ดุจฟ้าบาดาล บทที่ 14 : แหวนและยา

ดุจฟ้าบาดาล บทที่ 14 : แหวนและยา

โดย :

ดุจฟ้าบาดาล โดย วัสส์ วรา นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้ทุกคนได้ อ่านออนไลน์ กับเรื่องราววังวนแห่งรักและความแค้นที่เวียนมานับศตวรรษ พร้อมบททดสอบบางประการที่ทำให้เงื่อนปมในวันวานคลี่คลายออกมากขึ้น และการได้เรียนรู้ว่า…อาจไม่มีการได้มาโดยไม่สูญเสียสิ่งใดไป! 

สมัครบัตร Citi Ready Credit

ทุกยอดการสมัครจะมีส่วนแบ่งกลับมาสนับสนุนเว็บไซต์อ่านเอาของพวกเรา 🙂

…………………………………………………

-14-

 

“มันดูเหมือนแหวนของศรุต”

หลงเฟยลี่เอ่ยอย่างเห็นพ้องขณะเธอมองดูภาพถ่ายบนจอคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊คตรงหน้า ภาพมือของศพคนร้ายที่ถูกสังหารซึ่งสวมแหวนโลหะรมดำเป็นรูปงูไว้บนนิ้วชี้ คิ้วเรียวสวยขมวดเข้าเมื่อหญิงสาวพึมพำ

“ฉันไม่แน่ใจว่ามันหมายความว่ายังไง นี่เป็นคนร้ายคนเดียวกับที่ฆ่าศรุต? เขาเอาแหวนไปโดยพลการแล้วถูกฆ่าปิดปาก หรือว่า…?”

ศิรัชไม่แสดงความเห็นใดๆ ทั้งสิ้น เขาเพียงยืนกอดอกนิ่งอยู่ข้างเธอในห้องนั่งเล่นของห้องชุดที่พวกเขาพำนักอยู่ในโรงแรมรัทเธอร์ฟอร์ดและใช้เป็น ‘ศูนย์บัญชาการ’ ในตอนนี้ ดวงตาสีน้ำตาลแกมทองจับจ้องภาพบนจอ อีกด้านของหลงเฟยลี่คือเผิงอี้เหว่ยผู้ติดตามเป็นคนสนิทข้างกายเธอมานานปี ชายหนุ่มร่างสันทัดผิวขาวจัดผู้นั้นยืนเอาสองมือล้วงกระเป๋า คิ้วขมวดแน่นเช่นกัน สีหน้าที่เห็นยากจะอ่านความรู้สึกว่าเจ้าตัวคิดอะไรอยู่

‘เจ้าหญิงมังกร’ แห่งดี.อี.อินเวสต์เมนต์คลิกให้ภาพถัดไปจากชุดที่เซธส่งมาให้ปรากฏขึ้นบนจอแทน คราวนี้เป็นภาพมุมกว้างของอพาร์ตเมนต์ที่เกิดเหตุ มันเป็นห้องแคบๆ ผังเปิดโล่งแบบสตูดิโอ เฟอร์นิเจอร์มีเพียงไม่กี่ชิ้น ดูราคาถูกและค่อนข้างทรุดโทรม ร่างของคนร้ายกองอยู่บนพื้นหน้าเตียง หน้าต่างกระจกซึ่งเห็นเป็นฉากหลังของภาพยกเปิดค้างอยู่ มองออกไปเห็นโครงเหล็กของบันไดหนีไฟ

และแม้ห้องนั้นจะดูไม่เป็นระเบียบเรียบร้อย ผ้าปูเตียงยับย่น มีเสื้อแจ็กเก็ตกับกระเป๋าโยนส่งๆ ไว้ ลิ้นชักโต๊ะหัวเตียงปิดเข้าไปไม่สุด แต่ก็เหมือนที่เซธบอก คือไม่มีร่องรอยการต่อสู้ใดๆ

หลงเฟยลี่ขมวดคิ้วหนักกว่าเดิม เธอพินิจมองภาพดังกล่าวอยู่นาน ก่อนจะยืดกายขึ้นตรง หันมาหาศิรัช ดวงตาสวยเป็นประกายคมปลาบยามเจ้าตัวเอ่ยเสียงหนัก

“ฉันอยากไปดูที่เกิดเหตุเอง เราอาจเห็นอะไรที่ไม่เห็นจากรูป”

