลีแหงนหน้าดูก็พบเด็กชายหลายคนแลบลิ้นปลิ้นตาล้อเลียนตนเองอยู่

จากถ้อยคำร้อนสนุกปนขันทำให้มาลีรู้ว่าเด็กเหล่านั้นล้อที่ตนดูเป็น ‘ฝรั่ง’ แตกต่างจากพวกเขา จะนึกคำโต้แย้งออกไปก็นึกไม่ออก จึงได้แต่เบ้หน้าจะร้องมิร้องแหล่ ปะเลโบกมือไล่และสั่งให้หยุดก็ดูจะยิ่งกระตุ้นให้เด็กชายเหล่านั้นล้อเลียนหนักขึ้น

ก้อนดินขนาดเท่ากำปั้นพุ่งแหวกอากาศมาปะทะหน้าผากเด็กชายที่เป็นหัวโจก เสียงร้องโอยดังขึ้นก่อน เจ้าตัวกุมหน้าผากด้วยความเจ็บ หันไปหาคนขว้างก้อนดินใส่

มาลีมองหาเช่นกัน ก็พบเด็กหญิงคนที่ยิ้มให้แก่กันเมื่อครู่ยืนเท้าสะเอวลอยหน้าท้าทาย เด็กชายที่หน้าผากเริ่มปูดโนเป็นลูกมะนาวชี้หน้าเอาเรื่อง

“อีบัวเกี๋ยง ขว้างหัวกูยะหยัง”

“โหะ…ฮั่นหัวมึงกา” เด็กที่ชื่อบัวเกี๋ยงลอยหน้าโต้ตอบ “กูได้ยินเสียงหมาร้อง รำคาญหู ก็เลยเอาอะหยังขว้างหื้อมันดัก…ให้มันเงียบ”

“หมาฮ่าหยังมึง…หมาอะไรของแก…หัวกูนี่ มึงเห็นก่”

วินาทีต่อจากนั้น สองคนก็สาดทรายเข้าหากัน เสียงดังเอะอะจนผู้ใหญ่ต้องเข้ามาแยก

“มีอะหยังกั๋น เคียวกันยะหยัง…แกล้งกันทำไม” เสียงหวานใสถามเด็กสองคนที่ถูกจับแยก บัวเกี๋ยงเป็นฝ่ายชิงบอกก่อน

“ไอ้หมู่นี้น่าก่ะ อี่นาย…ไอ้พวกนี้น่ะสิ…ว่าแกล้งแหม่มน้อย จนเปิ้นจะไห้อยู่ละ”

หญิงสาวหันไปทางเด็กชาย แม้มิได้ขึงตาใส่ แต่เด็กชายก็ก้มหน้างุด

“ปั๋น ยะจะอั้นแต๊กา…ทำอย่างนั้นจริงหรือ”

เด็กชายปั๋นยอมรับเสียงอ้อมแอ้ม “หน้าเปิ้น…ตลกดี ก็เลยแซวเล่นเท่าอั้น”

“ถ้าไผล้อปั๋นว่าเขี้ยวเว่า…ฟันหลอ…ปั๋นชอบก่”

“บ่ชอบครับ”

“จะอั้นละ ปั๋นบ่ชอบหื้อไผว่าตัว คนอื่นก็บ่ชอบให้คนมาว่าเหมือนกัน” หญิงสาวรู้ว่าเด็กชายสำนึกแล้วจึงยิ้มน้อยๆ บอกว่า “แม่เซาะหาตางศาลาปู้น ขะไจ๋ไปหาเต๊อะ…แม่ตามหาแถวศาลาโน้น รีบไปหาเถอะ…ขืนช้าจะโดนไม้แส้…ไม้เรียว”

เป็นที่รู้กันทั่วว่าแม่เด็กชายปั๋นเป็นคนโมโหร้าย เอะอะอะไรก็ใช้ไม้เรียวฟาดก่อนค่อยไต่สวน เด็กชายจึงขอโทษทั้งมาลีและบัวเกี๋ยง รีบปรูดหายไปทางศาลาท้ายวัด

“ยินดีจ๊าดนักเน่อ อี่นาย” ปะเลพูดซ้ำไปซ้ำมา หญิงสาวก็ว่าไม่เป็นไร หันไปทางคุณหนูมาลีก็เห็นคุณหนูเพ่งมองหญิงสาวอย่างไม่ละสายตา จนฝ่ายนั้นยิ้มตอบ มาลีจึงชมอย่างอายๆ ว่า

“อี่นายสวยจัง เวรีบิวตี้ฟูล”

