บุษราอาฆาต บทที่ 9 : อดีตที่ไล่ล่า

บุษราอาฆาต บทที่ 9 : อดีตที่ไล่ล่า

โดย : เก้าแต้ม

บุษราอาฆาต เรื่องราวของบุษราคัมเม็ดงามที่แฝงไปด้วยความลึกลับกับวิญญาณของหญิงสาว เหตุใดวิญญาณของเธอจึงติดตามมาทำร้ายทุกคนที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับบุษราคัมน้ำงาม ร่วมกันหาคำตอบได้ใน ‘บุษราอาฆาต’ นวนิยายแนวลึกลับโรแมนติก โดย เก้าแต้ม … นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้คูณได้ อ่านออนไลน์

…………………………………………

-9-

 

ในบรรดาคนสนิท คงมีคนเดียวที่อคิณคิดว่าเป็นเพื่อนซี้ตายแทนกันได้ นั่นก็คือ พิธาน เขาเป็นลูกของเจ้าของบริษัทสายการบิน สมัยเรียนทั้งคู่เล่นเทนนิสด้วยกันและเป็นนักกีฬาคนสำคัญ หลังเรียนจบพิธานเองก็ไปเรียนต่อมหาวิทยาลัยเดียวกับอคิณ ดังนั้นจึงยังสนิทสนมกัน เมื่อจบกลับมาเพื่อนรักก็มารับช่วงต่อบริหารสายการบินแทนพ่อ

“แกมั่นใจหรือว่า ไม่ได้ตาฝาด”

ชายหนุ่มก็ถามตัวเองซ้ำๆ ไม่รู้ต่อกี่รอบ แต่เขามั่นใจว่าเห็นรอยแดงเกิดขึ้นจริง แต่พอเช้านี้ทุกอย่างก็หายไป พลอยพยัพใส่เสื้อคอวีเปลือยแผ่นหลัง และหวีผมเปิดหน้าผากเดินลงมาจากบ้านด้วยสีหน้าแช่มชื่นเหมือนเดิม แถมเงาที่คิดว่าเห็นซ้อนทับกับน้องสาวก็พลอยหายไปด้วย

“ไม่รู้ แต่ฉันว่าฉันเห็นจริงๆ”

อคิณไม่เคยเชื่อเรื่องผีและวิญญาณมาก่อน แต่ไหนแต่ไรมาเขาเป็นคนรุ่นใหม่ แม้จะนับถือศาสนาพุทธแต่ก็นับว่าห่างไกลจากวัดวาเป็นอันมาก ชายหนุ่มแทบไม่ได้เคยไปทำบุญที่วัดแถมยังไม่เคยรอใส่บาตรพระที่หน้าบ้าน ทุกอย่างอยู่ที่ใจเท่านั้น เขาไม่ชอบการดูหมอ ทำนายดวง อีกทั้งยังไม่เชื่อเรื่องการทำบุญสะเดาะเคราะห์ผิดกับนิรัชชาที่เชื่อเรื่องนี้อย่างงมงายทีเดียว เขายอมรับว่าโมโหที่ได้ยินณิรินพูดเรื่องนี้นั่นก็เพราะเป็นสิ่งที่พิสูจน์ไม่ได้ แต่ใครจะคิดว่าการนำพระใส่ไว้ในกระเป๋าเสื้อจะทำให้เกิดภาพประหลาดขึ้น

“งั้นนายก็คงต้องกลับไปคุยกับน้องณิรินอีกที”

“นี่นายเรียกเขาว่าน้องเลยหรือไอ้พีท ไปรู้จักกันตอนไหน”

“ฉันจำน้องเขาได้นะ เขาเคยมาเชียร์เราสองคนตอนแข่งเทนนิส เพียงแต่นายไม่เห็นเองและตอนที่น้องเขาลาออกไป ฉันก็ได้ยินคนเขาพูดกันด้วย”

“ทำไมฉันไม่ยักจำได้”

“หนุ่มเนื้อหอมอย่างนายจะไปรู้อะไร”

แม้สองคนจะเป็นเพื่อนซี้แต่มีชีวิตที่ต่างกันอย่างสุดขั้ว นั่นก็เพราะพิธานไม่ได้หล่อเหลาปานเทพบุตรเหมือนกับอคิณ เขามีผิวคล้ำ สันกรามเป็นรูปเหลี่ยม รูปร่างบึกบึนเพราะเล่นกีฬากลางแจ้ง แต่พอมายืนเทียบกันจึงกลายเป็นด้อยไปในทันที ทุกครั้งหลังจากจบการแข่งขันเทนนิสจะมีช่อดอกไม้ของอคิณวางไว้ฝั่งหนึ่ง ส่วนพิธานมีแค่ดอกกุหลาบเพียงไม่กี่ดอก ยามอยู่ในโรงเรียนเขาก็เหมือนคนธรรมดาคนหนึ่ง แต่ด้วยนิสัยที่ชอบช่วยเหลือคนอื่นจึงมีเพื่อนสนิทมากกว่า

