บุษราอาฆาต บทที่ 13 : ปริศนาที่ซ่อนอยู่

บุษราอาฆาต บทที่ 13 : ปริศนาที่ซ่อนอยู่

โดย : เก้าแต้ม

บุษราอาฆาต เรื่องราวของบุษราคัมเม็ดงามที่แฝงไปด้วยความลึกลับกับวิญญาณของหญิงสาว เหตุใดวิญญาณของเธอจึงติดตามมาทำร้ายทุกคนที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับบุษราคัมน้ำงาม ร่วมกันหาคำตอบได้ใน ‘บุษราอาฆาต’ นวนิยายแนวลึกลับโรแมนติก โดย เก้าแต้ม … นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้คูณได้ อ่านออนไลน์

…………………………………………

-13-

 

ณิรินกลับบ้านด้วยหัวใจพองโตที่สุดในชีวิต แอบฝันถึงช่วงเวลานี้มานานมากแล้ว แต่ไม่คิดว่าวันหนึ่งจะได้มานั่งกินข้าวกับหนุ่มในฝัน หลังกินข้าวเสร็จหล่อนก็กลับไปเปิดร้านดูดวงและขายหินต่อจนกระทั่งห้างสรรพสินค้าปิด เหล่าพ่อค้าแม่ค้าทยอยออกจากห้าง หญิงสาวจอดรถไว้ด้านหลังตรงพื้นที่ซึ่งจัดไว้ให้

เนื่องจากมีลูกค้ามาอุดหนุนไปตลอดเวลา ทำให้หล่อนลืมไปว่านำของบางอย่างติดมาด้วย แม้หญิงสาวจะห่อของชิ้นนั้นเอาไว้ด้วยยันต์ของปู่ แต่ไม่ได้ทำให้ของภายในสงบลงเลยแม้แต่น้อย แท้จริงแล้วมันกำลังหาทางออกจากพันธนาการด้านนอกต่างหาก ร่างที่ขี่มอเตอร์ไซค์ดูร่าเริงเกินเหตุ อีกทั้งยังลืมสิ่งที่ปู่ย้ำเสมอว่า อย่าประมาท

ระยะทางที่ต้องขี่มอเตอร์ไซค์ไกลพอดู แต่นี่คือช่องทางทำมาหากินของณิริน แม้ลูกค้าที่นี่จะกระเป๋าไม่หนักเท่าในห้าง แต่ก็มาเป็นระยะๆ รายได้พอจะจ่ายค่าเช่าที่และเหลือเป็นกำไรเพียงแต่หล่อนจะต้องเหนื่อยเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น ณิรินจ้องมองถนนเบื้องหน้า ถนนเส้นนี้เป็นทางลัดแต่ช่วยร่นระยะเวลาได้มาก แต่พอเป็นเวลาสี่ทุ่มเช่นนี้บนถนนจึงมีมอเตอร์ไซค์ของหล่อนเพียงคันเดียว

หญิงสาวสังเกตว่า วันนี้ไฟตรงถนนมีสีเหลืองนวล เมื่อมองก็รู้สึกได้ถึงความเงียบและวังเวง ทั้งที่คุ้นกับถนนเส้นนี้เพราะเคยขี่รถผ่านมาหลายครั้ง แต่วันนี้กลับรู้สึกว่าบรรยากาศทะมึนและน่ากลัว หลังจากขี่รถมาได้สักพักณิรินก็เริ่มรู้สึกถึงบางอย่างที่ผิดปกติ

เป้ที่สะพายอยู่ด้านหลังเริ่มร้อน ตอนแรกหญิงสาวคิดว่าเป็นเพราะหล่อนขี่รถจึงเหงื่อออกจึงทำให้รู้สึกร้อนวูบที่แผ่นหลัง แต่เปล่าเลย ความร้อนนั้นทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ณิรินจึงต้องห่อหลังเพื่อไม่ให้สัมผัสกับเป้โดยตรง ความร้อนที่มากขึ้นเรื่อยๆ คล้ายกับถูกนาบด้วยเตาไฟทำให้เหงื่อแตกพลั่ก หมอดูสาวรับรู้ว่ามีบางอย่างผิดปกติ

หล่อนเพิ่งนึกได้ว่าใส่ของชิ้นหนึ่งเอาไว้ หญิงสาวไม่กล้าหยุดรถเนื่องจากเป็นถนนเปลี่ยวเพราะกลัวภัยจากมิจฉาชีพ จึงใช้วิธีท่องบทสวดมนต์แทน แต่ด้วยความที่ต้องบังคับรถไปด้วยอีกทั้งความร้อนทำให้ไม่มีสมาธิสุดท้ายก็ต้านทานทุกอย่างไม่ได้อยู่ดี

