เกมอาชา บทที่ 12 : ใครเป็นใคร

เกมอาชา บทที่ 12 : ใครเป็นใคร

โดย : ภัสรสา

เกมอาชา  โดย ภัสรสา เรื่องราวของคนกับม้าที่แค่การดูแลให้ม้ามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นก็ทำเอาสุมิตราเหนื่อยหนัก แต่ที่หนักหน่วงมากกว่าคือ ความพิิศวงของวิญญาณตนนั้นที่มาพร้อมผีม้า และอดีตชาติของเธอที่ค่อยๆ ชัดเจน พร้อมๆ กับเขาคนนั้นที่ผูกพันกับเธอมากกว่าที่คิด… ‘ เกมอาชา’ นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้ทุกคนได้ อ่านออนไลน์

………………………………………………………….

โผนไม่ทันคิด… ไม่คาดคิดว่าเหตุการณ์จะกลับกลายเป็นอย่างนี้ เขาลิงโลดใจที่จับอ้ายโจรร้ายได้เพียงไม่นาน แต่เพียงเดินลงมาจากเรือน สั่งบ่าวไพร่มัดรวมเหล่าโจรชั่วเพื่อพากลับวัด ก่อนแยกไปหาด่าง โผนก็พบภาพที่ทำให้หัวใจเหมือนถูกบีบจนแหลกเหลว เข่าอ่อนจนแทบทรุดหากไม่หักห้ามใจไว้ได้เสียก่อน

ด่าง… ม้าคู่ใจของเขาล้มลงนอนตายจมกองเลือด

“อ้ายด่างมันใจเด็ดนักขอรับท่านพัน พวกโจรตั้งท่าจะฆ่าม้าทั้งหมด อ้ายด่างมันเข้าสู้เพื่อให้เพื่อนมันหนีไปได้ กว่าข้าจะหันมาเห็นว่ามันเล่นงานม้าเราจนอ้ายด่างแย่ก็สายเกินการณ์ ขอท่านพันลงโทษข้าด้วยเถิด”

โผนข่มความเจ็บปวดเอาไว้อย่างยากลำบากยามฟังลั่นพูดตั้งแต่ต้นจนจบ เขารู้มาแต่ไหนแต่ไรว่าด่างเป็นม้าฉลาดและรักพวกพ้อง แถมใจหาญผิดแผกจากม้าอื่นทั่วไป ไม่ว่าอยู่ในเหตุการณ์ไหนด่างไม่เคยถอยถ้าเขาไม่สั่งถอย โผนรักมันประหนึ่งเป็นน้องชาย และการสูญเสียมันก็ทำให้โผนอยากหลั่งน้ำตานักหากไม่ติดว่ามีหลายคนอยู่ด้วยในตอนนี้ “การณ์นี้มิมีใครอยากให้เกิด จะให้ข้าลงโทษเอ็งด้วยเรื่องใด พวกเอ็งก็เหนื่อยปราบโจรมาค่อนคืนแล้ว อย่าช้าเลย คุมตัวพวกโจรกลับวัด จัดเวรยามเฝ้า ที่เหลือพักผ่อนเสีย”

เกิดความเงียบงันสงบนิ่งอยู่ชั่วอึดใจ ก่อนหลายคนจะแยกย้ายทำตามคำสั่งขณะโผนยังยืนนิ่งมองศพม้าคู่ใจของตนยกเว้นลั่นที่ยังอยู่ข้างตัวนายตน

“พ่อนายจะฝังอ้ายด่างใช่ฤๅไม่ ให้อ้ายลั่นอยู่ช่วยนะขอรับ”

เศรษฐีเจ้าของเรือนที่ยืนอยู่ใกล้ๆ สังเกตการณ์อยู่เป็นพักแล้วจึงรีบออกปาก “ข้าจะให้บ่าวช่วยขุดหลุมให้ในป่าใกล้ๆ แลช่วยกันยกซากม้าของพ่อไป”

โผนไม่ปฏิเสธ และลงมือทำร่วมกับทุกคนด้วยในทุกขั้นตอน เมื่อเคลื่อนร่างด่างลงหลุมเรียบร้อย โผนก็ลูบหน้ามันอย่างอาลัย บอกเสียงแผ่วเบา “ไปดีเถิดอ้ายด่าง”

เมื่อแน่ใจว่าหากอยู่ในสภาวะนานกว่านี้ โผนคงหลั่งน้ำตา จึงต้องรีบถอยออกมาและเริ่มกลบดิน กระทั่งทุกอย่างเสร็จสิ้น โผนจึงเดินไปหาเศรษฐีที่ยืนอยู่ห่างๆ มีลูกสาวทั้งสองของตนขนาบข้าง ทั้งสามดูอิดโรยประหนึ่งรอนแรมกลางป่ามาหลายคืนแล้ว “ขอบน้ำใจท่านเศรษฐีที่ช่วยข้า”

เศรษฐีพยายามปาดน้ำตาและระงับอาการสะอึกสะอื้นของตนซึ่งเกิดจากความสูญเสีย รีบตอบรับ “หามิได้เลย หากไม่ได้พ่อช่วยแล้ว ข้าคงตายแน่ ข้าชื่อเจือ ขอทราบชื่อเสียงเรียงนามพ่อได้หรือไม่”

“ข้าคือพันอาชารักษา เดินทางผ่านมาทางนี้ด้วยธุระของท่านเจ้าเมือง จึงรู้เรื่องโจรชุดดำ เป็นเคราะห์ดีของท่านเศรษฐีและลูกๆ”

ทว่าเจือกลับร้องไห้หนักขึ้น พิลาปรำพันกับโผน “มีข้าเหลือกับมะปรางแลลูกจันอยู่เท่านี้แล้ว เมียข้าสามคน ลูกชายทั้งห้ามันฆ่าสิ้น ข้ามิรู้ว่าจะทำกระไรดีแล้วท่านพัน”