“แสดงว่า นายเคยคุยกับณิรินด้วยหรือ”

“ไม่เคย…แต่ฉันจำได้ว่าน้องคนนี้เคยเอาดอกไม้มาให้นายด้วย”

“หมายความว่า…”

สมัยเรียนอคิณเป็นที่ชื่นชอบของผู้หญิงแทบทั้งโรงเรียน จะว่ากันตามจริงแล้วเขาไม่เคยเปิดจดหมายเหล่านั้นออกมาอ่านเลยสักฉบับ

“แล้วที่ฉันให้นายไปสืบเรื่องบุษยามณีได้ความว่ายังไงบ้าง”

“ฉันลองถามอาจารย์ดูแล้วนะ ไม่มีใครรู้เรื่องของบุษยามณีเลย ตอนที่จู่ๆ เธอก็หายไป อาจารย์ที่โรงเรียนก็โทรไปตามแต่ก็ได้คำตอบแค่ว่า ต้องการลาออก แต่ไม่มีเหตุผลอื่น”

“คนที่ทำเรื่องลาออกให้บุษยามณีเป็นใครหรือ”

“เห็นบอกว่าเป็นป้านะ แต่นอกจากนั้นไม่มีใครรู้ว่าเพราะอะไร”

ชายหนุ่มนิ่งไปอย่างใช้ความคิด เรื่องวุ่นๆ เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ไปงานคืนสู่เหย้าของโรงเรียน วันนั้นพลอยพยัพบอกว่าเห็นผีบนเวที อีกทั้งณิรินก็ยังมาบอกว่ามีวิญญาณสิงอีก เป็นไปได้ไหมว่าบุษยามณีคือ ผีตนนั้น

“พีทพอจะหาที่อยู่ของบ้านบุษยามณีให้ฉันได้หรือเปล่า”

“นายจะเอาไปทำอะไร”

“ไม่รู้สิ ฉันอยากจะไปดูให้แน่ใจว่า เธอยังมีชีวิตอยู่หรือว่าตายแล้ว”

“คงจะยาก แต่ฉันจะลองถามอาจารย์ดูให้นะ พอดีอาจารย์ที่รับผิดชอบตอนนั้นก็ลาออกและย้ายไปต่างประเทศแล้วด้วย คงต้องลองสอบถามอีเมลจากอาจารย์ที่โรงเรียน”

“ช่วยหน่อยนะ ฉันอยากรู้จริงๆ”

“ทำไมนายถึงคิดว่าเกี่ยวข้องกับบุษยามณีหรือ แล้วน้องพลอยมาเกี่ยวอะไรด้วย”

พิธานก็เป็นอีกคนหนึ่งที่ชอบพลอยพยัพแต่หญิงสาวไม่เคยสนเพราะคิดว่า เขาหน้าตาเหมือนหนุ่มบ้านนอก ไม่หล่อ มีข้อดีอย่างเดียวคือ รวย เพื่อนรักเคยถูกพลอยพยัพกลั่นแกล้งด้วยการไปชอปปิงรูดบัตรอย่างเมามัน สุดท้ายเมื่อถูกตัดรอนพิธานก็ล้มเลิกความคิดที่จะจีบนางแบบสาวอีก

“นายเคยได้ยินเรื่องที่บุษยามณีโดนแกล้งหรือเปล่า”

“ก็เคยได้ยินมาบ้างนะ แต่อาจจะเป็นข่าวลือหรือเปล่า เพราะภารโรงก็ย้ำว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น”

ภารโรงที่อยู่เฝ้าโรงเรียนในคืนวันนั้นพูดแค่ว่า บุษยามณีวิ่งหนีไป แต่ไม่มีเด็กคนอื่นอยู่ในโรงเรียนด้วย บางทีอาจเป็นเพราะเด็กสาวกลัวและตกใจไปเองก็ได้

“แต่ฉันไม่แน่ใจ ฉันไม่รู้ว่า พลอยจะกล้าทำ…”

“ไม่น่าเป็นไปได้ น้องสาวนายถึงแม้ว่าจะหวงพี่ชายอย่างกับอะไรดี แต่พลอยก็ไม่ใช่คนใจร้ายจนถึงขนาดกลั่นแกล้งคนอื่นจนขวัญเสีย”

