เมื่อความกลัวกลายเป็นเรื่องเล่า…บันทึกจากอ่านเอา อะคาเดมี ครั้งที่ ๑

เมื่อความกลัวกลายเป็นเรื่องเล่า…บันทึกจากอ่านเอา อะคาเดมี ครั้งที่ ๑

โดย : กิ่งสุรางค์ อนุภาษ

Loading

ท่ามกลางบรรยากาศอบอุ่นในวันที่ ๑๕ มีนาคม ๒๕๖๙ คลาส ‘อ่านเอา อะคาเดมี ครั้งที่ ๑’ เริ่มต้นขึ้นด้วยพลังบางอย่างที่ไม่ใช่แค่ความตื่นเต้นของการเรียนเขียนนิยายผี ลึกลับ และเหนือจริง แต่เป็นความรู้สึกคุ้นเคยราวกับการกลับมาพบกันของคนกลุ่มเดิมที่มีความรักในเรื่องเล่าเหมือนกัน และยังมีน้องใหม่ที่สนใจในการสร้างเรื่องราวที่สมัครเข้ามาเรียนอย่างเปิดใจ

เสียงทักทายเบาๆ ค่อยๆ เติมเต็มห้องเรียนให้มีชีวิต บทสนทนาเริ่มต้นจากคำถามง่ายๆ แต่กลับพาแต่ละคนค่อยๆ เผยตัวตนผ่านเรื่องเล่าที่ซ่อนอยู่ข้างใน บางคนเคยเขียน บางคนเพิ่งเริ่มต้น และบางคนอาจยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองกำลังจะเล่าเรื่องแบบไหน  แต่สิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือ ทุกคนล้วนมีบางอย่างที่อยากถ่ายทอดออกมา

ทันทีที่เปิดลงทะเบียน คลาสนี้ก็เต็มอย่างรวดเร็ว รายชื่อผู้เข้าร่วมหลายคนเป็นชื่อที่คุ้นตาในชุมชนนักเขียนอ่านเอา ไม่ว่าจะเป็น ‘เวฬุวลี’ เจ้าของผลงาน คดีรักร้าง ‘พรรณสิริ’ จาก กระบือสื่อรัก ‘สัมพันธ์ สุวรรณเลิศ’ จาก บ่วงเวรา ‘ดารัช’ จาก กานต์ปรียา ‘สิตา’ จาก หน้ากากมยุเรศ ‘วันชนะ’ จาก ชายได้โชคอย่างลึกลับเพราะเป็นแฟนคลับนิยายผี ‘ฉาย แสงเพชร’ จาก ตรวนใบจาก ฯลฯ บรรยากาศจึงเต็มไปด้วยความเป็นกันเอง เสียงทักทาย เสียงหัวเราะ และความรู้สึกเหมือนคืนสู่เหย้าอย่างแท้จริง

คลาสนี้ได้สองนักเขียนมากประสบการณ์อย่าง พี่หมอโอ๊ต-นายแพทย์พงศกร จินดาวัฒนะ เจ้าของนามปากกา ‘พงศกร’ และ พี่ปุ้ย-ปาริฉัตร ศาลิคุปต เจ้าของนามปากกา‘กิ่งฉัตร’ มาถ่ายทอดองค์ความรู้จากประสบการณ์จากการทำงานกว่าหลายสิบปี ตั้งแต่พื้นฐานการสร้างนวนิยายผีไปจนถึงเทคนิคที่ทำให้เรื่องเล่าชวนติดตาม ทั้งจังหวะการเล่า การวางปม และการสร้างจุดหักที่ทำให้ผู้อ่านไม่อาจวางเรื่องลงได้ ขณะที่ในช่วงบ่าย ครูกอล์ฟ-สรรัตน์ จิรบวรวิสุทธิ์ วิทยากรรับเชิญ ผู้เขียนบท นาคี, ธี่หยด ๑-๓, ครุฑานาคี, ยิหวาดาตัง ฯลฯ เข้ามาเติมเต็มมิติของความเชื่อและคติชน ทำให้เรื่องผีไม่ได้มีเพียงความน่ากลัว แต่มีราก มีที่มา และเชื่อมโยงกับวิถีชีวิตผู้คน

