นิลนาคินทร์ บทที่ 17 : รอยแยกที่เปิดออก

นิลนาคินทร์ บทที่ 17 : รอยแยกที่เปิดออก

โดย : อลินา

นิลนาคินทร์ หนึ่งในนิยายชุด นวหิมพานต์ นิยายออนไลน์ แนวแฟนตาซีเหนือจริง ภายใต้นามปากกา อลินา เรื่องราวสุดจินตนาการที่ อ่านเอา อยากให้ทุกคนได้ อ่านออนไลน์

………………………………………….​​

-17 –

 

รอยแยกของกำแพงมนตร์ระหว่างหิมพานต์และนวหิมพานต์เป็นสิ่งที่แปลกและเคลื่อนไหวราวกับมันมีชีวิต รอยแยกไม่ปรากฏชัดเหมือนกำแพงมนตร์ที่แข็งแกร่งและยากจะผ่านเข้าออกได้ พวกมันเป็นเหมือนรูเล็กๆ ที่เคลื่อนที่ไปมา โผล่ตรงจุดนั้นทีตรงจุดนี้ที การโผล่แต่ละครั้งไม่มีระยะเวลาแน่ชัด  แต่ส่วนใหญ่มักเปิดออกเป็นระยะเวลาสั้นๆ แล้วก็ปิดลง ไม่กี่วันหลังจากนั้นมันก็เปิดออกอีกครั้งแล้วปิดลง ช่วงเวลาเปิดปิดตรงจุดเดิมอาจจะกินเวลาไม่กี่เดือนหรือเป็นปี ก่อนรอยแยกจะเคลื่อนไปยังที่อื่น

รอยแยกมักจะวนกลับมาเปิดในจุดเดิมบ่อยๆ แต่กำหนดไม่ได้ว่าจะเปิดเมื่อไหร่ มันอาจจะหายไปเป็นสิบปี ยี่สิบปีหรือร้อยปีแล้วถึงจะกลับมาเปิดอีก  

เมื่อแรกที่พวกเทพและอสูรจับมือกันร่วมกันสร้างกำแพงมนตร์เพื่อกั้นมหาอัคคีจากหิมพานต์นั้น กำแพงแน่นหนาเปี่ยมพลังไม่มีจุดบกพร่องแม้แต่น้อย ทว่าเมื่อเวลาผ่านไปหลายร้อยปี กำแพงก็เกิดช่อง ‘ประตู’ ที่เรียกว่ารอยแยกขึ้นมา รอยแยกเริ่มเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ จากหนึ่งจุดเป็นสองจุด สามจุด…ตอนนี้สภาเทพอสูรเองก็จนปัญญาไม่รู้ว่ากำแพงมนตร์นั้นมีรอยแยกกี่จุด และแต่ละจุดจะปรากฏตัวขึ้นที่ไหนเมื่อไหร่กันแน่

และที่น่าแปลกคือแต่ละจุดที่รอยแยกเปิดออกนั้นมักจะเป็นจุดที่ลึกลับ หรือไม่ก็ถูกปกปิดไว้ดีจนยากที่บรรดาผู้อาวุโสทั้งเทพและอสูรจะรับรู้หรือยื่นมือเข้าไปข้องเกี่ยว  

แต่ถึงรอยแยกนั้นจะแปลกและเคลื่อนที่ตลอดเวลา ทว่าถ้าเปิดขึ้นครั้งหนึ่งในจุดหนึ่งในช่วงเวลาหนึ่ง การเปิดปิดของมันจะเป็นแบบแผนที่สามารถคำนวณเวลาหนึ่งวันที่มันจะเปิดออกได้ และผู้ที่คำนวณได้นั้นมักเป็นเผ่าพันธุ์ที่เกี่ยวข้องกับสัตว์ที่มีสัญชาตญาณในการตื่นรู้ดีเยี่ยมอย่างพวกนก งู

กินรานรากรพ่อบ้านใหญ่แห่งปราสาทหิมพานต์เป็นผู้คงแก่เรียน สามารถคำนวณการเปิดของรอยแยกได้  

กินราผู้เฒ่ารายหนึ่งในอุดรพนาคำนวณได้เช่นกัน พวกกินนรจึงสามารถส่งกองกำลังไปเฝ้าที่รอยแยกได้ทุกครั้งที่มันเปิดออก