“แล้ววิกานดากับนาวาล่ะ พอจะเป็นไปได้ไหม แล้วยังไอ้แพทริกอีก”

“ถ้ารวมสามคนนั้นฉันไม่รู้จริงๆ นายได้ยินอะไรมาหรือ เล่าให้ฉันฟังหน่อย”

“ฉันไม่รู้น่ะสิ เพราะว่าคืนนั้นฉันไม่ได้ต้องการรับรู้”

อคิณพึมพำน้ำเสียงแหบแห้ง สิ่งนี้เองที่ทำให้รู้สึกผิดมาตลอด หากวันนั้นเขาตามไปอย่างที่บุษยามณีนัดพบ บางทีอาจจะรู้แล้วก็ได้ว่า เกิดอะไรขึ้น

“นายหมายความว่ายังไง ฉันไม่เข้าใจ”

“ไม่มีอะไรหรอก เอาเป็นว่าฉันจะรอที่อยู่จากนายก็แล้วกันพีท ถือว่าช่วยฉันหน่อย ฉันอยากรู้ความจริงโดยเร็วที่สุด”

 

อคิณแวะไปหาณิรินในวันต่อมา เขาบอกตัวเองว่าทำเพราะหน้าที่ ในเมื่อพลอยพยัพทำร้ายหญิงสาวจริง เขาก็จำต้องดูแล แต่พอไปถึงห้างสรรพสินค้าในตอนค่ำกลับพบว่า หญิงสาวไม่ได้เปิดร้านจึงตัดสินใจแวะไปหาที่บ้านแทน

เขาจอดรถตรงที่เดิมซึ่งเคยมาส่งหญิงสาวเมื่อวานนี้ก่อนจะเดินเข้าไปที่บ้าน ตั้งใจว่าหากปู่ของณิรินอยู่ก็จะไม่แวะเข้าไปหา แต่พอชะโงกหน้าเข้าไปก็พบว่า หมอดูสาวนั่งอยู่เพียงลำพังตรงชิงช้าข้างบ้าน ใบหน้าซีดเซียวแถมตรงหน้าผากยังมีปลาสเตอร์ปิดอยู่ ชายหนุ่มกำลังลังเลว่าจะเข้าไปดีหรือไม่แต่แล้วกลับเจอเด็กผมแกละสองคนยืนอยู่หน้าประตูบ้าน

“เข้าไปได้เลยพี่รูปหล่อ ปู่ไม่อยู่”

อคิณไม่รู้ว่าเด็กชายสองคนรู้ได้ยังไงว่า หล่อนกำลังมองหาปู่ของณิริน

“วันนี้ณิรินไม่ได้ไปเปิดร้านหรือ”

“ไม่…พี่ณิปวดหัว ปู่สั่งให้นอนพักอยู่กับบ้าน ปู่เพิ่งออกไปซื้อบะหมี่ที่ปากซอย ถ้าพี่อยากจะเข้าไปเยี่ยมพี่ณิก็เข้าไปสิจ๊ะ”

เด็กชายซึ่งผูกผมจุกสวมเสื้อยืดกางเกงยีนส์ส่งยิ้มหวานมาให้ อคิณกวาดตามองอีกคนที่ไว้ผมจุกเช่นกันต่างกันแต่ว่าสวมเสื้อยืดกางเกงขาสั้น ใบหน้าของทั้งสองคล้ายกันราวกับฝาแฝดแต่คนสวมขาสั้นใช้แป้งโปะหน้าจนขาววอก น่าแปลกที่ยุคสมัยนี้ยังมีเด็กไว้ผมจุกอีกด้วย

“เราสองคนเป็นน้องของณิรินงั้นหรือ”

เท่าที่เขาทราบจากสุขรวี ณิรินไม่มีพี่น้อง หล่อนกำพร้า พ่อแม่เสียชีวิตและอาศัยอยู่กับปู่ เด็กสองคนส่ายหน้าพร้อมกัน

“เปล่า…หนูสองคนเป็นเด็กที่ปู่เลี้ยง”

อคิณกำลังจะถามต่อแต่แล้วกลับได้ยินเสียงหญิงสาวในบ้านตะโกนออกมา

“นั่นใครคะ”

เขาตัดสินใจผลักประตูเหล็กด้านหน้าเข้าไป แต่พอเห็นณิรินก็เป็นฝ่ายเบิกตากว้าง

“คุณมาได้ยังไง ฉันบอกแล้วไงว่าอย่ามายุ่งกับฉันอีก”