โผนถอนใจยาว ทั้งสงสารและลำบากใจไปพร้อมกัน ตัดสินใจเอ่ยปลอบ “สงบใจเถิดหนา ท่านยังมีลูกสาวอีกสองคนให้ดูแล เรื่องงานศพงานเผา พวกข้าจะอยู่ช่วยสักสองสามวัน”

“น้ำใจท่านพันงามนัก… พรุ่งนี้หลังส่งอ้ายโจรชั่วเข้าคุกได้ ข้าอยากเชิญท่านพันแลทุกคนมาพักที่เรือนข้า ให้ข้าได้ดูแลรับรองด้วยเถิด”

โผนเห็นว่านั่นจะสะดวกกว่าสำหรับตนและพรรคพวก ซ้ำยังไม่รบกวนพระเณรที่วัดจึงตอบรับ หันไปทางลั่นซึ่งก็รีบขยับตัวอย่างรู้ใจไปจูงม้ามาใกล้ รอจนเจ้านายบอกลาเศรษฐี ขึ้นม้าเรียบร้อยแล้วจึงออกเดินเคียงไปพร้อมกัน เป็นอีกครั้งที่ลั่นไม่แปลกใจที่ตนไม่ถูกทิ้งห่าง ทั้งที่พันอาชารักษาสามารถควบม้าไปถึงวัดจะได้พักผ่อนนอนหลับโดยไว แต่พ่อนายของลั่นเพียงกระตุ้นให้ม้าเดินเหยาะๆ คนเดินเท้ากับคนบนหลังม้าไม่ทิ้งระยะห่างกันนัก กระทั่งถึงวัด บ่าวคนหนึ่งนำกระบอกน้ำมาให้ พ่อนายก็รับมาแล้วกลับยื่นส่งให้ลั่นก่อน

“เอ้า เดินมิใช่ใกล้ เอ็งคงกระหาย”

ทว่าลั่นก็จำต้องค้อมตัวแล้วรีบบอก “ขอบพระเดชพระคุณพ่อนายที่เป็นห่วงขอรับ” จากนั้นรีบหันไปส่งสัญญาณกับเพื่อนอีกคนที่อยู่ใกล้ ซึ่งก็กุลีกุจอรีบเอาน้ำมาให้ ลั่นรอให้ผู้เป็นนายยกน้ำขึ้นจิบก่อนแล้วจึงค่อยทำตาม ดูแลจนแน่ใจว่าพันอาชารักษาได้ล้างเนื้อล้างตัวแล้วจึงรีบไปจัดการตัวเอง

หลังสบายเนื้อสบายตัวแล้ว โผนก็เรียกบ่าวมาให้รายงานเรื่องการควบคุมตัวโจร เบาใจเมื่อได้รู้ว่ามีคนของกรมการเมืองมาดูแล และเห็นตรงกันว่าจะรอข่าวจากทางเจ้าเมืองในวันรุ่งขึ้นว่าจะทำอย่างไรกับโจรกลุ่มนี้ ขณะกำลังจะแยกย้ายนี่เอง โผนก็ต้องลุกยืนเพราะได้ยินเสียงฝีเท้าม้าควบมาแต่ไกล และม้าที่ผูกไว้บริเวณใกล้ๆ ก็ส่งเสียงร้องให้รู้ว่ามีม้าในคอกเดียวกันกลับมา แวบหนึ่งโผนคิดถึงด่างแล้วจึงนึกได้ว่าด่างตายแล้ว ไม่มีทางเป็นด่างไปได้ จึงแน่ใจว่าคงเป็นกลอย

และจริง กลอยมาหยุดม้าห่างออกไปไม่ไกลนัก ไหลลงมาจากหลังม้าและแทบคลานมาหา ซึ่งโผนไม่แปลกใจ การควบม้าไปกลับเป็นเวลาหลายชั่วโมงคงทำให้กลอยแทบหมดแรงในตอนนี้ โผนเข้าไปช่วยประคองกลอย รีบเอ่ยถาม

“เป็นอย่างไร”

“ท่านเจ้าคุณกำลังนำทหารตามมาขอรับ คงถึงช่วงรุ่งสางพอดี”

โผนนิ่วหน้า “ท่านเจ้าคุณมาเองเชียวฤๅ”

“ขอรับ แต่ส่งทหารฝีมือดีขี่ม้าเร็วมาอีกสี่คนกับข้า ให้มาช่วยพ่อนายก่อน ท่านเจ้าคุณเป็นห่วงพ่อนายมากขอรับ คาดโทษอ้ายกลอยว่าถ้าพ่อนายเป็นอะไรไปจะส่งอ้ายกลอยตามไปรับใช้ด้วย ข้อหากล้าทิ้งพ่อนาย”

โผนถอนใจยาว อดขำกลอยไม่ได้ “เอ็งไม่บอกไปเล่า ว่าข้าสั่ง”

กลอยทำหน้าเจื่อน “อ้ายกลอยหากล้าไม่ขอรับ”

และโผนรู้ว่าทำไมท่านเจ้าเมืองจึงโกรธนัก เพราะกลอยเป็นบ่าวที่ฝีมือดีที่สุด คงอยากให้อยู่ปกป้องเขาเช่นเดียวกับที่เขาอยากให้กลอยเป็นคนส่งข่าวนี้ “เช่นนั้นเอ็งจงเบาใจที่ข้าปลอดภัย แล้วนี่ทหารอีกสี่คนอยู่ไหนกันเล่า”

กลอยหันไปมองเบื้องหลัง หน้าตาเลิ่กลั่ก ก่อนยิ้มได้และชี้ไปเมื่อเห็นม้าอีกสี่ตัวพาคนเข้ามาใกล้ “โน่นขอรับ” ก่อนหันมาบอกนายตน “อ้ายกลอยก็ห่วงพ่อนาย เลยควบอ้ายแหล่นไม่เหลียวหลัง”

