Irrawaddy เกลียวกระซิบ บทที่  10 : นัดดาโบดอพญา

Irrawaddy เกลียวกระซิบ บทที่  10 : นัดดาโบดอพญา

โดย : พงศกร

Irrawaddy เกลียวกระซิบ  โดย พงศกร เรื่องราวของมินมิน เด็กสาวผู้มีสายเลือดโยเดียกับเหตุการณ์อันสุดแสนมหัศจรรย์ที่กาลเวลาพาเธอย้อนกลับไปยังอดีต ที่นั่นเธอได้พบกับเจ้าหญิงดารา…เจ้าหญิงชาวโยเดีย ผู้มีชีวิตอยู่ระหว่างความขัดแย้งของเชลยศึกชาวโยเดีย และเจ้าชายสายเลือดอังวะ นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้ทุกคนได้ อ่านออนไลน์

…………………………………………..

 

“ต่อพญายีบอกเธออย่างนั้นรึ” เจ้าหญิงดาราเสียงแผ่ว ดวงตาที่จ้องมองมายังมินมินมีร่องรอยปริวิตก

“เปล่า” มินมินส่ายหน้า “เขาไม่ได้บอก ฉันเพียงแต่นึกสงสัย ต่อพญายีมีหน้าที่ควบคุมเชลยศึกชาวโยเดีย แต่แทนที่เขาจะลาดตระเวนอยู่แถวมินตาซุ ต่อพญายีกลับไปปรากฏกายอยูที่ Hsinbyume แล้วยังเดินตามหาและเรียกชื่อเจ้าหญิงอีกต่างหาก… ถ้าไม่ได้นัดพบกัน เขาจะไปที่นั่นทำไม”

“ฉัน…” อาการนิ่งอึ้งไปของอีกฝ่าย ทำให้มินมินยิ่งแน่ใจ

“ใช่ไหมคะเจ้าหญิง” มินมินจ้องเจ้าหญิงดาราด้วยสายตาคาดคั้น “เจ้าหญิงกับต่อพญายีนัดกัน…”

“อย่าบอกท่านแม่นะมินมิน” เจ้าหญิงเอื้อมมือมาจับมินมินไว้แน่น อุ้งมือของเธอชื้นเหงื่อ ดวงหน้าสวยหวานซีดเผือด แทบไม่มีสีเลือดปรากฏให้เห็น

“ต่อพญายีนัดฉันไปพบจริงๆ” เจ้าหญิงเหลือบตามองไปรอบๆ สุ้มเสียงที่เอ่ยออกมานั้นเต็มไปด้วยความระมัดระวัง “แต่มันไม่ใช่อย่างที่เธอคิดนะมินมิน”

“ถ้าไม่ใช่อย่างที่ฉันคิด แล้วเรื่องมันเป็นอย่างไรกัน” มินมินยังจำสายตาที่บุรุษสตรีทั้งสองมองกันได้ดี

“ต่อพญายีนัดฉันไปไหว้พระที่ Hsinbyume เราจะไปขอพรที่นั่นด้วยกัน ขอให้พระช่วยขจัดปัดเป่าอุปสรรคระหว่างเรา…” เจ้าหญิงดารายอมเล่าออกมาในที่สุด “พระเจดีย์แห่งนั้น เจ้าชายแห่งสะกาย… บาจีดอว์เพิ่งสร้างเสร็จ เป็นที่ระลึกถึงพระชายา Hsinbyume ที่สิ้นพระชนม์เพราะให้กำเนิดพระราชโอรส…”

“เจดีย์แห่งความรัก” มินมินเพิ่งเข้าใจกระจ่างแจ้งในตอนนั้น “เพราะอย่างนี้นี่เอง… พวกท่านก็เลยนัดกันไปไหว้พระเจดีย์”

