ตามรอยจินตนา จักราพยาบาท (ตอนที่ 1)
![]()
จักราพยาบาท เป็นหนึ่งในสามนวนิยายของคุณจินตวีร์ วิวัธน์ ซึ่งท่านได้เขียนค้างเอาไว้ เช่นเดียวกับเรื่อง เหยื่อยมบาล ในนิตยสารสกุลไทย และสุสานเสน่หา ในนิตยสารขวัญเรือน ก่อนที่จะเสียชีวิตลง โดยมีผลงานเรื่อง ภวังค์ ในนามปากกา ก่ำฟ้า เฟือนจันทร์ เป็นผลงานเรื่องสุดท้าย ที่เขียนจบลงอย่างสมบูรณ์ในนิตยสารทานตะวัน
สำหรับนิยายเรื่องนี้ ได้ลงตีพิมพ์ในนิตยสารกานดา ภายหลังนิยายเรื่อง ศตวรรษสวาทได้อวสานลงในบทที่ 54 โดยมีชื่อเรื่องว่า ภูตาลัย แต่เมื่อได้นำลงได้ถึงบทที่ 7 ก็มีถ้อยแถลงจากบรรณาธิการ ขอเปลี่ยนชื่อเรื่อง เป็น จักราพยาบาท แทน เนื่องจากชื่อของนิยายเรื่องนี้ซ้ำกับชื่อเรื่อง ภูตาลัย ของ สรัสวดี ซึ่งเป็นอีกนามปากกาหนึ่งของ คุณโสภี พรรณราย ที่ลงพิมพ์ในอีกนิตยสารหนี่ง ในห้วงเวลาเดียวกันนั่นเอง
ผมมีโอกาสได้อ่านนิยายเรื่องนี้จนถึงบทที่สามสิบแปด อันเป็นบทท้ายสุดที่คุณจินตวีร์ได้เขียนเอาไว้ จึงขอนำมาเขียนบันทึกการอ่าน เป็นที่ระลึก เช่นเดียวกับที่เคยเขียนถึง เหยื่อยมบาล และ สุสานเสน่หา มาแล้ว บทความนี้จึงขอตั้งชื่อไว้ว่า ตามรอยจินตนา จักราพยาบาท ซึ่งถ้าหากมีขาดตกบกพร่องแต่ประการใด ก็ต้องขอน้อมรับ และขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยครับ
ภูตาลัย หรือ จักราพยาบาท เปิดตัวด้วยฉากพิพิธภัณฑ์เทวรูปโบราณตะวันออก ของ เทพกร โภคานิธี ทายาทของขุนโภคานิธี คุณปู่ของเขา ซึ่งเป็นนักโบราณคดี ฉากแรก เทพกร กำลังสนทนากับ พฤทธา ธุชพิชัยหรือผึ้ง สหายหนุ่มรุ่นน้อง ซึ่งเป็นลูกชายของ ศาสตราจารย์ พฤฒิ ซึ่งเป็นหนึ่งในกรรมการอาวุโสของมูลนิธิที่ดำเนินการพิพิธภัณฑ์แห่งนี้
“เป็นอันว่าพี่เทพ ไม่ได้อะไรจากซากเมืองที่เพิ่งพบกันนี่เลยใช่ไหมครับ?”
ฝ่ายที่ถูกเรียกว่า “พี่เทพ” มีชื่อเต็มว่า เทพกร โภคานิธิ เอนหลังพิงเก้าอี้อัดควันบุหรี่เข้าปอด แล้วตอบว่า
“ไม่มี… หรือถึงเคยมี ชาวบ้านแถบนั้นก็ขุดไปเสียก่อนจนเกลี้ยงแล้วละ อย่าลืมว่า ตรงที่เป็นซากเมืองน่ะ ชาวบ้านเขาพบร่องรอยมาก่อนเจ้าหน้าที่ตั้งนมนานแล้ว ตอนที่พี่ไปถึง พบแต่โครงกระดูกคนกับสัตว์อยู่ 3-4 โครงเท่านั้น”
แต่สิ่งที่ พฤทธา ไม่รู้คือ เทพกร เองเพิ่งได้ชิ้นส่วนแผ่นหินแกะสลักโบราณชิ้นหนึ่ง ซึ่งได้มาจากหมู่บ้านพงจัก อันเป็นหมู่บ้านที่มีการค้นพบชิ้นส่วนวัตถุโบราณ ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และคาดว่า น่าจะเป็นเมืองเก่าในยุคอดีต โดยอักขระนี้กลับมีความหมายชวนฉงน

