ดวงใจระบายสี บทที่ 22 : แรงห่วง

ดวงใจระบายสี บทที่ 22 : แรงห่วง

โดย : ปิยะพร  ศักดิ์เกษม

ดวงใจระบายสี โดย ปิยะพร ศักดิ์เกษม เรื่องราวของใจสกาว หญิงสาวที่เปรียบเสมือนผ้าขาวสะอาด เมื่อเธอตัดสินใจไปเมืองหลวงโลกอย่างนิวยอร์ก สีสันต่างๆ ก็เริ่มแต่งแต้มชีวิตของเธอ สีสันที่มาพร้อมชายหนุ่มสามคนที่กลายเป็นสีสามสีที่ปาดป้ายระบายลงในดวงใจของเธอ… นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้คุณได้ อ่านออนไลน์

———————————–

-22-

เสียงกรีดร้องแล้วจบลงด้วยเสียงระเบิดทึบๆ หนักๆ ของอาวุธปืน ทำให้หญิงสาวและชายหนุ่มผู้กำลังจ้องหน้ากันเขม็งแบบไม่ยอมลดราวาศอกที่มุมถนนอีกด้าน สะดุ้งขึ้นพร้อมๆ กัน

เมื่อมองตรงไปยังจุดที่ใจสกาวกับคริสยืนอยู่เมื่อไม่กี่วินาทีที่แล้ว แล้วพบว่าจุดนั้นว่างเปล่า ทั้งคู่ก็ออกวิ่งแน่วมาด้วยกันโดยไม่ต้องนัดหมาย

สถานีรถไฟใต้ดินแห่งนี้เป็นสถานีรถไฟใต้ดินที่ไม่จอแจมากนัก จุดที่เกิดเหตุคือจุดก่อนที่จะถึงจุดแตะบัตรจ่ายค่าโดยสารเพื่อผ่านเข้าไปภายในสถานี จากจุดนี้จะเป็นอุโมงค์ทางแยกหลายทางทำให้สามารถออกจากสถานีไปโผล่ได้ที่ถนนหลายสายด้วยกัน

ใจสกาวเบิกตายืนจ้องคริสผู้นอนคว่ำหน้าทับร่างเล็กเกร็งของอีกฝ่ายไว้ หญิงสาวรู้สึกเหมือนเหตุการณ์รอบๆ ตัวหยุดนิ่ง รู้สึกเหมือนเวลาผ่านไปนานชั่วกัปชั่วกัลป์ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วมันคงผ่านไปแค่ไม่กี่วินาทีเท่านั้น

อึดใจนั้นเองที่อริศราวิ่งลงบันไดตรงมา สายตาของเธอรับรู้แต่เพียงเพื่อนสาวไม่รับรู้ว่ามีใครอีกคนหนึ่งวิ่งมาด้วยกัน อริศราคงเบาใจที่เห็นว่าเพื่อนรักปลอดภัยดี จึงวิ่งตรงไปยังร่างของผู้บาดเจ็บ

…ตอนนั้นเลือดสีแดงสดเริ่มไหลนองออกมาบนพื้นซีเมนต์ หากมันก็บอกยากว่าเป็นโลหิตของผู้ใด ตราบจนกระทั่งเกิดความเคลื่อนไหวแล้วร่างเล็กเกร็งผมแดงก็สลัดหลุดออกมาจากการกอดรัดที่อ่อนแรงของคริส เขาพยายามตะเกียกตะกายเพื่อหาทางหนีออกไปยังทางออกช่องทางใดช่องทางหนึ่ง

วินาทีเดียวกับที่ชายผู้วิ่งมาถึงพร้อมกับอริศราทรุดตัวลงนั่งข้างร่างของคริสคือวินาทีที่ใจสกาวเห็นว่ากระเป๋าสะพายของเธอยังอยู่ในมือเด็กวัยรุ่นผมแดงและเขากำลังจะเร้นตัวหนีเข้าไปในช่องทางเล็กๆ ที่เปิดไปสู่ถนนอีกสาย

เรื่องราวรุนแรงที่เกิดขึ้นตรงหน้าไม่สามารถตัดความห่วงและหวงสิ่งที่อยู่ในกระเป๋าใบเล็กใบนั้นได้…มันมีค่ากับเธอมากเกินกว่าที่ใครจะคาดคิด มีค่ามากมายและลึกล้ำเกินประมาณ…ใจสกาวคิดว่าเธอยอมแลกชีวิตกับมัน

หญิงสาวผวาตามก่อนที่สมองจะสั่งการเช่นเคย!