และม้าของเขาเป็นม้าฝีเท้าจัดทุกตัว ประกอบกับการที่เขาสอนบ่าวไพร่ที่ต้องใช้ม้าขี่ม้าเองกับมือ เหล่าทหารจะตามไม่ทันย่อมไม่แปลก เมื่อทหารทั้งสี่มาถึง ได้รู้ว่าสถานการณ์เป็นอย่างไรก็โล่งใจ ต่างทำตามที่โผนบอกคือให้หาที่หลับที่นอน

ตัวโผนเองนั้นเมื่อใจสบาย กายที่เหนื่อยล้าก็หลับใหลลงไปอย่างรวดเร็วเพียงหัวถึงหมอน

ผิดกับใครอีกคน…

 

มะปรางยังนั่งเหม่ออยู่บนเตียงตัวเอง เหตุการณ์เลวร้ายที่เกิดขึ้นยังส่งผลทำให้ไม่อาจหลับตา เสียงพ่อซึ่งยังสั่งการบ่าวอยู่เบื้องนอกยิ่งทำให้หวาดผวา หากพ่อไม่สั่งไว้ให้อยู่แต่ในห้อง มะปรางขอออกไปอยู่ข้างนอกให้เห็นดีกว่าว่าเกิดสิ่งใดขึ้นบ้าง แต่ในความมืดมิดเหน็บหนาวนั้น บางคราก็เกิดแสงสว่างและความอบอุ่นขึ้นเมื่อนึกไปถึงใบหน้าของใครบางคน…

“นอนไม่หลับเหรอจ๊ะพี่”

มะปรางหันไปมองลูกจันที่ทอดตัวนอนอยู่ข้างๆ ตาใสแจ๋วของอีกฝ่ายบอกชัดว่าน้องเป็นเช่นเดียวกับตน จึงพยักหน้าเล็กน้อยเป็นการตอบรับ นิ่งไปเมื่อน้องพลิกตัวมากอด ไม่นานก็ร้องไห้ เสียงเล็กพึมพำอย่างน่าสงสาร

“น้องไม่มีแม่แล้วพี่มะปราง แม่ทิ้งน้องไปแล้ว”

เช่นเดียวกับที่แม่ของมะปรางทิ้งไปเมื่อปีก่อน หากมะปรางไม่เสียใจเลยที่แม่จากไปเพราะรู้ดีว่าแม่อยู่อย่างทุกข์ทรมานเพียงใด แม่ฝากใจฝากชีวิตไว้กับพ่อ พ่อก็ยกแม่เป็นหนึ่งมาตลอด กระทั่งแม่ของลูกจันเข้ามา… มะปรางลูบผมน้องแผ่วเบา “ตัดใจเสียเถิดลูกจัน แม่ของเจ้าไปสบายแล้ว แลเจ้ายังมีพี่”

ลูกจันกอดมะปรางแน่นขึ้น คล้ายอยากบอกพี่สาวว่าตนยึดประโยคนั้นเป็นคำมั่นสัญญา ค่อยๆ สงบจิตสงบใจ เช็ดหน้าเช็ดตาตัวเอง ก่อนผละออกเมื่อพี่สาวตนสะดุ้งเพราะเกิดเสียงดังอยู่ข้างนอก ทว่าเสียงพ่อที่เอ็ดตะโรตามมาก็ทำให้รู้ว่าเป็นเพียงบ่าวคนหนึ่งทำของหล่นเท่านั้น ลูกจันลุกขึ้นนั่ง สวมกอดพี่สาวอีกครั้ง “พี่ยังกลัวใช่ฤๅไม่ ไม่ต้องกลัว อ้ายพวกโจรโดนคุณพี่โผนจับไปหมดแล้ว”

มะปรางนิ่วหน้า “โผน… ผู้ใดกัน”

“คุณพันอาชารักษาคนนั้นแล”

มะปรางยิ่งหน้านิ่วเข้าไปอีก “เราไม่ได้สนิทชิดเชื้อ อย่าไปเรียกชื่อเขาเช่นนั้น หากเขาได้ยินแล้วไม่พอใจจะโดนหวายได้”

ลูกจันมีสีหน้าหวั่นๆ ก่อนบอกคล้ายจะแก้ตัว “แต่พี่โผ… คุณพันอาชารักษาเป็นคนบอกน้องเอง”

มะปรางไม่พูดคำใดอีก ได้แต่มองหน้าน้องสาวนิ่ง กระทั่งอีกฝ่ายหน้าสลดและตอบรับ

“จ้ะ ไม่เรียกก็ไม่เรียก… แต่พี่ไม่ต้องกลัวไปนะจ๊ะ วันนี้เรือนเราเสียงดังปานนี้ คงไม่มีใครกล้าเข้ามาอีก แลพรุ่งนี้คุณพันอาชารักษากับพวกจะมานอนเรือนเรา ยิ่งไม่มีสิ่งใดต้องกลัว”

มะปรางนิ่งไปก่อนยิ้มละไม สายตาซึ่งเหม่อลอยไปไกลมีแววหวานไหว มีความสว่างวาบขึ้นท่ามกลางความมืดมนเมื่อนึกไปถึงใบหน้าใครอีกคน

คนผู้ซึ่งช่วยชีวิต มอบชีวิต จึ่งเป็นเจ้าของชีวิต… พันอาชารักษา

 

หิรัณย์ลืมตาตื่น นอนนิ่งสำรวจตัวเองอยู่พักใหญ่จนแน่ใจ… เขาเป็นไข้ ชายหนุ่มพลิกตัวไปอีกทาง เอื้อมมือไปหยิบโทรศัพท์เคลื่อนที่ของตนมากดส่งข้อความหา… ตอนแรกเขาจะกดส่งหาพ่อ แต่นิ้วกลับขยับปัดจนไปถึงชื่อใครอีกคน