เจ้าหญิงดาราเม้มปากแน่น ไม่ตอบคำถามนั้นของมินมิน

“แล้วทำไมเจ้าหญิงถึงไม่ไปพบเขา” หญิงสาวผู้มาจากอนาคตถามไถ่

“บังเอิญท่านแม่จะพาเราไปไหว้ครูที่รามะนัตกัน…” เจ้าหญิงมินมินหมายถึงศาลพระราม

พ่อเคยเล่าให้มินมินฟังว่า ศาลพระรามหรือรามะนัตกันนั้น แต่เริ่มเดิมทีก็เป็นศาลาสำหรับไหว้ครู ก่อนที่นักเรียนจะเริ่มเรียนดนตรีหรือนาฏศิลป์ รวมถึงร่ำเรียนศิลปะวิทยาการต่างๆ จะต้องมาไหว้ครูที่ศาลาแห่งนี้เสียก่อน

ภายในศาลามีหัวโขนต่างๆ เก็บไว้ วางลดหลั่นกันตามลำดับความสำคัญ

หัวโขนบางหัวเป็นของเก่าแก่ที่คนโยเดียนำขึ้นมาด้วยเมื่อคราวเสียกรุง หากหัวโขนบางหัวเป็นของที่ทำขึ้นใหม่

ศรัทธาและความเคารพของชาวโยเดียที่มีต่อหัวโขนในศาลานั้นสูงส่งยิ่งนัก นอกจากไหว้ครูแล้ว คนโยเดียยังนิยมจะมากราบไหว้เพื่อบนบานศาลกล่าว ขอพรในกิจการงานต่างๆ รามานัตกันหรือศาลพระรามจึงเป็นมากกว่าศาลาไหว้ครูธรรมดา หากเป็นศูนย์รวมจิตใจและจิตวิญญาณของคนโยเดียทั้งปวงที่พำนักอาศัยอยู่ในอังวะอีกสถานหนึ่ง

และความศรัทธาอันแรงกล้านี้ ยังส่งผ่านกาลเวลามาให้มินมินซึ่งเป็นคนโยเดียรุ่นที่สิบได้เห็นและสัมผัสด้วยตาของตนเอง

“ไหว้ครู…” มินมินเลิกคิ้ว “ไหว้ครูอะไรกัน ฉันไม่เข้าใจ”

“ฉันก็ไม่เข้าใจ แต่มิอาจจะขัดท่านแม่ได้ นี่เป็นการตัดสินใจกะทันหัน ท่านไม่ได้บอกฉันล่วงหน้า ท่านแม่สั่งให้ฉันไปกับท่าน ห้ามบิดพลิ้วเป็นอันขาด ด้วยเหตุนี้ฉันจึงไม่ได้ไปพบเขาตามนัด”

เจ้าหญิงดาราพยายามซ่อนดวงตาหม่นเศร้า ด้วยการเสมองไปทางอื่น

“เจ้าหญิงคิดว่านี่คือเรื่องที่เจ้าหญิงทับทิมบังเอิญเพิ่งนึกขึ้นได้ อย่างนั้นหรือคะ…” มินมินถาม สุ้มเสียงนั้นออกจะไม่แน่ใจ

“ฉัน…” ดวงหน้าสวยหวานของเจ้าหญิงเผือดสี ดอกกล้วยไม้สีขาวดอกกะจิริดที่แซมอยู่บนมวยผมซึ่งเกล้าแบบคนโยเดียส่ายไหว

มินมินแลเห็นหยาดน้ำใสไหลออกมาจากหางตาทั้งสองข้างของเจ้าหญิงดารา น้ำเสียงที่เอ่ยประโยคต่อไปนั้นสั่นเครือ

“ฉันไม่คิดว่าท่านแม่เพิ่งจะนึกได้ เรื่องไหว้ครูเป็นเรื่องใหญ่ ไม่ใช่ว่าใครจะลืมกันได้ง่ายๆ… ท่านแม่อาจจะรู้เรื่องที่ต่อพญายีนัดพบกับฉัน ท่านจึงเอาเรื่องไหว้ครูขึ้นมาอ้าง ทำให้ฉันไม่ได้ไปพบกับเขาตามนัด… แต่ไม่ว่าจะอย่างไร ท่านแม่จะรู้หรือไม่รู้ เธออย่าได้บอกเรื่องที่ต่อพญายีนัดฉันให้ใครรู้โดยเด็ดขาดนะมินมิน… ถือว่าฉันขอร้องละ”