…ออกวิ่งไปได้ไม่กี่ก้าว ต้นแขนของเธอก็ถูกมือแข็งๆ รวบกระชากจนหมุนคว้างกลับมาเพื่อพบว่าเจ้าของมือนั้นคือไทเลอร์ ดวงหน้าของเขาไม่เหมือนที่เธอเคยเห็น มันเครียดเกร็ง ทั้งตกใจและปวดร้าวราวจะขาดใจ

“สกาย!…เสี่ยงมากเกินไปแล้ว!…ทำไมทำอย่างนี้…” ถ้อยคำของเขาขาดเป็นห้วง และใจสกาวก็ร้องไห้โฮออกมาเมื่อบอกว่า

“ผ้าเช็ดหน้าของคุณไท…ผ้าเช็ดหน้าที่คุณให้ฉัน อยู่ในกระเป๋าใบนั้น!”

อึดใจถัดมาร่างของเธอก็ถูกกอดกระชับแนบแน่นอยู่กับร่างของเขา มือซึ่งเคยอบอุ่นและมั่นคงบัดนี้สั่นระริก เขารวบเสยผมที่ตกลงมาเปะปะปิดหน้าออกไปให้พ้น…ดวงตาดำกลมใสมีน้ำตากลบตา ปลายจมูกแดงเรื่อ ที่เห็นอยู่ห่างเพียงแค่ครึ่งคืบทำให้ผู้มองไม่อาจยั้งใจตัวเอง

ไทเลอร์ก้มลงแนบหน้าของตัวเองเข้ากับดวงหน้าสดใสอ่อนบาง เขาซับน้ำตาที่กำลังไหลรินให้ด้วยรอยจุมพิต…ด้วยการแนบริมฝีปากอุ่นลงกับผิวแก้มเนียนละมุน สุดท้ายก็ทำเสียง “ชู่ว์” เบาๆ ก่อนย้ำ

“ช่างมัน เข้าใจไหม…สกาย ช่างมัน!” ชายหนุ่มรัดร่างเธอแนบแน่นยิ่งขึ้น “อย่าทำอย่างนี้อีก ชีวิตคุณมีค่า…อย่ายอมแลกมันกับอะไรทั้งนั้น…”

สุดท้ายชายหนุ่มก็กระซิบ…กระซิบด้วยเสียงเบา และสั่นเครือจนผู้ฟังคิดว่าเป็นเพียงประสาทหูที่ฟั่นเฟือนเพราะความตกใจ เพราะแรงหวงแรงห่วงสิ่งที่อยู่ในกระเป๋าของตนเองใบนั้น “…ชีวิตสกายมีค่ากับผมยิ่งกว่าทุกอย่างในโลกนี้รวมกัน”

มือของเขาไม่สั่นระริกอีกแล้วเมื่อจับจูงเธอเดินจากปากอุโมงค์ทางออกที่จะพาขึ้นไปยังถนนอีกสาย จุดที่อาชญากรวัยรุ่นผู้นั้นวิ่งลับตัวไป…ตรงจุดเกิดเหตุยังโกลาหลเพราะเจ้าหน้าที่ทั้งตำรวจและพนักงานกู้ชีพฉุกเฉินมาถึงกันแล้ว อริศรากำลังอธิบายด้วยภาษาฝรั่งเศสกระท่อนกระแท่น

ไทเลอร์ตรงเข้าไปทันทีเพื่อรับหน้าที่แทน และเขาก็สามารถทำให้ความวุ่นวายยุติลงได้อย่างง่ายดาย ใจสกาวเดินตรงไปหาเพื่อนบนเปลหาม หากคริสจะมองเห็นเธอก็หาไม่ ดวงตาที่เพิ่งกะพริบเปิดของเขามองอย่างเลื่อนลอยตรงไปยังดวงหน้าที่มีหนวดเคราปกปิดอยู่เกินครึ่ง