“ผมแค่อยากมาดูว่า แผลคุณเป็นไงบ้าง”

“ฉันสบายดี แล้วก็ยังไม่ตาย”

ณิรินค่อน มองชายหนุ่มอย่างรังเกียจ อคิณไม่เคยเผชิญกับสายตาแบบนี้มาก่อน

“ถ้าสบายดี ทำไมถึงไม่ไปเปิดร้าน”

อคิณสอบถามจากเจ้าของห้างสรรพสินค้าที่หล่อนเช่าอยู่ว่า ร้านค้าของหล่อนรายได้ไม่สู้ดีนัก ทางห้างสรรพสินค้ากำลังพิจารณาว่าจะให้ต่อสัญญาหรือไม่

“ก็ฉันเบื่อ มีอะไรไหม ถามพอแล้วใช่ไหม งั้นก็กลับไปได้แล้ว”

ณิรินเปิดประตูพร้อมกับผายมือเป็นเชิงไล่ อคิณได้แต่ถอนหายใจ ตลอดชั่วชีวิตเคยมีแต่ผู้หญิงมองด้วยความชื่นชม

“แค่คุยกับผม มันลำบากนักหรือไง”

“ใช่…นอกจากลำบากแล้ว คุณยังทำให้ฉันเสี่ยงชีวิตอีกด้วย อย่าลืมนะว่าเมื่อวานนี้น้องสาวคุณเป็นคนทำร้ายฉัน ใครจะรู้ว่าคืนนี้เธออาจจะส่งผีตายโหงมาเก็บฉันอีกก็ได้”

“พลอยไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับอะไรพวกนี้”

“งั้นก็เป็นคนที่คุณเคยทำร้าย”

ชายหนุ่มอึ้ง เขามักจะถามตัวเองเรื่องนี้เสมอๆ ว่า เมื่อหลายปีก่อนเกิดอะไรขึ้นกับบุษยามณีหรือไม่ และบางทีณิรินอาจรู้คำตอบ

“คุณสนิทกับบุษยามณีหรือเปล่า”

หญิงสาวส่ายหน้า ยกมือกอดอก

“ไม่…เธอไม่สนิทกับใครในโรงเรียนเลย ทุกคนคิดว่าบุษเป็นคนแปลก”

อคิณเองก็เป็นหนึ่งในนั้น แม้ในโรงเรียนจะมีหญิงสาวมาชอบเขาหลายคน แต่น้อยคนที่จะกล้าถึงกับมาส่งจดหมายรักให้ถึงมือ เขายอมรับว่าไม่เคยเปิดอ่านยกเว้นฉบับสุดท้ายซึ่งนัดให้เขาไปพบที่โรงเรียน

“คุณไม่ได้เป็นเพื่อนกับเธอหรอกหรือ”

“นี่คุณ ถ้าคิดจะมาที่นี่เพื่อกล่าวหาละก็เลิกคิดไปได้เลย ฉันไม่ได้สนิทกับบุษยามณีและฉันก็ไม่รู้ด้วยว่า ตอนนี้เธอยังมีชีวิตอยู่หรือตายแล้ว”

“คุณคิดว่า วิญญาณนั่นจะใช่บุษยามณีหรือเปล่า”

“ฉันตอบคุณไม่ได้จริงๆ เพราะฉันไม่รู้ ฉันมีความสามารถพิเศษเห็นวิญญาณได้ก็จริง แต่วิญญาณที่อยู่กับพลอยพยัพปิดบังใบหน้าที่แท้จริงเอาไว้ฉันถึงไม่รู้  ถึงแม้ฉันกับปู่จะเคยศึกษาเรื่องคุณไสย แต่เราก็เอาไว้เพื่อป้องกันตัว แต่ฉันมั่นใจว่าคนที่ทำส่งวิญญาณมาหาพลอย ต้องเป็นคนที่ศึกษาไสยดำแถมยังเก่งมากเสียด้วย”

“คุณรู้ได้ยังไง”

“เพราะว่าเขาเคยส่งควายธนูมาเล่นงานฉันแล้วครั้งหนึ่งน่ะสิ”

อคิณเบิกตากว้างเมื่อได้ยินคำว่า ควายธนู แน่นอนว่าเขาไม่เชื่อเรื่องนี้เลยสักนิด ชายหนุ่มเคยเห็นแค่ภาพซีจีที่เกิดขึ้นในหนังของพวกไสยเวท แต่มั่นใจว่าในโลกแห่งความจริงไม่มีแน่

“คุณว่าอะไรนะ”

