ดุจฟ้าบาดาล บทที่ 11 : ความรู้สึกอันสับสน

ดุจฟ้าบาดาล บทที่ 11 : ความรู้สึกอันสับสน

โดย :

ดุจฟ้าบาดาล โดย วัสส์ วรา นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้ทุกคนได้ อ่านออนไลน์ กับเรื่องราววังวนแห่งรักและความแค้นที่เวียนมานับศตวรรษ พร้อมบททดสอบบางประการที่ทำให้เงื่อนปมในวันวานคลี่คลายออกมากขึ้น และการได้เรียนรู้ว่า…อาจไม่มีการได้มาโดยไม่สูญเสียสิ่งใดไป! 

สมัครบัตร Citi Ready Credit

ทุกยอดการสมัครจะมีส่วนแบ่งกลับมาสนับสนุนเว็บไซต์อ่านเอาของพวกเรา 🙂

…………………………………………………

-11-

 

ศิรัชใช้เวลาประมาณยี่สิบนาทีเดินทางไปถึงโรงพยาบาลที่หลงเฟยลี่บอกว่ากิรณาถูกส่งตัวไป เธออาสาจะออกมาเป็นเพื่อนเขา แต่ชายหนุ่มบอกปัด เขาไม่พร้อมจะตอบคำถามใดๆ ที่อาจเกิดขึ้นถ้าเธอเห็นสีหน้าเขา โดยเฉพาะเมื่อเขาจัดการความรู้สึกของตนเองยังไม่ได้

พราวพัชร์อาจเป็นลูกสาวของชายที่เขาจงชังถ้าสิ่งที่ธัญธาราพูดเป็นจริง แต่แรงดึงดูดบางอย่างยังดึงดูดเขาเข้าหาเธอ…

และแค่ความคิดว่าเธออาจเป็นอันตรายก็ทำให้เขาเจ็บปวด

ชายหนุ่มก้าวผ่านประตูกระจกเข้าไปในโถงพักรอหน้าห้องฉุกเฉิน แล้วสายตาเขาก็ถูกดึงไปยังเก้าอี้ซึ่งตั้งเรียงอยู่ริมผนังห้องด้านหนึ่ง พราวพัชร์นั่งอยู่ตรงนั้นในชุดกระโปรงเปรอะโลหิต…แลเห็นเป็นสีแดงเข้มเกรอะกรังไปทั้งแถบ ร่างบอบบางอยู่ในท่าคู้กาย ซบหน้ากับมือทั้งสองซึ่งมีคราบเลือดติดอยู่เช่นกัน

ภาพนั้นทำให้เขาตัวเย็นวาบเมื่อคิดว่ามันอาจเป็นเลือดเธอ ภาพร่างไร้วิญญาณของปาลวีย์กับโลหิตสีแดงบนพื้นทรายแวบผ่านเข้ามาในจิตใต้สำนึก  แต่เขาบอกตัวเองให้ใจเย็นไว้ เพราะอย่างน้อยการที่เธอนั่งอยู่ตรงนี้แปลว่าเธอไม่จำเป็นต้องเข้าไปรับการรักษาด้านใน มันแปลว่าเธอปลอดภัย…เท่าที่คนที่ถูกรัวยิงใส่จะปลอดภัยได้

และอีกหนึ่งสิ่งที่หยุดเขาไว้ได้ไม่ให้ก้าวเข้าไปหาเธอ รวบเธอเข้ามาไว้ในอ้อมอกดังใจอยากก็คือคนที่นั่งอยู่ข้างกายเธอ

…แอรอน แมคเครย์…

เจ้าหน้าที่เอฟบีไอหนุ่มนั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวติดกัน แขนข้างหนึ่งโอบไหล่หญิงสาวไว้ ริมฝีปากขยับพึมพำคล้ายกำลังเอ่ยปลอบโยน มันดูเกินกว่าความห่วงใยของเพื่อน อย่างน้อยก็ในมุมมองของศิรัช โดยเฉพาะเมื่อเจ้าตัวเบนสายตามองมาทางเขาในขณะเดียวกัน ดวงตาสีเทาคมกริบคู่นั้นวาบประกายที่เขาระบุอารมณ์ได้ไม่ชัดเจน ดูคล้าย…หยั่งประเมิน?

…ประเมินอะไร คู่แข่ง? ศัตรู? ผู้ต้องสงสัย?