คำพูดของเธอเรียกปฏิกิริยาตอบโต้จากเผิงอี้เหว่ยขึ้นมาได้ทันที ฝ่ายนั้นหมุนกายขวับมาหาเธอ ริมฝีปากเม้มเป็นเส้นบางเฉียบก่อนเจ้าตัวจะเปิดปากค้าน

“ผมว่าเราไม่ควรเข้าไปยุ่งกับที่เกิดเหตุจนกว่าตำรวจจะเข้าไป”

“เพราะตำรวจจะเข้าไป เราถึงควรเข้าไปก่อนหลักฐานจะหาย” หญิงสาวสวนกลับทันควัน แล้วจึงทำเสียงคล้ายหยันในคอ “คนพวกนั้นจะทำอะไรได้นอกจากทำให้เรื่องยุ่งขึ้นกว่าเดิม แล้วถ้านั่นเป็นแหวนของศรุต ฉันก็ไม่อยากทิ้งมันไว้เป็นของกลาง”

“มันก็แค่แหวน”

“มันไม่ใช่ ‘แค่’ แหวน มันเป็นของติดตัวของศรุต เป็นของตกทอดเก่าแก่ของตระกูลเขา”

“แล้วมันเกี่ยวอะไรกับคุณหนู คุณหนูยังไม่ได้แต่งเข้าตระกูลนาครีย์”

คำพูดของคนสนิทเธอดูจะทำให้หลงเฟยลี่สะอึกขึ้นมานิดหนึ่ง แต่แล้วเธอก็โต้กลับอย่างไม่ยอมแพ้

“ต่อให้ฉันเก็บมันไว้ไม่ได้ ศิรัชก็ควรได้มันคืนไป”

ดวงตาดำสนิทของเผิงอี้เหว่ยตวัดมาทางเขาอย่างไม่เป็นมิตร ก่อนจะตวัดกลับไปสบตาผู้เป็นนาย เสียงเอ่ยลอดไรฟัน

“ถ้าเขาอยากได้ ก็ให้เขาไปเอาเอง ไม่ใช่เรื่องที่คุณหนูจะต้องไปเสี่ยง”

“ที่จริงแล้วถ้าคุณอยากเก็บมันไว้ดูต่างหน้าศรุต ผมก็ไม่ว่าอะไรหรอก เฟยลี่”

ศิรัชขัดขึ้น เขาขยับยิ้ม เหลือบมองเผิงอี้เหว่ยซึ่งทำท่าเหมือนจะกินเลือดกินเนื้อเขาให้ได้แวบหนึ่งแล้วจึงเอ่ยติดตลก…แม้ความรู้สึกภายในจะขื่นจัด “ยังไงตระกูลนาครีย์อาจไม่เหลือผ่านรุ่นผมไปก็ได้”

หลังจากเสียปาลวีย์ไป เขาไม่เคยคิดอยู่แล้วว่าตนจะมีทายาท หัวใจของเขาผนึกตาย ด้านชาจนเกินกว่าจะมองใครอีก และจะอย่างไร น้องชายเขาก็อยู่ตรงนั้น…พอที่จะสืบสานอนาคตของตระกูลและปาตราต่อไปแทนเขา

แต่โลกเปลี่ยน และปาตราก็ไม่ใช่ปาตราที่เขาเคยรู้จัก ไม่ใช่ความรับผิดชอบของเขาอีกแล้ว เหล่านาคซึ่งเคยรวมตัวกันอยู่เป็นกลุ่มก้อนแยกกันออกไปคนละทิศละทาง ลงหลักปักฐานกลมกลืนเข้ากับโลกมนุษย์ แม้บางส่วนจะยังทำงานอยู่กับเขา

วันนี้ศรุตจากเขาไปแล้ว และแม้พราวพัชร์จะเรียกความรู้สึกที่เขาลืมไปนานแล้วให้ฟื้นตื่นขึ้นมา แต่ถ้าเขาเผลอคิดฝันเฟื่องไปไกลกว่านั้น ข้อมูลของธัญธาราก็ตบหน้าเขาเข้าฉาดใหญ่ เตือนให้เขารู้ตัวว่าความฝันเป็นสิ่งโหดร้ายและเจ็บปวด

แหวนงูวงนั้นเป็นเพียงสัญลักษณ์ของโลกที่จบสิ้นลงอย่างไม่อาจหวนคืน เขาไม่มีเหตุผลให้ต้องอาลัยอาวรณ์มันอีก

“ยังไงผมก็ไม่คิดว่าคุณหนูควรไปที่นั่น”

เผิงอี้เหว่ยหันไปพูดกับหลงเฟยลี่อย่างดึงดัน เรียกประกายกร้าวให้แวบขึ้นในดวงตาคู่สวยของหญิงสาว

“เพราะ?”

