เดินช้าๆ ให้หัวใจได้พัก แกะรอยความสุขและรสนิยมเรียบง่ายในโตเกียวฉบับ ‘สองตา’

เดินช้าๆ ให้หัวใจได้พัก แกะรอยความสุขและรสนิยมเรียบง่ายในโตเกียวฉบับ ‘สองตา’

โดย : กิ่งสุรางค์ อนุภาษ

Loading

ถ้าถามว่ารู้จักใครที่ไปเที่ยวญี่ปุ่นได้เหมือนอยู่หน้าปากซอยบ้าง ชื่อของ พี่ตา-อรุณี ชูบุญราษฎร์ คงติดอันดับหนึ่งในสามที่คิดถึงอย่างแน่นอน นั่นเพราะถ้านับจากวันแรกที่เริ่มเดินทางจนถึงวันนี้ นักเขียนเจ้าของนามปากกา สองตา ของเรา ได้ไปเยือน และเก็บเกี่ยวความทรงจำในประเทศนี้มาแล้วมากกว่า ๔๐-๕๐ ครั้ง ตลอดช่วงเวลากว่าสามทศวรรษ

ทั้งการได้นั่งอ่านพ็อกเก็ตบุ๊คเล่มล่าสุด ‘บันทึกโตเกียว เที่ยวตามย่าน ของสองตา’ และการพูดคุยกับพี่ตา ยังทำให้เราได้เห็นภาพของผู้หญิงคนหนึ่งที่เลือกจะใช้ชีวิตหลังวัยเกษียณจากงานประจำอย่างอิสระและเต็มไปด้วยรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ในเมืองที่หลายคนเฝ้าฝัน รู้สึกว่าช่างเป็นชีวิตที่น่าอิจฉาจนอดคิดไม่ได้ว่านี่แหละคือความสุขในแบบที่หัวใจหลายคนอยากเป็น

บันทึกโตเกียว เที่ยวตามย่าน ของสองตา ไม่ใช่หนังสือท่องเที่ยวธรรมดา แต่คือถ้อยคำที่เล่าออกมาจากความผูกพัน ความใส่ใจ ในการมองโลก ซึ่งบทความนี้จะพาทุกคนค่อยๆ เดินทางย้อนกลับไปดูเบื้องหลังการทำงานของหนังสือเล่มนี้ พร้อมกับซึมซับรสนิยมและตัวตนอันละมุนละไมของสองตาไปพร้อมๆ กันค่ะ

จากสื่อที่เดินทางไปกับทริปงานรถ สู่ นักท่องเที่ยวที่ไปญี่ปุ่นเกิน ๕๐ ครั้ง

จะมีใครรู้บ้างว่า ก้าวแรกที่ออกเดินทางไปยังที่ที่หนึ่ง จะทำให้เรากลับไปที่แห่งนั้นแบบซ้ำแล้วซ้ำเล่า และไปแบบที่หัวใจยังคงเต้นแรงทุกครั้ง เชื่อว่าพี่ตาเองก็ไม่รู้เช่นกัน เพราะจุดเริ่มต้นของความผูกพันที่ยาวนานกว่าสามสิบปีระหว่างเธอกับประเทศญี่ปุ่น ไม่ได้เริ่มต้นจากการเป็นนักเดินทางผู้โหยหาการท่องโลก แต่ย้อนกลับไปเมื่อราวปี พ.ศ. ๒๕๓๓ ในยุคที่การไปญี่ปุ่นยังต้องผ่านขั้นตอนการขอวีซ่าที่สถานทูตแถวย่านอโศก ทริปแรกของเธอคือการเดินทางในฐานะกองบรรณาธิการนิตยสาร ที่ได้รับเชิญจากบริษัทรถยนต์ชื่อดังให้ไปร่วมชมงานมอเตอร์โชว์และเยี่ยมชมโรงงาน

“ตอนนั้นบริษัทฮอนด้าจัดทริป ‘ผู้หญิงกับรถ’ เชิญนิตยสารผู้หญิงเกือบทุกฉบับในประเทศไทยไปกว่า ๒๐ คน ไปดูงานมอเตอร์โชว์แล้วก็ไปเยี่ยมชมโรงงาน” พี่ตาย้อนระลึกความหลังด้วยรอยยิ้ม