และมือที่ฝ่ายนั้นสัมผัสพราวพัชร์อยู่ก็เหมือนจะกระชับแน่นขึ้นกว่าเดิม เกือบเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ

“คุณมาทำอะไรที่นี่ครับ มิสเตอร์นาครีย์”

เสียงถามสุภาพแต่เน้นหนักของเจ้าหน้าที่ผู้นั้นทำให้พราวพัชร์เงยหน้าตามขึ้นมา ดวงตาสีดำขลับกะพริบถี่เหมือนงุนงง เขาเห็นหยาดน้ำใสขังคลอใต้ขนตายาวงอนอย่างที่ทำให้เขาอยากก้าวเข้าไป ยกมือขึ้นปาดมันออก

ศิรัชลอบกำมือเข้า ยั้งตัวเองไว้

“ผมได้ข่าวคุณ เป็นห่วง ก็เลยมา คุณไม่เป็นไรใช่ไหม”

คำถามของเขายิงตรงไปยังพราวพัชร์ ปฏิเสธที่จะสนทนากับแมคเครย์ แต่เธอไม่มีโอกาสแม้จะเปิดปากตอบเขาด้วยซ้ำเมื่อคนข้างตัวเธอขัดขึ้นก่อนอย่างไม่ละลดเหมือนกำลังสอบปากคำผู้ต้องหา

“คุณได้ข่าว? จากไหน ยังไงครับ”

ศิรัชเลิกคิ้วขึ้น เบือนหน้าจ้องคนถามกลับไปด้วยสายตาเย็นเยียบ จิตวิญญาณอสรพิษในตัวเขาเริ่มขยับเคลื่อนไหว มันไม่พอใจแมคเครย์มาแต่แรก และหากฝ่ายนั้นเห็นเขาเป็นฝ่ายตรงข้าม มันก็ยิ่งกว่ายินดีจะสนอง

…ก้าวเข้ามาสิ ท้าทายข้ามากกว่านี้ ลองดีกับข้า… มันเหมือนจะขู่ฟ่ออยู่ในเบื้องลึกของเขา …ก้าวเข้ามา แล้วเจ้าจะล้มลงก่อนที่เจ้าจะรู้ตัวเสียอีก เจ้าจะได้ลิ้มรสความตายในชั่วอึดใจ…

ทว่าก่อนที่เขา…หรืองูในตัวเขาจะทำอะไรเกินกว่านั้น เสียงเอ่ยเนิบช้าสบายอารมณ์เสียงหนึ่งก็ดังมาจากหน้าประตูห้อง

“ผมเป็นคนบอกเขาเอง”

ทุกคนหันขวับไป และเซธ รัทเธอร์ฟอร์ดก็ยืนอยู่ตรงนั้น ท่วงท่าดูผ่อนคลาย เช่นเดียวกับการแต่งกายในเสื้อยืดแขนยาวสีขาว กางเกงชิโน่และรองเท้าโลฟเฟอร์ แว่นกันแดดอันโตรวมถึงผมสีดำทรงยุ่งนิดๆ อย่างจงใจทำให้ชายหนุ่มดูสะดุดตา คล้ายดาราฮอลลีวูดสักคนที่อาจมีปาปาราสซี่บุกเข้ามาถ่ายภาพได้ทุกเมื่อ

“ผมได้ข่าวมาผมก็แจ้งเขา คุณคงไม่ถามผมต่ออีกใช่ไหม เอเจนต์แมคเครย์ ว่าผมได้ข่าวมาจากไหน”

แมคเครย์หรี่ตาลง ท่าทีอันดูคล้ายไม่พอใจนัก แต่ชายผู้อยู่เบื้องหลังรัทเธอร์ฟอร์ดกรุ๊ปเพียงล้วงมือเข้ากระเป๋ากางเกง ขยับยิ้มคล้ายไม่อนาทรร้อนใจ เขาหันมาทางศิรัช พูดต่อไปด้วยเสียงเรียบเรื่อย

“เท่าที่ได้ยินมา ผมเข้าใจว่าด็อกเตอร์สรากรไม่เป็นไร เหมือนเธอจะไม่โดนกระสุนเลยด้วยซ้ำ แต่ญาติเธอไม่โชคดีแบบนั้น”

ศิรัชมองเซธนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเบือนสายตาไปมองพราวพัชร์อีกครั้งอย่างต้องการคำยืนยัน

หญิงสาวสูดหายใจเข้าลึก ปริปากออกมาเป็นประโยคแรก

“ค่ะ ฉันไม่เป็นไร แต่เกล…”