“เพราะมันอาจไม่ปลอดภัย ไหนจะคนบงการ ไหนจะเรื่องที่เราอาจตกเป็นผู้ต้องสงสัยของตำรวจ”

“แล้วเราต้องกลัวเรื่องแบบนั้นตั้งแต่เมื่อไร”

“ผมไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น”

เผิงอี้เหว่ยยกมือขึ้นเสยผมลวกๆ เหมือนหงุดหงิด แต่ ‘คุณหนู’ ของเขาเพียงจ้องเขานิ่ง เอ่ยเสียงนุ่มนวลทว่าเด็ดขาด

“ฉันตัดสินใจแล้วว่าฉันจะไป ถ้าใครกลัวก็รออยู่ที่นี่ก็แล้วกัน”

ริมฝีปากของคู่สนทนาเธอเม้มเป็นเส้นตรงอีกครั้ง ดวงตาสีดำฉายความหงุดหงิดกดดัน พร้อมกับที่กรามของเจ้าตัวขบเข้าจนขึ้นเป็นสัน มือหนากำแน่นเข้าครู่หนึ่ง แล้วเขาจึงค้อมกายลงคำนับ พูดเสียงเคร่ง “รับทราบครับ คุณหนู”

อึดใจถัดมาชายหนุ่มผู้นั้นก็หมุนตัวกลับ สาวเท้ายาวๆ ไปยังประตูห้องและเอื้อมมือเปิดมัน ก้าวออกไปภายนอกโดยไม่เอ่ยอะไร

ศิรัชเลิกคิ้วสูง มองหลงเฟยลี่ผู้ยืนนิ่งอั้นอยู่ที่เดิม นาน…กว่าเธอจะระบายลมหายใจยาวออกมา พึมพำ

“ดูเหมือนเขาจะโกรธฉัน”

“เขาเป็นห่วงคุณมากจนเหมือนจะลามมาเคืองผมด้วยซ้ำ แต่ก็นั่นแหละ เขาล้ำเส้นคุณ” ชายหนุ่มหย่อนตัวลงบนเก้าอี้ มองตามไปยังประตูที่ปิดสนิท ก่อนจะพูดต่ออย่างใจเย็น “ถ้าเป็นผม ผมก็ยอมเขาไม่ได้เหมือนกัน”

“เมื่อก่อนเขาไม่เป็นแบบนี้ แต่คงเพราะโลกเปลี่ยนไปด้วย เมื่อก่อนฉันเป็นสมมุติเทพ ตอนนี้เป็นแค่คุณหนูของเขา ระยะห่างมันสั้นลง” หญิงสาวส่ายหน้า “ฉันก็ไม่อยากถือสาหรือเอาเรื่องเขาถ้าไม่คอขาดบาดตายจริงๆ ยังไงเราก็อยู่ด้วยกันมานาน”

“ผมเข้าใจ”

“แต่บางที…ฉันก็คิดว่าเขาเปลี่ยนไปมาก เหมือนจะเริ่มทำตัวเป็นเจ้าข้าวเจ้าของฉัน” เธอถอนใจออกมาอีกครั้ง “เขาคงลืมว่าฉันเป็นใครและทำอะไรได้บ้าง แต่ช่างเถอะค่ะ บ่นไปก็เท่านั้น”

…เป็นเจ้าข้าวเจ้าของ…

คำพูดนั้นสะดุดความสนใจของศิรัชจนเขาต้องนิ่งไปชั่วครู่ เพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรกนับจากศรุตเสียชีวิตลงที่เขาคิดว่าเผิงอี้เหว่ยมีท่าทีสนใจหลงเฟยลี่มากกว่าความเป็นนายและคนสนิท มันทำให้เขาสงสัยว่าศรุตเคยสังเกตเห็นหรือไม่ เผิงอี้เหว่ยแสดงออกมากขึ้นหลังจากน้องชายเขาตายหรือว่าศรุตเพียงมั่นใจในตัวคู่หมั้นจนไม่ใส่ใจถือสา