บัวเกี๋ยงยิ้มกว้างในตอนแรก เพราะไม่ว่าใครถ้าชมอี่นายกาสะลองว่าสวยแล้ว บัวเกี๋ยงพอใจทั้งนั้น แต่คำหลังบัวเกี๋ยงไม่รู้ กาสะลองจึงกระซิบบอกเบาๆ ว่า…เขาว่าสวยมาก…บัวเกี๋ยงก็ยิ่งยิ้มกว้างเข้าไปอีก

“วันพูกมีขบวนแห่ รดน้ำผะเจ้า…พรุ่งนี้มีขบวนแห่สรงน้ำพระ…อี่นายฟ้อนนำขบวน มาผ่อเน่อ…มาดูนะ” บัวเกี๋ยงเชิญชวน มาลีก็ยิ้มและพยักหน้ารับ

ครั้นออกจากวัดมาแล้วโอลิเวอร์จึงถามปะเลถึงหญิงสาวที่เพิ่งได้พบ ติดใจความงามว่าสวยนวลตาน่ายลกว่าหญิงอื่นในท้องถิ่นนี้

“อี่นายกาสะลอง ลูกสาวนายแคว้นมั่ง” ปะเลตอบแล้วนึกได้ว่า “เอ…งานเลี้ยงบ้านนายห้างเย็นนี้ เจิญแขกมาหลายคน ทั้งนายห้างด้วยกัน หมอมิชชันนารี และข้าหลวงมณฑล นายแคว้นมั่งก็น่าจะมาร่วมงานคืนนี้ตวย”

“ถ้าอย่างนั้นก็ดีสิ” โอลิเวอร์ว่า “ถ้านายแคว้นอะไรนั่นพาครอบครัวมาด้วย เราก็จะได้พบสาวสวยคนตะกี้อีกครั้ง”

งานเลี้ยงค่ำนั้น มาลีต้องช่วยแม่รับรองแขกสตรี ไม่ต้องดูแลเรื่องอาหารเครื่องดื่ม เพราะมีกุ๊กจีนรับผิดชอบอยู่แล้ว นายห้างวิลเลียมอยากให้ภรรยาและลูกออกมาต้อนรับแขกมากกว่า ไม่อยากให้มุ่ยเป็นแม่บ้านชนิดทำงานอยู่ก้นครัวอย่างเดียว แต่ออกงานสังคมได้ด้วย งานเลี้ยงคืนนี้มีข้าหลวงสยามและคนท้องถิ่นมาร่วมด้วย วิลเลียมจึงให้มุ่ยดูแลแขกกลุ่มนี้

ตอนที่ล้อเกวียนเล่มหนึ่งจอดแล้วคนในเกวียนก้าวลงมา มาลีก็ดึงแขนโอลิเวอร์ชี้ชวนให้ดู ชายแก่คนที่ลงมาก่อนดูท่าทางเข้มงวดแลหงุดหงิดไม่พอใจสิ่งรอบตัวอยู่ตลอดเวลา ส่วนหญิงสาวคนที่ก้าวตามมานั้นดูสวยสง่าในชุดอย่างแหม่มตะวันตก ครั้นเจ้าตัวยืนได้มั่นคง ก็ชม้อยชม้ายชายตาสำรวจรอบบริเวณ กระซิบกระซาบบางอย่างกับผู้เป็นบิดา

มาลีตื่นเต้นเพราะหญิงสาวผู้นั้นคือพี่สาวที่พบที่วัดเมื่อเย็น การแต่งกายอย่างแหม่มนี้แม้แปลกตาแต่ก็สวยสง่าอยู่ไม่น้อย ครั้นแขกทั้งสองเคลื่อนเข้ามาใกล้ พ่อนายวิลเลียมจึงเรียกภรรยาและลูกสาวเข้าไปใกล้ มาลีจึงได้ยินบทสนทนาแนะนำตัว

“นายแคว้นมั่งกับลูกสาว” ข้าหลวงมณฑลผู้หนึ่งเป็นผู้แนะนำ ผู้ที่เป็น ‘นายแคว้น’ ก็ยกมุมปากพร้อมยกมือไหว้นิดหนึ่งอย่างให้เห็นว่าไม่ค่อยเต็มใจ

“นี่ลูกสาวเฮา ซ้องปีบ”

ผู้ถูกแนะนำตัวเอียงหน้าไปมาเมื่อเห็นว่าแขกหลายคนในที่นั้นมองหล่อนอยากตกตะลึง แต่ก็เพียงชั่วครู่ เพราะเมื่อจับกลุ่มแยกวงสนทนากัน กลุ่มแหม่มสาวก็คุยกันด้วยภาษาอังกฤษที่ซ้องปีบฟังรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง คอยชำเลืองมองบิดาในวงสนทนาของพวกข้าหลวงและพ่อเลี้ยงปางไม้เป็นพักๆ อารมณ์ขุ่นที่เห็นบิดามีท่าทางเป็นเบื้อใบ้ ทำตัวลีบเล็ก ไร้สง่าราศี ไร้บารมี แตกต่างจากยามอยู่ที่บ้าน