นัยน์ตาซึมเซื่อง จับจ้องที่อักขระโบราณ ซึ่งความสันทัดจัดเจนช่วยให้เขาอ่านออกอย่างทะลุปรุโปร่งว่าเป็นคาถาสี่วรรค ซึ่งมีใจความแปลกประหลาด สะดุดความสนใจอย่างเอกอุมาแล้ว…
สองวรรคแรกเป็นคาถาศักดิ์สิทธิ์ที่เขาอ่านออก แต่ไม่เข้าใจรวามหมาย เดาว่าคงเป็นคาถาอาคมอันทรงไว้ซึ่งความ “ขลัง” อย่างสูงส่ง ส่วนสองวรรคหลัง เป็นข้อความอันประหลาด ซึ่งดูราวกับเป็นปริศนาที่คนโบราณผูกขึ้นลองปัญญาคนรุ่นหลัง
“… นี้จุ่งสำเร็จด้วยมนตรามหาถรรพณ์ ชีวาตม์แห่งมหาจักร พวยพะพลุ่งด้วยเตชาภินิหาร ผุดลุกไล่เหล่าอรินทร์สลาย…”
มันเป็นใจความที่นักโบราณคดีผู้เชี่ยวชาญอย่างเขางงงัน เดาความหมายยังไม่ออกอยู่ในขณะนี้
เทพกร ได้มีโอกาสได้อ่านตัวอักขระบนแผ่นจารึกนั้นจนจบ ต่อหน้าองค์เทวรูปขององค์พระวิษณุ และเขาก็รู้สึกเหมือนองค์เทวรูปโบราณในพิพิธภัณฑ์ของตน สามารถขยับเคลื่อนไหวได้ และภายหลังจากนั้นชายหนุ่มก็ไม่ต่างกับถูกครอบงำด้วยพลังอำนาจประหลาด โดยที่เขาไม่อาจต้านทานได้เลย

พฤทธา หรือผึ้ง มีเพื่อนสนิทชื่อ เดือน หรือ ศศิพินธ์ ศังกรวงศ์ หญิงสาวเป็นธิดาของ ศาสตราจารย์ศักย์ ศังกรวงศ์ กรรมการบริหารพิพิธภัณฑ์เช่นเดียวกับบิดาของเขา ทำให้ทั้งสองหนุ่มสาว สนิทสนมกัน และศศิพินธ์ได้รับคำแนะนำจากบิดา ให้มาช่วยทำงานเป็นเลขาให้กับมูลนิธิ
พลันเมื่อหญิงสาวได้พบกับเทพกร ท่าทางหนุ่มใหญ่ ทายาทเจ้าของพิพิธภัณฑ์ก็เหมือนจะเปลี่ยนไป และเหมือนเขามองว่าเธอคือใครคนหนึ่ง ซึ่งเคยรู้จักผูกพันมาก่อนในอดีตกาล…
นายสมบัติ เตชะภัทรกิจ เป็นมหาเศรษฐี นักสะสมของโบราณ โดยเฉพาะลักลอบซื้อเทวรูปที่เพิ่งมีชาวบ้านแอบไปขุดพบที่ หมู่บ้านพงจัก ในสภาพเกือบสมบูรณ์ เป็นเทวรูปที่สร้างขึ้นในช่วงพุทธศตวรรษที่สิบสอง
เทวรูปนั้นมีนามว่า มหิษาสุมรรทินี อันเป็นภาคหนึ่งของพระอุมาเทวี ในการปราบควายป่าหรือมหิงษา เป็นรูปองค์เทวีประทับบนหัวควาย แต่น่าเสียดายที่เหลือกรเพียงสองข้าง แต่แล้ว คืนวันนั้นเอง นายสมบัติก็ฝันเห็นองค์เทวรูปมาปรากฏขึ้นอย่างมีชีวิต แล้วขว้างจักรสังหารในมือออกมาใส่ตนเอง