น้ำเสียงซึ่งเคยมั่นใจในทุกถ้อยคำยามนี้ฝืดฝืนอย่างยิ่ง ดวงตาคมโตคู่นั้นหม่นประกาย…เจือรอยเสียขวัญระคนเจ็บปวด มันสบตาเขาอยู่เพียงครู่ ก่อนจะหลุบลงต่ำ มองเลือดบนเสื้อผ้าและมือตน ตัวสั่นเทาขึ้นมานิดๆ

กิริยานั้นอธิบายให้เขารับรู้ได้เกินพอว่าเกิดอะไรขึ้นกับกิรณา

“ผมได้ยินว่ารถคุณโดนยิง”

“ค่ะ เกลมาหาฉันที่ทำงาน ชวนออกไปกินข้าวด้วยกัน…” เธอเงียบไปชั่วครู่ คล้ายสะเทือนใจหรือลำคอตื้อตันเกินกว่าจะพูดออกมา “เรานั่งรถออกมาด้วยกันได้สักพัก เกลเป็นคนขับ…เกลเบรกรถ…ฉันไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น…”

เรื่องที่หญิงสาวเล่าถัดจากนั้นฟังดูสับสน โดดข้ามเหตุการณ์ไปมา และในบางช่วงเกือบไม่เป็นประโยคด้วยซ้ำ ในบางจังหวะน้ำเสียงเธอสั่นเครือ เกือบปนสะอื้น แต่เขาก็นิ่งฟังโดยไม่ขัด สมองค่อยๆ ปะติดปะต่อชิ้นส่วนเรื่องราวเข้าเป็นภาพผืนเดียวด้วยตัวเอง

พราวพัชร์เล่าว่าเธอโทรหาแมคเครย์แต่ไม่มีคนรับสาย บอกว่าฝ่ายนั้นโทรกลับมา และโทรศัพท์นั้นก็หลุดมือลงไป เธอก้มเก็บ พอดีกับที่รถเบรกโดยเธอไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ ตอนนั้นเองที่เธอได้ยินเสียงปืน…

“ฉันเงยหน้าขึ้นมา…เห็นแต่เลือดเต็มไปหมด…”

“คนร้ายขับรถปาดหน้าเยื้องไปทางขวา บังคับให้ลูกพี่ลูกน้องเธอหยุดรถ” แมคเครย์ขัดขึ้น อธิบายต่อเสียเองเหมือนทนฟังไม่ได้อีกต่อไป “แล้วก็รัวยิงเข้ามา แต่เธอก้มลงไปเก็บโทรศัพท์พอดี กระสุนเลยผ่านเข้าไปโดนน้องเธอคนเดียว”

“แล้วคนร้ายล่ะครับ”

“หนีไปได้” เจ้าหน้าที่เอฟบีไอหนุ่มตอบสั้น ห้วน “แต่ก่อเหตุกลางเมืองแบบนี้ มีคนเห็นเหตุการณ์ไม่ใช่น้อย ยังไงก็รอดไปได้ไม่นานแน่”

“ยิ่งมีพยานมาก ยิ่งมีเบาะแสมาก แล้วพฤติการณ์คนร้ายก็อุกอาจเกินไป คงไม่แปลกถ้ามันจะเป็นข่าวใหญ่จนเบื้องบนสั่งระดมกำลังเพื่อปิดคดี” ศิรัชว่าอย่างเห็นพ้อง ความคิดยังทำงานไม่หยุดยามเขาพึมพำ “น่าแปลก คนร้ายทำให้มันเป็นเรื่องใหญ่แบบนี้เพื่ออะไร แล้วก่อเหตุเพื่ออะไร”

“คุณดูจะรู้เรื่องพวกนี้ดีนะ” แมคเครย์เปรย แต่เขาไม่ได้ต่อความมากกว่านั้น เพียงออกความเห็น

“เราคงไม่มีทางรู้จริงๆ จนกว่าจะจับคนร้ายได้ เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเป้าหมายคือทริช่าหรือน้องเธอ แต่จากประสบการณ์ผม การทำเรื่องให้เป็นเรื่องใหญ่ สร้างความหวาดกลัว พฤติกรรมแบบนี้เหมือนผู้ก่อการร้าย…หรือมาเฟีย”

คำสุดท้ายที่ชายหนุ่มพูดเรียกให้พราวพัชร์ตวัดตามามองศิรัช เขารู้ว่าอะไรผุดขึ้นมาในหัวเธอ ถ้อยคำที่เธอเคยบอกว่าเขาทำเหมือนพวกเขาเป็นมาเฟีย

เขามองตาเธอ นึกสงสัยว่าเธอคิดอะไรอยู่บ้าง คิดถึงหุ่นน้ำที่พยายามลากเธอลงทะเลสาบ? คิดถึงเรื่องที่เซธพยายามสะกดเธอ?