“พี่สาวชื่ออะไรนะคะ กาสะลองใช่ไหม หนูจำได้”

“ไผ?…ใคร…เฮาชื่อซ้องปีบ” น้ำเสียงที่ตอบติดจะรำคาญ พวกแหม่มในวงคุยกันด้วยภาษาอังกฤษ หัวเราะระรื่นเป็นพักๆ แต่ซ้องปีบไม่เข้าใจ นายแม่มุ่ยที่อู้คำเมืองได้ก็อยู่อีกมุมหนึ่ง เหลือเพียงเด็กหญิงตาแป๋วที่พอจะพูดคุยด้วยได้ แต่เรื่องที่เด็กชวนคุยก็มีแต่เรื่องไร้สาระ

“อี่นายแต่งชุดนี้งาม แต่หนูชอบชุดที่อี่นายใส่ที่วัดมากกว่า”

“ชุดอะหยัง วัดอะหยัง อู้ไปเรื่อย บ่รู้เรื่อง”

“วันพูกอี่นายจะฟ้อนนำขบวนแห่พระใช่ก่ หนูจะไปดู”

“วุ้ย! อู้นัก ปากย่อย…พูดมากจริง…ถามอะหยังล้ำเหลือ…จะถามอะไรมากมาย” ซ้องปีบเอ็ดแหว มาลีจึงเม้มปากแน่นเงียบไป ไม่เอ่ยถามอะไรอีกเลย

สบโอกาสก็แอบกระซิบกับโอลิเวอร์ว่า

“ทำไมดูเป็นคนละคนกับที่เราเจอที่วัด”

“นั่นน่ะสิ หรือว่าจะเป็นคนละคนกันจริงๆ” โอลิเวอร์เห็นพ้อง

หากแล้วเมื่องานเลี้ยงเลิกรา แขกเหรื่อกลับบ้านกันหมดแล้ว ความคิดเรื่องนี้ก็ค่อยๆ เลือนหายไป

จนถึงเวลารับประทานอาหาร นายแพทย์จากโรงพยาบาลแมคคอร์มิกก็บอกนายห้างวิลเลียมอย่างเกรงใจว่า

“ไม่ต้องคอยหมอทรัพย์ก็ได้ครับ บางที…อาจมีเคสด่วนที่โรงพยาบาล คนเป็นหมอเราเห็นคนไข้สำคัญกว่างานเลี้ยงรื่นเริงเสมอครับ”

นายห้างวิลเลียมแม้จะเสียดายที่หมอทรัพย์มาไม่ทันร่วมรับประทานอาหาร แต่ก็เกรงใจแขกอื่นที่มากันพร้อมหน้าแล้ว ได้แต่หวังว่าถ้าหมอหนุ่มผู้นั้นเสร็จภารกิจแล้วจะตามมา เขาจะได้สอบถามกึ่งชักชวนให้มาเป็นหมอประจำสถานีป่าไม้

แต่จนแล้วจนรอดตลอดจนงานเลี้ยงจบ ก็ไม่มีแม้แต่เงาของหมอหนุ่มชื่อทรัพย์

และนายห้างวิลเลียมก็ไม่เคยได้พบเขาอีกเลยตลอดชีวิต

 

ผ่านสงกรานต์แล้ววิลเลียมจึงพามาลีไปเข้าเรียนที่โรงเรียนดาราวิทยาลัย มุ่ยสงสัยถามว่าทำไมตอนแรกวิลเลียมบอกว่าจะให้เข้าโรงเรียนนางชีแถวที่ทำการป่าไม้ใกล้กงสุลอังกฤษ วิลเลียมก็ตอบกับภรรยาว่าเขาเข้าใจผิดนิดหน่อย รู้มาว่าจะมีโรงเรียนนางชีเปิดที่นั่น แต่จนบัดนี้ก็ยังมิได้สร้าง จึงให้เข้าเรียนที่โรงเรียนดาราวิทยาลัย

“เป็นโรงเรียนมิชชันนารีก็จริง แต่มิได้สอนแต่ธรรมเนียมตะวันตกหรอก เจ้าหญิงคนหนึ่งของที่นี่” เขาหมายถึงพระราชชายาเจ้าดารารัศมี “เป็นมเหสีของคิงที่ห้า เป็นผู้อุปถัมภ์โรงเรียนนี้ มาลีก็จะได้เรียนรู้ธรรมเนียมของสยามด้วย”