‘ผมตัวร้อน’

ข้อความที่ตอบกลับมาทำเอาหิรัณย์หัวเราะหึ

‘เปิดแอร์หรือยัง’

หิรัณย์เลยพูดให้ตรงประเด็นขึ้น ‘ผมเป็นไข้’

‘กินยาสิ’

‘ไม่มี’

ไร้ข้อความตอบกลับ… หิรัณย์มองหน้าจอโทรศัพท์ นิ้วขยับไปมาอย่างตัดสินใจไม่ได้ว่าควรส่งข้อความไปอีกรอบดีไหม ก่อนหันขวับไปอีกทางเมื่อได้ยินเสียงเคาะประตูเบาๆ ยิ้มสมใจออกมาและลุกเดินไปเปิดประตูพร้อมออกปาก “เข้ามาสิ”

ทว่าสิ่งที่เข้ามากลับมีเพียงสายลมเย็น…

หิรัณย์ยืนนิ่ง มองไปรอบๆ แล้วไม่เห็นใครสักคน แล้วจู่ๆ ก็ขนหัวลุก รู้สึกเหมือนใครสักคนอยู่ข้างหลัง หิรัณย์กลั้นใจหันไปมอง ถอนใจอย่างโล่งอกเมื่อไม่พบอะไร จริงอยู่ว่าหลังๆ เขาเริ่มชินกับวิญญาณผู้หญิงและม้าแล้ว แต่คงไม่ชินขนาดจะปะทะกันในระยะใกล้แล้วเขาไม่รู้สึกอะไร ชายหนุ่มหันไปดึงประตูปิด เดินกลับไปนอนบนเตียง…

เขาไม่ได้อยู่คนเดียวในห้องนี้แน่ๆ

หิรัณย์สะดุ้งเฮือกเมื่อได้ยินเสียงเคาะประตูอีกครั้ง นอนตัวแข็งกระทั่งเสียงเคาะถี่รัวขึ้นตามด้วยเสียงหงุดหงิดของสุมิตรา

“เปิดเร็ว”

หิรัณย์จึงลุกพรวดไปดึงประตูเปิด เห็นสุมิตรามองมาด้วยสายตาบอกบุญไม่รับ ในมือถือโทรศัพท์ที่กลายร่างเป็นไฟฉาย

“ชักช้า! คนยิ่งกลัวๆ อยู่ เอ้า ยา” แล้วพอหิรัณย์ยื่นมือมารับ สุมิตราก็ใช้หลังมือตัวเองแตะแขนเขา “อุ้ย…”

สุมิตราอุทานอย่างนั้น เมื่อรู้สึกว่าตัวเขาร้อนกว่าที่คิดไว้ เงยหน้ามองแล้วกระดกมือขึ้นนิดหน่อยเพื่อให้แสงส่องสูงขึ้นอีกนิด เธอจะได้เห็นหน้าเขาถนัด หน้านิ่วเมื่อเห็นขอบตาเขาแดงเรื่อ จึงตัดสินใจก้าวเข้าไปในห้องพร้อมผลักอกเขาเบาๆ “ไปที่เตียง”

พอหิรัณย์ไปนั่งบนเตียง สุมิตราก็เดินตามไปบีบคางเขาเบาๆ “อ้าปากกว้างๆ” แล้วส่องไฟเข้าไปดูลำคอ เห็นคอแดงๆ ก็เอ่ยถาม “เจ็บคอใช่ไหม”

หิรัณย์พยักหน้า นั่งนิ่งตอนสุมิตราอังมือตัวเองลงกับหน้าผาก ข้างแก้ม และลำคอของตน ก่อนผละมาถาม

“เช็ดตัวหน่อยดีไหม”

“มีผ้าอยู่ในลิ้นชัก”

สุมิตราถึงกับยกมือขึ้นเท้าสะเอว “ฉันไม่ใช่พ่อนายนะ เรื่องอะไรฉันจะต้องเช็ดตัวให้”

“ผมไม่อยากปลุกพ่อ”

“ทำเองไม่ได้เหรอ”

หิรัณย์มองหน้าสุมิตรานิ่ง พยายามไม่โฟกัสที่เงาดำที่เห็นวับแวบอยู่ด้านหลังหญิงสาว ตัดสินใจว่าจะทำเป็นไม่เห็นก่อนตอบนอกเรื่องไป “ออกไปแล้วล็อกประตูให้ด้วยนะ”

ซึ่งแม้จะพูดอย่างนั้นทว่าหิรัณย์แน่ใจว่าสุมิตราไม่ไปไหนแน่ และจริง…

สุมิตรายืนนิ่ง มองหิรัณย์เอนตัวลงนอน เขาพลิกตัวหันหลังให้เธอแล้วดึงผ้าห่มขึ้นมาใช้งาน แสดงว่าจะไม่เช็ดตัวสินะ แล้วนี่ยาก็ยังไม่ได้กิน… หญิงสาวกลอกตาเสียสองรอบ ใจอยากเดินกลับห้องไปเลยเพราะหิรัณย์ไม่ใช่เด็กแล้ว เขาควรดูแลตัวเองได้ หรือถ้าไม่ดูแลอย่างที่ทำอยู่ตอนนี้มันก็เป็นความรับผิดชอบของเขาเอง แต่การคิดว่าเขาป่วยเพราะติดตามเธอเข้าไปในคอกม้าที่ไม่อนามัยนักก็ทำให้เธอยังยืนนิ่งอยู่ ยิ่งคิดไปถึงตอนเย็นที่ผ่านมา เขาทั้งจามทั้งไอไม่หยุดก็ยิ่งรู้สึกผิด ในที่สุดสุมิตราก็ตัดสินใจเดินเข้าไปดึงผ้าห่มออก “นี่ จะนอนก็ลุกมากินยาก่อน”