เช้าวันรุ่งขึ้น เขากลายเป็นศพปริศนา นอนตายอยู่บนเตียงนอน ในสภาพเหมือนหัวใจหยุดเต้น สมภัทรบุตรชายของสมบัติจึงตัดสินใจนำเทวรูปนั้นมามอบให้กับพิพิธภัณฑ์ของ เทพกร เรื่องราวของจักราพยาบาท ยังมีรายละเอียดของบรรดานักค้าของเถื่อน ที่ต้องประสบชะตากรรมต่างๆ มากมาย จากทรัพย์สมบัติที่ลักลอบซื้อขายมาจากหมู่บ้านพงจักแห่งนี้
ในขณะที่ ศศิพินธุ์เอง ก็เริ่มรู้สึกแปลกๆ กับ เทพกร บางครั้งเขาทำเหมือนสนิทสนมคุ้นเคยกับเธอและเรียกชื่อหนึ่งขึ้นมาแทน หากบางครั้ง ก็คือพี่เทพกร คนเดิม ที่เธอเคยรู้จักมาก่อน และยังได้ยินเสียงเพรียกประหลาด ที่เรียกหาเธอ เมื่อมีโอกาสได้เผชิญหน้ากับองค์เทวรูปประหลาดในพิพิธภัณฑ์แห่งนั้น
“ศิขราวณี”
เสียงเพรียกหาแว่วไหวดังมีอีกครั้ง คราวนี้ถนัดชัดเจนเหมือนคนเรียกมายืนอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลนี่เอง
“ใคร?”
“นางมิรู้จัก… จำเราหาได้ไม่ แต่เราสิ มิเคยลืมนางเลย… สักเพลาเดียว…”
ศศิพินธุ์รู้สึกหัวหมุน นัยน์ตาชักจะพรายพร่า ต้องกระพริบตาเพื่อให้แจ่มใสขึ้น กวาดมองไปรอบตัว
ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม
และในเวลาต่อมานั้นเอง เทวรูปศิลา ก็เริ่มแสดงอิทธิฤทธิ์!

“ศิขรวณี… หากนางสงสัย นางมิเชื่อตาตัวเอง เราจะลงไปหานาง ไปให้นางสัมผัสแตะต้องความเป็นจริงแห่งเรา ณ บัดนี้”
บาทข้างขวาขยับ กรซ้ายบนลดลง เรือนกายสูงใหญ่ทะมึนเคลื่อนจากที่ ขณะที่พระบาทอันใหญ่โตลดต่ำลงจากฐานหินที่รองรับ
เลขานุการสาวยืนแข็งทื่อ อาการสั่นเทิ้มหายไปเป็นปลิดทิ้ง ท่าทีที่ยืนนิ่งสนิทดูราวกับหล่อนถูกบังคับด้วยอำนาจอัศจรรย์บางอย่างให้มีสภาพคล้ายรูปสลักไปอย่างที่พิศวงที่สุด…
หล่อนไม่อาจขยับเขยื้อนหลบหนีได้อีกต่อไปแล้ว… ไม่อาจทำอะไรได้เลยนอกจาก…
รอ!

สำหรับ ตามรอยจินตนา จักราพยาบาท ขอจบการเขียนบันทึกการอ่านช่วงแรก ค้างไว้ เพียงตอนที่ 19 ก่อนนะครับ รายละเอียดส่วนที่เหลือ จนถึงตอนที่ 38 อันเป็นบทสุดท้ายของนิยายที่เขียนค้างไว้เรื่องนี้ จะนำมาเล่าต่อใน ช่วงต่อไปครับ