นาคพิษณุของอรุษเป็นผู้คงแก่เรียนเหมือนนรากร ดังนั้นจึงสามารถคำนวณช่วงเวลาเปิดของรอยแยกได้ ซึ่งนั่นก็คืออีกสองวันนับตั้งแต่กลุ่มของพิทยาธรเดินทางมาถึง  

เมื่อรู้กำหนดเวลาค่อนข้างแน่นอน พิทยาธรก็สั่งให้บรรดาอสูรรักษาเมืองและเนติเทพที่ศิวนฤบดีส่งมาช่วยเหลือวางกำลังไว้รอบบึงมรกต แต่เนื่องจากบึงค่อนข้างกว้างใหญ่ กำลังพลมากขนาดไหนก็ยากจะจับตามองได้ทุกจุด จึงลงกำลังไว้มากเฉพาะในจุดที่น่าจะง่ายในการหลบหนีลงบึง พร้อมกับสั่งให้ตรวจตามที่พักและซอกหลืบถ้ำอย่างละเอียด

เรียกได้ว่ายกเว้นเพียงเรือนพักของพวกอสูรกับที่ทำการของอสูรรักษาเมืองแล้ว สถานที่อื่นล้วนถูกตรวจตราหาคนแปลกหน้าอย่างเข้มงวดที่สุด

ระหว่างพวกอสูรวุ่นวายกับการค้นหา พวกนาคนวหิมพานต์ก็ร่ายมนตร์ลากแพที่สร้างเป็นห้องพักงดงามหรูมารอยังจุดที่รอยแยกเคยเปิดออกเพื่อเฝ้ารอดักนาคฆาตกร และแม้จะอยู่บนแพลอยน้ำแต่ที่พักอาศัยนั้นไม่ต่างอะไรจากเรือนหลังย่อม มีห้องหับมากมาย เครื่องอำนวยความสะดวกแม้จะน้อยชิ้นแต่ก็ให้ความสะดวกสบายแก่ผู้พักอาศัยได้อย่างดีเยี่ยม

พิทยาธรมองแพมนตร์ของพวกนาคตาค้าง ร้องว่า

“เฮ้ย…มาได้ยังไงเนี่ย”

“สั่งต่อไว้นานแล้ว คิดอยู่ว่าต้องใช้” อรุษเอ่ยอย่างพึงพอใจ

“แต่นี่มันบึงสาธารณะ จะเอาตึกมาลอยเล่นไม่ได้” อสูรหมายเลขสองโวยวาย

นาคหนุ่มไม่โต้แย้ง แค่หยิบเอกสารมาแสดง ใบอนุญาตจอดแพในบึงมรกต ตัวเลขค่าธรรมเนียมที่จ่ายให้เขตพายัพมณฑลนั้นสูงจนพิทยาธรตาแทบถลนออกมา…นี่…นี่มันมากกว่าเงินเดือนทั้งปีของเขาเสียอีก พิทยาธรหันไปมองหัวหน้าอสูรรักษาเมืองตาถลึง ฝ่ายนั้นกระแอมกระไอก่อนชี้แจงตามตรงตามวิสัยอสูรว่า

“หลายปีมานี่นักท่องเที่ยวลดลงมากครับ ภาษีก็เก็บได้ลดลง แต่ค่าใช้จ่ายของเมืองไม่ได้ลดเลย  ทางคณะกรรมการดูแลท้องถิ่นพายัพมณฑลประชุมกันแล้วเห็นสมควรให้จอดแพได้ แล้วแพนี่ก็เคลื่อนที่โดยมนตร์ ระบบในแพก็ถูกต้องตามมาตรฐานไม่มีการทิ้งของเสียลงน้ำ อีกอย่างบริษัทเกาะเมืองใต้เข้ามาช่วยพัฒนาพายัพมณฑลหลายด้าน…”

“พอแล้ว ไม่อยากฟังแล้ว” พิทยาธรตาคว่ำ

“ผมแค่อยากจะตอบแทนให้พายัพมณฑลบ้าง อย่างน้อยผมก็เคยใช้ชีวิตอยู่ที่นี่หลายปี เจอหฤษรเทวีก็ที่นี่ ถือเป็นความประทับใจดีๆ ที่ไม่มีวันลืม” อรุษเอ่ยอย่างนุ่มนวล

ผู้ที่ถูกเอ่ยถึงไม่ว่าอะไร แค่ยิ้มนิดๆ แต่พี่ชายมือไม้กระตุก หน็อย…ทำหวานใส่น้องสาวต่อหน้าพี่ชาย…ไอ้…ไอ้นาคอวดรวย!