เมื่อเพ่งมองไปตรงถนนเบื้องหน้าก็รู้สึกเหมือนบรรยากาศโดยรอบอึมครึมผิดสังเกต ท้องฟ้าที่เป็นสีดำมืดคล้ายจะแผ่ปกคลุมถนนเกือบทั้งเส้นคล้ายกับหล่อนกำลังขี่รถเข้าไปในอุโมงค์ หญิงสาวเหงื่อกาฬแตก เพิ่งคิดถึงสิ่งที่ปู่ย้ำนักหนาว่าไม่ควรเอาตัวเข้าไปใกล้ชิดอคิณเพราะนั่นคืออันตราย แต่สายเกินไปเสียแล้ว เสียงที่ดังข้างหูทำเอาหมอดูสาวขนลุกซู่

“หึ…หึ”

ณิรินไม่กล้าหันไปจึงเหลือบมองด้วยหางตา เป้ที่สะพายด้านหลังร้อนจนมีแสงสีเหลืองระเรื่อออกมา หล่อนต้องรีบหยุดรถและจัดการของที่อยู่ในเป้โดยเร็วที่สุด แต่หญิงสาวยังขี่ไม่ถึงปลายถนนตอนที่ได้กลิ่นบางอย่างโชยออกมาจากกระเป๋า หางตามองเห็นเงาสีดำที่แผ่ตัวเป็นเส้นเล็กๆ ค่อยๆ ยื่นยาวออกมาก่อนจะเลี้ยวโค้งพุ่งเข้าหาคอของหล่อนด้วยความเร็วสูงคล้ายกับปลายหอกแหลม หมอดูสาวตกใจสุดขีดรีบกดเบรกแต่การหยุดรถกะทันหันทำให้รถเสียหลักหมุนคว้างก่อนจะสไลด์ตัว ณิรินได้สติในเสี้ยววินาทีหล่อนจับแฮนด์รถสองข้างแน่น เกร็งตัวเมื่อรถไถลไปตามพื้นถนน

แรงครูดทำให้เกิดประกายไฟแลบ ขณะที่คนซึ่งอยู่บนรถตกใจที่สุดในชีวิต หล่อนพยายามนึกถึงพระพุทธคุณ อันได้แก่ พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ ปู่เคยสอนเสมอว่า การทำความดีอยู่เหนือความชั่วทุกอย่าง รถไถลไปด้วยความเร็วสูงจนกระแทกกับต้นไม้ใหญ่ที่อยู่ข้างทาง แรงอัดทำให้ร่างของณิรินกระแทกเข้ากับต้นไม้ด้วย เป้ที่สะพายด้านหลังหลุดและเหวี่ยงเข้ากับต้นไม้อย่างแรง เนื่องจากสภาพเป้เก่ามากแล้วจึงฉีกขาด

ณิรินสั่นศีรษะเรียกสติ หล่อนทั้งจุกทั้งเจ็บไปทั้งตัวแถมยังแน่นหน้าอก เมื่อมองก็พบว่าเนื้อตัวเต็มไปด้วยรอยแผลถลอก หล่อนรู้สึกถึงความเปียกชื้นที่กระทบหน้าจากหน้าผาก จมูก รวมถึงริมฝีปากที่สัมผัสได้ถึงรสหวาน เมื่อมองขึ้นไปก็พบว่าบนกิ่งไม้ด้านบนหล่อนมีเป้คาอยู่ ของที่อยู่ในเป้หล่นกระจัดกระจาย รวมถึง ของชิ้นนั้นที่ฉีกขาดออกจากยันต์ที่ห่อไว้ หญิงสาวเห็นของเหลวสีดำที่แผ่ตัวออกจากยันต์คล้ายกับน้ำมันดิบ ก่อนที่ของนั้นจะค่อยๆ แผ่เป็นเส้นเล็กจนแทบมองไม่เห็นไหลรวมเข้ากับน้ำที่กำลังไหลลงมาสู่หน้าและปากของหล่อน

หญิงสาวรีบปิดปากทันทีและผุดลุกนั่ง ณิรินรู้สึกถึงความร้อนบางอย่างที่กำลังแผ่ซ่านเข้าไปในลำคอ หล่อนรีบบ้วนน้ำทิ้ง เพิ่งรู้ว่าของที่ไหลเข้าปากคือน้ำจากรังนกที่หล่อนขอมาจากอคิณนั่นเอง แต่สิ่งที่ผสานมาด้วยคือ สิ่งที่ทำให้เป็นพิษ

