‘ขวัญอินทร์’ เจ้าของผลงาน ‘เปลือกมุกสีชมพู’ เล่าถึงเป้าหมาย แรงบันดาลใจ และงานเขียนที่ท้าทายตัวเองมากเรื่องหนึ่งในชีวิต

‘ขวัญอินทร์’ เจ้าของผลงาน ‘เปลือกมุกสีชมพู’ เล่าถึงเป้าหมาย แรงบันดาลใจ และงานเขียนที่ท้าทายตัวเองมากเรื่องหนึ่งในชีวิต

โดย : กิ่งสุรางค์ อนุภาษ

Loading

ลงให้อ่านกันทางเว็บไซต์อ่านเอากันมาพักหนึ่งแล้วกับเรื่อง เปลือกมุกสีชมพู ผลงานของ ‘ขวัญอินทร์’ หรือ ‘ปิยะรัตน์ แก้วมี’ หนึ่งในผู้เข้าร่วมโครงการอ่านเอาก้าวแรก รุ่น ๕ ที่ต้องการจะถ่ายทอดกิเลสของมนุษย์ซึ่งสร้างเปลือกขึ้นมาปกปิดเนื้อแท้ของตัวเองไว้ กระทั่งวันหนึ่งที่มีเหตุให้พวกเธอจะต้องโดนกะเทาะเปลือก แต่ละคนจะเลือกปกป้องตัวอย่างไร และที่สำคัญกรอบที่ทุกคนต่างตีตราว่าคนคนนั้นเป็นอย่างโน้นอย่างนี้ แท้จริงตรงกับที่ตัวเองคิดใช่หรือไม่ คงต้องติดตามอ่านกันต่อในเว็บไซต์อ่านเอาค่ะ

เปลือกมุกสีชมพู เป็นนิยายแนวดรามาครอบครัว ซึ่งเป็นผลงานเรื่องแรกของนามปากกาขวัญอินทร์ แต่ก่อนหน้าคุณปิยะรัตน์เธอมีผลงานมาบ้างแล้วในนามปากกา ‘ไข่เจียวฟู’ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง สายลมรัก และ สูตรรักมาการอง เธอเล่าให้ฟังว่า เดิมทีนั้นเป็นนักอ่านอ่านตัวยง เปิดร้านเช่าหนังสือและมีนักเขียนในดวงใจอย่าง กฤษณา อโศกสิน ปิยะพร ศักดิ์เกษม และกิ่งฉัตร เป็นไอดอล นอกเหนือจากนั้นอีกหนึ่งงานที่เธอทำอยู่คือรับจ้างเขียนนิทานออนไลน์ กระทั่งวันหนึ่งที่รู้สึกว่าตัวเองได้ผ่านชีวิต ได้เห็น ได้พบ คนต่างๆ มากมาย ได้รับประสบการณ์ชีวิตที่หลากหลายส่งเสริมให้เธอเริ่มลงมือเขียนผลงานของตัวเองออกมาให้นักอ่านได้อ่านกัน และวันหนึ่งคุณปิยะรัตน์ก็ได้เห็นว่ามีโครงการอ่านเอาก้าวแรก ที่สอนเขียนนิยายในคอนเซ็ปต์ เขียนจริง ประสบความสำเร็จจริง โดยมีปิยะพร ศักดิ์เกษม และกิ่งฉัตร เป็นหนึ่งในวิทยากร ด้วยความเป็น FC ตัวยงเธอจึงอยากมาเป็นลูกศิษย์ของนักเขียนที่ตัวเองชื่นชอบ และเข้าร่วมโครงการในรุ่นที่ ๕ พร้อมกับส่งผลงานเรื่อง เปลือกมุกสีชมพู ลงสนามแข่ง จนได้นำมาลงเผยแพร่ที่เว็บไซต์อ่านเอาในที่สุด

“เรื่องนี้เขียนขึ้นมาจากความคิดที่ว่าคำพูดของผู้ใหญ่ที่เต็มไปด้วยอคติก็เหมือนน้ำกรดรดใจเด็กวันละนิด  จนใจบางๆ นั้นอาจขาดวิ่น ไม่เหลือชิ้นดี ซึ่งเด็กบางคนอาจเลือกสร้างเปลือกมาห่อหุ้มความเจ็บแสบนั้น แต่แน่นอนว่าเปลือกของเธอต้องแข็งและหยาบกระด้างพอที่จะไม่ให้หัวใจบางๆ ของตัวเองต้องเจ็บปวดและเสียใจไปมากกว่านี้ นั่นจึงเป็นที่มาของ ‘มุกอันดา’ เด็กที่โดนคำพูดเชิงลบของป้ามาตั้งแต่เล็กจนโต จริงอยู่ที่ป้าพูดเพราะหวังดี แต่จะดีกว่านี้มากถ้าเป็นความหวังดีที่ปราศจากอคติ

