Irrawaddy เกลียวกระซิบ บทที่ 19 : สายสัมพันธ์

Irrawaddy เกลียวกระซิบ บทที่ 19 : สายสัมพันธ์

โดย : พงศกร

Irrawaddy เกลียวกระซิบ  โดย พงศกร เรื่องราวของมินมิน เด็กสาวผู้มีสายเลือดโยเดียกับเหตุการณ์อันสุดแสนมหัศจรรย์ที่กาลเวลาพาเธอย้อนกลับไปยังปี พ.ศ. ๒๓๕๙ ที่นั่นเธอได้พบกับเจ้าหญิงดารา…เจ้าหญิงชาวโยเดีย ผู้มีชีวิตอยู่ระหว่างความขัดแย้งของเชลยศึกชาวโยเดีย และเจ้าชายสายเลือดอังวะ นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้ทุกคนได้ อ่านออนไลน์

…………………………………………..

 

ตอนที่มาถึงหน้าบ้านของหญิงสาว แดดสุดท้ายของวันเพิ่งจะลับฟ้าไปไม่นาน และบรรยากาศรอบกายเริ่มสลัวราง สายลมเย็นที่พัดผ่านมารวยรินพาให้กิ่งก้านใบของประดู่ต้นสูงใหญ่ระบัดไหว

ไม่มีใครรู้ว่าประดู่ต้นนี้อายุเท่าไรแน่ เท่าที่จำความได้ มินมินเห็นมันยืนต้นอยู่กลางหมู่บ้านเล็กๆ ให้ร่มเงากับบรรดาผู้คนที่สัญจรผ่านไปมา

รถคันยาวของปรมินทร์สร้างความประหลาดใจให้กับผู้คนในย่านมินตาซุ ด้วยปกติแล้วไม่ค่อยมีรถหรูผ่านมาแถวนี้บ่อยนัก

“ขอบคุณที่แวะมาส่งฉันนะคะ” มินมินเอ่ยขอบคุณชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ หลังจากนั่งนิ่งมาตลอดทาง บทสนทนาเกิดขึ้นสั้นๆ เฉพาะยามที่ปรมัตถ์ถามเส้นทางเท่านั้น

“จะไม่เชิญผมเข้าไปหน่อยหรือ” คำถามของปรมินทร์ทำให้หล่อนอ้าปากค้างด้วยความประหลาดใจ

จะว่าไปแล้ว วันนี้ปรมินทร์ทำให้หล่อนประหลาดใจหลายต่อหลายครั้ง นับตั้งแต่ที่ได้พบกันบนระเบียงพระเจดีย์ Hsinbyume รวมถึงตอนที่ขึ้นไปไหว้พระด้วยกัน ท่าทางของปรมินทร์นั้นดูผ่อนคลายผิดไปจากทุกวัน นี่ถ้าเมเมียวรู้ว่าเขามาส่งหล่อนถึงบ้าน เพื่อนสนิทของมินมินคงเก็บเอาไปล้อเล่นได้อีกนาน

“ไม่รบกวนคุณดีกว่า” มินมินนิ่วหน้า ด้วยไม่รู้ว่าอีกฝ่ายจะมาไม้ไหนกันแน่

“ไม่รบกวนเลย” ปรมินทร์หันไปทางน้องชาย “ใช่ไหมป้อน”

“เอ้อ…ครับ…ไม่รบกวนเลยครับมินมิน” ปรมัตถ์พึมพำตอบ ท่าทางของเขาดูประหลาดใจไม่แพ้หญิงสาวผู้มีสายเลือดโยเดีย

“มาจนถึงที่นี่แล้ว ขอแวะไปสวัสดี ทำความรู้จักคุณพ่อคุณแม่สักหน่อย เธอคงไม่ขัดข้องอะไรใช่ไหม…มินมิน” ปรมินทร์ยิ้มเจ้าเล่ห์ ก่อนจะเปิดประตูก้าวตามหญิงสาวลงไปอย่างรวดเร็ว

“ฉัน…” มินมินอ้าปากเหมือนอยากจะพูดอะไรสักอย่าง หากไม่ทันเสียแล้ว

ปรมัตถ์มองพี่ชายแล้วได้แต่ส่ายหน้า เขาขยับรถเลื่อนไปหาที่จอดที่ลานกว้างใต้ต้นประดู่ ก่อนจะเดินตามหลังปรมินทร์และมินมินไปอย่างรวดเร็ว