“ฉันไม่บอกใครหรอก ไม่ต้องห่วง” มินมินรับปาก “ไม่ใช่กงการอะไรของฉันสักหน่อย”

“ขอบใจเธอมาก” เจ้าหญิงดาราถอนใจ สีหน้าดูผ่อนคลายลง  “เพราะถ้าท่านแม่รู้เรื่องนี้เข้า จะต้องเกิดเรื่องใหญ่แน่”

“ถามจริงๆ เถอะ… เจ้าหญิงคิดว่าท่านแม่ของเจ้าหญิงจะไม่รู้เรื่องระหว่างเจ้าหญิงกับต่อพญายีจริงๆหรือคะ”

มินมินอดจะย้อนถามมิได้ เธอยังจำสายตาคู่คมเข้มของเจ้าหญิงทับทิมได้แม่นยำ… สายตาคู่นั้นจ้องมองนายทหารหนุ่มอย่างพินิจพิเคราะห์

“ฉันก็ไม่แน่ใจ…” เจ้าหญิงเม้มริมฝีปากบางราวกลีบกุหลาบแน่น สายตามีร่องรอยลังเลปรากฏขึ้นแวบหนึ่ง “ท่านน่าจะรู้… แต่ไม่เคยพูดออกมาตรงๆ มีหลายคนจับตามองเรื่องระหว่างฉันกับต่อพญายีอยู่ และพวกเขาก็เอาไปพูดต่อๆ กัน อยู่กันต่อหน้าก็ไม่พูดให้ได้ยินหรอกนะ แต่พอลับหลังนี่เอาไปพูดกันสนุกปาก”

ฟังเจ้าหญิงเล่าถึงตรงนี้ มินมินได้แต่ถอนใจ… เรื่องนินทากาเล ต่อให้เป็นยุคสมัยไหนก็ยังมีเสมอ

“ถ้าเจ้าหญิงกับต่อพญายีมีใจให้กัน… ฉันก็ไม่เห็นว่าจะผิดตรงไหน” มินมินเอ่ยอย่างไม่เข้าใจ… นายทหารหนุ่มผู้งามสง่าและเจ้าหญิงผู้แสนจะสวยงามอ่อนหวาน ไม่เหมาะสมกันตรงไหน

“ผิดสิ” เจ้าหญิงถอนใจยาว

“ผิดอย่างไร” มินมินส่ายหน้า ไม่เข้าใจว่าเหตุใดต่อพญายีและเจ้าหญิงดาราจะรักกันมิได้

“ผิดตรงที่ฉันคือโยเดีย และต่อพญายีคืออังวะ” น้ำเสียงของเจ้าหญิงดาราแฝงความขื่นขม

“โยเดียแล้วยังไง อังวะแล้วยังไง” มินมินยังไม่เข้าใจจนแล้วจนรอด สำหรับเธอแล้วไม่เห็นว่าเรื่องนี้จะเป็นอุปสรรคแต่อย่างใด

“โยเดียและอังวะ… เรา – คือ – ศัตรู – กัน” เจ้าหญิงดาราเค้นเสียงตอบทีละคำ

“ศัตรู” มินมินเลิกคิ้ว หัวสมองคิดคำนวณปีศักราชรวดเร็ว “เดี๋ยวก่อนนะคะ สงครามสิ้นสุดไปตั้งห้าสิบปีแล้วไม่ใช่หรือ… ยังจะเป็นศัตรูอะไรกันอีก”