มุ่ยกังวลอย่างแม่ทั่วไปที่ลูกสาวรู้ความแล้วต้องมาพบเจอสังคมใหม่ จะปรับตัวได้หรือไม่ ครั้นแล้วก็โล่งใจเมื่อมาลีกลับจากโรงเรียนในตอนเย็นด้วยอารมณ์เบิกบานมีความสุข มีเรื่องเล่าให้พ่อนาย แม่นาย และพี่โอลิเวอร์ฟังบนโต๊ะอาหารทุกวัน

วันหนึ่งมาลีก็เล่าเรื่องนักเรียนใหม่อย่างตื่นเต้น

“ชื่อบัวเกี๋ยงค่ะ มาลีเคยเจอตอนเล่นทรายที่วัด คนที่เขาช่วยมาลีตอนโดนล้อไงคะ”

วิลเลียมและมุ่ยฟังเรื่องอย่างจดจำได้ แต่โอลิเวอร์เบิกตาโตเพราะเคยเห็นหน้าเด็กหญิงคนนั้น

“เขาอ่อนกว่ามาลีนิดหน่อย แต่ต้องอยู่ห้องเด็กเล็กเลย เพราะยังอ่านหนังสือไม่คล่อง”

ครั้นเวลาผ่านไป มาลีก็เล่าอย่างทึ่งว่า

“บัวเกี๋ยงหัวไวมากเลยค่ะ แป๊บเดียวเท่านั้นเอง เขาอ่านนิทานภาษาอังกฤษได้แล้ว”

และอีกเดือนหนึ่งต่อมาก็เล่าว่า

“บัวเกี๋ยงได้ทุนมิชชันนารีไปเรียนที่บางกอกค่ะ”

แม้ว่าจะไม่เคยเห็นหน้าพบตัว แต่วิลเลียมและมุ่ยก็แทบจะรู้จักเด็กหญิงที่ชื่อบัวเกี๋ยงทุกด้าน จนกระทั่งวันหนึ่งมาลีเล่าเรื่องอย่างหงอยๆ

“บัวเกี๋ยงไปบางกอกแล้วค่ะ มีคนเห็นว่าขึ้นรถไฟไปวันนี้เอง หนูก็แปลกใจว่าทำไมวันนี้บัวเกี๋ยงไม่ไปโรงเรียน”

มุ่ยคิดว่าเด็กหญิงคนนี้คงเป็นที่รักของเพื่อนๆ ไม่น้อย ดูอย่างมาลีแม้จะรู้จักเด็กคนนี้ไม่นานก็เล่าถึงอย่างชื่นชมทุกครั้ง และเมื่อเด็กหญิงบัวเกี๋ยงจากไป มาลีก็หงอยเหงาเศร้าซึมไปหลายวัน

ปะเลสงสารนายหญิงตัวน้อยเช่นกันแต่ไม่รู้จะทำอย่างไร ในวันหนึ่งเขามาแจ้งแก่นายห้างว่า

“ถึงเวลาฝึกปู้นายแล้วเน่อ นายห้าง”

มาลีได้ยินชื่อปู้นาย ซึ่งเป็นช้างน้อยที่พ่อนายยกให้ตามสัญญา ตอนที่นางพังคลอดปู้นาย ปะเลก็พานายหญิงตัวน้อยไปดูอยู่ไกลๆ พ่อนายเอ่ยยกให้ตอนนั้น ปู้นายจึงเป็นเหมือนเพื่อนเล่นและเป็นสมบัติของมาลีตลอดมา เมื่อย้ายครอบครัวจากระแหงมาที่เชียงใหม่ก็ติดตามมาด้วยกัน

“ฝึกอะหยัง ลุงปะเล” มาลีถาม

“ฝึกไว้ลากไม้ คุณหนูอยากไปดูก่”

“ไปก่ะ” มาลีตอบอย่างไม่ลังเล พลางคิดว่าปู้นายยังตัวนิดเดียว จะลากซุงท่อนใหญ่ๆ ได้อย่างไร

ในสัปดาห์ต่อมา วิลเลียมก็พาลูกสาวไปที่ปางช้างเพื่อดูปะเลฝึกช้างไว้ใช้งาน ความสนุก ขบขัน และเอ็นดูปู้นายเพื่อนที่เติบโตด้วยกันมา ทำให้ความโศกเศร้าเรื่องบัวเกี๋ยงจากไปไม่ลาค่อยคลายลง

อีกนานต่อมากว่ามาลีและบัวเกี๋ยงจะได้พบกันอีก เมื่อเส้นทางชีวิตของแต่ละคนแตกต่างกัน ตลอดชีวิตของคนทั้งคู่ก็ผ่านมาพบกันแทบนับครั้งได้

 



Don`t copy text!