หมอดูสาวรีบตั้งสมาธิ หล่อนบริกรรมคาถาไล่ของที่กำลังกล้ำกรายและต้องการครอบครองหล่อน แต่ความแน่นในอกผสานกับการบาดเจ็บทำให้สมาธิของหล่อนแย่เต็มที หญิงสาวสะดุ้งเมื่อวัตถุสีดำมะเมื่อมแผ่จากริมฝีปากและพุ่งเข้าสู่หัวใจ

“ไม่…ฉันไม่ยอม…ออกไปนะ”

วูบนั้นหล่อนคิดถึงปู่ที่สุด หล่อนพลาดที่ไม่ฟังคำเตือนจึงต้องพบกับเรื่องเช่นนี้ ณิรินไม่รู้ว่าพลังแห่งความชั่วร้ายนั้นต้องการอะไร แต่ถ้าหากหล่อนถูกมันครอบงำปู่อาจต้องเป็นอันตราย

“ปู่…ณิขอโทษ”

ณิรินสะดุ้งเฮือกเมื่อพลังด้านมืดเข้าครอบงำ หล่อนพยายามต่อสู้กับสิ่งที่ไหลเข้าร่าง เสียงหัวเราะที่ดังตรงข้างหูช่างน่าสะพรึงกลัว มันคือเสียงของใครคนหนึ่งที่ดังมาจากที่ไกลๆ

“แกต้านฉันไม่ได้หรอก”

“ไม่!…ออกไป”

หญิงสาวได้ยินเสียงหัวเราะในลำคออย่างสะใจเมื่อก้มมองตัวก็พบว่า สีดำกำลังแผ่ซ่านลงไปจนถึงกลางตัวจนผิวกายหล่อนกลายเป็นสีดำเกือบทั้งหมด

“ขัดขืนไปก็ไม่มีประโยชน์ ยังไงก็แพ้”

ณิรินกัดฟันสู้ แต่อาคมที่ไม่ค่อยได้ใช้ของหล่อนคงอ่อนปวกเปียกเต็มทีจนไม่พอที่จะเอาชนะพลังด้านมืดหรือไม่ก็อีกฝ่ายอาจจะมีอาคมสูงกว่า เงาสีดำแผ่จนคลุมหญิงสาวหมดทั้งตัวตั้งแต่หัวจรดเท้า หญิงสาวกระตุกเฮือกนัยน์ตาที่เคยสดใสบัดนี้แปรเป็นสีขาวหมดทั้งดวง ริมฝีปากเป็นสีม่วงคล้ำ ณิรินหลับตาลง ทั้งร่างโงนเงนแต่แล้วจู่ๆ ก็ลืมตาขึ้น นัยน์ตาคู่เดิมกลายเป็นสีเหลืองอำพันเมื่อถูกพลังงานความชั่วร้ายครอบงำจนหมดทั้งร่าง…

 

น้อยครั้งที่ปู่แทนจะกลับบ้านดึก แต่เพราะวันนี้เพื่อนบ้านในซอยเดียวกันชวนไปกินเลี้ยงสังสรรค์ หลังจากเลิกเป็นร่างทรงปู่แทนก็ไม่ได้ถือศีลแปดเหมือนเดิมแล้ว แม้วันนี้จะไม่ได้ดื่มจนเมาเหมือนกับเพื่อนคนอื่นๆ แต่แอลกอฮอล์ก็ลงท้องไปสองสามแก้ว เรือนร่างสูงที่มีกล้ามเนื้ออันเป็นผลจากการทำงาน ปลูกต้นไม้ ทำสวน เดินกลับมาตามซอยบ้าน

น่าแปลกที่บรรยากาศในบ้านดูเงียบจนผิดสังเกต ปู่สังเกตว่าประตูหน้าบ้านแง้มอยู่ เมื่อมองไปก็พบว่ามอเตอร์ไซค์ของณิรินจอดอยู่ รอยครูดบนมอเตอร์ไซค์ทำให้รู้ว่ามีบางอย่างผิดปกติ ด้วยความเป็นห่วงหลานสาวเพียงคนเดียว ปู่จึงรีบก้าวเข้าไปในบ้าน แต่แล้วกลับชะงักเมื่อได้กลิ่นสาปสางโชยมาจากในบ้าน ปู่รีบมองหายันต์ที่ปิดเอาไว้เพื่อป้องกันภยันตราย เริ่มจากตรงข้างประตูรวมถึงหน้าต่างก็พบว่า ฉีกขาด