พ่อยืนรออยู่แล้วด้วยความกระสับกระส่าย พอชายวัยกลางคนเหลือเห็นมินมิน ดวงตาของเขาก็เบิกกว้างด้วยความยินดี

“อ้าว…มิสเตอร์ปรมินทร์…เชิญเข้าบ้านก่อนสิครับ”

ข่ายเฉว่มองแลเลยไปยังชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ที่เดินตามหลังบุตรสาวเข้ามาในบ้าน ดวงตาเบิกกว้างด้วยความประหลาดใจ

ก็ใครเล่าจะไม่ประหลาดใจ ที่จู่ๆชายหนุ่มผู้ภูมิฐานจะมาปรากฏกายที่หน้าบ้านหลังเล็กพร้อมกับบุตรสาวของเขา

“คุณปรมินทร์…ผู้อำนวยการโรงเรียนจ้ะพ่อ” มินมินแนะนำอีกฝ่ายอย่างเสียมิได้

ขณะที่ข่ายเฉว่กุลีกุจอเปิดประตูและเชื้อเชิญให้ชายหนุ่มเข้ามาในบ้านนั้น ซูยาตีผู้เป็นมารดาได้แต่สบตาบุตรสาวและทำปากพึมพำ ราวต้องการจะสอบถามมินมินว่าเจ้าของโรงเรียนสอนทำอาหารอันเลื่องชื่อนั้น โผล่มาพร้อมกับเธอได้อย่างไร

“ขอบคุณครับ” เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ปรมินทร์หันไปแนะนำน้องชายของเขา “นี่ปรมัตถ์ น้องชายของผม”

“สวัสดีครับ” ปรมัตถ์ยิ้มเผล่ ดวงตาหลังแว่นวาวของเขา กวาดมองไปรอบๆบ้านของมินมินด้วยความสนใจ

“เย็นแล้ว อยู่กินข้าวกันก่อนไหมครับ” ข่ายเฉว่เอ่ยชวน ดวงตาของเขาเหลือบมองนาฬิกาที่แขวนอยู่ข้างฝาบ้าน จวนจะหกโมงเย็นอยู่รอมร่อ

“คงไม่หรอกจ้ะ คุณปรมินทร์แค่แวะมาทักทายพ่อกับแม่เท่านั้น อีกประเดี๋ยวก็จะกลับแล้ว” มินมินรีบบอก “ใช่ไหมคะ”

ประโยคหลังเธอหันไปทางชายหนุ่ม หากเขากลับทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้

“ผมไม่รีบกลับครับ วันนี้ไม่มีธุระอะไร” ชายหนุ่มว่า “อยู่กินข้าวก่อนก็ได้”

“ดีครับ”ข่ายเฉว่ยิ้มเผล่ ไม่สนใจท่าทางขัดอกขัดใจของบุตรสาว

“ไปยังไงมายังไง ถึงมาด้วยกันได้” ซูยาตีถามตรงๆตามนิสัย นัยน์ตาของเธอจ้องมองบุตรสาวราวจะจับสังเกต

“ฉัน…” มินมินกำลังจะพูดอะไรออกมาสักอย่าง หากปรมินทร์ชิงเอ่ยขึ้นมาเสียก่อน

“เราเพิ่งไป Hsinbyume กันมาน่ะครับ”

“Hsinbyume… ตายจริง…” ซูยาตีร้องเสียงหลง ขณะที่ข่ายเฉว่หันขวับมาทางบุตรสาว

“นี่ลูกกลับไปที่ Hsinbyume มาหรือมินมิน”

“จ้ะพ่อ…” มินมินพึมพำ ดวงตากลมโตของเธอเหลือบมองปรมินทร์อย่างเอาเรื่อง…ทำเสียแผนหมดเลย อุตส่าห์กำชับทันวินไม่ให้บอกพ่อกับแม่ กลายเป็นว่าปรมินทร์เป็นคนทำแผนแตกโดยไม่รู้ตัว

“ไปที่นั่นอีกทำไม” น้ำเสียงของชายวัยกลางคนดุดัน “พ่อสั่งห้ามแล้วไม่ใช่หรือว่า ห้ามไปที่เจดีย์นั่นอีก”