ในเวลานั้นญี่ปุ่นคือประเทศแห่งความตื่นตาตื่นใจ เธอได้ไปนอนในบ้านเสื่อทาทามิ ได้ชิมอาหารญี่ปุ่น ได้นั่งเรือล่องแม่น้ำ และชื่นชมรถยนต์คันเล็กๆ ที่วิ่งอยู่ตามท้องถนน นอกจากนี้ยังมีทริปความทรงจำอย่างการไปเยือนฮาโกเน่เพื่อดูบ่อน้ำพุร้อนและไข่ดำ หรือการไปดิสนีย์แลนด์ที่ต้องเผชิญกับฝนตกจนเปียกปอน

กระทั่งกาลเวลาผ่านไป พี่ตาได้มาทำงานที่นิตยสารพลอยแกมเพชร การเดินทางไปญี่ปุ่นเกือบทุกปีได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของการทำงาน จนวันหนึ่งเมื่อบทบาทงานประจำได้ยุติลง เธอก็เริ่มเดินทางมาเที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเองแบบฉายเดี่ยว ได้ออกไปสำรวจตึกรามบ้านช่อง สูดกลิ่นอายความเป็นระเบียบเรียบร้อย และซึมซับบรรยากาศรอบตัวในแบบที่ตัวเองต้องการ

“พอออกจากพลอยแกมเพชรแล้วก็ได้เริ่มเที่ยวคนเดียว แล้วก็เลือกไปญี่ปุ่น…การไปของพี่ตอนหลังเหมือนไปใช้ชีวิต ไปเดินดูนั่นดูนี่ กินอะไรที่เราอยากกิน เพิ่งมาเที่ยวญี่ปุ่นเยอะๆ เนี่ยสักประมาณ ๖-๗ ปีที่แล้ว ตั้งแต่มีโซเชียลมีเดียที่ทำให้เราเข้าถึงการท่องเที่ยวได้ง่ายขึ้นค่ะ

คิดว่าไปเกิน ๕๐ ครั้งแล้วนะคะ เพราะปีที่แล้วก็ไป ๕ ครั้ง…ตั้งแต่สมัยขอวีซ่าที่สถานทูตตรงอโศก ย้ายไป ๓-๔ ตึก พี่ก็ตามไปขอวีซ่าครบทุกตึก จนตอนนี้เป็นฟรีวีซ่า”

‘โตเกียว’ คือสถานที่ที่คุ้นเคย

สำหรับพี่ตาแล้ว ญี่ปุ่นที่คุ้นเคยที่สุดคือ โตเกียว เมืองที่เดินทางไปเยือนมานับครั้งไม่ถ้วน จนรู้สึกว่าตัวเองซึมซับวิถีชีวิตของผู้คนในเมืองนี้ไปโดยปริยาย

“พี่น่าจะถนัดเฉพาะโตเกียวค่ะ รู้สึกว่าตัวเองมีความเป็นคนเมืองมากกว่า ถึงจะเคยแวะไปเที่ยวชนบทบ้าง แต่สุดท้ายก็ยังชอบอยู่ในเมือง” เธอเล่าต่อไปว่า แม้จะเคยไปเกียวโตแล้ว แต่ก็ยังไม่รู้สึกคุ้นเคย เพราะส่วนใหญ่เดินทางกับทัวร์ จึงไม่ได้มีโอกาสทำความรู้จักเมืองอย่างจริงจัง ต่างจากโตเกียวที่สามารถจำถนน จำย่านต่างๆ ได้แทบทั้งหมด “ถ้าเป็นโตเกียว นึกถึงตรงไหนก็เดินไปได้เลย ถึงจะหลงบ้าง แต่เมืองมันเป็นบล็อกๆ อยู่ในพื้นที่เดียวกัน เลยหาทางกลับได้ไม่ยาก แต่เกียวโต ถ้าหลุดออกจากย่านหนึ่งไปแล้ว บางทีก็เหมือนไปอีกพื้นที่หนึ่งเลย อาจเป็นเพราะเรายังไม่ชินด้วยค่ะ”