จะว่าไป ตั้งแต่เซธมาถึง เธอไม่ยอมหันไปสบตาฝ่ายนั้นแม้แต่ครั้งเดียว

“ฉันคิดว่า…คนร้ายพยายามฆ่าฉัน ไม่ใช่เกล”

พราวพัชร์ค่อยๆ เอ่ยคำ เนิบช้า แผ่วเบา วาจานั้นทำให้แมคเครย์ขมวดคิ้ว ค้านทันที

“เรายังสรุปอะไรไม่ได้ คุณอาจมีความเสี่ยงจากการทำงาน แต่พักหลังคุณไม่ได้มีคดีใหญ่ๆ ยกเว้นคดีริชาร์ด หยาง แล้วเราก็ไม่รู้ว่าน้องคุณมีปัญหากับใครอยู่ก่อนหรือเปล่า อีกอย่าง รถที่โดนยิงนั่นก็เป็นรถของเกลด้วย ไม่ใช่คุณ”

หญิงสาวปิดปากเงียบ ทว่าศิรัชอ่านแววตาเธอออก เธอคิดว่าการลงมือครั้งนี้เกี่ยวพันกับ ‘โลกเหนือธรรมชาติ’ ของเขา และเธอน่าจะคิดถูก

คำถามคือมันเป็นฝีมือใคร ฝ่ายไหน

ตัวตนของเขาด้านที่ชืดชาหยันโลกเตือนย้ำว่ามีความเป็นไปได้อยู่อีกอย่าง มันบอกเขาว่าโลกนี้เต็มไปด้วยเพทุบายสารพัด ใครจะยืนยันได้ว่านี่ไม่ใช่ละครอีกฉากที่สร้างขึ้นมาให้เขาตายใจ

บังเอิญทำโทรศัพท์หล่น บังเอิญก้มลงไปเก็บ บังเอิญรอดมาอย่างปาฏิหาริย์ มันจะไม่เหลือเชื่อไปหน่อยหรือ โดยเฉพาะเมื่อนี่คือผู้หญิงที่บังเอิญพบศพน้องชายเขา บังเอิญมีหน้าตาเหมือนคนรักที่เขาสูญเสียไป บังเอิญเป็นลูกสาวศัตรูของเขา…หรืออย่างน้อยก็มีพ่อที่หน้าตาคล้ายฝ่ายนั้น

ความบังเอิญขนาดนี้เป็นไปไม่ได้!

ซื้อหนังสือที่ www.naiin.com ไม่ว่าเล่มใดก็ตาม

ทุกยอดการสั่งซื้อจะมีส่วนแบ่งกลับมาเพื่อสนับสนุนเว็บไซต์อ่านเอา

ชุมชนแห่งการอ่านของพวกเรา : )

ประตูห้องฉุกเฉินเปิดออกขณะเขายังจมอยู่ในความคิด เรียกสายตาของทุกคนให้มองเข้าไป แพทย์ในชุดสครับสีฟ้าก้าวออกมา ก่อนพราวพัชร์จะผวาลุกขึ้นเหมือนถูกกระชาก ดวงตาสีดำขลับจ้องตรงไปยังแพทย์ผู้นั้น

“มิสแอนเดอร์สันพ้นขีดอันตรายแล้วนะครับ อย่างน้อยก็ตอนนี้ เธอเสียเลือดมาก กระสุนทะลุเข้าไปข้างในช่องอก โชคดีที่ไม่โดนอวัยวะสำคัญ แต่เลือดคั่ง มีอาการช็อก ยังโชคดีที่คุณพามาส่งทัน”

“แปลว่า…”

“เธอน่าจะไม่เป็นไร เรายังต้องคอยดูอาการถัดจากนี้ เหลือแค่เฝ้าระวังไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อน”

พราวพัชร์นิ่งไป ดวงตากะพริบถี่คล้ายพยายามกลั้นน้ำตา ลมหายใจระบายพรูออกมาจากปอด ความโล่งอกปรากฏชัดยิ่งกว่าชัดบนดวงหน้า