“รัก…ยม”

ปู่พึมพำหาสองตัวช่วย ซึ่งปกติแล้วมักจะเข้ามารอต้อนรับตั้งแต่ย่างเท้าเข้ามาในบ้าน แต่วันนี้เจ้าตัวยุ่งหายไป เท่านั้นเองผู้ทรงเวทก็รับรู้ได้ว่ามีแขกมาเยือน แต่จะมาในรูปแบบใดนั้นไม่แน่ใจ ปู่เดินไปที่ต้นไม้ใหญ่หยิบตะกร้าที่ใส่อุปกรณ์ทำสวนออกมา ใครจะคิดว่าปู่จะแอบซ่อนของบางอย่างเอาไว้บนต้นไม้

ชายสูงวัยประนมมือรับมีดหมอลงอาคมและยกขึ้นจบบนศีรษะ มือกระชับมีดแน่นเตรียมพร้อมสำหรับผู้บุกรุก ปกติแล้วปู่เทียมไม่คิดจะต่อสู้หรือทำอันตรายใครมาก่อน สมัยเป็นร่างทรง นั่งทางใน ดูดวงก็ทำเพื่อสะเดาะเคราะห์ แต่ไม่เคยใช้อาคมทำร้ายใครมาก่อน ปู่ทวดเป็นผู้สอนความรู้นี้มาให้และกำชับเสมอว่า

ข้าสอนวิชาเอาไว้ให้เอ็งป้องกันตัว จำเอาไว้ว่า คนมีของ ต้องมีจิตเมตตา

ศาสตร์ดำกับขาวต่างกันตรงนี้ ผู้ที่ศึกษาศาสตร์วิชาแตกต่างกันไปตามศีลธรรมในใจของแต่ละคน หากคนไหนคิดดีทำดีก็จะไม่ยุ่งกับของต่ำและสิ่งที่สร้างความเดือดร้อนให้กับมนุษย์คนอื่นๆ แต่พลังงานความชั่วร้ายที่แทรกซึมอยู่ในบ้านตอนนี้เป็นพลังด้านมืดถึงขีดสุด กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปทั่วบ้านรวมถึงโซฟา และรอบๆ บ้าน คงเป็นเพราะมีใครบางคนเอาเลือดไม่ดีมาเพื่อทำลายอาคมที่คอยปกป้องบ้าน

ปู่เทียมสำรวจชั้นล่างของบ้านแต่ไม่พบศัตรู ความเป็นห่วงหลานสาวสุดหัวใจจึงตัดสินใจก้าวขึ้นไปชั้นสองของบ้าน ประตูห้องของณิรินเปิดอ้าอยู่ เมื่อมองเข้าไปก็เห็นรักกับยมถูกพันธนาการเอาไว้ด้วยของบางอย่างแถมยังถูกปิดปากเอาไว้ด้วยยันต์ทำให้พูดไม่ได้ เด็กทั้งสองส่ายหน้าเพื่อห้ามไม่ให้ปู่เทียมเข้าไป ณิรินนั่งก้มหน้าอยู่บนเตียง ตรงข้อมือมีเชือกสีขาวมัดอยู่

“ณิ…เอ็งเป็นยังไงบ้าง”

หญิงสาวไม่ตอบแต่นั่งก้มหน้า ผมเผ้าปรกรอบใบหน้าจนเห็นแต่หน้าผาก ปู่เทียมร้องเรียกอีก

“เอ็งเป็นอะไรหรือเปล่า แล้วนั่นใครทำอะไรรักกับยม”

ไม่มีเสียงตอบ มีเพียงความเงียบ ปู่เทียมรู้แล้วว่ามีสิ่งผิดปกติและต้องเตรียมรับมือ เมื่อเหลียวมองไปยังรักกับยมที่ถูกมัดอยู่เช่นกัน ทั้งสองได้แต่ส่ายหน้า ทำท่าบุ้ยใบ้ ปู่พึมพำ

“ไม่ต้องห่วง…ข้ารู้ว่าต้องทำยังไง”

ปู่เทียมผลักประตูเข้าไป ภายในห้องนอนของหญิงสาวก็มีสภาพไม่ต่างจากห้องรับแขกคือ ถูกราดด้วยเลือดสกปรกเต็มไปหมด สายตาเหลือบมองพบว่า ตามตัวณิรินมีแต่รอยถลอกเต็มไปหมด เลือดไหลซึมออกมาแต่หล่อนยังนั่งนิ่ง ไม่ยอมตอบ