เขาลุกขึ้นมา ทว่าเพียงลุกมาดึงผ้าห่มกลับไปใช้งาน บอกเสียงเบาเหมือนกลัวสุมิตราจะดึงผ้าห่มออกอีก “ผมหนาว”

สุมิตรายกมือเท้าสะเอว มองหิรัณย์ล้มตัวลงนอนไปอีกครั้งแล้วถอนใจเฮือกอย่างเบื่อหน่าย หันไปอีกทางเห็นแพ็กน้ำดื่มวางอยู่นอกตู้เย็นจึงเดินไปหยิบมาขวดหนึ่ง เดินเข้าไปวางมันบนแขนเขา “นี่ ลุกมากินยา เดี๋ยวจะเช็ดตัวให้”

นิ่งอยู่ไม่เกินสามวินาที หิรัณย์จึงลุกขึ้นมานั่ง รับขวดน้ำไปกินยา สุมิตราจึงผละไปหยิบผ้าจากลิ้นชักที่เขาว่า ไปชุบน้ำแล้วบิดหมาด ออกมาเห็นหน้านิ่งๆ ของเขามองมาแล้วให้หมั่นไส้ จึงเข้าไปใช้มือหนึ่งจับศีรษะด้านหลังของเขาไว้ อีกมือที่ถือผ้าถูลงไปบนหน้าเขาโดยแรงจนอีกฝ่ายร้องลั่น จับข้อมือสุมิตราไว้ทันที

“จะฆ่ากันเหรอ”

สุมิตราหัวเราะหึ “เปล่า เช็ดตัวให้คนมีไข้ก็ต้องเช็ดแรงๆ แบบนี้ ความร้อนมันจะได้ระบาย”

“ก่อนความร้อนจะระบาย ผมจะตายก่อน”

สุมิตราเอาผ้าป้ายหน้าเขาแรงๆ อีกที ก่อนเบามือลง ไล่เช็ดตามลำคอ แขน กลอกตาตอนเขาเลิกเสื้อนอนขึ้นแทนการบอกให้เช็ดบริเวณลำตัวให้ด้วย

ตอนนี้เงาดำชัดขึ้นแล้วสำหรับหิรัณย์ ผู้หญิงคนนั้นยืนนิ่งอยู่มุมห้อง มองมายังเขากับสุมิตรา… ม้าไปไหน?

ฉับพลันหิรัณย์ก็ได้ยินเสียง เสียงฝีเท้าม้าวิ่งวนรอบๆ บ้าน เป็นจังหวะวิ่งเรียบสลับวิ่งโขยก หิรัณย์เหลือบมองสุมิตราเพื่อดูปฏิกิริยา เห็นว่าหญิงสาวไม่แสดงอาการใดจึงแน่ใจว่าครั้งนี้เขาโดนหลอกอยู่คนเดียว มองไปยังเงาดำที่ยืนนิ่งอยู่แล้วหิรัณย์ตัดสินใจถามสุมิตราด้วยอยากรู้ปฏิกิริยาของเงานั้น

“แซมว่าใครเป็นเจ้าแม่… มะปรางหรือลูกจัน”

“อาจไม่ใช่ทั้งคู่ก็ได้”

“แล้วม้าล่ะ คิดว่าใช่ด่างไหม”

สุมิตรายักไหล่ ใช้ผ้าเช็ดบริเวณท้องให้เขา “ไม่น่าใช่… ม้าที่เราเห็นสีดำ ฉันว่าถ้าชื่อด่าง ไม่น่าสีดำทั้งตัวแบบนั้น”

“มะเกลือเหรอ”

สุมิตรานิ่งเงียบ ก่อนถอนใจยืดยาว “หวังว่าจะไม่ใช่… มันอาจจะยังไม่ถึงฉากเปิดตัวเจ้าแม่กับม้าของเจ้าแม่ก็ได้ เรายังไม่รู้เรื่องทั้งหมดเลย”

“แล้วแซมว่า… เรื่องทั้งหมดมันเกี่ยวกับเรายังไง”

สุมิตราย้ายไปเช็ดแผ่นหลังให้หิรัณย์ขณะครุ่นคิดหาคำตอบนั้น เมื่อเช็ดทั่วหลังแล้วจึงผละออกมาโยนผ้าใส่หน้าเขา แล้วบอกความคิดตัวเอง “อาจไม่เกี่ยวเลยก็ได้ ก็แค่ซวย”

“แซมอาจจะเป็นมะปรางกลับชาติมาเกิดก็ได้”

คนฟังหัวเราะ “แล้วนายก็คือโผนเหรอ”

“โผนลงเอยกับมะปรางหรือเปล่าล่ะ”

สุมิตรานิ่งงันกับประโยคที่ถามกลับมาทันทีนั้น ยิ่งมองหน้าเห็นสายตาของหิรัณย์มองมานิ่งสุมิตรายิ่งรู้สึกปั่นป่วน ท้ายสุดก็ต้องพูดเพื่อหาทางออกนอกเรื่อง “ใครจะไปรู้… ฉันจะกลับไปนอนแล้ว”

หิรัณย์เหลือบไปทางเงาซึ่งนิ่งสนิทไม่มีปฏิกิริยาใดๆ เลยแล้วลุกขึ้นยืน เดินออกมาส่งสุมิตราถึงหน้าห้อง หิรัณย์เห็นม้าสีดำตัวนั้นหยุดยืน มองมา ขาหน้าตะกุยพื้นพร้อมจะออกวิ่งได้ทุกเมื่อถ้าต้องการ หิรัณย์เตรียมจะเดินไปส่งสุมิตราถึงหน้าห้อง ติดที่สุมิตราหันมาบอก

“ส่งแค่นี้แหละ วันนี้อากาศเย็นน้ำค้างแรง เดี๋ยวจะยิ่งแย่”