“ขอบคุณค่ะ ขอบคุณค่ะหมอ”

“เดี๋ยวเราจะย้ายเธอขึ้นวอร์ด คุณมาด้วยกันก็ได้”

หญิงสาวพยักหน้าถี่ เธอหันมามองศิรัชด้วยสายตายากจะอ่านครู่หนึ่ง คล้ายไม่รู้จะทำอย่างไรกับเขาดี ก่อนเธอจะตัดสินใจเอ่ยสั้นๆ “ขอบคุณนะคะที่มา” และก้าวตามนายแพทย์ผู้นั้นไป

แมคเครย์ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ชั่วขณะแรกเจ้าตัวทำท่าเหมือนจะสาวเท้าตามเธอ แต่แล้วก็กลับชะงัก หมุนกายมาหาเขาและเซธ สีหน้าของเจ้าตัวเคร่งขึ้นขณะเอ่ยเสียงหนัก

“ผมเข้าใจที่พวกคุณพยายามหาข่าวหรือกดดันให้เราคลี่คลายคดีริชาร์ด หยางให้ได้ เขาเป็นน้อง เป็นเพื่อนคุณ คงแปลกถ้าคุณจะไม่พยายามใช้อิทธิพลผลักดันอะไร แต่คุณไม่ควรเอาคนบริสุทธิ์เข้าไปเสี่ยงเพื่อให้ได้ผลลัพธ์นั่น”

“ผมไม่รู้ว่าคุณพูดเรื่องอะไรอยู่”

“จริงหรือ คุณศิรัช” ดวงตาสีเทาจ้องเขาเขม็ง “คุณจงใจลากทริช่าเข้าไปพัวพันกับคุณ ถ้าคุณไม่ทำแบบนั้น แค่เป็นคนพบศพ แค่ตรวจสอบหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์อยู่เบื้องหลัง ผมไม่คิดว่าเธอจะเป็นเป้าอะไรของใครได้ เรื่องที่เกิดวันนี้อาจเป็นเพราะคุณ หยุดเสียดีกว่าไหมถ้าคุณยังหวังดีกับเธออยู่บ้าง”

“คุณเพิ่งพูดเองไม่ใช่หรือว่าอาจเป็นน้องเธอก็ได้ที่เป็นเป้าของคนร้าย”

“เกลน่ะหรือ กรณีเดียวที่จะมีคนอยากฆ่าเธอคงเป็นเพราะเธอไปหักอกใคร แต่ผมเชื่อว่าไม่ใช่ รูปแบบการก่อคดีไม่ได้เป็นลักษณะนั้น” ริมฝีปากของผู้พูดเหยียดออกเล็กน้อยจนแทบสังเกตไม่เห็น มันคล้ายหยัน…คล้ายไม่พึงใจ “ผมแค่ไม่อยากให้ทริช่าโทษตัวเอง เธอเสียขวัญมากพออยู่แล้ว”

การกางปีกป้องพราวพัชร์ของอีกฝ่ายทำให้ศิรัชขบกรามเข้าหากันโดยอัตโนมัติ แต่เขาไม่อยากแยกแยะความรู้สึกที่กรุ่นอยู่ในอก มันมีแต่จะทำให้ชีวิตเขายุ่งยากขึ้น ชายหนุ่มจึงเพียงเอ่ยเสียงเรียบ

“ผมไม่ได้ไปบังคับลากใครมา ผมขอความช่วยเหลือจากคุณพราวแล้วเธอก็ยินดีช่วย ถ้าคุณห่วงเธอในฐานะ ‘เพื่อน’ ว่าผมทำให้เธอเป็นอันตราย คุณก็เตือนเธอได้ แต่คุณไม่มีสิทธิ์มาบีบคั้นข่มขู่ให้ผมเดินออกจากชีวิตเธอไปเพียงเพราะคุณไม่พอใจ”

“บีบคั้นข่มขู่? เพราะผมไม่พอใจ?” แมคเครย์ย้อน “ผมแค่ ‘ขอ’ ให้คุณถอยไป ถ้าคุณพอจะหวังดีกับเธออยู่”