“สงครามสิ้นสุดไปนานแล้วก็จริง… แต่บาดแผลนั้นยังคงอยู่” เจ้าหญิงดาราทอดถอนใจ มือเรียวยาวเอื้อมไปดึงดอกมะลิที่ร้อยเป็นมาลัยวางไว้ข้างหมอน ดวงตามองเหม่อทอดไปไกลเกินกว่าที่มินมินจะคิดไปถึง

“ฉันไม่เข้าใจ” มินมินส่ายหน้า เริ่มรู้สึกว่าหญิงสาวร่างอรชรอ้อนแอ้นตรงหน้านั้น มีเรื่องราวในชีวิตสลับซับซ้อนเกินกว่าที่เธอจะสามารถเข้าใจได้ในทันที

“ที่สำคัญ” น้ำเสียงของเจ้าหญิงแผ่วต่ำในลำคอ ไม่ต่างอันใดกับเสียงสาดซัดของเกลียวคลื่นในอิระวดี “ต่อพญายีไม่ใช่ทหารธรรมดา… เขาเป็นถึงพระราชนัดดาของพระเจ้าโบดอพญา…”

“แล้วอย่างไร…” มินมินยังไม่เข้าใจจนแล้วจนรอด

“เพราะเขาเป็นนัดดาโบดอพญา… ฉันเป็นนัดดาขุนหลวงอุทุมพร ความรักระหว่างเราจึงไม่มีทางเป็นไปได้” ร่องรอยหม่นเศร้าในน้ำเสียงของเจ้าหญิงดารา พลอยทำให้มินมินรู้สึกสะเทือนใจไปด้วย

พระเจ้าโบดอพญาเป็นโอรสของพระเจ้าอลองพญา เป็นพระราชอนุชาของพระเจ้ามังระผู้มีชัยเหนืออยุธยา พระองค์เป็นพระมหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ ทรงตียะไข่หรืออรากันได้สำเร็จเป็นครั้งแรกและผนวกเอายะไข่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของอังวะ

หลังจากได้ชัยชนะเหนือยะไข่ พระเจ้าโบดอพญาได้อัญเชิญพระมหามัยมุณีขึ้นมาประดิษฐานอยู่ที่มัณฑะเลย์

อันว่า พระมหามัยมุนีนั้น ทรงเป็นพระคู่บ้านคู่เมืองของยะไข่ วันที่พระเจ้าโบดอพญาอัญเชิญพระออกจากเมืองล่องมาตามแม่น้ำอิระวดีนั้น ชาวยะไข่น้ำตาแทบเป็นสายเลือด

นอกจากนี้ พระองค์ยังมีความพยายามจะยกทัพไปตีบางกอก เมืองหลวงใหม่แห่งใหม่ของไทยอีกด้วย

ทรงต้องการแสดงให้เห็นถึงพระบารมีของพระองค์ว่าเป็นพระเจ้าช้างเผือกผู้พิชิต หลังจากพระเจ้าบุเรงนองแห่งราชวงศ์ตองอู กับพระเจ้ามังระผู้เป็นพระเชษฐาของพระองค์เคยทำมาแล้ว

พ่อเล่าให้มินมินฟังว่า ครั้งนั้นพระเจ้าปดุงสั่งเกณฑ์ไพร่จำนวนหลายแสนคน แยกกองทัพออกเป้นห้าสาย จำนวนเก้าทัพ มากที่สุดเท่าที่เคยมีปรากฏในประวัติศาสตร์ ฝั่งไทยเรียกการศึกครั้งนี้ว่าสงครามเก้าทัพ

ตัวของพระเจ้าโบดอพญาเองยกมาเป็นทัพหลวง โดยตั้งทัพอยู่ที่เมาะตะมะ แต่เมาะตะมะกลับเตรียมเสบียงไม่เพียงพอ ทำให้กองทัพพม่าไม่พร้อม ทำให้พระเจ้าโบดอพญาแพ้สงคราม

