มนตร์เบญจรงค์ บทที่ 14 : กรรมสัมพันธ์

มนตร์เบญจรงค์ บทที่ 14 : กรรมสัมพันธ์

โดย :

มนตร์เบญจรงค์ เรื่องราวของน้ำทอง หญิงสาวอาศัยอยู่ในบ้านทรงไทยไม้สักทองหลังงามกลางสวน กับการได้ครอบครองเบญจรงค์โบราณลายเทพบุตรทรงกลมแป้นที่ได้มาในราคาถูกอย่างไม่น่าเชื่อ และเบญจรงค์ใบนี้ทำให้เหตุการณ์ในบ้านอันสงบสุขของเธอไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป นิยายออนไลน์ โดย จรัสพร ที่ อ่านเอา อยากให้คุณได้ อ่านออนไลน์

สมัครบัตร Citi Ready Credit โดยคลิกผ่านลิ้งนี้

ทุกยอดการสมัครจะมีส่วนแบ่งกลับมาสนับสนุนเว็บไซต์อ่านเอาของพวกเรา 🙂

 

…………………………………………

-14-

 

หลวงตาบอกให้คุณรักร้อย ลุงตัน ป้ามาลี พาพ่ออินทร์ แม่จันทร์และนำโถเบญจรงค์ทั้งสองใบไปหาท่านที่วัด เพื่อที่จะเตรียมดวงวิญญาณของน้ำทองและ ดร.ลงยาให้พร้อมที่จะทำพิธีคืนร่าง เนื่องจากวิธีการของหลวงตานั้นเป็นการทำพิธีในทางพุทธโดยใช้พระพุทธคุณเป็นที่พึ่ง จึงต้องเตรียมให้ทั้งลงยาและน้ำทองถือศีลอุโบสถอย่างเคร่งครัดและสวดมนต์ภาวนาบทเมตตาใหญ่อย่างจริงจัง เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้กับทุกผู้นาม เป็นบทสวดที่ถือว่าได้อานิสงค์มากที่สุด และหลวงตาขอให้นำโถเบญจรงค์ทั้งสองใบนี้ไปไว้ที่หอพระที่เรือนไทยของน้ำทอง เพื่อที่ทั้งสองคนจะได้ร่วมกันสวดมนต์ และตั้งจิตทำสมาธิเป็นหนึ่งเดียวกันเป็นเวลา 1 เดือนเต็มแล้วจึงจะเริ่มพิธีคืนร่างและปลดปล่อยวิญญาณของคนทั้งหมดที่มีกรรมสัมพันธ์กันในชาตินี้

“ถ้าโถเทพธิดา กับโถเทพบุตรมาอยู่ด้วยกันที่เรือนคุณน้ำทอง กระผมขออนุญาตไปอยู่ด้วยได้ไหมขอรับ จะได้อยู่ใกล้ๆ แม่จันทร์” พ่ออินถามหลวงตา

“ไม่ได้หรอกโยมอิน อย่าลืมสิว่าพวกโยมจะต้องถือศีลอุโบสถกันทั้งหมดทุกคน แล้วจะไปอยู่เรือนเดียวกับคู่รักได้อย่างไร ถ้าเกิดอะไรผิดพลาดขึ้นมานั่นมันจะส่งผลถึงทุกคนในที่นี้เลยนะ อาตมาขอให้โยมอินคิดให้รอบคอบ  ที่สำคัญร่างที่โยมทั้งสองใช้เป็นเรือนกายที่สิงสถิตของวิญญาณอยู่ในตอนนี้ก็ไม่ใช่ร่างของโยมเอง ถ้าเกิดมีการล่วงเกินกันขึ้นมาผู้ที่เดือนร้อนก็จะเป็นโยมน้ำทองกับโยมด็อกเตอร์ อาตมาขอให้ไตร่ตรองให้ดีๆ นะ” หลวงตาทัดทานพ่ออินด้วยเหตุผลที่ทุกคนเห็นด้วย

“นั่นสิเจ้าคะพี่อิน อีกไม่นานเราก็คงจะละจากสังขารของแม่น้ำทอง กับพ่อลงยาไปแล้วถึงเวลานั้นเราคงจะได้อยู่ด้วยกันอีกสักระยะหนึ่งก่อนที่จะไปในที่ ที่ชะตาของเราได้ลิขิตเอาไว้” แม่จันทร์เห็นด้วยกับหลวงตา

ดังนั้นทั้งหมดจึงกราบลาหลวงตา โดยป้ามาลีประคองโถเทพบุตร  คุณรักร้อยประคองโถเทพธิดา ทั้งหมดขึ้นรถตู้ของคุณรักร้อยกลับไปที่บ้านเรือนไทยเพื่อที่จะนำโถเทพบุตรและโถเทพธิดาไปไว้ที่หอพระตามที่หลวงตาสั่ง พ่ออินกับแม่จันทร์เลี่ยงออกมานั่งคุยกันตรงหอนั่ง โดยมีเหล่าผี ๆ ออกมาใช้ชีวิตกันตามปกติเหมือนเพื่อนร่วมบ้าน แม่บัวออกมานั่งร้อยมาลัยเตรียมให้น้ำทองและ  ดร.ลงยาเอาไว้บูชาพระ แม่เมขลาก็ออกมานั่งขูดมะพร้าวให้ป้ามาลีทำกับข้าว   แม่แย้มก็นั่งเย็บผ้าอยู่ที่จักร จึงถือว่าพ่ออิน และแม่จันทร์ไม่ได้ออกมานั่งพลอดรักกันตามลำพังให้เป็นที่ครหาของผู้คน เพราะที่แน่ ๆ ยังมีเหล่าผี  ๆ พวกนี้คอยกันท่า เอ้อ… คอยอยู่ใกล้ๆ และจะผลัดกันยืดคอยาวมาขวางเมื่อเห็นทั้งสองคนใกล้ชิดกันผิดปกติ การพลอดรักของสองหนุ่มสาวท่ามกลางหมู่ผี จึงเป็นไปอย่างประดักประเดิดชวนขันปนสยองอย่างบอกไม่ถูก