เมื่อถามว่ามีช่วงเวลาไหนที่รู้สึกว่า จากการเป็นนักท่องเที่ยวเริ่มกลายเป็น ‘คนเมือง’ ที่รู้จักโตเกียวมากขึ้น พี่ตาตอบว่า จุดเปลี่ยนสำคัญคือช่วงที่เริ่มออกเดินทางด้วยตัวเอง และมีโซเชียลมีเดียเข้ามาช่วยให้ค้นหาข้อมูลได้ง่ายขึ้น

“คีย์เวิร์ดของพี่เวลาเสิร์ชคือ Tokyo Neighborhood หรือย่านที่คนโตเกียวใช้ชีวิตจริงๆ พอหาข้อมูลแล้วก็ไปตามย่านเหล่านั้น เลยแทบไม่เจอนักท่องเที่ยว” ซึ่งการเดินทางเพียงลำพังยังทำให้ได้กลมกลืนไปกับผู้คนในเมืองมากขึ้นด้วย “เราไปคนเดียว ไม่ได้สะพายเป้ใบใหญ่หรือแต่งตัวเหมือนนักท่องเที่ยว ก็เดินเหมือนคนญี่ปุ่น ถือถุงผ้า ซื้อของ ใช้ชีวิตตามปกติ คนส่วนใหญ่เลยคิดว่าเราเป็นคนญี่ปุ่น ต่างกันแค่เราพูดภาษาญี่ปุ่นไม่ได้

พี่ว่าการเที่ยวคนเดียวมันง่ายนะ เพราะเปิดโอกาสให้เราได้คุยกับคนท้องถิ่นมากขึ้น”

โตเกียวเที่ยวตามย่าน

เมื่อถามถึงจุดเริ่มต้นของหนังสือ บันทึกโตเกียว เที่ยวตามย่าน ของสองตา พี่ตาเล่าว่า หนังสือเล่มนี้เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนวิธีมองเมืองโตเกียว หลังจากเขียน บันทึกญี่ปุ่นของสองตา เสร็จ

“เล่มแรกไปหลายที่ค่ะ ไม่ได้อยู่แค่โตเกียว ออกนอกเมืองไปเรื่อยๆ เนื้อหาก็เลยค่อนข้างกระจัดกระจาย แต่ตอนนี้รู้สึกว่าสนุกและมีความสุขกับการอยู่ในโตเกียวมากกว่า เพราะยังมีอะไรให้ค้นหาอีกเยอะ”

หลังจากหนังสือเล่มแรกวางจำหน่าย พี่ตากลับไปโตเกียวอีกครั้งในปี ๒๕๖๗ และเริ่มเปลี่ยนวิธีการเดินทาง จากการเที่ยวภาพรวมมาเป็นการเจาะลึกทีละย่าน “เริ่มรู้สึกว่า เอ๊ะ…ทำไมย่านนี้เรานั่งรถไฟผ่านมาตลอด แต่ไม่เคยลงเลย หรืออย่างอาซากุสะ ก็ไม่น่าจะมีแค่การไปไหว้พระที่วัดเซ็นโซจิ น่าจะมีอะไรซ่อนอยู่อีก” ซึ่งเมื่อเริ่มค้นคว้าและเขียนเรื่องราวของแต่ละย่านลงในเพจ ก็ได้รับเสียงตอบรับจากผู้อ่านเกินความคาดหมาย “หลายคนเข้ามาถามว่าทำไมไม่เคยรู้จักย่านนี้ หรือ ตรงนี้อยู่ตรงไหน ทำไมไม่เคยไป เลยรู้สึกว่า ถ้าจะทำหนังสือเล่มใหม่ ก็ควรทำให้เฉพาะเจาะจงมากขึ้น”

เมื่อถามว่าทำไมจึงเลือกเพียง ๙ เขต จากทั้งหมด ๒๓ เขตของโตเกียว พี่ตาหัวเราะก่อนจะเฉลยว่า จริงๆ แล้วไม่ได้เลือก แต่เป็นเพราะไปสำรวจมาได้เพียงเท่านั้น “ตอนนี้ไปได้แค่ ๙ เขตเองค่ะ ซึ่งทั้ง ๙ เขตล้วนอยู่ตามแนวเส้นทางรถไฟสายหลัก และหากเปิดดูแผนที่ในหนังสือจะเห็นว่าเป็นเส้นทางที่เชื่อมต่อกันจากฝั่งหนึ่งไปอีกฝั่งหนึ่งของเมือง ส่วนเขตที่อยู่ทางเหนือหรือทางใต้ของโตเกียวยังไม่ได้มีโอกาสลงพื้นที่สำรวจอย่างจริงจัง แต่อาจจะเป็นเล่มต่อไปก็ได้ ถ้ายังมีคนติดตาม”