ชายหนุ่มครางว่า “ร็อบ นายเองหรือ ร็อบ…นายกลับมาแล้ว…” ก่อนที่ดวงตาของเขาจะปิดลงอีกครั้ง และด้วยประโยคนั้นเองที่ทำให้ไม่มีเจ้าหน้าที่คนไหนขัดข้องเมื่ออีกฝ่ายโดดขึ้นรถกู้ชีพตามไปโรงพยาบาลด้วย

 

ในที่สุดแผนการไปรับประทานอาหารและชมทิวทัศน์งามๆ ยามค่ำคืนของมหานครปารีสก็ต้องล้มเลิกลงเมื่อใจสกาวต้องการตามไปดูอาการของเพื่อนหนุ่มที่โรงพยาบาล  ตลอดเวลาที่นั่งมาบนรถ เธอรู้สึกผิดต่อคริสมากยิ่งกว่าครั้งใดๆ

…รู้สึกเหมือนสมควรต้องรับผิดชอบ…ในเมื่ออันตรายครั้งนี้มาถึงตัวเขาได้ก็เพราะเธอ!

หากเมื่อไปถึงโรงพยาบาลจริงๆ หญิงสาวก็ถูกกันตัวออกมาเพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจสอบสวน หญิงสาวเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นอย่างละเอียดด้วยภาษาอังกฤษผสมกับฝรั่งเศสแบบงูๆ ปลาๆ เท่าที่จะนึกได้โดยมีไทเลอร์คอยช่วยเหลืออยู่ไม่ห่าง

ชายหนุ่มนั่งเคียงกำมือบางไว้มั่น ช่วยซักถามและช่วยเสริมด้วยสุ้มเสียงอันนุ่มนวล และนั่นก็ทำให้สติและกำลังใจของใจสกาวมั่นคงขึ้น

สุดท้ายเธอก็บอกรูปพรรณสัณฐานด้วยตาของนักเรียนศิลปะ ภาพคนร้ายจึงออกมาละเอียดและเหมือนจริงจนน่าขนลุก

คริสถูกเข็นเข้าห้องฉุกเฉิน กระสุนนัดนั้นไม่ได้ทำลายอวัยวะภายในหากเขาก็เสียเลือดมากจนน่าเป็นห่วง อริศรากลายเป็นคนที่ต้องคอยวิ่งตามดูแล วิ่งไปวิ่งมาระหว่างห้องฉุกเฉินกับห้องประชุมแพทย์ที่ทางตำรวจใช้เป็นที่สอบสวน

ในที่สุดใจสกาวก็ออกมาสมทบกับเพื่อนสาวที่รออยู่หน้าห้องดูแลพิเศษที่คริสถูกส่งตัวขึ้นไปหลังจากผ่าตัดเอากระสุนนัดนั้นออกไปแล้ว ก่อนหน้านั้นภายในห้องสอบสวนก็มีเจ้าหน้าที่ตำรวจระดับสูงตามมาอีกคน และกำลังพูดคุยอยู่กับไทเลอร์เนื่องจากรู้จักคุ้นเคยกันดีมาก่อน

“คริสเป็นไงบ้าง” ท่ามกลางความเงียบสงบและเคร่งเครียดในห้องพักรอ หญิงสาวกระซิบถามอริศรา

“ยังไม่รู้เลย แต่คริสอายุยังน้อย แข็งแรง ไม่น่าเป็นอะไรมากหรอก น้องหนู…อย่าห่วงมากไป และไม่ต้องคิดว่าเป็นความผิดของใคร” เพื่อนสาวดักคออย่างรู้นิสัยกันดี

“จี้ ชิง วิ่งราว มีเยอะแยะในปารีส เขาเคราะห์ร้ายเองที่เจอเอาผู้ร้ายมือใหม่ แค่วิ่งราวกระเป๋าใบเดียวพอโดนปล้ำจับตัวไว้ได้ก็ตกใจจนทำปืนลั่น”

ในเมื่อตัวเองเพิ่งพูดไปหยกๆ ว่า ไม่ต้องคิดว่าเป็นความผิดของใคร อริศราจึงไม่ตำหนิทั้งเพื่อนรักของตัวเองและคริสว่า กับกระเป๋าแค่ใบเดียวไม่ควรจะตามแย่งชิงคืนราวกับเป็นสมบัติล้ำค่า…