“แม่จันทร์จ๊ะ เราไม่ค่อยมีโอกาสได้อยู่ลำพังกันเลย แล้วใยแม่จึงพาพี่มานั่งคุยกันตรงนี้ ที่มีผู้อื่นยื่นหน้ามาสอดรู้เรื่องของเราอยู่ตลอด มันไม่เป็นส่วนตัวเลยนะจ๊ะ” พ่ออินกล่าวด้วยความหงุดหงิดใจ

“เราได้มีโอกาสเจอกันนี่ก็เป็นบุญมากแล้วนะจ๊ะพี่อิน ทั้งที่จริง ๆ แล้วเราไม่น่าจะได้พบกันอีกเลยเป็นร้อยปีที่ฉันเฝ้ารอคอยจะได้มีโอกาสได้พบพี่อีก เมื่อเราได้พบกันก็หมายถึงกรรมของเราสองคนอาจจะหมดแล้ว เมื่อถึงเวลานี้ฉันจึงอยากจะให้พี่มุ่งมั่นเพื่อทำจิตให้เป็นกุศลเตรียมถืออุโบสถศีล เราจะได้หลุดพ้นจากที่นี่ไปอยู่ด้วยกันจริง ๆ ในที่ของเราเสียทีไงจ๊ะ” แม่จันทร์ปลอบใจคนรักของหล่อน

ที่หอพระลุงตันและป้ามาลี ช่วยกันจัดที่ทางเพื่อวางโถเทพบุตรและโถเทพธิดาให้หันหน้าเข้าหาพระพุทธรูป พร้อมนำพวงมาลัยที่แม่บัวร้อยมาให้วางไว้ตรงหน้าโถเบญจรงค์ใบละพวง เพื่อให้ดวงวิญญาณที่ถูกกักขังทั้งสองดวงได้สวดมนต์ทำสมาธิและถือศีลอุโบสถด้วยจิตอันเป็นสมาธิ โดยมีแม่เอื้องคำและคุณคำนึงคอยดูแลเรื่องอาหารการกินให้เจ้านายของตน คุณรักร้อยกล่าวลาบุตรชายพร้อมกอดโถเทพธิดาเอาไว้แนบอกก่อนจะนำไปวางไว้บนพานหน้าพระ

“ลูกแม่อีกไม่นานแล้วนะลูกนะ แม่จะได้กอดลูกเต็มแขนอย่างเคยเสียที อดทนทำสมาธิภาวนาถือศีลตามที่หลวงตาท่านบอกนะลูก วันนี้แม่กลับก่อนล่ะ อีกหนึ่งเดือนเราเจอกันนะจ๊ะ”

“ขอบคุณครับคุณแม่ ไม่ต้องห่วงผมนะครับ ผมจะตั้งใจปฏิบัติให้ดีที่สุดเพื่อที่จะได้กลับไปกราบคุณแม่ในร่างเดิมให้ได้เลยครับ” ลงยากล่าวกับมารดาด้วยความมั่นใจ

“คุณหนูขอรับ อยากจะได้อะไรบอกกระผมกับแม่มาลีได้เลยนะขอรับ” ลุงตันบอกกับน้ำทอง

“หนูอยากให้ลุงกับป้าจัดอาหารมังสะวิรัติมาให้หนูกับดร.ลงยาค่ะ ไหน ๆ ถือศีลแล้วไม่เบียดเบียนสัตว์ด้วยดีกว่า ศีลจะได้บริสุทธิ์ยิ่งขึ้นนะคะ” น้ำทองบอกกับคนเก่าคนแก่ของเธอ

“ดีจังจ้ะหนูน้ำทองแม่เห็นด้วย” คุณรักร้อยกล่าวเสริมและตีขลุมเป็นแม่ของน้ำทองทันที

เมื่อทุกคนออกไปจากหอพระกันหมดแล้ว ก็เหลือแต่เทพบุตรและเทพธิดาประจำโถ อยู่สองคน ทั้งคู่ต่างไม่พูดคุยกัน หากแต่เริ่มตั้งนะโมเพื่อเริ่มต้นการสวดมนต์บทเมตตาใหญ่ไปพร้อม ๆ กัน ไม่น่าเชื่อว่าทั้งดร.ลงยาและน้ำทอง ไม่เคยสวดมนต์บทดังกล่าวเลย หากแต่สามารถสวดกันได้คล่องปากโดยที่ไม่ต้องดูหนังสือสวดมนต์ ที่เป็นเช่นนี้เพราะหลวงตาช่วยส่งกระแสจิตมานำสวดมนต์ให้กับทั้งคู่ เมื่อสวดไปเรื่อย ๆ จิตของทั้งคู่ก็เป็นสมาธิ ตัดขาดจากโลกภายนอกโดยสิ้นเชิง