ทำไมต้องเที่ยวตามย่าน

“พี่ไม่ใช่คนเชี่ยวชาญเรื่องกิน เรื่องดื่ม หรือเรื่องช้อปปิงค่ะ แต่พี่ชอบมองเมืองผ่านแต่ละย่าน” นักเขียนคนเก่งเล่าถึงเหตุผลที่เล่าเรื่องตามเส้นทางนี้ และเพราะรู้สึกว่าจะทำให้เข้าใจเมือง ผู้คน และวิถีชีวิตได้ลึกซึ้งกว่า “เวลาเราเข้าไปในแต่ละย่าน เราจะได้รู้จักคน รู้จักเมือง และรู้จักสิ่งที่เกิดขึ้นในพื้นที่นั้นจริงๆ”

สำหรับพี่ตา แต่ละย่านในโตเกียวมีบุคลิกที่แตกต่างกัน ไม่ต่างจากกรุงเทพฯ “อย่างบางลำพูก็มีบรรยากาศแบบชุมชนดั้งเดิม ส่วนหัวลำโพงก็เป็นย่านค้าขายของคนไทยเชื้อสายจีน แต่ละพื้นที่มีชีวิต มีผู้คน และมีเรื่องราวของตัวเอง โตเกียวก็เช่นเดียวกัน บางย่านเป็นย่านธุรกิจ บางย่านเป็นที่ตั้งของสถานทูต บางย่านเป็นแหล่งพักอาศัยของผู้มีฐานะ หรือบางแห่งก็มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่ชัดเจน ซึ่งการเล่าเป็นรายย่านทำให้เราโฟกัสการเที่ยวได้ง่าย ไม่กระจัดกระจาย เราจะรู้เลยว่าย่านนี้เป็นพื้นที่ของใคร มีบรรยากาศแบบไหน”

พี่ตาบอกว่าวิธีการเที่ยวแบบนี้อาจเกิดจากการที่ตัวเองเดินทางไปโตเกียวบ่อยแล้ว แต่สำหรับคนที่เคยไปเฉพาะจุดท่องเที่ยวยอดนิยม หนังสือเล่มนี้อาจเปิดมุมมองใหม่ให้ได้

“ถ้าใครสนใจสถาปัตยกรรมหรือวัด ก็อาจไปย่านโคเอนจิ หรือถ้าชอบบรรยากาศที่มีความเป็นยุโรป ก็อาจไปย่านที่คนเรียกว่าลิตเติลปารีส สุดท้ายแล้วแต่ละคนก็สามารถออกไปค้นหาสิ่งที่ตรงกับความสนใจของตัวเองได้ค่ะ”

นอกจากเหตุผลแรกที่ทำให้พี่ตาเลือกเล่าเป็นรายย่าน อีกเหตุผลต่อมาก็คือการเล่าในรูปแบบนี้ยังช่วยให้สามารถวางแผนการเดินทางได้ง่ายขึ้นด้วย เพราะในหนังสือจะมีแผนที่ประกอบ

“พอเราเขียนเป็นย่าน แล้วมีแผนที่ คนจะเห็นเลยว่าถ้าวันนี้มีเวลาน้อย อยู่ตรงนี้แล้วควรเดินต่อไปตรงไหน ไม่ต้องนั่งรถไฟข้ามเมืองไปมา เมื่อวางแผนเที่ยวเป็นย่าน จะสามารถเดินทางต่อไปยังพื้นที่ใกล้เคียง หรือขึ้นรถไฟเพียงสถานีเดียวก็ถึง ทำให้การเดินทางสะดวกและใช้เวลาได้คุ้มค่ากว่าเดิมด้วยค่ะ”