นี่ถ้าหากการตายของน้องชายเขาไม่มีการดึงเรื่องที่เกิดในปาตราเมื่อสี่ร้อยปีก่อนเข้ามาพัวพัน เขาอาจคิดว่าเผิงอี้เหว่ยมีส่วนรู้เห็นเป็นใจ

“เขาคิดยังไงเรื่องที่คุณจะแต่งงานกับศรุตครับ เฟยลี่”

“อี้เหว่ยน่ะหรือคะ” คนถูกถามทำหน้าประหลาดใจขึ้นมา ก่อนจะหรี่ตาลง “คุณสงสัยอะไรอยู่คะ ศิรัช คุณคิดว่าอี้เหว่ย…”

“เขามีแรงจูงใจ แล้วถ้าเขาร่วมมือกับคนร้าย การลงมือกับศรุตก็เป็นเรื่องง่ายขึ้นมาก”

หลงเฟยลี่ไม่ได้ปฏิเสธเรื่องแรงจูงใจ ศิรัชคาดว่าเธอคงมองออกเช่นกันว่าเผิงอี้เหว่ยคิดอย่างไรกับเธอ แต่หญิงสาวก็ยังส่ายหน้า

“ไม่มีทางค่ะ อี้เหว่ยภักดีกับฉัน แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือเขาจะไม่เอาเรื่องส่วนตัวมาโยกคลอนความมั่นคงของดี.อี.”

ดี.อี.อินเวสต์เมนต์ ซึ่งคนเชื่อกันว่า ดี.มาจากชื่อของเดวิด หยาง และ อี. มาจากชื่อภาษาอังกฤษของบิดาหลงเฟยลี่ คือเอ็ดเวิร์ด หลง แต่ศิรัชรู้ว่าที่แท้แล้ว ดี.อี.ย่อมาจากดราก้อนส์อาย…ดวงตามังกร และไม่ว่าเดวิดหรือเอ็ดเวิร์ดก็ล้วนแล้วแต่เป็นหุ่นเชิด เป็นเพียงมนุษย์ที่ใช้เป็นฉากหน้า อำนาจเบื้องหลังอยู่ในมือหลงเฟยลี่…ซึ่งแน่ละว่าไม่ใช่บุตรสาวของเอ็ดเวิร์ดจริงๆ

อาณาจักรธุรกิจแห่งนั้นเป็นฐานอำนาจของเผ่าพันธุ์มังกร

“คุณไว้ใจเขาขนาดนั้น?”

“ค่ะ ต่อให้เขาเปลี่ยนไปแค่ไหน แต่ฉันก็รู้จักเขามาหลายร้อยปี แก่นแท้เขาเป็นทหาร เป็นคนตรง” เธอคลี่ยิ้มออกมาได้นิดหนึ่ง “เขาถึงพูดจาขวานผ่าซากตามความคิดตัวเองแบบนั้น”

ชายหนุ่มผงกศีรษะรับรู้

“คุณจะไปกับฉันไหมคะ”

“ผมไม่มีเหตุผลจะปล่อยให้คุณออกไปคนเดียว นี่เป็นเรื่องของผมมากกว่าคุณด้วยซ้ำ”

“คุณคงไม่คิดแบบอี้เหว่ยนะคะว่าคุณต้องพยายามปกป้องฉัน”

“ผมรู้ดีกว่านั้น” ศิรัชบอกเรียบๆ “คุณปกป้องตัวเองได้ แต่นี่ก็ยังเป็นเรื่องของผม”

“ก็จริงค่ะ ยังไงศรุตก็เป็นน้องคุณ แถมนี่ยังเป็นคนร้ายที่พยายามฆ่าผู้หญิงของคุณ”

“เธอไม่ใช่ผู้หญิงของผม”

ถ้อยปฏิเสธของเขาทำให้หลงเฟยลี่หันมามองอย่างประหลาดใจ ทว่าเขาไม่นึกจะบอกเรื่องที่พราวพัชร์อาจเกี่ยวพันกับภาสุระให้เธอรู้ตอนนี้ เช่นเดียวกับที่เขาไม่ได้บอกเซธ ชายหนุ่มจึงเพียงเอ่ยไปกลางๆ

“เราต้องอยู่กับความจริงมากกว่าสิ่งที่เราอยากให้เป็น ปาลวีย์ตายไปแล้วเมื่อสี่ร้อยปีก่อน ส่วนคุณพราวก็มีชีวิตของเธอเอง ต่อให้ผมอยากให้เธอเป็นปาลวีย์แค่ไหน เธอก็ไม่ใช่”