“หนู…เอ้อ…” มินมินหน้าเสีย ไม่รู้จะหาคำอะไรมาแก้ตัว

ปกติพ่อไม่เคยเอ็ดเธอแบบนี้ มินมินพอเข้าใจว่าการหายตัวไปของเธอ สร้างความวิตกกังวลให้กับพ่อแม่ และญาติทุกคนเป็นอย่างมาก พ่อไม่อยากให้เธอกลับไปที่ Hsinbyume อีก หากไม่มีความจำเป็นอะไร

“เป็นเพราะผมเองล่ะครับ ผมอยากไปไหว้พระ ก็เลยขอร้องให้มินมินพาไปน่ะครับ” ปรมินทร์รีบออกตัวให้หญิงสาว “ตอนแรกมินมินก็ไม่อยากไป แต่ขัดผมไม่ได้…ใช่ไหม”

เขาหันไปขยิบตาให้หล่อน และมินมินก็ทำอะไรได้ไม่มากไปกว่ายอมเออออไปกับชายหนุ่มชาวไทย

“ค่ะ” หญิงสาวตอบพร้อมกับก้มหน้านิ่ง

“คราวหน้าคราวหลัง อย่าชวนลูกสาวผมไปที่นั่นอีก” ข่ายเฉว่เอ่ยเสียงเรียบ ดวงตาที่จ้องมองชายหนุ่มชาวไทยดูจะไม่พอใจนัก หากไม่สามารถทำอะไรอีกฝ่ายได้ เพราะเขาเป็นเจ้าของโรงเรียนที่ให้ทุนมินมินเรียนฟรี

“ครับ” ปรมินทร์พยักหน้ารับ “ผมขอโทษนะครับ”

“เอาละ เอาละ…มากินข้าวกันดีกว่า” ซูยาตีเห็นบรรยากาศชักจะเคร่งเครียดกันไปใหญ่ จึงรีบเปลี่ยนเรื่องเสียใหม่

“น้องไปไหนเสียล่ะคะแม่” มินมินชะเง้อมองหาน้องชายทั้งสอง

“กลับจากโรงเรียนมาก็รีบร้อนกินข้าว แล้วพากันออกไปเล่นฟุตบอลแถวสนามหลังศาลพระราม” แม่ว่า “ค่ำๆโน่นละถึงจะกลับ”

“อ้อ” มินมินพยักหน้า

“วันนี้บ้านเราหุงข้าวมันและทอดไก่กินกันค่ะคุณ” ซูยาตีหันไปทางชายหนุ่มร่างสูง สำเนียง ภาษาอังกฤษของเธอไม่ดีนัก หากสามารถสื่อสารกันเข้าใจได้ “อาหารบ้านๆง่ายๆ…พวกคุณจะกินกันได้หรือเปล่าก็ไม่รู้”

“ได้สิครับ” ปรมินทร์รีบบอก เขาหันไปทางน้องชายแล้วว่า “ทุกคนที่โรงเรียนชมว่าข้าวมันฝีมือคุณซูยาตีอร่อยมาก วันนี้ผมโชคดี ที่มีโอกาสได้ชิม”

“อร่อยยังไง คงสู้ข้าวมันฝีมือของลูกสาวฉันไม่ได้หรอกค่ะ” ซูยาตีหันไปทางมินมินอย่างภูมิใจ “ไม่อย่างนั้นจะชนะเลิศ จนได้ทุนการศึกษาหรือ”

“อ้าว” ปรมัตถ์ทำตาโต นี่เป็นเรื่องที่เขาไม่เคยรู้มาก่อน “ไม่เหมือนกันหรือครับ”

“ไม่เหมือนค่ะ” ซูยาตีบอกขณะเดินนำทุกคนไปยังห้องอาหาร “สูตรของมินมินทำยากกว่า มีรายละเอียด มีขั้นตอนมากกว่า และต้องใช้เครื่องเทศหลายชนิดกว่าที่ใช้กันในปัจจุบัน…มินมินได้สูตรนี้มาจากอดีต ตอนที่เธอย้อนเวลากลับไป…”

“แม่” มินมินเรียกมารดาด้วยน้ำเสียงหนักๆ และซูยาตีก็เพิ่งรู้ตัวว่าพูดมากเกินไปเสียแล้ว