และนั่นทำให้เกิดความระส่ำระสายในหมู่ของคนโยเดียขึ้นมาอีกระลอกหนึ่ง เมื่อพระองค์เริ่มประหวั่น เกรงว่าคนโยเดียจะถือเอาโอกาสนี้ลุกฮือกันขึ้นมาก่อกบฏ ประกอบกับในช่วงหลังมีอาการประชวรออดๆแอดๆ และมีข่าวว่ามีเจ้าชายบางพระองค์คิดก่อกบฏ พระองค์จึงส่งต่อพญายีผู้เป็นพระราชนัดดาองค์โปรดมาคอยกำกับควบคุมที่หมู่บ้านโยเดีย

และนั่นคือเหตุผลสำคัญว่าความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าหญิงดาราและชายหนุ่มผู้นั้นจึงเป็นเรื่องต้องห้าม…

“ใครเป็นใคร ฉันว่าไม่สำคัญ สำคัญที่ว่า… เจ้าหญิงรักเขาหรือเปล่า” มินมินถามหลังจากนิ่งไปนาน

คำถามนั้นอาจจะตรงไปตรงมาเสียจนเจ้าหญิงดาราไม่กล้าตอบ ดวงหน้างดงามของเธอแดงก่ำ เจ้าหญิงได้แต่ก้มหน้านิ่งไม่เอ่ยอะไรออกมาแม้แต่คำเดียวหากนั่นก็เพียงพอแล้วสำหรับมินมิน

“ถ้าเจ้าหญิงกับเขารักกัน… ฉันจะพยายามหาทางช่วย”

หลุดคำพูดประโยคนั้นออกไป มินมินก็อดจะตกใจตัวเองไม่ได้

“จริงหรือ… มินมิน” สีหน้าของเจ้าหญิงดาราเต็มไปด้วยร่องรอยประหลาดใจแกมดีใจ

“จริง” มินมินรับปากเสียงหนักแน่น

รับปากอีกฝ่ายแล้วก็อดจะหนักใจขึ้นมามิได้

อะไรกันหนอ ที่ดลใจให้เธอบอกเจ้าหญิงดาราไปเช่นนั้น

บอกทั้งที่ไม่แน่ใจว่าจะทำได้จริงดังที่รับปากหรือไม่

บอกทั้งที่ไม่ใช่กงการอะไรของหล่อนแม้สักนิด

อาจจะเป็นเพราะสายตาคู่กระจ่างใสราวลูกแก้ว และร่องรอยหม่นเศร้าที่พาดผ่านดวงหน้าสวยหวานนั่นก็เป็นได้ ที่ทำให้มินมินหลุดปากออกไปเช่นนั้น

การพยายามจะช่วยให้ความรักต้องห้ามระหว่างเจ้าหญิงเชื้อสายโยเดีย และเจ้าชายเชื้อสายอังวะ อาจไม่ใช่เรื่องง่ายๆ อย่างที่มินมินคิด และที่จริงแล้ว อาจมีเบื้องหลังที่ซับซ้อนมากกว่าที่สายตาเห็น…

 

วันคืนที่หมู่บ้านมินตาซุผ่านไปอย่างเชื่องช้า ตอนแรกมินมินก็นับว่า พลัดหลงกาลเวลามาอยู่ที่นี่กี่วันแล้ว และเมื่อไรหล่อนจะได้กลับบ้านเสียที

แต่เวลาก็ดำเนินต่อไปเรื่อยๆ และมินมินก็มองไม่เห็นว่าเธอจะมีโอกาสกลับบ้านไปหาพ่อและแม่ได้อย่างไร

กาลเวลาเล่นตลกกับเธอ จะกักตัวเธอเอาไว้ในอดีตตลอดไปหรืออย่างไรกัน

เวลาที่นี่ผ่านไปเกือบหนึ่งสัปดาห์ แล้วเวลาในโลกปัจจุบันเล่า… ผ่านไปนานแค่ไหน ป่านนี้แม่จะกังวลมากเพียงใด