ใจสกาวยังใจคอวับๆ หวำๆ พะวงอยู่แต่กระเป๋าใบนั้น หากก็รู้แล้วว่าไม่มีทางจะได้คืนมา เป็นที่รู้กันดีว่ามหานครที่ยิ่งใหญ่และแสนสวยอย่างปารีสนั้นมีมุมมืดมากมาย เหล่าบรรดามิจฉาชีพก็ไม่ต่างจากหนูสกปรกที่ทันทีที่มุดลงท่อก็หมายความว่ายากจะจับตัวกลับคืนมา

ที่สำคัญในสายตาของเจ้าหน้าที่ กระเป๋าของเธอใบนั้นมีความสำคัญน้อยกว่าการบาดเจ็บของคริสหลายเท่า

“น้องหนูเพิ่งรู้ว่าพ่อคริสเป็นอดีตซิเนเตอร์ของสหรัฐ เหมือนจะดังและมีอิทธิพลอยู่จนถึงทุกวันนี้ด้วยนะ”

“ตำแหน่งนี้แน่นอนว่ารวยและผู้ดี” อริศราเสริมขันๆ “มิน่าเล่า พอเขาเข้ามาถึงได้สักพัก เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลกับตำรวจก็วิ่งกันตีนขวิดกว่าเดิม…น้องหนูไปรู้มาจากไหนล่ะ”

“ในห้องเมื่อกี้ มีคนวิ่งเข้ามาบอกคุณไท…และหัวหน้าตำรวจคนที่ตามเข้ามาทีหลังก็ว่างั้น เขาบอกว่าทางบ้านคริสรู้แล้ว พ่อกับแม่เขากำลังมา”

คนที่นั่งหน้าตาบูดบึ้งอยู่ริมประตูเงียบกริบ ไม่อยากจะบอกว่าเขานั่นแหละที่เป็นคนแจ้งกับเจ้าหน้าที่และตัดสินใจหาทางติดต่อกลับไปหาครอบครัวของคริส…ชายหนุ่มคิดอย่างเข่นเขี้ยวว่า…ถ้าไอ้เด็กบ้านั่นไม่หาเรื่องแบบโง่ๆ เราก็ไม่ต้องมาเดินเฉียดกรายใกล้กันให้มากขึ้นแบบนี้!

ทว่า ถ้าจะให้ทิ้งไปกลางคัน เขาก็ทำไม่ลง!

สุดท้ายเขาจึงต้องกลายเป็น ‘เจ้าของไข้’ และต้องเป็นผู้ติดต่อหาคนที่เขาไม่อยากติดต่อหรือแม้แต่เฉียดกรายเข้าใกล้เพื่อส่งข่าวเรื่อง ‘ไอ้เด็กบ้า’ คนนี้

วินาทีนั้นเองที่ชายหนุ่มเหลือบมองแล้วเขาก็สบตาดำคมเข้มที่จ้องมองตรงมา เจ้าหล่อนจ้องมองเขามาทั้งวัน มองจนชายหนุ่มเริ่มรู้สึกราวกับตัวเองนอนแผ่อยู่บนแผ่นสไลด์ แล้วถูกแม่สาวน้อยส่องด้วยกล้องจุลทรรศน์

ครั้งนี้หญิงสาวผู้มีทรงผมและท่าทีราวเด็กหนุ่มวัยรุ่นไม่มองอย่างเดียว กลับลุกขึ้นยืน จูงมือเพื่อนสาวหน้าหวานใสมาด้วย เดินมาจนถึงตัวแล้วทักเขาอย่างเอื้อเฟื้อว่า

“เสื้อคุณเลอะเลือดเต็มเลย ข้างล่างมีร้านเล็กๆ…ลงไปไหม ไปซื้อเสื้อเปลี่ยนเสียเถอะจะได้สบายตัว…แล้วไปหาอะไรกินรองท้องกัน ฉันเลี้ยงเอง”