“ผมให้เกียรติเธอต่างหากว่าเธอมีสมองพอจะตัดสินใจได้เอง แล้วมันก็ไม่เกี่ยวกับความหวังดีด้วย เพราะคุณไม่มีเหตุผล คุณคิดเองเออเองว่าเรื่องเกิดเพราะผม” ศิรัชขยับยิ้มอ่อน เอ่ยเสียงเย็น “บอกตามตรงนะ ว่าถ้าคุณสับสนระหว่างความเห็นของตัวเองกับข้อเท็จจริงแบบนี้ ผมก็ออกจะห่วงการทำคดีของคุณ”

เจ้าหน้าที่เอฟบีไอหนุ่มทำท่าเหมือนอยากโต้กลับ ทว่าเขาก็ข่มมันไว้ ประกายบางอย่างวาบขึ้นในดวงตาก่อนเจ้าตัวจะส่ายหน้าคล้ายคร้านที่จะต่อความ หมุนตัวขวับและสาวเท้าออกประตูไปตามทางที่พราวพัชร์เดินออกไปเมื่อครู่

“เขาดูปกป้องเธอมากนะ”

คำพูดลอยๆ จากปากเซธทำลายความเงียบลงหลังจากแมคเครย์เดินลับตัวไปแล้ว ศิรัชยังคงมองช่องประตูที่ฝ่ายนั้นหายออกไปอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเหลียวกลับมาหาผู้พูดและตอบกลับ

“หรือไม่เขาก็พยายามกีดกันไม่ให้เรารู้เรื่องอะไร”

เซธเลิกคิ้วขึ้นคล้ายประหลาดใจเล็กน้อยที่ได้ยินประโยคนั้น เขาย้อนถาม

“คุณคิดว่าเขาปิดบังอะไรจากเราอยู่งั้นหรือ”

“ผมรู้สึกเหมือนเขาพยายามปิดหูปิดตาผม เรื่องทุกอย่างที่เกิดดูจะมีจุดศูนย์กลางอยู่ที่คุณพราว แล้วเขาก็พยายามกันผมออกห่างจากเธอ แต่ก็นั่นแหละ ผมไม่มีหลักฐานอะไรหรอกนะ”

“แสดงว่าคุณก็เชื่อว่าด็อกเตอร์สรากรเป็นเป้าของเหตุการณ์วันนี้ แล้วมันก็เกี่ยวกับคุณ”

“ใช่”

“แต่คุณไม่ได้พูดอย่างนั้นกับแมคเครย์”

“ผมไม่จำเป็นต้องบอกความจริงกับเขาหมดเปลือก แล้วก็อย่างที่บอกไป ผมไม่ไว้ใจเขา”

“อ้อ”

เสียงรับคำในคอของเซธไม่เพียงปนเค้าครุ่นคิด แต่ยังเจือลับลมคมในแบบที่ทำให้ศิรัชต้องหมุนตัวไปจ้องเขาเต็มตา ตั้งคำถาม

“คุณมีข้อมูลอะไรที่ไม่ได้บอกให้ผมรู้หรือเปล่า”

“จะว่าอย่างนั้นก็ได้” ผู้ถูกถามยักไหล่ ริมฝีปากยกมุมขึ้นนิดหนึ่ง แลดูเหมือนรอยยิ้ม…แต่เมื่อดูอีกทีก็เหมือนจะไม่ใช่ “หรือจะพูดให้ถูกคือผมตั้งใจจะบอกคุณ แต่ไม่ใช่ตรงนี้ มันออกจะเปิดเผยเกินไป”

“งั้นกลับโรงแรม? คุยกันในรถ? หรือหาร้านที่ไหน?”

“ผมหาที่เงียบๆ ให้เราคุยกันได้ในโรงพยาบาลนี่ คุณตามผมมาก็แล้วกัน”

***

 

สั่งซื้อ Remember Wrinks

เซรั่มบำรุงผิวที่เป็นมาสก์ได้ในหนึ่งเดียว

ทุกยอดการสั่งซื้อจะมีส่วนแบ่งกลับมาเพื่อสนับสนุนเว็บไซต์อ่านเอา

ชุมชนแห่งการอ่านของพวกเรา : )

สั่งซื้อ 1 หลอดราคา 2,090 บาท คลิกที่นี่  >>>>> https://bit.ly/2UT2G40   

สั่งซื้อเซ็ตประหยัดสุดคุ้ม 3 หลอดราคา 2,940 บาท คลิกที่นี่  >>>>> https://bit.ly/2QFzcY9

อ่านเพิ่มเติม เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์นี้ คลิกที่นี่ >>>>>>>>>>> http://anowl.co/anowlsabai/remember-wrinks/

Don`t copy text!