“ตัวละครอีกตัวที่จะไม่พูดถึงไม่ได้คือ ‘ฟ้าพราว’ นักการเมืองสาวที่ภายนอกดูเพียบพร้อม บอกตามตรงว่า เดิมทีต้องการจะหาตัวละครสักตัวที่ยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามกับมุกอันดา ตอนแรกจะให้เขาเป็นอาจารย์ค่ะ แต่คิดไป คิดมาก็เห็นว่าการเป็นนักการเมืองในเรื่องนี้น่าจะให้ภาพเปลือกของมุกอันดากับฟ้าพราวว่าต่างกันยังไงชัดกว่า ซึ่งผลงานเรื่องนี้อยากให้นักอ่านเห็นว่า เวลาที่ต้องโดน ‘กะเทาะเปลือก’ แต่ละคนจะมีวิธีคิดและรับมืออย่างไร ระหว่างยืนหยัดเพื่อความถูกต้อง หรือยอมทำทุกอย่างเพื่อรักษาเปลือก”

กว่าจะสร้างผลงานเรื่องนี้จนจบลงได้คุณปิยะรัตน์บอกว่าไม่ง่ายเลย เธอเองติดกับดักการเขียนอยู่หลายต่อหลายรอบ แต่ก็ได้นำเทคนิคต่างๆ ที่วิทยากรมอบให้ รวมถึงคำมั่นสัญญาที่บอกไว้กับพี่ปุ้ย และแรงผลักดันของเพื่อนๆ ในรุ่นมาช่วยกันลากจูงจนผลงานเรื่องนี้ได้ส่งถึงมือของคณะกรรมการในที่สุด

“เรื่องนี้เดิมทีตัวละครหลักที่เป็นจุดเริ่มต้นคือตัวละครมุกอันดา ซึ่งตอนนั้นมีแค่ตัวเดียว แต่ตัวละครสำคัญอีกตัวเกิดจากการเข้าคลาสนี้ค่ะ ขอย้อนว่าตัวเองชอบเรื่อง ‘ทางสายธาร’ ของพี่เอียดมาก อ่านซ้ำวนตั้งไม่รู้กี่รอบ ชอบการหักเหลี่ยม เฉือนคม แก้เกม พอเข้าคลาสจึงได้มีโอกาสถามถึงจุดเริ่มต้นในการเขียนเรื่องนี้ของที่พี่เอียดจนนำมาปรับใช้กับ เปลือกมุกสีชมพู เพราะลออองค์ในเรื่อง ทางสายธาร กับฟ้าพราว ล้วนทะเยอทะยานเหมือนกัน ต่างกันที่คนหนึ่งแก้แค้นคนในตระกูล แต่อีกคนรักษาเปลือกตระกูล นอกจากนี้เรายังได้แรงบันดาลใจในการสร้างตัวละครที่มีที่มาที่ไปจากคนที่มีตัวตนจริงในแนวทางของพี่ปุ้ยด้วย เพราะในผลงานเรื่อง เปลือกมุกสีชมพู ตัวละครที่มีตัวตนจริงนั้นมีถึงเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์ แต่ไม่ได้เกี่ยวข้องกัน เราได้นำมาเรียงร้อยใหม่ทั้งหมดค่ะ

“สำหรับคำแนะนำของพี่หมอโอ๊ตคือ ‘ข้อมูลไหนที่ถ้าข้ามไปก็ยังอ่านรู้เรื่องสามารถตัดออกได้ ใช้เท่าที่จำเป็นกับเรื่องก็พอ’ ตรงนี้ช่วยให้ปล่อยวางความอยากเขียนและตัดข้อมูลที่ไม่จำเป็นไปได้มากเลยค่ะ เพราะเรื่อง เปลือกมุกสีชมพู จะเน้นอารมณ์เป็นส่วนใหญ่ ถ้ามัวแต่ดึงนักอ่านไปที่เรื่องข้อมูลมากไปจะไม่สนุก และคำแนะนำนี้แหละค่ะที่ทำให้เขียนจบส่งผลงานได้