หิรัณย์จึงหยุดนิ่ง แต่ยืนรอกระทั่งเห็นสุมิตราเข้าห้องของตัวเองไปอย่างปลอดภัยจึงค่อยปิดประตูลงแล้วเดินกลับไปนั่งบนเตียง ไม่มีเงาผู้หญิงคนนั้นแล้ว แต่หิรัณย์ยังรู้สึกว่าไม่ได้อยู่ในห้องคนเดียว ส่วนเสียงฝีเท้าม้าเริ่มดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้มีเสียงร้องซึ่งหิรัณย์ฟังแล้วรู้ว่าม้ากำลังหงุดหงิด

หิรัณย์แน่ใจว่าตัวเองนอนต่อไม่ได้แน่ คงต้องนอนฟังเสียงนี้ไปทั้งคืน นอนพลิกตัวไปมาอยู่ครู่ใหญ่ก็นึกย้อนไปถึงความฝันของตน… มะปรางมีใจให้พันอาชารักษาแน่ และถ้าเหตุการณ์มันเป็นไปตามที่นิยายรักควรจะเป็น ทั้งสองคนนั้นคงได้ลงเอยกัน

แต่ถ้ามะปรางคือสุมิตรา เขาคือโผน แล้วเจ้าแม่กับม้าเล่าจะเป็นใคร ตอนนี้มันเป็นคำถามที่หิรัณย์หาคำตอบไม่ได้ แต่แน่ใจว่าตนต้องได้รู้เร็วๆ นี้…

 

หิรัณย์คิดว่าตัวเองจะดีขึ้น ทว่าผ่านไปสองวันเขากลับอาการแย่กว่าเดิม สะบัดร้อนสะบัดหนาว ไข้ขึ้นสลับลดอยู่อย่างนั้น… อาจเป็นเพราะไม่ค่อยได้พักผ่อนนัก นอนตอนกลางวันก็ไม่ค่อยหลับ พอกลางคืนก็ต้องอดทนกับเสียงม้าวิ่งและผู้หญิงคนนั้นที่มาวนเวียนรอบตัว หลับๆ ตื่นๆ ตลอดคืน

“แซมพาหินกลับไปพักที่บ้านลุงดีไหม เดี๋ยวลุงอยู่ตรงนี้คอยประสานเรื่องจัดแข่งกับทางคุณพีเอง” เฮงพูดกับสุมิตราหลังแตะตัวลูกที่นอนอยู่บนเตียงแล้วพบว่าเช้านี้ลูกตัวร้อนจี๋ ทั้งๆ ที่เมื่อวานก็อุณหภูมิปกติแล้ว “นอนในห้องนี้ยังไงก็ไม่สบายเท่าไปนอนบ้าน แล้วบ้านก็ใกล้โรงพยาบาลมากกว่าด้วย”

สุมิตราพยักหน้า เห็นด้วยกับที่เฮงพูด “เดี๋ยวแซมต้องไปทำวัคซีนให้ม้าที่คอกลุงเฮงพอดี ตรวจเช็กสุขภาพนั่นนี่คงต้องอยู่สักสามสี่วัน อยู่นี่ก็เป็นภาระพ่อ กลับบ้านไปเป็นภาระหมอแล้วกัน”

เฮงหัวเราะกับประโยคนั้น ขณะหิรัณย์จ้องหน้าสุมิตราด้วยตาขุ่นขวาง ซึ่งสุมิตราก็ไม่สนใจ หันไปบอกเฮง

“แซมไปเก็บของก่อน จะได้ไปเลย” บอกแล้วสุมิตราก็ออกจากห้องหิรัณย์เพื่อเดินไปเก็บของตามที่บอก ไม่แปลกใจที่พอเดินออกมาก็เห็นหิรัณย์นอนอยู่บนรถที่ติดเครื่องรออยู่แล้ว เขาคงแค่ย้ายร่างอย่างเดียว เรื่องเก็บข้าวของเฮงคงทำให้

เฮงเดินเข้าไปหาสุมิตรา เอ่ยปากฝากฝัง “ฝากดูด้วยนะ ตอนไม่สบายนี่… สุดๆ เลย”

สุมิตราถึงกับตาเหลือก “สุดๆ นี่อะไร ยังสุดได้มากกว่าที่เคยเป็นอีกเหรอ”

เฮงยิ้มอ่อน “สุดๆ คือ ดีก็ดีสุด ร้ายก็ร้ายสุด”

“ดีสุดก็โอเค ร้ายสุดมานี่ แซมซัดไม่ยั้งนะลุง บอกก่อน”

เฮงกะพริบตาปริบอยู่สองสามที แล้วทำหน้าตัดใจได้ ตบบ่าสุมิตรา “เอาเลย ตามสบาย ลุงไฟเขียว”

สุมิตรามองหน้าเฮงเหมือนอยากถามว่า ‘แน่ใจนะ’ รอจนอีกฝ่ายพยักหน้าเป็นการยืนยันอีกทีก็ส่งยิ้มกริ่มไปให้ จนคนมองคงหวั่นใจจึงบอกมาเสียงอ่อน

“เอ็นดูหินหน่อยนะ”

สุมิตราเพียงยิ้มรับ และได้แต่คิดในใจ จะให้เอ็นดูก็คงขึ้นอยู่กับว่าลูกลุงทำตัวน่าเอ็นดูแค่ไหน ถ้าไม่ เป็นเจอสุมิตราภาคมารแน่!