บันทึกการเดินทาง

หนังสือเล่มนี้ให้ความรู้สึกเหมือน ‘บันทึก’ มากกว่าจะเป็นหนังสือคู่มือท่องเที่ยว อีกทั้งพี่ตายังอธิบายเพิ่มเติมว่า นี่คือมุมมองของคนคนหนึ่งที่อยากเล่าให้คนอื่นฟัง “สิ่งที่เราเห็นก็จดไว้ แล้วนำมาถ่ายทอดต่อ คนอ่านก็จะค่อยๆ มองเห็นภาพไปพร้อมกับเรา เหมือนได้ออกเดินทางไปด้วยกัน”

ในหนังสือเล่มนี้ หลายบทไม่ได้เล่าเพียงเรื่องการเดินเที่ยว แต่ยังสอดแทรกประวัติศาสตร์ของย่าน วัด และสถานที่ต่างๆ เอาไว้อย่างน่าสนใจ

“เวลาเราไปเห็นสถานที่จริงด้วยตา เราก็อยากกลับมาศึกษาว่า ทำไมสถานที่นี้ถึงเป็นแบบนี้ ทำไมย่านนี้ถึงมีลักษณะแบบนี้ แล้วก็อยากบันทึกข้อมูลส่วนนั้นไว้” พี่ตาเล่าพร้อมอธิบายเพิ่มเติมว่าเธอไม่ได้ตั้งใจให้ผู้อ่านต้องจดจำรายละเอียดทั้งหมด เพียงแค่อ่านผ่านๆ ก็อาจช่วยให้มองเห็นภาพของสถานที่นั้นได้ชัดขึ้น  “เราไม่ได้อยากให้คนไปเที่ยวเฉยๆ แต่อยากให้ได้ความรู้ติดตัวกลับมาด้วย อย่างน้อยก็ให้ตัวเราเองได้รู้ค่ะ”

แม้บางคนจะรู้สึกว่าข้อมูลในหนังสือค่อนข้างแน่น แต่เธอกลับดีใจที่มีผู้อ่านจำนวนไม่น้อยชื่นชอบการเล่าเรื่องในลักษณะนี้ “นี่อาจเป็นวิธีเล่าแบบของพี่ เราก็แทรกมุมมองของตัวเองลงไปนิดหน่อย แต่ไม่ได้บังคับให้ทุกคนต้องเรียนรู้ตาม หลายคนส่งข้อความมาบอกว่า วันนี้ไปที่นี่นะคะ หรือส่งรูปสถานที่มาให้ดู บางคนบอกว่าเล่มแรกยังเที่ยวตามไม่ครบเลย ในขณะที่บางคนส่งข้อความมาถามว่า ตอนนี้อยู่ตรงนี้แล้วค่ะ แต่ยังหาไม่เจอเลย เราก็คุยกัน มันเหมือนมีเพื่อนที่สนใจสิ่งเดียวกัน”

นอกจากนี้ครั้งล่าสุดที่เดินทางไปญี่ปุ่นกับกลุ่มคนคุ้นเคย เธอยังได้พาทุกคนไปร้านอาหารและสถานที่ที่ตัวเองค้นพบ

“ทุกคนก็ถามว่า ‘รู้จักร้านนี้ได้ยังไง’ หรือแม้แต่คนขับรถยังถามว่าทำไมถึงรู้จักร้านนี้” พี่ตาเล่าด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะก่อนบอกว่า ความสุขของเธอคือการได้เห็นคนอื่นสนุกไปกับสถานที่ที่ตัวเองรัก

“ปี ๒๕๖๗ พี่เริ่มเที่ยวแบบเจาะเป็นย่าน แล้วปี ๒๕๖๘ ก็ไปโตเกียวประมาณสี่ครั้ง ทำให้เก็บข้อมูลได้มากขึ้น” แม้จะเริ่มสะสมข้อมูลมาตั้งแต่ปีก่อน แต่การตัดสินใจทำหนังสือจริงๆ เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อต้นปีนี้นี่เอง “พี่ลองเขียนออกมาก่อน แล้วค่อยจัดเซกชัน พอเริ่มเห็นภาพ ก็เลยลองโยนหินถามทางว่าถ้าทำหนังสือ จะมีคนสนใจไหม”