“ตามใจนะ คุณจะไม่เชื่อก็ตามใจ ถามพอแล้วใช่ไหม ถ้าใช่ก็กลับไปได้แล้ว ฉันไม่อยากตอบคำถามปู่ว่า คุณเป็นใคร”

“ทำไมต้องซีเรียสด้วย แค่ผู้ชายมาหาที่บ้านเนี่ยนะ หรือว่าคุณไม่เคย”

ณิรินหน้าแดงก่ำจนถึงลำคอ หล่อนจ้องอคิณตาถลน ใช่หล่อนไม่เคยมีแฟน อันที่จริงคือไม่เคยมีผู้ชายคนไหนชายตามองหล่อนด้วยซ้ำ

“ฉันจะเคยหรือไม่เคย มันเกี่ยวอะไรกับคุณด้วย รีบออกไปได้แล้ว คนอื่นมาเห็นเข้ามันจะไม่งาม”

“ไม่เห็นต้องคิดมากนี่ น้องชายคุณสองคนเป็นคนอนุญาตให้ผมเข้ามาเอง”

“น้องชาย” คราวนี้ณิรินอ้าปากค้างมากกว่าเดิม มองอคิณซ้ำอีกครั้ง

“คุณว่าใครอนุญาตนะ”

“ก็น้องชายคุณไง เด็กแฝดสองคนที่อยู่หน้าบ้าน เขาเป็นคนเปิดประตูให้ผมเข้ามาเอง รู้อย่างนี้แล้วคุณก็ไม่ต้องคิดมากแล้วนะ ถึงปู่กลับมาก็คงไม่ว่าอะไร เราไม่ได้อยู่ด้วยกันสองต่อสองสักหน่อย น้องชายคุณก็ยืนยิ้มเผล่อยู่นู่น”

 

ณิรินมองตามชายหนุ่มที่เดินออกจากซอยกลับไปขึ้นรถ เมื่ออยู่ตามลำพังก็ร้องเรียก

“รัก…ยม ออกมานี่สิ”

เด็กชายสองคนที่มีใบหน้าเหมือนกันราวกับแกะโผล่ออกมาจากไหนไม่รู้แถมยังยักคิ้วทำหน้าทะเล้น รักคือกุมารทองคนพี่ซึ่งปกติมักจะสวมโจงกระเบนสีแดงส่วนท่อนบนเปลือย ส่วนยมนั้นผิวคล้ำกว่าสวมโจงกระเบนสีเหลือง ทั้งคู่คือกุมารทองที่ปู่เลี้ยงไว้มานานหลายปีแล้ว สมัยก่อนการทำกุมารทองมาจากวิญญาณของเด็กทารกที่ตายทั้งกลม ดังนั้นการสร้างกุมารทองจะต้องไปหาศพของเด็กทารกในป่าช้า มาทำพิธีเผาและลงรักปิดทองให้ทั่ว แต่รักกับยมสองตนนี้ต่างออกไป เพราะไม่ได้มาจากศพเด็กแต่สร้างมาจากดินจากเจ็ดป่าช้าผสมกับโลหะนำมาปลุกเสกตั้งจิตตั้งธาตุทั้งสี่ สาเหตุที่ปู่สร้างกุมารทองสองตนนี้ขึ้นมาก็เพื่อปกปักดูแลรักษาบ้าน

“มีอะไรจ๊ะพี่สาว”

“ไม่ต้องมาทำหน้าทะเล้นเลยยม เราสองคนทำไมถึงไปปรากฏตัวให้คุณอคิณเห็น”

ปู่กำชับกุมารทองเสมอว่า ห้ามปรากฏตัวให้มนุษย์ได้เห็น นั่นก็เพราะไม่ต้องการให้มีใครต้องตกใจกลัว โชคยังดีที่สองคนแปลงร่างไปบ้างด้วยการสวมชุดเหมือนเด็กปกติ อคิณจึงไม่เฉลียวใจเลยว่า คนที่คุยด้วยไม่ใช่มนุษย์

“ที่แท้สุดหล่อแฟนพี่ณิชื่ออคิณนี่เอง รูปก็งามนามก็เพราะ”

“เฮ้ย…เขาไม่ใช่แฟนพี่นะรัก เอาอะไรมาพูด”

“ไม่ใช่แฟน ทำไมต้องมาหากันดึกๆ ด้วยล่ะจ๊ะพี่สาว”

“เขามีธุระ เราอย่ามากวนให้เสียเรื่องนะยม” หญิงสาวหันไปเอ็ดกุมารทองอีกตน  ทั้งสองยังคงยักคิ้วหลิ่วตาทำท่าล้อเลียน ตอบมาเสียดีๆ ว่า ทำไมถึงปรากฏตัวให้เขาเห็น”