ความใจป้ำและเปิดกว้างนั้น นอกจากจะทำให้ความบึ้งตึงบนใบหน้าของชายหนุ่มคลายลงนิดหน่อยแล้วยังทำให้ความโกรธขึ้งในตัวเขาคลายลงกลายเป็นความขบขัน ดูเอาเถิด! วันนี้ทั้งวันเจ้าหล่อนตามสะกดรอยเขาด้วยความเชื่อมั่นว่าเขาคือผู้ร้ายที่จ้องทำร้ายเพื่อนของเธอ

…ตามติดจนชายหนุ่มรู้สึกคล้ายมีแมลงวันตัวโตมาบินตามร้องหึ่งๆ อยู่ข้างหู…เขารำคาญจนถึงขั้นจับตัวไว้แล้วตั้งใจจะหักปีก หากก็เกิดเรื่องร้ายขึ้นกับ ‘ไอ้เด็กบ้า’ นั่นเสียก่อน

แล้วเจ้าหล่อนก็พูดขึ้นราวกับอ่านใจเขาได้

“ฉันรู้แล้วละว่าคุณไม่ได้ตามเพื่อนฉันแต่ตามคริส คุณเป็นอะไรกับเขาคะ เป็นญาติ…เป็นลุง!”

ชายหนุ่มหันขวับไปเจอดวงตาดำคมเป็นประกายวิบๆ ด้วยความขบขัน…เขาเองก็ขำและมันเขี้ยวจนอยากยีผมสั้นๆ ยุ่งๆ นั้นให้ยุ่งเหยิงยิ่งขึ้นไปอีก หากก็ทำเป็นไม่รู้ว่ากำลังถูกยั่วและไม่ตอบคำถามนั้น กลับเดินเข้าไปในร้านค้าซื้อเสื้อเชิ้ตมาตัวหนึ่งกับเครื่องใช้ส่วนตัวแล้วเดินดุ่มๆ เข้าห้องน้ำไป

ภาพที่มองกลับออกมาจากกระจกเงาคือภาพของชายหนุ่มหน้าตาดีที่มีหนวดเคราปกปิดอยู่ครึ่งหน้า ก่อนหน้านี้เขาคิดเอาเองว่ามันจะบดบังความ ‘เหมือน’ ของเขาได้ หากเหตุการณ์เมื่อครู่ก็พิสูจน์แล้วว่าไม่มีทางสำเร็จ จะปกปิดอย่างไรเขาก็หนีไม่พ้น

จริงๆ แล้วเขาไม่น่าเข้าไปเซิร์ชในอินเทอร์เน็ต แล้วเปิดกล่องแพนโดร่า (1) ออกมาเลย!…กล่องแห่งความลับ กล่องแห่งหายนะ กล่องที่เทพเจ้าสั่งไว้ว่าอย่าเปิด! แต่ความสอดรู้สอดเห็นของมนุษย์ก็ทำให้มันถูกเปิดออกจนได้

เขาเคยคิดว่ามันมีอยู่แค่ในตำนานของกรีก ทว่าเขากลับได้พบและเปิดมันออก…ที่แท้มันมีอยู่จริงในชีวิตของมนุษย์ทุกคน…ตอนนี้สิ่งที่อยู่ในกล่องพุ่งออกมาใส่หน้าเขา ลอยว่อนวนเวียนอยู่รอบๆ ตัว และไม่มีใครสามารถจับมันกลับเข้าไปไว้ในกล่องได้อีกแล้ว

ชายหนุ่มถอดเสื้อที่เปื้อนเลือดเป็นคราบเกรอะกรังออก โยนมันใส่ถังขยะ เอาน้ำในอ่างล้างมือล้างตัวอย่างลวกๆ ชั่งใจ มองหน้าตนเองในกระจกอีกอึดใจใหญ่ แล้วสุดท้ายก็ตัดสินใจเล็มหนวดเล็มเคราออก ก่อนโกนซ้ำจนเกลี้ยงเกลา