อย่างไรก็ตามเจ้าของนามปากกาสองตาก็ยังบอกว่า ทุกครั้งที่เดินทาง ไม่เคยตั้งใจไปเพื่อเก็บข้อมูลทำหนังสือ “จริงๆ แล้วไปเพื่อเติมเต็มความสุขของตัวเอง ไปแล้วมีความสุข สนุก แค่นั้นเอง” ปัจจุบัน ทุกครั้งที่ไปญี่ปุ่น พี่ตาจะใช้เวลาอย่างน้อย ๗-๙ วัน โดยอาศัยการวางแผนวันลาให้คุ้มที่สุด “ส่วนใหญ่จะลาติดกับวันเสาร์-อาทิตย์ ทำให้ได้อยู่ญี่ปุ่นประมาณ ๙ วัน กำลังพอดี ถ้านานกว่านั้นก็เริ่มคิดถึงบ้านแล้วค่ะ”

ไปทุกครั้งก็หลงทุกครั้ง

แม้จะวางแผนการเดินทางอย่างละเอียด และยังไปมาแบบนับไม่ถ้วน เราเองก็อดถามไม่ได้ว่า พี่ตายังหลงทางอยู่หรือไม่ ซึ่งเธอหัวเราะก่อนตอบทันที “หลงค่ะ แต่สำหรับพี่ความหลงทางไม่ใช่ปัญหา แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้เมือง เวลาออกจากสถานี เขาจะบอกอยู่แล้วว่าถ้าไปทางนี้ให้ออก Exit ฝั่งเหนือหรือฝั่งใต้ แต่บางทีก็ไม่ได้ดู พอเดินออกไปแล้วถึงรู้ว่าจุดหมายจริงอยู่คนละฝั่ง ก็ต้องเดินอ้อมนิดหน่อย ทำให้ทุกครั้งที่เดินทางจึงเป็นการเก็บประสบการณ์ใหม่ๆ แล้วแต่ละทริปก็จะสอนเราว่า ตรงนี้ควรออกทางไหน ตรงนี้มีลิฟต์ ตรงนี้มีบันไดเลื่อน”

ว่าด้วยงานออกแบบ

ถ้าได้เปิดอ่าน เปิดดูหนังสือเล่มนี้แล้วจะพบว่านอกจากเนื้อหาที่น่าสนใจและเล่าเรื่องได้อย่างน่าติดตาม หนังสือเล่มนี้ยังออกแบบให้อ่านง่าย ทั้งการใช้สีแบ่งแต่ละย่าน แผนที่ประกอบ และการจัดลำดับเส้นทาง โดยพี่ตาเล่าว่า ตัวเองเป็นคนวางโครงสร้างของหนังสือ ตั้งแต่การเรียงลำดับย่านและกำหนดให้มีแผนที่ประกอบทุกบท ก่อนส่งต่อให้นักออกแบบพัฒนารายละเอียดทั้งหมด

“กราฟิก (คุณวัจนา ลือวัฒนานนท์) เป็นคนออกแบบทั้งหมด พี่แค่วางโครงเนื้อหา แล้วคอยดูว่ารูปกับเรื่องตรงกันไหม”

ทั้งคู่ร่วมงานกันมาตั้งแต่เล่มแรกจนถึงเล่มล่าสุด จึงไม่แปลกใจที่หนังสือเล่มนี้จะถ่ายทอดความเป็นสองตาออกมาได้อย่างชัดเจนจนต้องพูดออกมาว่า นี่แหละ หนังสือของพี่ตา

เช่นเดียวกับหน้าปกหนังสือทุกเล่มของพี่ตานั้นต้องออกแบบโดย ครูโต-หม่อมหลวงจิราธร จิรประวัติ ศิลปินคนดังที่มีลายเส้นและลายเซ็นอย่างชัดเจน

พี่ตาเล่าว่า ครูโตเป็นผู้วาดภาพลายเส้นของเธอ ส่วนการจัดวางองค์ประกอบกราฟิกเป็นผลงานของลูกศิษย์ (คุณธนาณัติ เลิศศรัทธาทรัพย์) ซึ่งทั้งทีมทำงานร่วมกันด้วยคีย์เวิร์ดเพียงไม่กี่คำ “เล่มแรกสีขาว เล่มที่สองสีเหลือง เล่มที่แล้วสีเขียว พอเล่มนี้พี่ก็ขอสีชมพู จะได้วางบนชั้นแล้วเห็นความแตกต่าง จากนั้นครูโตก็ถามว่าอยากได้ลายแบบไหน พี่ก็ตอบสั้นๆ ว่า ลายจุดมีแล้ว เล่มนี้ขอลายทางค่ะ”