ขณะที่ทางบ้านเรือนไทยและคฤหาสน์ริมแม่น้ำเจ้าพระยา กำลังขะมักเขม้นกับการถืออุโบสถศีลกันอยู่นั้น นายท่านและสมุนทั้งสี่ก็เริ่มวางแผนที่จะเข้าไปโจรกรรมทรัพย์สินที่ทั้งสองแห่งนี้เช่นกัน โดยเขาได้พยายามทบทวนความจำในวัยเด็กที่ตามพ่อเข้าไปในบ้านทั้งสองหลังนี้ แล้ววาดเป็นแผนผังคร่าว ๆ ออกมา ผิดบ้างถูกบ้างระหว่างที่กำลังวาดผังอยู่นั้น ปิง วัง ยม น่าน ก็หันไปทำอะไรบางอย่างกันอยู่ เมื่อนายท่านบอกทุกคนว่าแผนผังบ้านทั้งสองหลังเรียบร้อยแล้ว เจ้าสมุนสี่แควก็หันกลับมา ดูแล้วพูดพร้อมกันว่า

“ไม่ใช่!!!”

“ไม่ใช่อะไรของพวกแกห๊า!!! บ้านสองหลังนี่ข้าเคยไปมาตั้งแต่ยังเด็กทำไมจะจำไม่ได้”

“มันต้องเป็นแบบนี้ขอรับ” น่านยื่นแผนผังให้นายท่าน

“แล้วพวกแกรู้ได้อย่างไร ไปเอามาจากไหน” เขาถามสมุนด้วยความสงสัยและเสียหน้า

“ก็คุณกังไสพาพวกเราไปโดนผีหลอกมาทั้งสองหลังไงขอรับนายท่าน” ทั้งหมดตอบพร้อมกัน

เมื่อได้แผนผังเรียบร้อยแล้วทั้งหมดจึงวางแผนที่จะไปจัดการขโมยของที่บ้านเรือนไทยก่อน เพราะเข้าออกง่ายกว่าคฤหาสน์ของ ดร.ลงยา นายท่านให้ลูกสมุนทั้งสี่ พรีเซ้นท์วิธีการเข้าไปโจรกรรมเครื่องทองโบราณ เริ่มจากปิงก่อน

“เนื่องจากบ้านหลังนี้เป็นบ้านเรือนไทยกลางสวน กระผมขอนำเสนอวิธีพื้นบ้านโบราณขอรับนายท่าน  เราจะรมยาทุกคนในบ้านให้หลับกันให้หมดแล้วก็ย่องเบาขึ้นไปขโมยของแค่นี้ก็เรียบร้อยแล้วครับ แถมยังช่วยให้คนในบ้านนอนหลับสบายอีกต่างหากนะขอรับ”

ปิงพูดจบก็หยิบหลอดยาออกมาแล้วจุดไฟลนที่หลอดยา ควันค่อยๆ ลอยขึ้นมาหนาขึ้น ๆ จนสุดท้ายหลับกันไปทั้งห้อง รวมถึงปิงผู้พรีเซ้นท์วิธีการรมควันเองด้วยวิธีที่ปิงแนะนำก็คงจะได้ผลจริง ถ้าได้ทดลองทำหากแต่ปิงมียาแค่เพียงหลอดเดียวที่ได้รับตกทอดมาจากบรรพบุรุษ จึงไม่มียาเหลือที่จะไปรมควันใครได้อีกแล้ว วิธีของปิงจึงพับไปในที่สุด

ต่อมาถึงทีของวังที่จะต้องมาพรีเซนต์บ้างเขาเริ่มต้นด้วยเหตุผลเดียวกับปิงว่าบ้านนั้นเป็นบ้านเรือนไทยอยู่กลางสวนจึงต้องใช้วิธีการแบบไทย ๆ  (อีกแล้ว) วังอธิบายพร้อมแสดงวิธีการเข้าปล้นประกอบเพื่อให้เห็นภาพ

“กระผมว่าวิธีที่ดีที่สุดคือการทำตัวเป็นเสือแล้วบุกเข้าปล้นวิธีการทำตัวเป็นเสือก็ง่าย ๆ คือนายท่านและทุกคนต้องไปสักรูปเสือที่แก้ม ไม่ใช่แล้วนั่นมันแก้คางทูม เอาใหม่ครับไปสักเสือเผ่นที่อก แล้วสวมหมวกปีกใส่เสื้อลายสก็อต นุ่งยีนส์ เอาผ้าสามเหลี่ยมมาผูกปิดปาก ปิดจมูก ก่อนเข้าปล้นต้องดูฤกษ์ให้ดาวโจรขึ้น จากนั้นก็ยิงปืนขึ้นฟ้าสามนัด  ตะโกนไอ้เสือเอาวา แล้วเข้าปล้น” เมื่อวังแสดงวิธีการปล้นเสร็จ ปิง ยม น่าน ต่างได้แผลที่แขนไปคนละแผลจากการโดนกระสุนสามนัดของวัง ที่ยิงเอาฤกษ์นั่นเองการพรีเซนท์ของวังจึงไปจบที่โรงพยาบาล เพราะต้องรีบพาพี่น้องของเขาไปทำแผล

 