 

สุมิตราจำเป็นต้องแวะดูม้าที่คอกนั้นก่อน เพื่อตรวจดูว่าแผลเป็นอย่างไรบ้าง ก่อนจะลงก็กำชับหิรัณย์ “ไม่ต้องลงไปนะ เดี๋ยวอาการแย่กว่าเดิม”

หิรัณย์ทำตามนั้น ทว่าก็มองสุมิตราไม่คลาดสายตา เห็นปลุกปล้ำทำแผลกับม้าจนเสร็จเรียบร้อย ยืนคุยกับเจ้าของคอกหน้าตาเคร่งเครียด แล้วเดินลึกเข้าไปด้านในซึ่งหิรัณย์แน่ใจว่าตนเฝ้ามองจากในรถไม่ได้แน่ จึงตัดสินใจหันไปหยิบหน้ากากอนามัยมาสวมใส่แล้วเดินลงจากรถ รีบเดินตามไป หยุดมองห่างๆ ตอนเห็นสุมิตราเข้าไปหาม้าตัวหนึ่ง ปลุกปลอบกันอยู่ครู่ใหญ่ค่อยพาเดินออกมาด้านนอกได้ เห็นท่าเดินหิรัณย์ก็หายแปลกใจว่าทำไมม้าจึงไม่ค่อยอยากเดิน แค่สองก้าวเขาก็รู้แล้วว่าม้าเจ็บ ไม่มีทางที่สุมิตราจะไม่รู้

สุมิตราพยายามยกขาม้าและพบว่าแต่ละข้างช่างทำได้ยากเย็น เหมือนม้าไม่อยากขยับให้ไม่ว่าข้างใด เป็นไปได้ว่าอาจเจ็บทั้งสี่ข้าง ซึ่งจริงๆ ดูจากกีบยาวจนตั้งแล้วเธอก็พอเดาออก หันไปถามเจ้าของ “ช่างเกือกเข้ามาทำบ้างไหมคะ”

“เอ… ไม่รู้สิหมอ ปกติไอ้คนที่ไล่ออกไปมันดูให้”

สุมิตราถอนใจยาว เมื่อยกขาหน้าข้างหนึ่งขึ้นได้ก็ต้องสลดใจ เพราะนอกจากไม่ได้ตัดแต่งกีบแล้ว ก็คงไม่มีใครแคะกีบด้วย รีบหยิบที่แคะกีบซึ่งเหน็บกระเป๋าหลังไว้มาทำให้ ชะงักไปเล็กน้อยตอนเจ้าของม้าพูด

“ตัวนี้แถมแล้วกันนะหมอ”

สุมิตราไม่พูดอะไร แต่ทำความสะอาดกีบให้จนครบทั้งสี่ข้าง เห็นตอนเข้าไปในคอกว่าม้ามีอาการคายหญ้าจึงเปิดปากตรวจให้ด้วย ก่อนหันไปหาเจ้าของ “ต้องให้ช่างเกือกเข้ามาทำนะคะ ถ้าปล่อยไว้อย่างนี้นานๆ ม้าจะเสี่ยงเป็นไข้ลงกีบได้ แล้วก็ให้หมอฟันเข้ามาดูด้วย น่าจะถึงเวลาทำฟันเพราะม้าเริ่มคายหญ้าแล้วค่ะ”

“ผมเพิ่งทำไปเมื่อไม่กี่เดือนก่อนนี่เอง หมอเชื่อไหมว่ามันต้องมีคนแกล้งผมแน่ๆ ไม่งั้นม้าผมไม่ป่วยระนาวแบบนี้หรอก”

สุมิตราเพียงพยักหน้ารับ ยังไม่ทันพูดอะไรก็หันมาเห็นหิรัณย์เสียก่อนจึงเดินเข้าไปหา ถามหน้านิ่ว “บอกว่าอย่าลงมา”

“ก็ลงมาแล้ว” หิรัณย์ตอบแบบนั้น ก่อนยืนนิ่งฟังเจ้าของม้าที่เดินตามมาพูดต่อ

“หมอเคยเจอคอกไหนเป็นแบบนี้ไหม เขาแก้กันยังไง”

“หมอแนะนำให้ปรับเปลี่ยนการดูแลค่ะ ทำความสะอาดคอกบ่อยๆ ให้มีวัสดุรองนอน”

“ฮื้อ หมอ ผมก็ทำแล้วไอ้ที่หมอบอกน่ะ แต่นี่คอกผมโดนของแน่ๆ ไอ้คนที่ผมไล่ออกไปมันเป็นเขมร แล้วม้าผมก็เจ็บตลอดเลยหลังจากนั้น ต้องเป็นฝีมือมันทำของใส่แน่ๆ”

สุมิตราลอบสูดลมหายใจ เท่าที่ฟังเธอก็ว่าคนงานที่ถูกไล่ออกคนนั้นจัดการดีอยู่นะ “ทำไมไล่เขาออกล่ะคะ”

“ไม่ไหวหมอ มันโกงเงินผมเยอะมาก ให้ไว้เท่าไรก็ไม่พอ เดี๋ยวอ้างค่ายา ค่าหมอ ค่าเกือก ค่าฟัน ค่าหญ้า เดือนหนึ่งเกือบสามหมื่นได้”

สามหมื่น… เท่าที่รู้ม้าคอกนี้มีสิบกว่าตัว สามหมื่นถือเป็นค่าใช้จ่ายที่น้อยมากจริงๆ “ปกติแล้วค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงม้าต่อเดือน อย่างน้อยๆ ก็ตกตัวละประมาณแปดพันขึ้นไปนะคะ เลี้ยงดีๆ ก็หมื่นขึ้นค่ะ”

เจ้าของม้ากลับโบกมือว่อน “ไม่ๆ ม้าผมมันไม่ได้ไฮโซขนาดนั้น”

มาอีกแล้ว… ม้าไม่ได้ไฮโซ ม้าบ้านๆ สุมิตราอยากจะตะโกนใส่หน้าว่าม้าก็คือม้าโว้ย แปดพันนี่คือขั้นต่ำด้วยซ้ำไป ยังดีที่ได้หิรัณย์ช่วยดึงความสนใจด้วยการเอ่ยถาม