“อย่าสนใจฉันเลยนะคะ” ซูยาตีรีบบอก เธอเหลือบมองปรมินทร์ก่อนจะถอนหายใจออกมายาวๆออย่างโล่งอก เมื่อเห็นว่าชายหนุ่มร่างสูงล่ำสันดูเฉยๆ ไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก “อยู่ว่างๆ เลยพูดจาเพ้อเจ้อไปเรื่อย”

“คุณยี่ภู่…ผมหมายถึงครูประจำชั้นของมินมินน่ะครับ” ปรมินทร์หมายถึงสตรีวัยกลางคนผู้มีฝีมือในการทำอาหารไทยอย่างชนิดหาตัวจับยาก เขาเชิญให้เธอมาช่วยสอนหนังสือที่มัณฑะเลย์ ตั้งแต่เริ่มเปิดโรงเรียนใหม่ๆ “คุณยี่ภู่บอกว่า ข้าวมันของคุณซูยาตีนี่ เป็นสูตรที่สืบทอดต่อกันมา เป็นตำรับของชาวโยเดียแท้ๆ…”

“ใช่ค่ะ” น้ำเสียงของซูยาตีเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ “แต่สูตรของฉันกับสูตรของมินมิน แตกต่างกัน อาจเป็นเพราะผ่านกาลเวลามานานเป็นร้อยๆปี เลยมีอะไรบางอย่างที่หายหกตกหล่นไปน่ะค่ะ”

“ครอบครัวของเราสืบเชื้อสายมาจากเชลยศึกชาวโยเดียครับ” ข่ายเฉว่เล่าบ้าง “อยากฟังไหมครับ”

“อยากสิครับ” ปรมินทร์พยักหน้า ไม่อยากบอกอีกฝ่ายว่า…นี่ละคือวัตถุประสงค์ที่แท้จริง ที่เขาแวะมาที่บ้านของมินมินในวันนี้

“อย่าเพิ่งเบื่อไปเสียก่อนนะคุณ…เรื่องของตระกูลผมมันยาว เล่าได้เป็นวันๆ”  ข่ายเฉว่หัวเราะชอบใจ เขาเชื้อเชิญให้ชายหนุ่มนั่งลง ก่อนจะเริ่มเล่าเรื่องราวประจำตระกูลให้เขาฟัง

มินมินแอบถอนใจเบาๆ พ่อชอบเล่าถึงเรื่องราวเมื่อครั้งอดีตให้แขกฟังเสมอๆ โดยเฉพาะถ้าแขกคนไหนมีท่าทางสนอกสนใจอย่างปรมินทร์แล้วละก็ ข่ายเฉว่จะคุยฟุ้งได้นานเป็นชั่วโมงๆ

“ดีครับ” ปรมินทร์ยิ้มกว้าง “ผมชอบฟัง”

“ดีครับ”ข่ายเฉว่ว่า “ผมก็ชอบเล่า”

ด้วยเหตุนี้ มิตรภาพบนโต๊ะอาหารจึงเริ่มต้นขึ้น กินอาหารเย็นกันไป คุยกันไปเรื่อยๆ ส่วนใหญ่ข่ายเฉว่จะเป็นฝ่ายพูดเสียมากกว่า

พ่อคุยฟุ้งเรื่องประวัติความเป็นมาของครอบครัวตนจนมินมินรู้สึกอึดอัดแทนชายหนุ่มทั้งสอง มีอย่างที่ไหน เพิ่งจะได้พบหน้ากันวันเดียว พ่อคุยเป็นคุ้งเป็นแคว ราวกับรู้จักกันมานานนม

ปรมัตถ์ดูไม่ค่อยสนใจสิ่งที่พ่อเล่านัก หากมีมารยาทพอที่จะไม่ขัดคอ มินมินเห็นนักวิทยาศาสตร์หนุ่มตักอาหารตรงหน้าเข้าปากอย่างสบายอารมณ์

คนที่สร้างความประหลาดใจให้เธอกลับเป็นปรมินทร์ ด้วยท่าทางที่โน้มตัวมาข้างหน้า กับนัยน์ตาที่จ้องมองบิดาของหล่อน บอกถึงความสนใจเป็นอย่างมาก