ซื้อหนังสือที่ www.naiin.com ไม่ว่าเล่มใดก็ตาม

ทุกยอดการสั่งซื้อจะมีส่วนแบ่งกลับมาเพื่อสนับสนุนเว็บไซต์อ่านเอา

ชุมชนแห่งการอ่านของพวกเรา : )

และเมื่อกลับจากโรงพยาบาลก็ถึงคิวของยม เป็นผู้พรีเซนท์ต่อ นายท่านสั่งเก็บอาวุธทั้งหมดแล้วให้ออกมาพรีเซ้นท์ ที่ตรงสระว่ายน้ำข้างบ้านแทน ซึ่งก็เข้าทางของยมพอดี เขาควักแว่นเลย์แบนด์ออกมาจากกระเป๋าเสื้อพร้อมหวีผมแสกกลาง แล้วเริ่มพูดทันทีเราจะใช้กลยุทธ์ตี๋ใหญ่ จากนั้นก็แจกก้านมะละกอให้ทุกคนรวมทั้งนายท่านด้วย แล้วพาทุกคนกระโดดลงไปในสระดำน้ำโดยอมก้านมะละกอช่วยให้ดำน้ำอึด แต่ก้านมะละกอที่เอามานั้นไม่ได้ตัดตรงส่วนใบออกทุกคนรวมทั้งยมเองด้วย จึงหายใจในน้ำไม่ได้สำลักน้ำกันไปในที่สุด แผนตี๋ใหญ่ของยมก็คว่ำไม่เป็นท่าไปอีกหนึ่ง

สุดท้ายแล้วความหวังคงมาตกอยู่ที่น่าน ผู้ที่จะต้องคิดแผนการโจรกรรมมาพรีเซ้นท์ให้เป็นผลสำเร็จให้ได้ น่าน คิดแผนใหม่ ไม่เอาแล้วแผนแบบไทย ๆ  เอาแบบอินเตอร์ดีกว่า ว่าแล้วน่านก็หยิบ โทรศัพท์มือถือขึ้นมา พร้อมโทรหานายท่าน

“สวัสดีครับ ผมพันตำรวจตรีน่านเมือง โทรมาจากสันติบาลนะครับ คือทางเราสืบทราบมาว่าที่บ้านของคุณมีการเก็บของเก่าเอาไว้มากมายหลายรายการซึ่งเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายนะครับ เราจำต้องขออนุญาตยึดของเก่าเหล่านั้นเพื่อนเอามาตรวจสอบก่อนนะครับ” น่านกรอกเสียงลงไปในโทรศัพท์

“ครับ ๆ ได้ครับ เดี๋ยวผมจะจัดการขนออกมาให้ตรวจสอบเลยนะครับ แต่มีบางส่วนที่มันหาที่มาไม่ได้เพราะเอกสารมันหายไปแล้ว ไม่ทราบจะทำอย่างไรดีครับ” นายท่านถามอย่างสมจริง

“ไม่เป็นไรครับ แค่คุณเจ้าพระยาให้ความร่วมมือทางเราก็ถือเป็นเกียรติแล้วครับ เอาอย่างนี้ก็แล้วกันนะครับ เราจะไม่ไปตรวจที่บ้าน เดี๋ยวเรานัดพบกันแล้วคุณนำของเก่าเท่าที่สามารถบอกที่มาได้ออกมาด้วย เดี๋ยวผมจัดการให้เรียบร้อย นะครับ” น่านตอบอย่างแคล่วคล่อง ทำเอานายท่านนึกว่ากำลังคุยกับเจ้าหน้าที่สันติบาลตัวจริงเตรียมสั่งสมุนให้นำของไปให้ตรวจกันเลยทีเดียว

เมื่อเป็นเช่นนี้ทุกคนจึง มีมติเห็นพ้องต้องกันว่าจะใช้กลวิธีของน่าน เพื่อยักย้ายถ่ายเททรัพย์สินจาก เรือนไทยในสวนและคฤหาสน์ริมแม่น้ำเจ้าพระยามาให้ได้ตามความต้องการของนายท่าน

“คนที่จะต้องทำหน้าที่โทรศัพท์ติดต่อกับทั้งสองบ้านนั้นคือ…”

เมื่อนายท่านพูดจบทุกคนรวมทั้งนายท่านด้วยก็เอามือข้างหนึ่งปิดตาแล้วอีกข้างหนึ่งก็ชี้ไปที่น่าน เจ้าของความคิดนั่นเอง ซึ่งตัวเขาเองก็ไม่ได้ขัดข้องอะไร ออกจะภูมิใจด้วยซ้ำที่ทุกคนเห็นความสำคัญของเขาและวิธีนี้แลดูฉลาดกว่าใคร ๆ อีกหน่อยการเรียกไล่ระดับความสำคัญน่าจะเปลี่ยนเป็น น่าน ปิง วัง ยม มันช่างดูเท่และสง่างามเสียนี่กระไร

“ว่าแต่ นายท่านขอรับ บ้านเรือนไทยกับคฤหาสน์ริมแม่น้ำนี่โทรศัพท์เบอร์อะไร มีมือถือไหม ถ้ามี ผมควรโทรเข้ามือถือใครและเบอร์ของเขาเบอร์อะไรขอรับ”

คำถามนี้ทำเอาทุกคนต้องกลับมาคิดหนักกันอีกรอบ เพราะทุกคนรู้ว่าบ้านสองหลังนี้อยู่ที่ไหน แต่ไม่เคยติดต่อทางโทรศัพท์ ทางไลน์ หรือเฟซบุ๊คกับคนในบ้านทั้งสองแห่งนี้เลย