“ม้าเป็นอะไร”

หญิงสาวมองหน้าเขา ตอบเสียงเบา “แอลดีเอส… เป็นเกือบทั้งคอก ส่วนเจ้าตัวนี้กีบจะเน่า”

หิรัณย์คิ้วขมวดในแวบแรกด้วยไม่คุ้นกับอาการที่สุมิตราบอก ก่อนนึกได้ในไม่กี่วินาทีถัดมา แอลดีเอส เลซี่แอนด์เดอร์ตี้ซินโดรม ต้องแปลกใจเหรอ… หิรัณย์มองสุมิตรา มองเจ้าของคอก ก่อนลองบอก “คอกผมเคยเป็น”

นั่นเรียกความสนใจจากคนที่กำลังหาเพื่อนร่วมประสบการณ์ได้ทันที “เหรอ ยังไง”

“อยู่ๆ ม้าก็ป่วยทั้งคอก”

“ไม่มีสาเหตุด้วยใช่ไหม”

“ใช่”

“แล้วแก้ได้หรือเปล่า”

“ได้ครับ”

“ยังไง”

หิรัณย์มองหน้าสุมิตรา ก่อนหันไปทางเจ้าของม้า “ทำบุญคอก”

“ได้ผลเหรอ”

“หลังทำบุญก็ทำความสะอาดคอกขนานใหญ่ จนเจอของ”

สุมิตรามองหน้าหิรัณย์อย่างไม่อยากเชื่อว่าเขาจะโกหกหน้าตาเฉยอย่างนั้น ทำไมเขาถึงคิดว่าการพูดหลอกเด็กแบบนั้นจะใช้ได้กับ… สุมิตราหยุดคิดเมื่อเจ้าของม้าถึงกับตบเข่าฉาด

“ผมก็ว่าคอกผมโดนของ ได้เลย เดี๋ยววันนี้ผมไปติดต่อวัด แล้วให้เด็กเตรียมล้างคอกหาของเลย”

เออ… มันได้ผล สุมิตรากะพริบตาปริบ ไม่ว่าจะพูดวิธีไหนแต่ในที่สุดเจ้าของคอกก็ตัดสินใจจะทำความสะอาด หญิงสาวรีบเอ่ยลา เดินเคียงกับหิรัณย์กลับไปยังรถ ออกรถได้สักพักหิรัณย์ก็พูดขึ้น

“คนงานที่ไล่ออกไป คงเป็นคนที่ขยันที่สุดในคอก”

“คงงั้น… นี่ฉันบอกปากเปียกปากแฉะแทบตายให้ทำความสะอาดคอก ไม่ยอมทำ”

“ดูก็รู้ว่าเขามีธงในใจ ก็แค่พูดสิ่งที่เขาอยากได้ยิน”

สุมิตราถอนใจยาว “แต่ฉันเป็นหมอ ฉันพูดแบบนั้นไม่ได้ไง”

“ผมไม่ใช่หมอ”

สุมิตรานิ่งเงียบ ขับรถไปอีกพักใหญ่ กว่าจะยอมพูด “ขอบคุณนะ ถ้าเขาเชื่อคุณ ได้ทำความสะอาดคอกจริงๆ คุณจะช่วยม้าได้เยอะเลย”

“ผมอยากช่วยหมอ ไม่ได้อยากช่วยม้า”

สุมิตราเหลือบมองหิรัณย์ เห็นเขานอนนิ่งหลับตา ทำหน้าตาเหมือนไม่รู้สึกรู้สากับประโยคของตน อดใจไม่ได้จึงเอื้อมไปขยี้ผมเขาเบาๆ แล้วค่อยเปลี่ยนเป็นเอามืออังหน้าผาก “ตัวไม่ค่อยร้อนแล้วนะ”

“อืม ได้นอนเต็มอิ่มสักคืนคงหาย”

นั่นทำให้คนฟังฉุกใจคิด “ทำไมพูดเหมือนไม่ได้นอนเต็มอิ่ม”

“ผมโดนกวนทั้งคืนเลย”

“หือ… ยังไง”

“ผมได้ยินเสียงฝีเท้าม้าวิ่งรอบห้อง ส่วนผู้หญิงคนนั้นก็วนเวียนอยู่ในห้อง”

สุมิตราหันขวับมองหิรัณย์ ก่อนรีบหันกลับมองทาง มือที่จับพวงมาลัยอยู่เย็นเยียบขึ้นในนาทีนั้น “ทำไมไม่บอกแต่แรก”

“ก็อยากรู้ว่าจะหลอกได้กี่วัน”

ช่างเป็นเหตุผลที่… สุมิตราถอนใจเฮือก อดพูดไม่ได้ “ที่เขาว่าถ้าคนไม่สบายจะเจอเรื่องพวกนี้ง่ายกว่าตอนร่างกายปกติ คงจริง”

“แต่ผมรู้สึกอย่างหนึ่ง”

“อะไร”

“ผู้หญิงคนนั้นกับม้าตัวนั้นไม่ได้คิดร้ายกับผม เหมือนแค่มาเฝ้า มาดูแล”

อ้าว… สุมิตราฟังแล้วอดคิดในทางร้ายไม่ได้ “ถ้าแบบนั้นคนที่เขาอยากทำร้ายก็คือฉันน่ะสิ”

ไม่มีเสียงตอบรับจากเขาแล้ว สุมิตราเหลือบไปมองก็แน่ใจว่าเขาคงหลับสนิทจากลมหายใจสม่ำเสมอและปากที่เปิดอ้าน้อยๆ… น่าเอ็นดู นี่แหละ ใช่แน่ๆ สุมิตราแน่ใจ ตอนที่ ‘ดีสุด’ ของหิรัณย์คือตอนที่เขาหมดฤทธิ์นี่เอง!

Don`t copy text!