ผู้ที่ก้าวออกมาจากห้องน้ำเปลี่ยนไปเป็นคนละคนโดยสิ้นเชิง ไม่มีความคมเข้มลึกลับบนใบหน้า ไม่มีอากัปกิริยาปกปิด ปลีกตัวจากสังคมเหลืออยู่…เพียงแค่โกนหนวดโกนเคราออกจนสิ้น เขาก็กลายเป็นชายหนุ่มหน้าตาดี สะดุดตาด้วยคิ้วเข้มพาดเฉียง ดวงตาสีเข้มเป็นประกายวาว และผมสีน้ำตาลหยักเป็นคลื่น

อริศราหันมามองเพียงแวบเดียวแล้วหันกลับไปพูดกับเพื่อนด้วยภาษาไทย เป็นการพูดเจือหัวเราะขบขัน พูดด้วยท่าทีแนบเนียนชนิดที่อีกฝ่ายไม่มีทางรู้ว่ากำลังถูกพูดถึง

“โอ้ ฮ่ะ ฮ่ะ ฝรั่งหล่อห่อกลับบ้านวุ้ย!”

ใจสกาวโคลงศีรษะ รู้ดีว่าเพื่อนไม่ได้คิดอะไรมากไปกว่าความคะนองปาก หญิงสาวรอจนเขาเดินเข้ามาใกล้จึงหันไปแนะนำตัว

“ฉันเป็นเพื่อนของคริสค่ะ ชื่อใจสกาว ส่วนนี่เพื่อนรักของฉันชื่ออลิส…ฉันเห็นคุณตั้งแต่เมื่อวานที่จิแวร์นีแล้วเข้าใจผิดว่าคุณตามฉัน เลยมาเล่าให้อลิสฟัง อลิสเกรงว่าฉันจะเป็นอันตรายก็เลยไปตามดูคุณอีกทอด ถ้าสร้างความรำคาญก็ขออภัยด้วยนะคะ”

ผู้พูดพูดได้สุภาพและอ่อนหวานสมควรกับการให้อภัย หากหญิงสาวอีกคนที่ยื่นหน้าเข้ามาเสริมนี่สิ…ทั้งวาจาและรอยยิ้มช่างยียวนกวนประสาทเหลือประมาณ

“เป็นอันว่าคุณมาตามดูคริส และคุณชื่อร็อบ”

“ผมไม่ได้ชื่อร็อบ ผมชื่อเบญจ์” เป็นเสียงตอบชัดเจนจนอริศราคิดว่าตัวเองหูฝาด หญิงสาวขนลุกเกรียวเมื่อนึกได้ว่านี่คือภาษาไทย!…ภาษาไทยจากชายหนุ่มแปลกหน้าที่มีความเป็น ‘ฝรั่ง’ ตั้งแต่หัวจรดเท้า

เป็นครั้งแรกในชีวิตที่อริศราหาปากหาลิ้นของตนเองไม่พบ…ใบหน้าด้วย! มันกำลังแตกออกเป็นเสี่ยงๆ…โชคดีที่ไทเลอร์เดินออกมาพร้อมกับแพทย์ผู้ดูแลรับผิดชอบคริสพอดี

“คนไข้ปลอดภัยแล้วครับ ทุกคนสบายใจได้ พวกคุณกลับไปพักผ่อนเถอะ ถ้าจะมาค่อยมาใหม่พรุ่งนี้”

หลังจากนั้นสองหนุ่มก็แนะนำตัวเอง เบญจ์ไม่บอกอะไรเพิ่มเติมมากกว่าที่สองสาวเพิ่งรู้ เขาบอกแค่ว่าอยากจะนั่งดูคริสอยู่อีกสักพักขณะที่ไทเลอร์อาสาพาใจสกาวกับอริศรากลับที่พัก

เบญจ์เดินตามไปส่งสองสาวถึงรถ ชายหนุ่มช่วยเปิดประตูที่นั่งตอนหลังให้อริศราแล้วเขาก็พูดเสียงเบาให้ได้ยินกันเพียงแค่สองคนเท่านั้น

ถ้อยคำของเขาทำให้คนฟังอยากเอาหัวมุดดิน

“…ผมเป็นคนไทย ไม่ใช่ทั้งฝรั่ง มะม่วง มังคุด ชมพู่ หรืออะไรที่คุณจะห่อกลับบ้านได้…ถ้าผมไม่ยอม!”

……………………………………..

เชิงอรรถ 

(1) Pandora Box

Don`t copy text!