“แต่คุณก็ยังรีบไปหาเธอทันทีที่ได้ข่าวว่าเกิดเรื่องกับเธอ”

“เพราะผมคิดว่ามันโยงกับเรื่องของศรุต แล้วดูจากรูปแหวนนั่น ก็เหมือนผมจะคิดถูก” ศิรัชเม้มปากเข้านิดหนึ่งก่อนจะพูดต่อ “ยังไม่นับว่าเธอเป็นแหล่งข้อมูลอีกแหล่งของเรา การผูกมิตรกับเธอไว้เป็นเรื่องได้มากกว่าเสีย”

คนฟังเงียบไปชั่วครู่ ดวงตาเรียวสวยมองตรงมากึ่งพินิจ แล้วเธอจึงเอ่ยขึ้นลอยๆ

“คุณเย็นชากว่าที่ฉันคิด”

ชายหนุ่มไม่ตอบอะไร

คู่หมั้นของน้องชายผู้ล่วงลับไปแล้วของเขาสูดหายใจเข้าลึก เปลี่ยนประเด็นไปอีกทางเหมือนไม่เห็นประโยชน์ในการต่อความกับเขา

“พูดถึงข้อมูล คุณบอกว่าผลตรวจจากแล็บพบสารที่ระบุไม่ได้ในตัวศรุต คุณคิดว่าใช่ยาตัวนั้นไหมคะ ตัวที่…”

“ที่ปาลวีย์เคยโดน” ศิรัชต่อคำให้ “ศรุตคงเคยเล่าเรื่องนี้ให้คุณฟังละมัง”

“ค่ะ เรื่องที่หมอหลวงวางยาเธอ เรื่องฤทธิ์ของมัน” ประกายตาของเธอวาววับขึ้น “ฉันคิดมาตลอดว่าอะไรที่ทำให้ศรุตจมน้ำ มันไม่มีเหตุผลเลยในเมื่อเขาเป็นนาค เขาควบคุมน้ำได้ แล้วผลการชันสูตรก็บอกว่าไม่มีร่องรอยว่าเขาถูกทำร้าย แต่ถ้าเขาโดนวางยานั่นล่ะคะ”

ยาที่ทำให้นาคผู้มีอำนาจควบคุมน้ำอย่างปาลวีย์เกือบจมหายไปในห้วงน้ำอย่างหาหลักฐานไม่ได้…แบบเดียวกับศรุต ยาที่ควรสาบสูญไปพร้อมความตายของภาสุระนานนับสิบปีมาแล้ว เว้นเสียแต่เขาจะมีผู้สืบทอด…เช่นลูกสาว

เขาก็คิดเหมือนหลงเฟยลี่ว่ามันน่าจะเป็นยาตัวเดียวกัน

แต่ถ้าใช่ และถ้านี่เป็นฝีมือพราวพัชร์ เธอจะบอกเรื่องนี้ให้เขาระแวงสงสัยขึ้นมาทำไม ผลการทดสอบจากห้องปฏิบัติการอยู่ในมือเธอ การปกปิดกลบเกลื่อนหลักฐานคงง่ายยิ่งกว่าง่าย

บางสิ่งยังไม่สอดคล้องลงตัว บางสิ่งยังชวนกังขา ยากจะทำความเข้าใจได้

“ถ้าใช่จริงๆ คุณว่านี่เป็นฝีมือใครคะ ฉันนึกว่าสูตรยานั่นหายสาบสูญไปนานมากแล้วเสียอีก”

“ผมไม่รู้ เราอาจยังไม่ควรด่วนสรุปอะไรล่วงหน้า”

แต่ในสมองของเขา ข้อมูลบางอย่างกลับวนเวียนไม่ยอมจาง ภาพถ่ายของพราวพัชร์ที่เดวิดพบในห้องพักของศรุต ภาพของ ‘ภาธร สรากร’ ในหนังสือพิมพ์เก่าที่ธัญธาราให้เขาดู การวางยาซึ่งคนแปลกหน้าไม่น่าทำกับศรุตได้โดยง่าย และ ‘ความบังเอิญ’ อันไม่น่าเชื่อสารพัดที่ดูจะรายล้อมนักพิษวิทยาสาวอยู่