“ส่วนความยากง่ายของการเขียนเรื่องนี้ อย่างแรกคือ มุกอันดาเป็นบาร์เทนเดอร์ ดื่มเหล้า ทำงานบาร์ แต่ตัวเองไม่เคยเข้าบาร์ ไม่เคยดื่มเหล้าเลย เวลาเขียนอารมณ์ความรู้สึกเลยเป็นเรื่องยากค่ะ ตรงนี้แหละที่ได้ดึงคำแนะนำของพี่หมอโอ๊ตมาใช้ คือเล่าแต่เรื่องแต่ที่จำเป็นเท่านั้น ทั้งๆ ที่อาชีพนี้ก็มีข้อมูลเยอะไปหมด ข้อสองคือการทำให้เสร็จทันเวลา เพราะตอนแรกมัวแต่เสียเวลากับบทต้นๆ ด้วยความที่อยากเปลี่ยนอะไรบางอย่าง คือตอนเริ่มเรื่องเราคิดมาจากตัวละครมุกอันดา แต่พอมาเจอความแรงของฟ้าพราวก็รู้สึกชอบจนอยากเริ่มจากตัวละครตัวนี้แทน โลเลอยู่แบบนั้นจนเหลือเวลาไม่ถึงสองเดือน จะเขียนไม่ทันอยู่แล้วค่ะ ซึ่งจริงๆ ก็ถอดใจแล้วนะ แต่นึกถึงตอนที่คุยกับพี่ปุ้ยไว้ช่วงเข้าคลาสว่า ‘ขวัญอ่านนิยายของพี่ปุ้ยมาเยอะแล้ว คราวนี้พี่ปุ้ยอ่านของขวัญบ้างนะคะ’ แล้วพี่ปุ้ยก็ตอบมาสั้นๆ ว่า ‘ได้ค่ะ ไปเขียนมาให้จบเถอะ’ ตรงนี้แหละทำให้นอนไม่หลับ ถ้าไม่เขียนแล้วมาลงเรียนรุ่นต่อไปจะมองหน้าพี่ปุ้ยยังไง น้องๆ ในกลุ่มรุ่นเดียวกันก็ช่วยกันดึงจนส่งทันในที่สุดค่ะ (หัวเราะ) และที่เขียนจนจบได้อีกอย่างคือจำได้ว่าพี่ปุ้ยเคยบอกไว้ในคอลัมน์นึงว่าถ้าเขียนนิยายรัก อุปสรรคหลักก็คือตัวที่มาขัดขวางความรัก เลยนึกขึ้นได้ว่า เปลือกมุกสีชมพู เป็นนิยายรัก เราต้องจับเส้นเรื่องของมุกอันดากับต้นบุญเป็นหลัก แต่ก็ไม่ใช่นิยายรักหวานจ๋า รสชาติเหมือนค็อกเทล ขมหวานสักแก้ว ประมาณนั้น พอชัดเจนในเป้าหมายก็เลยลุยต่อได้จนจบค่ะ”

เรียกว่าการเข้าคลาสอ่านเอาก้าวแรกรุ่น ๕ นอกจากจะมาสานฝันให้ตัวเองได้พบ ได้เรียนกับนักเขียนในดวงใจแล้ว คุณปิยะรัตน์ยังได้ของขวัญกลับไปอีกมากมายหลายเรื่อง หนึ่งในนั้นคือ การเข้าร่วมโครงการนี้ทำให้เธอเป็นนักเขียนที่มีความสุขขึ้น

“การเข้าคลาสอ่านเอาก้าวแรกทำให้เป็นนักเขียนที่มีความสุขขึ้น”