ดังนั้นแผนการที่คิดไว้ว่าจะจบกลับไม่จบโดยง่าย เพราะพบทางตันเช่นเดียวกับทุกแผนที่ผ่านมา นายท่านในฐานะผู้นำ และเชื่อกันว่า มีความฉลาดเฉียบแหลมมากกว่าใคร จึงต้องเป็นผู้คิดแผน อันเป็นกลเม็ดขั้นสุดท้ายและจะต้องประสบผลสำเร็จอย่างแน่นอน เขาเลือกวิธีง่าย ๆ ที่โจรยุคไหนก็ทำกัน คือการจับตัวคนมาเรียกค่าไถ่ ซึ่งทั้งสองคน นั้นจะต้องมีความสำคัญต่อ ผู้คนในบ้านเรือนไทยและคฤหาสน์ริมน้ำเป็นอย่างมาก ขนาดที่คนที่บ้านจะต้องยอมนำของมีค่ามาแลกกับอิสรภาพของทั้งคู่ เมื่อคิดได้ดังนั้นนายท่านก็วางแผนจับคนในบ้านทั้งสองหลัง โดยไม่ระบุว่าเป็นใคร เพราะเชื่อว่า วิธีการอันโหดร้ายทารุณที่เขาจะทำกับเหยื่อนั้นจะทำให้คนในบ้านต้องรีบนำสิ่งของที่ต้องการมาให้เขาทันทีอย่างแน่นอน

นายท่านให้ ปิงกับวัง ไปดักจับตัวคนในบ้านเรือนไทย และยมกับน่านไปดักจับคนในคฤหาสน์ริมน้ำ เมื่อมอบหมายงานเสร็จต่างก็แยกย้ายกันไปทำตามคำสั่งของนายท่าน

ที่หน้าบ้านเรือนไทย ปิงกับวัง ในชุดเจ้าหน้าที่การประปาจะขอเข้าไปตรวจสอบท่อประปาในบ้านเรือนไทย เนื่องจากบ้านมีอายุเป็นร้อยปี คาดว่าท่อประปาคงเก่าและชำรุด ลุงตันก็ให้ขับรถเข้ามาในรั้วบ้าน แม่พรายกระซิบเห็นทีท่าไม่น่าไว้ใจจึงปลอมตัวเป็นน้ำทองลงมาพูดคุยด้วย ทำให้ปิงและวัง ดีใจมากที่เหยื่อชิ้นงามอย่างน้ำทอง เข้ามาติดกับโดยไม่ต้องออกแรง

“สวัสดีจ้ะ มาซ่อมท่อประปาเหรอจ๊ะ” หญิงสาวส่งเสียงทักสองผู้ไม่ประสงค์ดี

“มิได้ครับ พวกผมมาตรวจสอบท่อประปาให้ครับ ทางการประปาเห็นว่าบ้านของคุณเก่ามากแล้วเกรงว่าท่อจ่ายน้ำประปาจะเก่าและเสื่อมสภาพจึงมาขอตรวจสอบก่อนแล้วอาจจะแจ้งขอเข้ามาเดินท่อให้ใหม่ภายหลังครับ”

ปิงตอบอย่างแคล่วคล่อง ส่วนวังนั้น เมื่อเห็นปลอดคนก็เอาถุงผ้าสีดำใบใหญ่ที่เตรียมมาครอบศีรษะ หญิงสาวแล้วรวบตัวพาดบ่าไปขึ้นรถอย่างรวดเร็ว ปิงรีบวิ่งตามมาขับรถออกจากบ้านเรือนไทย ทั้งสองดีใจมากที่ทำงานสำเร็จในเวลาไม่ถึงสิบนาที แต่น่าแปลกที่หญิงสาวที่เขาแบกขึ้นรถมาไม่มีอาการตกใจดิ้นรนเลย หรือหล่อนจะช็อกไปเสียแล้ว

“ปิงข้าว่าเราเปิดถุงผ้าดูดีไหมว่าทำไมคุณน้ำทองถึงนอนนิ่งไม่ดิ้นไม่ร้องเลยสักแอะ” วังถามเพื่อนคู่หู

“ไม่ต้องหรอก ถ้าเปิดตอนนี้แล้วเกิดกระโดดหนีลงจากรถไปได้พวกเราจะซวยหนักมาก ทิ้งไว้ในถุงนี่แหละดีแล้ว เดี๋ยวไปเปิดที่บ้านนายท่านดีกว่า หนียังไงก็ไม่รอด” ปิงตอบพร้อมกับรีบขับรถไปที่เซฟท์เฮ้าส์อย่างรวดเร็ว