มันรวมตัวเป็นข้อสรุปอันน่าชัง…แม้เขาจะไม่อยากสรุป แม้เขาจะบอกตัวเองว่ายังมีเรื่องขัดแย้งน่าสงสัยอยู่ บอกว่าทุกสิ่งทุกอย่างนี้ยังไม่ใช่หลักฐานยืนยันอะไร

ในส่วนลึก ศิรัชรู้ว่าทำไมเขาไม่อยากยอมรับ ทำไมเขายังปฏิเสธข้อบ่งชี้ทุกอย่างนั้น ไม่ยอมเชื่อโดยง่าย

เพราะแม้เป็นเรื่องยากที่เขาจะยอมรับว่าพราวพัชร์ไม่ใช่ปาลวีย์…ไม่เคยใช่มาแต่ต้น…และเดินจากเธอไป แต่สิ่งที่ยากยิ่งกว่าคือการสบตาคู่งามซึ่งเหมือนคนที่เขารักราวกับพิมพ์เดียว และมอบความตายให้หญิงสาวผู้นั้นกับมือตัวเอง!

 

ซื้อหนังสือที่ www.naiin.com ไม่ว่าเล่มใดก็ตาม

ทุกยอดการสั่งซื้อจะมีส่วนแบ่งกลับมาเพื่อสนับสนุนเว็บไซต์อ่านเอา

ชุมชนแห่งการอ่านของพวกเรา : )

อาคารอพาร์ตเมนต์ที่เกิดเหตุซึ่งเซธให้ที่อยู่ไว้นั้นเป็นกล่องทรงสี่เหลี่ยมสูงหกชั้นหน้าตาพื้นๆ มีหน้าต่างสี่เหลี่ยมผืนผ้าเจาะเรียงเป็นระยะอย่างที่พบได้ทั่วไปในชิคาโก ผนังอาคารด้านข้างซึ่งหันเข้าหาตรอกแคบเล็กแค่พอให้คนเดินได้ก่อด้วยอิฐสีน้ำตาลซีดราคาถูก มีเพียงด้านหน้าซึ่งแต่งด้วยอิฐเคลือบสีแดงเข้มและแนวคิ้วหน้าต่างสีขาวเหมือนฉาบหน้าไว้รับแขก แต่กระทั่งอิฐเคลือบบางส่วนก็ยังแตกล่อน คิ้วหน้าต่างมีรอยด่างเป็นคราบ บ่งบอกว่าขาดการบำรุงรักษา

เผิงอี้เหว่ยจอดรถลงอีกฝั่งของถนนด้านหน้า เยื้องไปอีกสองบล็อกจากตัวอาคารดังกล่าว และศิรัชก็เอนกายเข้าหากระจกข้าง กวาดตาสำรวจโดยรอบ เขาไม่คุ้นชินกับเมืองนี้พอจะบอกได้ว่าย่านใดปลอดภัยมากน้อยขนาดไหนหรือผู้อาศัยเป็นอย่างไร แต่เมื่อดูจากสภาพทั่วไปและรถกลางเก่ากลางใหม่ซึ่งจอดอยู่ให้เห็นประปรายริมถนนแล้ว เขาไม่คิดว่านี่เป็นย่านคนมีฐานะนัก

“อี้เหว่ย รออยู่แถวนี้ก็แล้วกัน คอยดูต้นทางเอาไว้ ฉันจะขึ้นไปกับศิรัช”

หลงเฟยลี่ผู้แต่งกายด้วยเสื้อกางเกงทะมัดทะแมงและรวบผมเก็บเป็นมวยเรียบร้อยสั่งมาจากเบาะหลัง ก่อนจะผลักประตูลงจากรถเป็นคนแรกโดยไม่รอดูปฏิกิริยาใคร แน่นอนว่าเผิงอี้เหว่ยไม่เห็นด้วยกับคำสั่งนั้น ศิรัชเห็นคิ้วที่ขมวดฉับเข้า แต่อย่างน้อยเจ้าตัวก็ไม่ได้ตามลงไปถกเถียงให้สถานการณ์ที่ตึงเครียดอยู่แล้วหนักหนาขึ้น