“เอ็งเป็นอะไรมากหรือเปล่า ณิ ให้ปู่ดูหน่อย เอ็งรู้ใช่ไหมว่า ปู่รักเอ็งมาก”

ร่างบางไม่ตอบ ปู่เทียมกระชับมีดหมอในมือ เขาก้าวเข้าไปใกล้จนประชิดกลิ่นเหม็นสาบโชยออกมา

“ใครทำอะไรเอ็ง บอกปู่มาสิ”

เขากำลังแกะเชือกที่มือออกแต่พอมือสัมผัสกับผิวกายของณิรินก็สะดุ้ง จู่ๆ ร่างบางก็เงยหน้าขึ้น เมื่อสบตาปู่เทียมก็สะดุ้ง ตาของหลานสาวบัดนี้กลายเป็นสีเหลืองหมดทั้งสองข้างเมื่อถูกพลังความชั่วร้ายเข้าครอบงำ ริมฝีปากแสยะยิ้มอย่างเหี้ยมเกรียม เมื่อปู่ก้มลงดูก็พบว่า ณิรินชักมีดมาจากไหนไม่รู้และจ้วงแทงเข้าที่ท้องน้อยของผู้อาวุโสอย่างสุดแรง…

 

ปู่เทียมไม่ได้ตกใจเพราะเตรียมตัวมาก่อนแล้ว แต่เนื่องจากอายุที่มากแล้วทำให้การเบี่ยงตัวหลบไม่ฉับไวเหมือนกับสมัยหนุ่มๆ คมมีดจึงเฉี่ยวสีข้างไปจนเลือดออก แต่ปู่ก็อาศัยจังหวะนั้นใช้ยันต์ที่เตรียมเอาไว้มาแปะลงบนหน้าผากหลานสาว

ณิรินล้มหงายหลังผลึ่งลงบนเตียง หล่อนกรีดร้องพยายามตะกุยเอายันต์ออก เงาสีดำกำลังต่อสู้กับเงาสีขาวอย่างดุเดือด ขณะที่เจ้าของร่างกรีดร้องโหยหวน ปู่ควักมีดลงอาคมที่เหน็บอยู่ข้างเอวออกมาจี้ไปที่หน้าผากอีกครั้ง

หญิงสาวชะงักตาค้าง อ้าปาก เงาสีดำพยายามแผ่จากร่างของหล่อนเข้ามาในมีดแต่เนื่องจากอาคมที่ลงไว้มีมากกว่า แสงสีขาวบริสุทธิ์จึงพุ่งออกจากมีดเข้ากลืนกินสีดำแทน พลังสองอย่างต่อสู้กันอย่างดุเดือด ปู่เทียมบริกรรมคาถาอย่างต่อเนื่อง พลังแห่งความดีกับความชั่วผลักกันไปมา ณิรินมือเกร็งทั้งสองข้าง ตาเหลือกลาน

“แข็งใจไว้ณิ…เอ็งต้องตั้งสมาธิ ช่วยปู่ขับไล่มันออกไป”

ปู่เทียมไม่รู้ว่าณิรินได้ยินหรือไม่ แต่เหมือนการหายใจของหล่อนเหมือนจะนิ่งขึ้น มือที่เกร็งค่อยๆ คลายออกและเปลี่ยนเป็นลักษณะพนมมือแทน

ฉับพลันนั้นเองก็เกิดลมพัดอย่างอื้ออึง หน้าต่างทุกบานในบ้านพากันเปิดพร้อมกัน ลมจากด้านนอกพัดเข้ามาในห้องนอนจนปู่เทียมต้องเกาะผนังเอาไว้เพื่อทรงตัว หน้าต่างปิดเปิดเสียงดังสนั่น ปู่เทียมรวบรวมสมาธิท่องบทสวดอย่างต่อเนื่อง กลิ่นเหม็นเน่าโชยไปทั่วห้อง ขณะที่เงาสีดำที่คล้ายกับน้ำมันดิบกำลังถูกผลักดันออกจากร่างของหญิงสาว บรรยากาศในห้องที่มลังเมลืองไปด้วยสีเหลืองค่อยๆ ถูกแทนที่ด้วยสีขาวบริสุทธิ์