ฝ่ายยมและน่านนั้น เห็นประกาศรับช่างตัดแต่งกิ่งไม้ติดไว้หน้าคฤหาสน์ จึงรีบไปหาเครื่องมือพร้อมรถกระบะ เตรียมพร้อมเข้าไปรับจ้างตัดแต่งกิ่งไม้ เมื่อขับรถมาถึง ประตูรั้วก็เปิดกว้างต้อนรับเขาทั้งสองทันที พ่อขุนทองเห็นสองคนนี่ก็จำได้ว่าเคยเข้ามากับกังไส จึงแกล้งปลอมตัวเป็น ดร.ลงยา มาพูดคุยชี้ชวนให้ตัดต้นไม้ ซึ่งกว่าทั้งคู่จะหาโอกาสเหมาะ ๆ ในการเอาถุงผ้าดำครอบหัว ดร.ลงยาได้ ก็เผลอตัดแต่งกิ่งไม้จนสวยงามไปหมดทั้งสวน และเมื่อน่านขนกิ่งไม้ขึ้นท้ายรถเสร็จ ยมก็เอาถุงดำครอบหัวชายหนุ่มเจ้าของบ้านจับขึ้นรถไปทันทีและก็เช่นกัน ไม่มีปฏิกิริยาใด ๆ ตอบโต้มาจากคนในถุงดำทั้งสิ้น ไม่มีการร้องขอความช่วยเหลือหรือดิ้นรน หากแต่ร่างที่อยู่ในถุงนั้นกลับแข็งทื่อราวท่อนไม้ ไม่กระดิก ไม่ไหวติง จนยมหันไปพูดกับน่านผู้เป็นคนขับรถ ด้วยความกลัวว่า ดร.ลงยา ที่เขาจับตัวมาได้นั้นจะหายใจไม่ออกเสียชีวิตไปแล้ว

“เฮ้ยไอ้น่าน ด็อกเตอร์นี่มันไม่กระดิกตัวเลยว่ะ เอาถุงครอบแล้วก็ตัวแข็งทื่อซะอย่างนั้น ไม่ใช่ขาดใจตายไปแล้วเหรอ เราเปิดให้มันหายใจหน่อยไหม?”

“ไม่ต้องเลย นี่มันถุงผ้านะ ยังไงก็หายใจออกอยู่แล้วล่ะ ไปเปิดหัวทีเดียวที่เซฟท์เฮ้าส์ให้นายท่านดีใจดีกว่า ไม่รู้ป่านนี้ปิงกับวังมันจับตัวคนบ้านเรือนไทยมาได้หรือเปล่า” พูดจบน่านก็เร่งเครื่องรีบบึ่งกลับไปเอาความดีความชอบกับนายท่าน

ปิง วัง ยม น่าน เข้ามาถึงเซฟท์เฮ้าส์พร้อมๆ กัน โดยวังแบกถุงผ้าใส่ร่างของน้ำทองมาวางไว้ที่โซฟา พร้อม ๆ กับ น่านแบกถุงผ้าใส่ร่าง ดร.ลงยามาวางคู่กัน แล้วทั้งหมดก็เปิดปากถุงภาพที่ปรากฏคือ น้ำทอง และดร.ลงยา นั่นหลับตาอยู่ต่อหน้า นายท่านและสมุน

“ดีมาก ปิง วัง ยม น่าน นี่สิสมุนคู่ใจของฉัน ฉลาด สมาร์ท เท่ เก่งที่สุด เอาตัวคนสำคัญมาได้ทั้งคู่ แล้วไปวางยาอะไรเขาล่ะ ถึงได้หลับกันมาอย่างนี้” นายท่านชื่นชมพร้อมป้อนคำถาม หากแต่เหล่าสมุนยังไม่ทันได้ตอบ จู่ๆ ทั้งน้ำทองและลงยาก็ลืมตาโพลงขึ้นมาพร้อมๆ  กันราวกับนัด จากนั้นก็หันมายิ้มให้กับทุกคนที่อยู่ในห้องโดยทั่วถึง

“สวัสดีคุณน้ำทอง ด็อกเตอร์ลงยา ผมต้องขออภัยที่เชิญตัวคุณทั้งสองมาด้วยวิธีการที่ไม่ค่อยจะโสภานัก แต่ผมคิดว่านี่เป็นวิธีเดียวที่ดีที่สุดเท่าที่จะคิดทำได้ในเวลานี้ แต่เอาเถอะนะผมจะแก้ตัวด้วยการอำนวยความสะดวกคุณทั้งสองอย่างเต็มที่ในฐานะอาคันตุกะของผม ทั้งที่พักและอาหาร กิจกรรมต่าง ๆ เพียบ เพียงแค่คุณบอกให้คนที่บ้านส่งของเหล่านี้มาให้ผมเท่านั้นเอง คุณสองคนก็จะได้กลับบ้านแล้ว” นายท่านกล่าวต้อนรับแขกทั้งสองของเขาพร้อมยื่นกระดาษให้คนละหนึ่งแผ่น แขกทั้งสองที่ถูกจับตัวมาร้องขึ้นพร้อมกันว่า

“อ๋อ อย่างนี้นี่เอง” พร้อมรับกระดาษจากมือนายท่านมาอ่าน แล้วแม่พรายกระซิบในร่างน้ำทองก็เปิดประเด็นก่อน

“ถ้าที่บ้านเขาไม่ส่งของมาให้คุณล่ะ คุณจะทำอย่างไร”

“นั่นสิ ถ้าที่บ้านเขาบอกว่าไม่ส่งไม่ให้จะแจ้งตำรวจ คุณจะทำอย่างไร” พ่อขุนทองในร่างของลงยาถามบ้าง