ศิรัชเปิดประตูตามหลงเฟยลี่ลงไปและอ้อมไปด้านหลังอาคารพร้อมกันกับเธอโดยไม่เอ่ยอะไรเช่นกัน บันไดหนีไฟที่นำขึ้นไปสู่ห้องที่เกิดเหตุอยู่ตรงนั้น เขาดึงโทรศัพท์มือถือออกมา กดเรียกภาพถ่ายให้แสดงบนหน้าจอและยกขึ้นเทียบกับสถานที่จริงเพื่อดูว่าหน้าต่างห้องดังกล่าวคือบานไหน ก่อนจะดึงถุงมือจากในกระเป๋าออกมาสวม พยักหน้าให้หญิงสาวผู้ยืนอยู่ข้างกายทำแบบเดียวกัน

ใช้เวลาไม่นาน พวกเขาก็ลอดผ่านหน้าต่างเข้าไปในห้องซึ่งดูเหมือนยังไม่มีใครมาแตะต้อง คงเพราะยังไม่มีใครรู้ว่าเกิดเหตุร้ายขึ้น ศพคนร้ายที่ยิงใส่รถของพราวพัชร์ยังคงกองอยู่ที่เดิมที่เห็นในภาพถ่าย และชายหนุ่มก็สาวเท้าเข้าไป ตรวจดูกลอนประตูห้องว่าล็อกอยู่ ก่อนจะเดินกลับมา ย่อกายลงข้างร่างไร้วิญญาณของชายผู้นั้น

เจ้าตัวเป็นชายร่างสันทัดและฟุบอยู่บนพื้นพรมในท่ากึ่งคว่ำกึ่งตะแคง ใบหน้าซึ่งดูเหมือนมีเชื้อสายลาตินอเมริกาหันไปด้านข้าง ดวงตาเบิกค้าง มันเป็นใบหน้าที่ศิรัชไม่รู้จัก และหลงเฟยลี่ผู้ย่อตัวตามลงมาข้างเขาก็ส่ายหน้าปฏิเสธเช่นกันเมื่อเขาเลิกคิ้วขึ้นกึ่งถาม แขนข้างหนึ่งของผู้ตายพาดอยู่ข้างกาย อีกข้างทอดไปทางศีรษะ เผยให้เห็นแหวนรูปงูที่เขาสวมอยู่ พลอยซึ่งฝังเป็นดวงตาพราวประกายวับไหวราวกับมีชีวิต

หลงเฟยลี่ยังมีสีหน้านิ่งเรียบราวกับหุ่นปั้นเมื่อเธอเอื้อมมือออกไปจับมือที่ทอดอยู่นั่น รูดแหวนออกมา การทำเช่นนั้นค่อนข้างยากเพราะศพบางส่วนอยู่ในสภาพแข็งทื่อ แต่ในที่สุดแหวนวงดังกล่าวก็หลุดออกมาอยู่ในมือหญิงสาว ทิ้งเพียงรอยซีดขาวเป็นวงไว้บนนิ้วผู้ตายตัดกับปื้นสีแดงคล้ำตรงส่วนล่างของมือ มันทำให้ศิรัชนิ่วหน้าเล็กน้อย

“เฟยลี่” ชายหนุ่มเรียกอย่างระมัดระวัง ก่อนจะชี้ไปยังร่องรอยบนนิ้วศพ “เหมือนจะมีเรื่องที่เราไม่ทันคิดอยู่บางอย่างนะ”

หญิงสาวหันตามสายตาเขาไป แล้วเธอก็เม้มปาก นิ่วหน้าเข้าเช่นกัน ปฏิกิริยาอันบ่งบอกว่าเธอก็มองปัญหาออก…ถ้าพวกเขานำแหวนกลับไป ร่องรอยที่เห็นอาจก่อให้เกิดความยุ่งยาก

เมื่อคนเราเสียชีวิตไประยะหนึ่ง เม็ดเลือดแดงจะเริ่มตกลงสู่ที่ต่ำตามแรงโน้มถ่วงและมาคั่งอยู่ในเส้นเลือดฝอยใต้ผิวหนัง แลเห็นเป็นปื้นหรือจ้ำสีเข้มตรงส่วนล่างของศพ สิ่งที่อาจพบได้อีกอย่างคือรอยขาวซีดตรงจุดที่มีการกดทับเนื่องจากเลือดไม่สามารถถ่ายเทมาใต้ผิวหนังบริเวณนั้นได้…เช่นรอยแหวนนั่น