“ก็พี่รูปหล่อ เขามาดีนี่พี่ณิ พวกหนูสองคนก็เลยปล่อยให้เข้ามา”

“เราเป็นเด็ก จะไปรู้ได้ยังไง”

“รู้สิ พวกหนูเป็นกุมารทองนะพี่ รู้ทุกเรื่องนั่นละ แล้วหนูยังรู้อีกนะว่า พี่ณิเคยส่งดอกไม้ไปให้พี่สุดหล่อด้วย”

ณิรินหน้าแดงก่ำไปจนถึงลำคอ มองหน้ากุมารทองสุดป่วนสองตน

“เป็นเด็กเป็นเล็กอย่ามายุ่งเรื่องผู้ใหญ่รู้ไหม”

“จ้ะ…หนูไม่ยุ่งก็ได้ แต่หนูอยากให้พี่ณิระวังตัวไว้หน่อย พักนี้มีสายมาด้อมๆ มองๆ แถวบ้านเราบ่อยๆ”

“สายหรือ” ณิรินทวนคำ หลังจากที่วิญญาณผีตายโหงบุกเข้ามาในบ้านในคืนนั้น ปู่ก็นำยันต์กับสายสิญจน์มาล้อมไว้รอบบ้าน ทั้งนี้เพื่อป้องกันอันตราย

“แต่พวกมันเข้ามาไม่ได้หรอก หนูสองคนสกัดเอาไว้แล้ว สงสารก็แต่พี่รูปหล่อ มีคนติดตามเป็นพรวนแบบนั้น”

“เราหมายถึงอะไรฮึ รัก ยม”

“ก็พี่รูปหล่อคนเมื่อกี้นี้ไง หนูเห็นว่ามีวิญญาณตามเขาอีกเป็นโขยง ทางที่ดีพี่ณิระวังไว้หน่อยดีกว่า อีกไม่นาน ตัวการใหญ่คงโผล่มาถึงที่”

“มันต้องการอะไรจากครอบครัวนั้นกันแน่นะ พี่คิดไม่ตกเลย”

“ถ้าให้หนูเดา หนูคิดว่ามันคงต้องการแก้แค้น”

 

พลอยพยัพเพิ่งอาบน้ำและสระผมเสร็จ หล่อนนั่งสางผมอยู่หน้ากระจก พักนี้ไม่รู้เป็นยังไงหญิงสาวถึงรู้สึกว่าตัวเองอ่อนเปลี้ยแทบไม่มีแรง ใบหน้ารูปไข่มีร่องรอยของความอิดโรยจนพลอยพยัพต้องใช้คอนซีลเลอร์ช่วยปกปิด ช่างแต่งหน้าที่กองถ่ายมักจะบ่นว่าหล่อนมีรอยคล้ำใต้ตา ดังนั้นสองวันมานี้หญิงสาวจึงออกไปที่คลินิกเสริมสวยเพื่อทำทรีตเมนต์ เทคโนโลยีด้านความสวยความงามและลดริ้วรอยไม่ว่า จะราคาเท่าไหร่ หล่อนก็ทุ่มทุนทำทุกอย่างเพื่อให้ใบหน้ากลับมาสดใสเหมือนเดิม

งานของพลอยพยัพต้องพึ่งหน้าตา หล่อนคือนางแบบที่ทั้งวงการ​ต่างต้องการตัว แต่พักหลังมีนางแบบรุ่นน้องเกิดใหม่เป็นจำนวนมาก หลายคนอายุน้อยกว่าหล่อน ซึ่งแน่นอนว่าผิวพรรณก็ต้องใสเด้งกว่าเป็นธรรมดา

ร่างบางหยิบครีมบำรุงผิวหน้าขึ้นมา ปกติหล่อนมักจะลงตัวนวดเพื่อกระตุ้นเซลล์ผิวหลังจากนั้นจะตามด้วยครีมสำหรับกลางคืนชนิดเข้มข้น ขณะกำลังแตะครีมลงบนหน้าผากก็รู้สึกเหมือนมีเงายืนซ้อนอยู่ด้านหลัง หญิงสาวหันขวับไปมองแต่ไม่เห็นใคร แต่พอหันกลับมามองเงาในกระจกก็สะดุ้งสุดตัว

ใบหน้าคือหล่อนคนเดิม แต่ตอนนี้ดวงตาทั้งคู่กลับกลายเป็นสีขาวขุ่น รอบตาเหมือนจะคล้ำลงแต่ทว่าริมฝีปากกลับกลายเป็นสีแดงก่ำราวกับเลือด พลอยพยัพชะงักค้าง หล่อนอ้าปากจะกรีดร้องแต่กลับไม่มีเสียงออกมา