‘ชวชิต สุนทรศารทูล’ หรือ สีตลา สัตตสุวรรณ เจ้าของผลงานมหกรรมมนุษย์ที่กำลังจะลงจอให้ได้ชมเร็วๆ นี้เล่าว่า แม้ตัวเองจะมีประสบการณ์การอ่านนิยายผีอย่างเต็มเปี่ยม แต่การเขียนกลับเป็นสิ่งที่แทบไม่เคยลอง เขาเติบโตมากับเรื่องเล่าผีและความกลัวที่แฝงอยู่ในความสนุก จึงอยากรู้ว่าความหลอนเหล่านั้นถูกสร้างขึ้นอย่างไร และอะไรทำให้ผีบางตนยังคงอยู่ในความทรงจำของผู้อ่านได้อย่างยาวนาน การเข้าคลาสครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การเรียนรู้เทคนิค แต่เป็นการก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเองไปสู่แนวทางการเขียนที่ไม่คุ้นเคย

สิ่งที่เขาได้รับกลับมา คือความเข้าใจในองค์ประกอบของนิยายผีอย่างรอบด้าน ตั้งแต่โครงสร้างเรื่องไปจนถึงชั้นเชิงของการเล่าเรื่อง โดยเฉพาะการสร้าง ‘ความเชื่อ’ ให้กับผีในเรื่อง ผ่านการผูกโยงกับความเชื่อพื้นถิ่นและบริบททางสังคม จนทำให้เห็นชัดว่า ผีที่น่ากลัวที่สุดอาจไม่ใช่ผีที่น่าสะพรึงที่สุด แต่คือผีที่มีเหตุผลเพียงพอจะอยู่ต่อไปโดยไม่จากไปไหน

หลังจบคลาส ความคิดที่ว่าการเขียนผีเป็นเรื่องยากค่อยๆ เปลี่ยนไป กลายเป็นแรงผลักให้เขาอยากลองสร้างตัวละครผีที่มีทั้งภาพ เสียง และน้ำหนักทางอารมณ์ในแบบของตัวเอง

“การเขียนนวนิยายผีสักเรื่องดูเหมือนง่าย แต่การทำให้สนุกและน่าจดจำยากกว่าที่คิดมาก หลังเรียนจบเกิดแรงฮึดว่าเราก็สามารถสร้างตัวละครผีที่มีภาพ มีเสียง และมีน้ำหนักทางอารมณ์ได้ อย่างผีอีเม้ยจากรอยไหม ผู้จงรักภักดีต่อเจ้านายยิ่งชีวิต จุลจันทร์จากพรายปรารถนาที่มาพร้อมเสียงถีบจักรชวนสะพรึง หรือผีชุดดำจากธี่หยด ที่เป็นตัวแทนของความไม่เท่าเทียม คอร์สนี้ไม่ได้ให้แค่ความรู้ แต่ให้ความกล้าที่จะลงมือเขียน และเชื่อว่าเราเองก็สร้างความหลอนในแบบฉบับของตัวเองได้ครับ”

ในอีกมุมหนึ่ง ‘พรทิพย์ ทองพิเศษสมบัติ’ เจ้าของนามปากกา แสนแก้ว นักเขียนที่ถนัดแนวโรแมนติกคอเมดี้ที่ถูกสร้างเป็นละครแล้วอย่าง ดวงใจจอมกระบี่  ยอมรับว่าการตัดสินใจเข้าคลาสนี้เริ่มจากความสงสัยว่าอะไรทำให้นิยายผีและลึกลับได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง

“พอมาเรียนก็ได้รู้เทคนิคทั้งการวางพล็อต วางคาแรกเตอร์ตัวละคร รวมถึงสิ่งที่ไม่ควรทำด้วย กระบวนการคิดมันต่างจากนิยายโรแมนติกคอเมดี้ที่ถนัดเขียนมากๆ  รู้สึกคิดถูกมากที่ลงเรียน  ประทับใจวิทยากรทั้งสามท่านค่ะ บทเรียนมีทั้งทฤษฎี ตัวอย่าง และเวิร์คช็อป ทำให้เรื่องที่กลัวว่ายากกลายเป็นน่าสนุกขึ้นมาค่ะ”