“น่าสนใจมาก” หลังจากกินข้าวอิ่มและฟังพ่อจนจบ ปรมินทร์ก็พึมพำเสียงแผ่วด้วยความสนใจ ดวงตาคู่คร้ามคมของเขาเต็มไปด้วยร่องรอยครุ่นคิด “บรรพบุรุษของพวกคุณ…ก็คือเจ้าฟ้าโยเดีย”

“ใช่ครับ” ข่ายเฉว่พยักหน้า “พวกเราทุกคนที่อยู่ในย่านมินตาซุ สืบเชื้อสายมาจากเจ้านายราชวงศ์บ้านพลูหลวงทั้งนั้น บรรพบุรุษของผมชื่อเจ้าฟ้าโชติ ก่อนจะถูกกวาดต้อนขึ้นมาที่อังวะ ท่านเพิ่งอภิเษกสมรสกับเจ้าฟ้าองค์หนึ่ง แต่ช่วงกรุงแตก เกิดความวุ่นวายโกลาหล เจ้าฟ้าโชติถูกกวาดต้อนขึ้นมาแต่เพียงผู้เดียว”

“แล้วชายาของเจ้าฟ้าโชติทางเมืองไทยเล่าครับ ได้ข่าวคราวบ้างหรือไม่” ปรมินทร์ขมวดคิ้วมุ่น

“สมัยโน้นติดต่อกันยากมาก เราไม่ทราบเลยครับว่าเจ้าฟ้าที่เป็นพระชายาของท่านเป็นอย่างไรบ้าง” บิดาของมินมินส่ายหน้า “อาจจะมีครอบครัวใหม่ไปแล้วก็เป็นได้ เพราะทั้งสองเพิ่งจะอภิเษกสมรสกันก่อนกรุงแตกไม่นาน ยังไม่ทันได้มีโอรสหรือธิดาด้วยกัน ก็ต้องมาพลัดพรากจากกันเสียก่อน”

“มีครอบครัวใหม่…” ปรมินทร์เลิกคิ้ว “หมายความว่าเจ้าฟ้าโชติท่านอภิเษกสมรสใหม่อย่างนั้นหรือครับ”

“ใช่ครับ” ข่ายเฉว่พยักหน้า “หลังจากที่ท่านถูกกวาดต้อนมาอยู่ที่อังวะได้ระยะหนึ่ง จนแน่ใจแล้วว่าคงไม่มีโอกาสได้กลับไปที่โยเดียอีก บรรดาเจ้านายทางนี้เลยจัดให้พระองค์อภิเษกสมรสใหม่กับเจ้าฟ้าซึ่งเป็นพระญาติกัน”

“หลังจากเสียกรุงไม่กี่เดือน สมเด็จพระเจ้าตากสินทรงกอบกู้อิสรภาพขึ้นมาใหม่ เหตุใดเจ้าฟ้าโชติ และเจ้านายพระองค์อื่นๆจึงไม่กลับไปเมืองไทยเล่าครับ หากกลับเมืองไทยไป ท่านอาจจะได้พบกับพระชายาที่พลัดพรากกันไปก็เป็นได้” ปรมินทร์อดจะสงสัยมิได้ “พระเจ้ากรุงอังวะไม่อนุญาตหรือครับ”

“อือม…” สีหน้าท่าทางของข่ายเฉว่มีร่องรอยลังเลปรากฏขึ้นแวบหนึ่ง “ผมก็ไม่ทราบนะครับว่าทำไม…แต่ถ้าจะให้เดาจากหลักฐาน เอกสารต่างๆ รวมถึงเรื่องราวที่บอกเล่าสืบต่อกันมา…ผมคิดว่าทุกพระองค์สมัครใจจะอยู่ที่อังวะต่อ เพราะเกิดความไม่แน่ใจ”

“ไม่แน่ใจ…” ชายหนุ่มเลิกคิ้ว “ไม่แน่ใจอะไรครับ”

“ไม่แน่ใจในสวัสดิภาพและความปลอดภัยละกระมังครับ” มินมินฟังบิดาด้วยความสนใจ ประเด็นเช่นนี้ข่ายเฉว่ไม่เคยเล่าให้เธอและน้องชายฟังมาก่อน