ในระยะแรกหลังการเสียชีวิต ร่องรอยเหล่านี้จะลบเลือนหรือเปลี่ยนที่ได้หากมีการเคลื่อนย้ายศพเปลี่ยนท่าหรือไม่มีการกดทับต่อ มันจะอยู่ตัวจนกลายเป็นร่องรอยถาวรก็ต่อเมื่อเวลาผ่านไปอีกช่วงหนึ่งแล้วเท่านั้น ดังนั้นหากมีการพบศพคนร้ายรายนี้ก่อนเน่าเปื่อย แถบสีขาวบนนิ้วที่ไม่ยอมหายไปย่อมเผยให้เจ้าหน้าที่รู้ว่ามีคนถอดแหวนออกไปจากศพ และไม่ใช่ตอนเกิดเหตุ

นั่นจะจุดประกายความสงสัยอันไม่พึงปรารถนาให้ปะทุขึ้นมา ยิ่งถ้ามีการโยงเรื่องนี้เข้ากับคดีศรุต มันอาจกลายเป็นข่าว

“คุณจะบอกว่าเราไม่ควรเสี่ยงเอาแหวนนี่ไปหรือคะ”

กับประโยคนั้น ชายหนุ่มเพียงส่ายหน้า เอ่ยเสียงเรียบ

“ผมยกให้เป็นการตัดสินใจของคุณ”

ดวงหน้างามไร้ที่ติของหลงเฟยลี่ผินมา ประกายในดวงตาที่สบตาเขาคมปลาบราวกับมีด ก่อนริมฝีปากอิ่มจะบิดเป็นรอยยิ้มละมุน

“คุณกลัวฉันจะพาลโทษคุณหรือคะ ยังไงฉันก็ไม่เอาความรู้สึกส่วนตัวมานำเรื่องแบบนี้อยู่แล้ว”

น้ำเสียงของเจ้าตัวอ่อนหวาน สงบลงกว่าเดิม ทว่ามือซึ่งกำแหวนแน่นเข้าเผยอารมณ์แท้จริงของเธอให้เห็นอย่างที่ทำให้ศิรัชต้องถอนใจ

“ผมแค่ไม่อยากให้คุณเจ็บปวดมากนัก ถ้ามีอะไรที่ช่วยคุณได้ มันก็อาจคุ้มกับความเสี่ยง”

“ฉันไม่ยักรู้นะคะว่าคุณแคร์ฉันขนาดนั้น”

“คุณเป็นคนที่ศรุตรัก” เขาตอบเรียบๆ “แล้วอีกอย่าง ผมก็เคยเสียคู่ชีวิตของตัวเองมาก่อน ผมเข้าใจว่าคุณรู้สึกยังไง”

หลงเฟยลี่เงียบไปครู่ใหญ่ เธอมองเขานิ่ง…นาน ก่อนจะคลายมือข้างที่กำแหวน วางมันลงข้างตัวโดยไม่เอ่ยอะไรสักคำ หญิงสาวเพียงเหยียดกายลุกขึ้นยืน สาวเท้าไปอีกทางของห้อง ยกแขนทั้งสองข้างขึ้นกอดตัวเองแน่นและปักหลักอยู่ตรงนั้น

ศิรัชมองตามร่างสูงระหงนั้นไป รับรู้ว่าเธอคงต้องการเวลาทำใจตามลำพังบ้าง แต่เมื่อเอื้อมมือออก หยิบแหวนที่วางบนพื้นพรมขึ้นมา ชายหนุ่มกลับต้องชะงัก เขาหยิบมันชูขึ้นในระดับสายตา หมุนดูอย่างพินิจ

“เฟยลี่”

เสียงเรียกของเขาหนักจนตนเองยังรู้สึกได้ ดึงให้คนถูกเรียกเหลียวมาทันควัน คิ้วเรียวสวยของเธอมุ่นเข้านิดๆ รอยโศกเลือนไปจากดวงตายามเจ้าตัวสัมผัสได้ถึงความผิดปกติ

แล้วดวงตาคู่เดียวกันนั้นก็เบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยอย่างคาดไม่ถึงเมื่อเขาเอ่ยประโยคถัดไป

“นี่ไม่ใช่แหวนของศรุต มันเป็นของปลอม”

***

 

สั่งซื้อ Remember Wrinks

เซรั่มบำรุงผิวที่เป็นมาสก์ได้ในหนึ่งเดียว

ทุกยอดการสั่งซื้อจะมีส่วนแบ่งกลับมาเพื่อสนับสนุนเว็บไซต์อ่านเอา

ชุมชนแห่งการอ่านของพวกเรา : )

Don`t copy text!