“การเข้าคลาสนี้ทำให้เรารู้อีกเรื่องว่าทฤษฎีใดๆ ที่พยายามทำตามก็ไม่สู้ลงมือทำด้วยใจรัก ใจที่อยากถ่ายทอดเหมือนที่พี่ๆ ทั้งสามท่านทำให้เห็นเป็นตัวอย่างจนสำเร็จกันมาแล้ว  ซึ่งในคลาส พี่เอียดเองก็กล่าวไว้เหมือนกันว่า ‘ตอนเขียนไม่รู้หรอกค่ะว่าใช้ทฤษฎีเรื่องไหน เพิ่งมาจับใส่ทีหลังทั้งนั้น ดังนั้นอย่ามัวไล่จับทฤษฎีจนไม่กล้าลงมือเขียน’ หรืออีกหนึ่งคำสอนที่สำคัญในวันนั้น คือท่านอาจารย์กฤษณา อโศกสิน ที่ได้กรุณาบอกนักเรียนในคลาสว่า ‘อย่าเขียนเพื่อเงิน’ และ ‘อย่าเขียนตามใจคนอ่าน’ สองประโยคนี้ เหมือนเป็นการถอดสลักในใจออกและทำให้โลกจินตนาการถูกเปิดอีกครั้งหลังจากถูกปิดตายเพียงเพราะกลัวว่า ‘เขียนแล้วขายไม่ได้’ ตอนนี้รู้สึกมีความสุขและมีอิสระที่จะเขียนเรื่องราวที่อยากเขียน พร้อมกับตั้งเป้าใหม่ว่าถ้าอยากได้เงินก็เป็นนักเขียนรับจ้างไป แต่ถ้าเขียนนิยายก็ต้องเริ่มจากตัวเอง นอกจากนี้ยังได้มิตรภาพที่ดีมากๆ ด้วย ในรุ่น ๕ เราคว้าเพื่อนสนิทมาได้ห้าคน แล้วก็ไปตั้งกลุ่มย่อยคอยไว้ช่วยกันผลักดันในเรื่องงานเขียนจนจบ และตอนนี้ก็ยังผลักดันกันอยู่ค่ะ อีกทั้งวิทยาท่านอื่นๆ วิทยากรร่วมยังใจดี เป็นกันเอง ไม่ถือตัว ทีมงานก็น่ารักค่ะ สำหรับความรู้ เทคนิค ที่เกิดจากประสบการณ์จริงของพี่ ๆ ทั้งสามที่นำมาถ่ายทอดนั้นบอกเลยว่าล้วนใช้ได้จริง เราสามารถใช้ทำงานและแก้ปัญหาในการเขียนได้อย่างแท้จริงค่ะ”

เมื่อช่วงเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา เราได้เห็นชื่อของปิยะรัตน์ แก้วมี สมัครเข้าร่วมโครงการอีกครั้ง ซึ่งเธอเล่าให้ฟังด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะว่า ครั้งนี้ขอมาล้างตา “รู้สึกว่าเรายังมีบางอย่างที่ติดขัด ทำให้ทำงานออกมาไม่ได้อย่างเต็มที่ การเข้าร่วมโครงการครั้งที่ ๖ เลยตั้งใจว่าจะทำงานชิ้นนี้ออกมาให้ดีที่สุด เท่าที่เราจะทำได้ค่ะ”

ก่อนที่จะจบการสัมภาษณ์ เธอยังมีบางเรื่องที่จะขอส่งต่อถึงนักเรียนรุ่นต่อไปด้วยว่า

“ตอนที่เข้าอบรม ทางวิทยากรก็มีเกมเกมหนึ่งมาให้เล่น โดยให้นักเรียนเขียนสิ่งที่ตัวคิดลงบนกระดาษสีเพื่อเล่นเกมสร้างพล็อต เราก็ทำตามที่วิทยากรบอก แต่ยังไม่ได้คิดอะไรมากทั้งตอนรุ่น ๕ และ รุ่น ๖ กระทั่งได้มาเจอทีมงานอ่านเอาที่ถามว่าทำไมถึงเขียนเรื่อง เปลือกมุกสีชมพู ซึ่งทำให้เรานึกถึงภาพของนักการเมืองท้องถิ่น ภาพของบาร์เทนเดอร์ และคำว่าอคติ ที่นำมาสร้างเป็นนิยายเรื่องนี้ขึ้นมา ตอนนั้นเก็ตเลยว่าเกมที่วิทยาให้เล่นโดยเขียนเรื่องที่ตัวคิดลงบนกระดาษสีต่างๆ เป็นวิธีคิดพล็อตอย่างเป็นธรรมชาติที่สุด เพราะเราทุกคนต่างมีภาพ มีความคิดในหัว สุดแต่ว่าจะคว้ามาเรียงมาต่อกันได้อย่างไรเท่านั้นเอง

“อยากบอกว่าเกมที่วิทยากรให้เราทุกคนเล่นแต่ละเกมในคลาส สำคัญมากนะคะ และยังเป็นการฝึกคิดแบบที่เราไม่รู้ตัวเลย นักเรียนรุ่นต่อๆ ไปห้ามปล่อยผ่านเป็นอันขาด!”

ติดตามผลงานเรื่อง เปลือกมุกสีชมพู ได้ที่เว็บไซต์อ่านเอา และติดตามผลงานต่างๆ ของนักเขียนได้ที่ เฟชบุ๊ก ‘นามปากกา ไข่เจียวฟู’ และ ‘ขวัญอินทร์ นักเขียน’

 

Don`t copy text!