และไม่นานหลังจากนั้น หน้าปกก็เสร็จสมบูรณ์ พร้อมกับสัญลักษณ์ T ตรงตัวเสื้อที่หมายความถึงการทำงานร่วมกันระหว่างครูโตและพี่ตาอีกด้วย

นอกจากภาพลายเส้นแล้ว ดอกไม้ที่ปรากฏบนหน้าปกก็เป็นผลงานของครูโตเช่นกัน ก่อนจะนำมาใช้เป็นองค์ประกอบต่อเนื่องภายในเล่ม ส่วนคำภาษาญี่ปุ่นที่ปรากฏด้านหน้าและด้านหลังปก พี่ตาเลือกให้มีความหมายสอดคล้องกับการเดินทางของผู้อ่าน

“ด้านหน้าเป็น ‘คอนนิจิวะ’ เหมือนคำทักทายตอนเปิดหนังสือ ส่วนด้านหลังเป็น ‘อาริกาโตะ’ เพื่อขอบคุณเมื่ออ่านจบค่ะ”

เมื่อถามว่าคาดหวังอะไรจากหนังสือเล่มนี้ พี่ตาตอบว่า อยากให้ผู้อ่านได้เห็นอีกมุมหนึ่งของการเที่ยวญี่ปุ่น “อยากให้รู้ว่า การเที่ยวโตเกียวไม่ได้มีแค่สถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยม แต่ยังมีผู้คน วิถีชีวิต และย่านเล็กๆ ที่น่าสนใจอีกเยอะ”

Next Station

แม้หนังสือเล่มนี้จะพาผู้อ่านเดินสำรวจโตเกียว แต่เธอก็ยอมรับว่า ยังมีอีกหลายเมืองที่อยากบันทึกไว้ในอนาคต โดยเฉพาะ ‘คามาคุระ’ “หลายคนไปแค่ไหว้พระใหญ่แล้วกลับ แต่จริงๆ เมืองนี้ยังมีอะไรอีกเยอะ ทั้งวัด เมืองริมทะเล และเรื่องราวที่น่าสนใจ”

ส่วนภาพถ่ายทั้งหมดในหนังสือ พี่ตาเป็นคนถ่ายเอง โดยใช้ iPhone 13 ถึงแม้จะพกกล้องติดตัวไปด้วย แต่เธอให้เหตุผลว่า โทรศัพท์มือถือหยิบขึ้นมาถ่ายได้เร็วกว่า ส่วนกล้องจะใช้เฉพาะเวลาที่ต้องการเก็บรายละเอียดเป็นพิเศษ

เราแอบถามถึงแผนการเดินทางครั้งต่อไป ซึ่งปรากฏว่าเดือนกันยายนนี้เธอมีโปรแกรมไปเที่ยวฟุกุโอกะกับทัวร์ ซึ่งเป็นเมืองที่ยังไม่เคยไปมาก่อน ส่วนโตเกียว หากมีโอกาสก็อยากกลับไปอีกครั้งในช่วงปลายปี

สำหรับหลายคนอาจสงสัยว่า ทำไมพี่ตาถึงกลับไปญี่ปุ่นครั้งแล้วครั้งเล่า เรื่องนี้เจ้าตัวตอบพร้อมน้ำเสียงเปื้อนยิ้มว่า

“เหมือนได้กลับไปอยู่กับตัวเอง ได้ใช้เวลาอยู่กับตัวเอง คิดว่าจะไปไหน ทำอะไร แค่นั้นก็หมดวันแล้ว”

สำหรับพี่ตา การเดินทางไปญี่ปุ่นจึงไม่ได้เป็นเพียงการเปลี่ยนสถานที่ แต่คือช่วงเวลาที่ได้พักจากความวุ่นวายของชีวิต

“พอไปอยู่ที่นั่น พี่รู้สึกเหมือนได้พักจริงๆ ค่ะ”

 

Don`t copy text!