“ผลัดเปลี่ยนราชวงศ์แล้ว โยเดียก็ล่มสลายไปหมดแล้ว ขุนหลวงพระองค์ใหม่ก็ย้ายเมืองหลวงไปอยู่ที่ธนบุรี อะไรๆก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปหากขุนหลวงอุทุมพร และเจ้านายราชวงศ์บ้านพลูหลวงเสด็จกลับเมืองไทยไปจริงๆ จะอยู่ในฐานะใด ขุนหลงพระองค์ใหม่อาจจะลำบากพระทัย เพราะในสมัยโยเดียพระองค์เป็นเพียงขุนทหารเท่านั้น”

ข่ายเฉว่เล่าถึงตรงนี้ ก็หยุดถอนใจยาว

“ผมเดาว่าด้วยเหตุนี้ เจ้านายทุกพระองค์จึงเลือกที่จะไม่กลับ…นอกจากไม่กลับ มีบันทึกหลักฐานของมางอังวะว่า ในช่วงเวลานั้นยังมีคนโยเดียที่เป็นข้าเก่าเต่าเลี้ยงอีกมากมายหลายหมื่นคน อพยพขึ้นมาอยู่กับขุนหลวงอุทุมพรที่อังวะแห่งนี้อีกด้วย…”

ฟังถึงตรงนี้ ปรมินทร์ได้แต่นิ่งอึ้งไป เมื่อพิจารณาดูที่ข่ายเฉว่เล่า เขาออกจะเห็นด้วยกับเหตุผลของชายวัยกลางคน

“จริงสิครับ” ปรมินทร์นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ “คุณเล่าว่าเจ้าฟ้าโชติท่านอภิเษกสมรสใหม่ใช่ไหมครับ”

“ใช่” ข่ายเฉว่พยักหน้า ทุกคนในตระกูลเรียกเขาว่าเป็นพงศาวดารเคลื่อนที่ เหตุเพราะข่ายเฉว่เป็นผู้ที่มีความจำดีเยี่ยม สามารถจดจำเรื่องราวต่างๆของบรรพบุรุษในตระกูลได้แม่นยำกว่าใครๆ

“ท่านอภิเษกสมรสกับเจ้าฟ้าลำภูที่ถูกกวาดต้อนขึ้นมาพร้อมกัน”

“เจ้าฟ้าลำภู” พระนามนั้นทำให้ปรมินทร์ถึงกับตกตะลึงไปชั่วขณะ

“ครับ เจ้าฟ้าลำภู” ข่ายเฉว่ประหลาดใจกับท่าทีของอีกฝ่าย “มีอะไรหรือเปล่าครับ”

“เจ้าฟ้าลำภู…” ปรมินทร์ระล่ำระลัก ขณะที่ปรมิตถ์วางแก้วน้ำในมือลงในทันที “พระมารดาของพระองค์คือเจ้าฟ้ามาลาหรือเปล่าครับ”

“ใช่” ข่ายเฉว่พยักหน้า “พระมารดาของเจ้าฟ้าลำภูก็คือเจ้าฟ้ามาลา…พระองค์มีฝีมือด้านการทำอาหารเป็นเลิศ ยากจะหาตัวจับได้…ทั้งสองพระองค์ถูกกวาดต้อนขึ้นมาที่อังวะพร้อมกัน ปีนั้นเจ้าฟ้าลำภูพระชนม์เพียงสิบสี่เท่านั้น…”

“คุณข่ายเฉว่”

ปรมินทร์ลุกพรวดพราดขึ้น ท่ามกลางความประหลาดใจของอีกฝ่ายเขาเอื้อมมือไปจับมือของข่ายเฉว่ และเขย่าแรงๆด้วยความตื่นเต้น

“บรรพบุรุษของผมชื่อเจ้าคุณฉาย…พี่สาวแท้ๆของเจ้าคุณฉายชื่อเจ้าฟ้ามาลา พวกเรามีเรื่องเล่ากันต่อมาในตระกูลว่า ตอนกรุงแตก…เจ้าฟ้ามาลาถูกกวาดต้อนขึ้นมาที่อังวะพร้อมกับพระธิดาที่ชื่อว่าเจ้าฟ้าลำภู…ถ้าเจ้าฟ้าลำภูที่เรากำลังพูดถึงคือองค์เดียวกัน…นั่นหมายความว่า…”

Don`t copy text!