พ่อล่ะ… พ่อกับน้องๆ จะออกตามหาหล่อนหรือเปล่า

ทันวินอีกคน เขาอยู่ที่ Hsinbyume กับเธอในวันนั้นด้วยนี่นะ แล้วทันวินจะพลัดหลงกาลเวลาเหมือนกับหล่อนหรือเปล่า

ปรมินทร์เล่า… เขาจะว่าอย่างไรบ้าง ในเมื่อเธอพลาดทั้งการสอบปลายภาคและพลาดส่งงานโปรเจ็กต์ ชายหนุ่มชาวไทยคนนั้นจะไล่เธอออกหรือไม่ นักเรียนทุกคนต่างรู้ดีว่าเขาเป็นคนเข้มงวด เอาจริงเอาจังกับทุกเรื่อง ปรมินทร์จะไม่ปล่อยให้เธอลอยนวลแน่ หญิงสาวเดาได้ว่าเขาจะต้องเชือดไก่ให้ลิงดู เพื่อที่คนอื่นๆ จะได้ไม่เอาเป็นเยี่ยงอย่าง

มีคำถามมากมายผุดพรายขึ้นมาในใจของมินมิน

แม้ใจจะกระวนกระวายว้าวุ่น อยากกรีดร้องมากเพียงใด หากมินมินทำอะไรได้ไม่มากไปกว่าอดทน…

อดทนและปรับตัว…

แม้เธอจะเกิดมาในครอบครัวที่มีเชื้อสายโยเดีย มีอาหารการกิน มีวัฒนธรรมประเพณีบางอย่างของโยเดียที่ตกทอดมาในสายตระกูล หากมินมินเป็นโยเดียรุ่นที่สิบ ญาติที่มีอาวุโสที่สุดก็คือปู่และย่า ที่เป็นคนโยเดียรุ่นที่เจ็ด… ทุกอย่างที่มินมินได้เห็นปรากฏอยู่ตรงหน้า ในช่วงเวลาปัจจุบันได้เปลี่ยนแปลงไปมากแล้ว

ข้าวมันที่แม่หุง… ข้าวมันที่ใครๆ ก็ชื่นชอบกันว่าอร่อยนักหนา เอาเข้าจริงสูตรของแม่ก็แตกต่างจากสูตรของเจ้าหญิงทับทิมหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นปริมาณของกะทิ การแช่ข้าวเอาไว้ข้ามคืนจนกะทิซึมเข้าไปในเนื้อ และผสมเครื่องเทศอย่างเช่นผงชะเอมและลูกจันป่นลงไปด้วยนิดหน่อย

และเจ้าหญิงทับทิมก็บอกกับมินมินด้วยความภาคภูมิใจว่า นี่คือข้าวมันตำรับโยเดียแท้ๆ ที่ทำกินกันในวัง และเจ้าหญิงลำภูซึ่งถูกกวาดต้อนมาจากพระนครศรีอยุธยา เป็นผู้ถ่ายทอดให้เจ้าหญิงทับทิมผู้เป็นพระธิดาอีกทอดหนึ่ง

มินมินจดจำความอร่อยของข้าวมันสูตรเจ้าหญิงทับทิมได้แม่นยำ มีรายละเอียดบางอย่างที่ตกหล่นไปในกาลเวลา ทำให้ข้าวมันที่เธอรู้จักมีรสชาติที่แตกต่างไป

และมินมินตั้งใจว่า หากได้กลับไปในกาลเวลาปัจจุบันที่เธอจากมา… เธอจะนำข้าวมันสูตรแท้ๆ และดั้งเดิมนี้ ไปทำเป็นไฟนอลโปรเจ็กต์ส่งให้กับปรมินทร์

เธอได้แต่หวังว่าข้าวมันสูตรขนานแท้และดั้งเดิม… จะต้องถูกใจเขาผู้มีเชื้อสายเจ้านายอยุธยาคนนั้นอย่างแน่นอน

Don`t copy text!