ในที่สุดปู่ก็กดมีดไปตรงหน้าผากของณิรินด้านนอกยันต์เพื่อท่องมนตร์บทสุดท้าย ของเหลวสีดำค่อยๆ ถูกบีบให้ไหลพุ่งออกจากปากของหญิงสาว และม้วนตัวขึ้นไปอยู่บนเพดาน ตอนแรกมันทำท่าจะพุ่งเข้ามาหาปู่แต่ปู่ก็ใช้มืออีกข้างซัดข้าวสารเสกออกไปจนมันแตกกระเซ็น

ปู่รีบกลับมาตั้งสมาธิเพื่อบีบให้ของออกจากร่างของณิรินจนหมด ชายสูงวัยแค่นเสียงเหี้ยมเกรียมย้ำอีกครั้ง

“ไปเสีย…อย่ากลับมาที่นี่อีก”

เงานั้นทำท่าจะฉกปู่เทียมเหมือนกับงูฉกเหยื่อแต่ปู่เทียมก็เบนปลายมีดมาหา แสงสีขาวประดุจลำแสงเจิดจ้าพุ่งเข้าหาจนทำให้ของเหลวสีดำแตกกระเจิงไม่เป็นท่า มันพุ่งหนีออกจากหน้าต่างห้องนอนเพื่อเอาตัวรอด ปู่ตรงไปที่ลิ้นชักของณิรินและหยิบของชิ้นหนึ่งขึ้นมา บริกรรมคาถาพ่นใส่พร้อมกับเขวี้ยงออกไปทางหน้าต่างพร้อมพูดว่า

“ตามมันไป ข้าอยากรู้ว่าใครเป็นคนสร้างมันขึ้นมา”

เงาสีเขียวอ่อนๆ โรยตัวออกจากห้อง ทันทีที่ทุกอย่างจบสิ้นลมที่พัดอื้ออึงด้านนอกก็พลันสงบลงคล้ายกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ปู่ใช้มีดลงอาคมตัดของที่พันธนาการกุมารน้อยสองตนออกและหันไปหาณิริน ประคองหล่อนขึ้น มือลูบหน้า

“เอ็งเป็นยังไงบ้าง”

ปู่เทียมกอดหลานสาวเอาไว้แน่น  จ้องมองนัยน์ตาที่ค่อยๆ กลับเป็นสีปกติ ณิรินสั่นศีรษะไล่ความมึนงง

“นะ…ณิอยู่ที่ไหนหรือปู่ นี่มันเกิดอะไรขึ้น”

“เอ็งโดนของ…ดีนะที่ปู่เตรียมพร้อมเอาไว้แล้วว่า สักวันมันต้องมา”

ณิรินมองไปรอบห้องที่เปรอะเปื้อนไปด้วยเลือด

“นี่ใครทำ…”

“จะฝีมือใคร…ก็เอ็งไงล่ะ เป็นไงโดนของเข้าตัว ทำบ้านเลอะไปหมด ไม่รู้ละตอนทำความสะอาดข้าไม่ช่วยเอ็งนะโว้ย”

ปู่พูดติดตลกแต่แล้วกลับชะงัก ณิรินก้มมองและพบว่าตรงท้องของปู่มีเลือดซึมออกมาจากบาดแผลเมื่อครู่ หล่อนตกใจสุดขีด

“ปู่บาดเจ็บ”

“แค่นี้ไม่เป็นอะไรมากหรอก ปู่แค่ใช้แรงเยอะไปหน่อย”

ปู่เทียมยกมือกุมแผลตรงท้องน้อย ใบหน้าซีดมาก ณิรินประคองปู่แทน

“ปู่ไหวไหม…ณิขอโทษนะปู่ ณิผิดเอง”

“ไม่เป็นไร แค่นอนพักสักหน่อยก็ดีขึ้นแล้ว”

ปู่เทียมล้มตัวลงบนเตียงแทน ณิรินเลิกชายเสื้อขึ้น คมมีดบาดเป็นทางยาวแต่เคราะห์ดีที่บาดไม่ลึก หล่อนประคองชายสูงวัยให้นอนบนหมอน

“ปู่นอนรอตรงนี้ก่อนนะ ณิจะไปเอาอุปกรณ์ทำแผลมาให้ ปู่ต้องไม่เป็นอะไรนะ”

“เออ…ไม่ต้องห่วงหรอก ปู่มันตายยาก ดวงแข็ง เอ็งรีบไปเอาของมาแล้วกัน ปู่จะขอนอนพักสักหน่อย ไอ้ของนั่นมันแรงจริงๆ เล่นเอาหมดแรง”

Don`t copy text!