หล่อนควรจะลุกหนีแต่ขาสองข้างกลับเหมือนเป็นอัมพาต พลังของวิญญาณตรึงให้ต้องนั่งอยู่ตรงนั้น มือที่กำลังสางผมนิ่ง ไม่ขยับ

“แกจะทำอะไร”

“ก็ทำสิ่งที่ควรทำยังไงล่ะ”

“ฉันไม่เข้าใจ”

“คนอย่างแกไม่ต้องเข้าใจหรอกพลอยพยัพ หน้าที่แกคือให้ฉันยืมร่าง ส่วนเรื่องอื่นฉันจัดการเอง ถึงเวลาแล้วที่ฉันจะแก้แค้นคนที่ทำให้ฉันต้องเจ็บปวด และต้องเริ่มจากมันเป็นคนแรก…คนที่รังแกได้แม้แต่ผู้หญิงที่ไร้ทางสู้”

พลอยพยัพเบิกตากว้าง หล่อนจ้องมองเงาในกระจก วิญญาณที่ยืนอยู่ด้านหลังค่อยๆ ก้าวซ้อนทับเข้ามาจนแนบสนิท เมื่อร่างคนกับวิญญาณกลายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันอย่างสมบูรณ์...

แพทริกยกเครื่องดื่มขึ้นจิบเพื่อคลายความหงุดหงิด เขามานั่งที่ผับแห่งนี้ตั้งแต่เมื่อชั่วโมงก่อน อะไรๆ ดูน่าเบื่อ เพราะมีแต่คนเดิมๆ อย่างผู้หญิงวัยรุ่นสองคนที่นั่งอยู่ตรงโต๊ะทางซ้ายก็ขยันส่งสายตามาเหลือเกิน ด้วยวิสัยผู้ชายเจ้าชู้แพทริกรู้ดีว่า หล่อนไม่ใช่สาวซิง

ส่วนผู้หญิงสามคนที่นั่งอยู่อีกฝั่งหนึ่งก็เป็นคนที่คุ้นเคย คนกลางเคยไปค้างที่คอนโดฯ ของเขามาแล้ว แพทริกไม่ชอบทำอะไรซ้ำๆ ตอนนี้เขาอยากหาอะไรหรือใครที่ดูมีชีวิตชีวาต่างหาก นับตั้งแต่ได้พบกับพลอยพยัพในวันนั้นชายหนุ่มก็อดคิดถึงนางแบบสาวขึ้นมาไม่ได้

เขากับพลอยพยัพเคยเป็นเพื่อนกัน แต่เพราะเรื่องที่เกิดขึ้นที่โรงเรียนทำให้หล่อนประกาศตัดสัมพันธ์ สิ่งที่ชายหนุ่มไม่เข้าใจว่าเพราะอะไรพลอยพยัพถึงได้โทร.นัดเขามาที่ผับแห่งนี้ ท่าทางยามยิ้มหัวเราะเหมือนไม่ใช่คนเดิม แต่ดูสดใสกว่า เป็นกันเองกว่า ผิดกับมาดคุณหนูไฮโซ เริ่ด เชิด หยิ่งเป็นไหนๆ เขาติดใจหล่อน แต่วันนั้นจู่ๆ หญิงสาวก็ลุกออกไปจากผับเสียดื้อๆ ไม่ร่ำลา ไม่ทัก เขาพยายามโทร.เข้ามือถือแต่หล่อนไม่ยอมรับสายเลยแม้แต่ครั้งเดียว อย่างวันนี้ก็เช่นกัน ชายหนุ่มส่งข้อความไปทางไลน์แต่หญิงสาวก็ไม่ได้กดอ่าน เขาเดาว่าพลอยพยัพคงยุ่ง งานนางแบบของหล่อนกำลังรุ่ง

ขณะกำลังตัดสินใจว่าจะกลับดีหรือเปล่า สายตาก็ไปปะทะกับร่างเพรียวของผู้หญิงคนหนึ่ง หล่อนสวมชุดสีเหลืองมะนาวก้าวเดินที่ย่างอย่างมั่นใจทำให้แพทริกสะดุด พอจำได้ว่าเป็นใครก็โบกมือให้

“เซอร์ไพรส์นะเนี่ย ไม่คิดว่าคุณจะมา”

“คุณรอฉันอยู่ไม่ใช่หรือ”