นักเขียนสาวเล่าให้ฟังต่อไปว่า

“ในห้องเรียนจะเงียบเพราะทุกคนตั้งใจเรียน พอเปิดให้ถามคำถาม ก็ถามกันหลายคน เป็นคำถามสร้างสรรค์ทั้งนั้นนะคะ (หัวเราะ) ในทุกพาร์ททุกคนตั้งใจเรียน หลายหัวข้อมีในเอกสารที่ได้รับ แต่หลายหัวข้อต้องรีบจดเพิ่ม เพราะเป็นความรู้ที่น่าสนใจหมดเลยค่ะ”

สำหรับพงศกร ผู้เป็นหนึ่งในวิทยากรหลักของคลาส ก็เล่าให้ฟังด้วยน้ำเสียงที่มีความสุขว่า ความสนใจที่มีต่อ อ่านเอา อะคาเดมีครั้งนี้มีมากกว่าที่คาดไว้ เพราะเปิดรับสมัครเพียงวันเดียวก็เต็มทันที เขามองว่าคลาสนี้เหมาะสำหรับนักเขียนที่มีพื้นฐานอยู่แล้ว และต้องการพัฒนาตัวเองในแนวผีและลึกลับอย่างจริงจัง เพราะเป็นแนวที่มีเทคนิคเฉพาะทางและรายละเอียดที่แตกต่างจากนวนิยายประเภทอื่นอย่างชัดเจน

“ในวันนั้นวิทยากรคือพงศกรและกิ่งฉัตรได้ถ่ายทอดความรู้จากประสบการณ์การทำงานที่ผ่านมากว่า ๓๐ ปีให้กับผู้เข้าร่วมอบรม ในช่วงบ่ายก็ได้ด็อกเตอร์กอล์ฟ-สรรัตน์ มาเป็นวิทยากรเพิ่มพูนความรู้ เรื่องของการสร้างคาแรกเตอร์และนำเอาคติชนเรื่องเล่าความเชื่อท้องถิ่นมาปรับประยุกต์ใช้ในนวนิยายของตัวเองด้วยครับ เรียกว่าคนที่ได้เข้ามาในคลาสนี้คุ้มค่ามากๆ”

ตลอดหนึ่งวันของการเรียนรู้ ความรู้ที่ถูกถ่ายทอดไม่ได้หยุดอยู่แค่ในห้องเรียน แต่ค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นแรงบันดาลใจและความกล้าที่จะทดลองเขียนในสิ่งที่ไม่คุ้นเคย เราได้เห็น เวฬุวลี โพสต์ภาพของเธอหน้าคลาสเรียนพร้อมกับเขียนแคปชั่นว่า จบคอร์ส รับประกาศเรียบร้อย เล่มต่อไป นิยายผีมาแน่ หรือ พรรณสิริที่ถึงแม้เธอจะถนัดเขียนแนวดรามา แต่การเข้าคอร์สครั้งนี้ก็ทำให้เธออยากก้าวข้ามคอมฟอร์ทโซนของตัวเองจนเกิดแรงบันดาลใจว่าจะลองเขียนโรแมนติก ดรามา เหนือจริงดูสักตั้ง แต่จะมีผีหรือไม่คงต้องติดตาม เช่นเดียวกับ สิตา ที่ถึงแม้จะบ่นว่าแนวนี้เขียนยาก แต่ หน้ากากมยุเรศ ที่มีความซับซ้อน เธอก็ทำได้ดีมากๆ จนนักอ่านต่างชื่นชม

สำหรับหลายคนนี้อาจเป็นเพียงเวิร์กช็อประยะสั้น แต่สำหรับบางคน มันอาจเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องเล่าใหม่ๆ ที่กำลังจะถือกำเนิดขึ้น

ในขณะที่คลาสแรกปิดลงพร้อมรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ คำชวนสั้นๆ สำหรับครั้งถัดไปก็เริ่มก่อตัวขึ้นเงียบๆ สำหรับใครที่พลาดไป อาจถึงเวลาที่จะเตรียมตัวให้พร้อม แล้วกลับมาเจอกันอีกครั้งใน ‘อ่านเอา อะคาเดมี ครั้งที่ ๒’ ซึ่งจะมีขึ้นให้ได้เรียนด้วยกันอย่างแน่นอน ติดตามรายละเอียดได้ใน เพจ ‘อ่านเอา’ เร็วๆ นี้ค่ะ

 

Don`t copy text!