“เป็นคำถามที่ดีมากเลยครับ คุณน้ำทอง คุณด็อกเตอร์ ถ้าทางบ้านของคุณไม่ให้คำตอบที่น่าพึงพอใจกับเราหรือเล่นตุกติก  เราก็จะเริ่มส่งชิ้นส่วนของพวกคุณไปชิงรางวัล เอ้อ…ไปให้พวกเขา เริ่มจากส่วนไหนก่อนดีนะ ส่วนใหญ่ในหนังจะตัดนิ้ว ตัดใบหูใช่ไหม เอางั้นก็ได้ นิ้วทีละนิ้ว” พูดจบนายท่านก็หัวเราะอย่างบ้าคลั่ง เหล่าสมุนก็หัวเราะไปด้วยกัน  เมื่อเห็นอาการหัวเราะเช่นนั้น แม่พรายกระซิบกับพ่อขุนทองก็เลยหัวเราะประสานเสียงกับนายท่านและสมุนอย่างรื่นเริง เมื่อทั้งหมดหันมาเห็นว่าน้ำทองและลงยา พลอยหัวเราะไปกับเขาด้วยก็งง และหยุดหัวเราะ

“คุณหัวเราะกันทำไม ผมจะตัดนิ้ว ตัดหูพวกคุณนะ” นายท่านสั่ง

“เอาเป็นว่าอย่ารู้เลยคุณเจ้าพระยา คุณติดต่อกลับไปที่บ้านพวกเรา  ผมก็อยากกลับบ้านเต็มที่แล้วเหมือนกัน” ดร.ลงยา บอกกับนายท่าน

นายท่านจึงสั่งให้สมุนร่างสคริปท์ คำพูดที่จะใช้โทรศัพท์ไปเรียกค่าไถ่ กับบ้านของ ดร.ลงยาและน้ำทอง โดยน่านรับอาสา เป็นผู้จัดการเรื่องนี้เอง

“สวัสดีครับ ผมโทรมาแจ้งให้ทราบว่า ขณะนี้คุณน้ำทองได้อยู่ในความดูแลของพวกเรา ถ้าไม่อยากให้เธอได้รับอันตราย เช่น นิ้วด้วน ใบหูหาย หรือจมูกแหว่ง ช่วยส่งทรัพย์สินตามรายการดังต่อไปนี้มาแลกเอาตัวเธอคืนไป อย่าช้า”

“สวัสดีครับ ผมโทรมาแจ้งให้ทราบว่า ขณะนี้ด็อกเตอร์ลงยา ได้อยู่ในความดูแลของพวกเรา ถ้าไม่อยากให้เขาได้รับอันตราย เช่น นิ้วด้วน ใบหูหาย หรือจมูกแหว่ง ช่วยส่งทรัพย์สินตามรายการดังต่อไปนี้มาแลกเอาตัวเขาคืนไป อย่าช้า”

“โอเค ไหมครับนายท่าน” น่านบอกนายของเขา

“ดีมากน่าน ตกลงตามนี้ จัดการเลยนะ ว่าแต่เบอร์โทรศัพท์ของทั้งสองบ้านนี่มันเบอร์อะไรกันนะ”

“นี่ครับนายท่าน ผม เซิร์ชหามาเรียบร้อยแล้วครับ” วังส่งกระดาษเบอร์โทรศัพท์ให้เจ้านาย ด้วยอาการพินอบพิเทาสุดฤทธิ์

นายท่านจึงจัดการโทรศัพท์ไปยังบ้านของน้ำทองก่อน แล้วพูดตามที่น่านเขียนมาให้

“สวัสดีครับ ที่นี่เรือนคุณน้ำทองครับ” ลุงตันรับโทรศัพท์

“สวัสดีครับ ผมโทรมาแจ้งให้ทราบว่า ขณะนี้คุณน้ำทองได้อยู่ในความดูแลของพวกเรา ถ้าไม่อยากให้เธอได้รับอันตราย เช่น นิ้วด้วน ใบหูหาย หรือจมูกแหว่ง ช่วยส่งทรัพย์สินตามรายการดังต่อไปนี้มาแลกเอาตัวเธอคืนไป อย่าช้า”

“อะไรนะครับ คุณน้ำทองเหรอครับ อยู่ที่ไหนครับ ล้อเล่นหรือเปล่าครับ”

“ผมไม่ได้ล้อเล่น คุณน้ำทองอยู่นี่กับผม ไม่ใช่แอดไลน์มาจะให้ดูหน้าคุณน้ำทอง ไอดี ไลน์ของผม Naitaan แอดมาไวไว” นายท่านเริ่มมีอารมณ์เพราะฟังจากน้ำเสียงแล้วคนทางบ้านของหญิงสาวที่เขาลักพาตัวมาไม่ได้รู้สึกหวั่นไหว หรือตกใจเลย

ลุงตันงงมาก ที่จู่  ๆ ก็มีคนโทรมาบอกว่า จับตัวน้ำทองเอาไว้ จึงถือโทรศัพท์ไปที่หอพระ แล้วเล่าเรื่องให้น้ำทอง ลงยา และแม่จันทร์ฟัง หญิงสาวเจ้าของบ้านจึงสั่งให้แม่เอื้องคำไปเอาไอแพดมาแอดไลน์คุยกับผู้ที่อ้างว่าจับตัวเธอไปเรียนค่าไถ่ และเมื่อแอดไลน์ไป ทางนู้นก็ส่งภาพมา เป็นน้ำทองนั่งอยู่ในห้องแห่งหนึ่ง หากแต่เงาแฝงของร่างนั้นกลายเป็นแม่พรายกระซิบ และข้าง ๆ กันมีดร.ลงยานั่งอยู่เช่นกัน และมีเงาแฝงเป็นพ่อหัวจุกขุนทอง  ทั้งหมดจึงพอจะเดาออกว่าเกิดอะไรขึ้น จึงตอบไลน์ไปว่าตกลงจะเอาของไปมอบให้เพื่อแลกกับอิสรภาพของน้ำทอง