น่าแปลกที่วันนี้พลอยพยัพพูดช้ากว่าเดิม อาจเป็นเพราะแสงจากไฟด้านบนสะท้อนทำให้เขารู้สึกว่านัยน์ตาของหล่อนเป็นสีเหลืองอมทอง คงเป็นคอนแทกต์เลนส์หรืออะไรสักอย่างที่ทำให้หล่อนดูต่างออกไป

“ก็ใช่…ผมคิดถึงคุณ แต่ส่งข้อความไปก็ไม่ตอบ คิดว่าเลิกเป็นเพื่อนกันเสียแล้ว”

“เราเคยสนิทกันออก ฉันจะเลิกคบคุณได้ยังไง”

มือที่เอื้อมมาแตะตรงแขนและไล้ขึ้นสูง แพทริกหรี่ตา เขายอมรับว่ามองไม่ออกว่าพลอยพยัพต้องการอะไร อย่างเช้าวันนั้นเขาโทร.ไปหาหล่อนแต่หญิงสาวกลับรีบกดตัดสาย เมื่อโทร.ไปซ้ำอีกครั้งก็ไม่ยอมรับ

“ผมคิดว่าคุณโกรธ วันนั้นอยู่ๆ คุณก็เดินออกจากผับเฉยเลย ผมวิ่งตามไปก็ไม่ทัน”

“วันนั้นฉันรีบ แต่วันนี้มีเวลาทั้งคืน”

คอของชุดเดรสที่ผ่าลึกลงไปเกือบถึงเอว เมื่อมองผ่านรอยแยกก็พบว่า หญิงสาวโนบรา

“วันนี้คุณแต่งตัวสวย และเซ็กซี่มากๆ”

“คุณชอบแบบนี้ละสิ ผู้หญิงที่สวย มีเสน่ห์ แต่ถ้าเป็นคนที่จืดชืดคุณคงไม่สน”

“มันก็ไม่แน่หรอกนะ บางคนจืดชืดแต่ถ้าร้องโวยวายหน่อยก็ดูมีชีวิตชีวาดี”

เขาแสยะยิ้ม ยักคิ้วให้กับหญิงสาว หล่อนกำมือแน่น มีความรู้สึกบางอย่างผุดขึ้นในดวงตาสีเหลืองคู่นั้นเพียงแวบเดียวก่อนจะเลือนหายไป

“ฉันชอบนะที่คุณเป็นแบบนี้”

“คุณเนี่ยนะชอบผม แล้วทำไมถึงไม่เคยติดต่อผมเลยล่ะ ผมไปเรียนที่อังกฤษตั้งหลายปี แต่คุณไม่เคยมาหา”

“ฉันยุ่ง มีหลายอย่างที่ต้องจัดการ และอะไรหลายๆ อย่างที่ไม่ค่อยลงตัวเท่าไหร่”

“งานนางแบบเนี่ยนะ”

“ฉันบอกแล้วไงว่ามีหลายอย่างที่ต้องทำ และตอนนี้ทุกๆ อย่างก็พร้อมแล้ว วันนี้คือวันที่เหมาะที่สุด อย่าพูดมากเลย เราดื่มกันดีกว่า แล้วช่วยฉันคิดหน่อยว่าวันนี้เราจะไปดื่มต่อที่ไหนดี”

“ดื่มต่อ”

ชายหนุ่มทวนคำ พลอยพยัพยกแก้วขึ้นดื่ม แพทริกมองตาม รอยแหวกของสาบเสื้อทำเอาเขาแทบหายใจไม่ออก ทำไมเขาจะไม่รู้ว่าการที่ผู้หญิงพูดอย่างนี้หมายถึงการเชิญชวนอย่างหนึ่ง วิสัยเขาไม่เคยกลัวอยู่แล้ว แม้จะเกรงใจอคิณซึ่งเป็นพี่ชายอยู่นิดหน่อย

“แน่ใจนะว่า พี่ชายคุณจะไม่ตามมาฉีกอกผมน่ะ”

“แน่ใจสิ…พี่อคิณไม่รู้หรอกว่าฉันออกมาหาคุณ และถึงมาเขาก็คงไม่เจอคุณ”

แพทริกหัวเราะกับคำพูดแปลกๆ แต่มือบางที่วางแปะตรงต้นขาทำเอาหูอื้อตาลาย ร่างบางที่เอียงมาแนบชิดพร้อมเบียดกระแซะทำให้สมองด้านเหตุผลคิดอะไรไม่ออก เขารู้เพียงแต่ว่าต้องหาที่เหมาะๆ สักแห่ง ที่ซึ่งเขากับพลอยพยัพจะได้มีเวลาอยู่ด้วยกันสองต่อสองตลอดทั้งคืน…

 

Don`t copy text!