“ถ้าภายในห้าโมงเย็นวันนี้ยังไม่เอาของมาล่ะก็เตรียมดูการเชือดสดได้เลยขอบอก” นายท่านสำทับกับลุงตัน

ดร.ลงยา จึงให้ลุงตันโทรไปบอกมารดาเขาให้รู้ตัว เพราะว่าถ้าคาดไม่ผิด เมื่อวางสายจากที่นี่แล้ว เดี๋ยวคงจะโทรไปที่คฤหาสน์ริมน้ำต่อเป็นแน่ ลุงตันรับปากแล้วกดโทรศัพท์หาคุณรักร้อยทันที

“สวัสดีจ้ะ ลุงตันมีอะไรหรือเปล่าจ๊ะ”

“สวัสดีขอรับคุณท่าน พอดีทางนี้มีคนโทรศัพท์มาบอกว่า ได้จับตัวคุณหนูน้ำทองไว้เป็นตัวประกัน และส่งภาพมาให้ดู เห็นว่ามี ด็อกเตอร์ลงยา นั่งอยู่ข้าง ๆ ด้วย สองคนนั่นคือ แม่พรายกระซิบ กับพ่อขุนทอง ไม่รู้ไปเล่นซนอะไร เลยโดนเขาจับไปขอรับ กระผมเลยโทรมาแจ้งคุณท่านให้เออ ออ ตามเขาไปก่อนถ้าเขาโทรมา ประเดี๋ยวคงจะโทรหาคุณท่านล่ะขอรับ”

“ได้จ้ะ ขอบใจมากนะลุงตัน”

คุณรักร้อยวางสาย และอีกไม่นานเธอก็ได้รับโทรศัพท์จากกลุ่มเรียกค่าไถ่ พร้อมขอแอดไลน์มาดังที่ทางลุงตันโทรมาบอกจริง ๆเธอจึงตกปากรับคำว่าจะนำเครื่องเพชรไปแลกเอาตัวบุตรชายกลับมา ดังที่ได้นัดกันเอาไว้ จากนั้นเธอและพ่ออินจึงรีบขับรถมาที่บ้านเรือนไทย เพื่อมาร่วมลุ้นว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับพวกเรียกค่าไถ่ เรือนไทยโบราณวันนี้คึกคักราวกับมีมหรสพน้ำทองสั่งให้ลุงตันเอาผ้ามาขึงทำจอภาพแล้วให้ไปเอาโพรเจคเตอร์มาต่อกับไอแพด รอชมการถ่ายทอดสดที่ทางพวกเรียกค่าไถ่จะส่งภาพมาตอนห้าโมงเย็นตามที่นัดเอาไว้เหล่าวิญญาณในบ้านก็ออกมาชมกันอย่างพร้อมเพรียง

และเมื่อถึงเวลาสัญญาณเรียกเข้าก็เข้ามาในไลน์ของคุณรักร้อยและน้ำทองเรียกว่าถ่ายทอดสดพร้อมกันเลยทีเดียว ภาพที่หน้าจอปรากฏเป็นชายชุดดำห้าคนใส่ไอ้โม่งบังหน้ามิดชิด กำลังจัดการกับตัวประกัน ทั้งสองคน

“สวัสดีญาติของคุณน้ำทองและด็อกเตอร์ลงยา ภาพที่คุณจะได้เห็นต่อไปนี้ออกจะเป็นภาพที่สะเทือนขวัญสักเล็กน้อย และจะสะเทือนขวัญไปอีกเรื่อย ๆ ถ้าท่านไม่ส่งของที่เราต้องการมาให้ วันนี้เราจะเชือดนิ้วโชว์ก่อน เอ… เอานิ้วไหนดี เอานิ้วนางก่อนดีก่อนดีกว่านิ้วนางข้างซ้าย ว่ากันว่าเป็นนิ้วที่เชื่อมกับหัวใจ ตัดก่อนดีกว่านะ เอ้าซูมภาพเข้ามา…. เฮ้ย อะไรกัน แกสองคนทำอะไรกัน”

เสียงร้องของเจ้าโม่งดำที่กำลังบรรยายอยู่หน้าจอนั้นแสดงถึงความตกใจสุดขีด เพราะภาพที่เห็นคือ ทั้งสองคนกำลังกัดนิ้วนางข้างซ้ายของตัวเองจนขาดแล้วส่งให้นายท่าน ทั้งที่เลือดยังกลบปากกันอยู่ทั้งคู่ นิ้วนางที่ส่งให้นั้นก็กระดิกได้ด้วย ไม่ต้องพูดถึงสมุนทั้งสี่ เพราะทั้งหมดเป็นลมล้มพับไปกันอย่างพร้อมเพรียง จากนั้นตัวประกันทั้งสองก็โชว์ดึงแขนออกทีละข้าง ไปจนกระทั่งการหมุนหัวโชว์ นายท่านถึงกับสลบไป โชว์จบลงด้วย พ่อขุนทองและแม่พรายกระซิบก้าวออกจากจอผ้ามายืนหัวเราะอยู่ตรงหน้าทุกคน ณ บ้านเรือนไทย

Don`t copy text!