อรุษเชื้อเชิญคนอื่นๆ เข้าไปเยี่ยมชมและพักผ่อนในบ้านพักเรือนแพของเขา แต่เหมือนกับคฤหาสน์สัตตบงกชที่เขาไม่ได้เสนอให้คู่แฝดกับผู้ติดตามมาร่วมพักด้วย

อุรเคนทร์ก็ไม่เอ่ยอะไร เขาแค่มองความมั่งคั่งรอบตัวแล้วแสดงความชื่นชมว่า

“เจ้าทำได้ดีทีเดียว”

“ถ้าไม่ดีก็ยากจะอยู่รอดได้” เจ้าของแพตอบอย่างยิ้มแย้มแต่ดวงตาคู่งามไม่ปรากฏรอยยิ้มแม้แต่น้อย “เด็กถูกทิ้งก็ต้องดิ้นรนกันไป”

คู่แฝดฟังแล้วนิ่วหน้า ขยับเหมือนอยากจะแย้ง แต่เห็นสีหน้าท่าทาง ‘ยิ้มๆ’ ทว่าดวงตาแสดงออกอย่างดื้อดึงของอีกฝ่ายแล้วจำต้องนิ่ง ผู้อื่นอาจจะไม่เข้าใจ ทว่าแฝดนั้นเกิดมาร่วมเปลือกไข่ฟองเดียวกัน มีหรือจะไม่รู้ว่าท่าทีอย่างนี้ถ้าไม่มีหลักฐานยืนยันต่อให้ใครพูดจนตายก็ไม่ฟัง!

อุรเคนทร์จึงได้แต่ถอนใจ ฝากความหวังไว้ว่าเมื่อกลับไปยังวังบาดาล ท่านแม่คงทำให้น้องชายคู่แฝดของเขาเชื่อได้

ในวันที่พิษณุทำนายว่ารอยแยกของกำแพงมนตร์จะเปิดออกนั้น อสูร นรสิงห์และนาคมาเฝ้ารอบริเวณจุดที่เป็นรอยแยกตั้งแต่ช่วงเวลาแรกๆ

ตามปกติรอยแยกแต่ละรอยนั้นเปิดขึ้นประมาณ 15 – 24 ชั่วโมง ก่อนจะเปิดแล้วปิดลงใหม่ภายในเวลา 7 – 15 วัน พิทยาธรและอรุษเห็นตรงกันโดยไม่ได้พูดคุยเรื่องนี้กันแม้แต่คำเดียวว่า ถ้าจะหนีกลับหิมพานต์…นาคฆาตกรต้องกลับให้ได้ในคราวนี้ เพราะการรั้งอยู่ต่อในนวหิมพานต์ท่ามกลางการตรวจค้นอย่างเข้มข้นทั้งของพวกอสูรและพวกนาคเป็นเรื่องที่เสี่ยงเกินไป…

ดังนั้นเป็นตายร้ายดีวันนี้ฆาตกรก็ต้องหาทางกลับหิมพานต์แน่

เมื่อถึงเวลา พิษณุก็ประกาศเรียบๆ ว่า

“รอยแยกเปิดแล้ว”

อสูรหมายเลขสองก้มมองน้ำสีเขียวมรกตสมชื่อแล้วสงสัย

“ไม่เห็นมีอะไรเลย”

เขาจำได้ว่าตอนรอยแยกในอุทยานเทวินทร์เปิด โภคินวินิจฉัยใช้กระจกเป็นสื่อสะท้อนรอยแยกไปที่กำแพง ยามนั้นเขาเห็นแสงเรืองรองสีเงินของแสงจันทร์เป็นประกายระยิบระยับจับตา อำนาจแห่งแสงนั้นทั้งน่าทึ่งและน่าครั่นคร้ามในเวลาเดียวกัน แต่นี่…ผิวน้ำมีเพียงรอยสะท้อนจากแสงแดดเป็นประกายระยิบระยับเท่านั้น

“ด้านล่าง” นาคมากกว่าหนึ่งตนตอบเขาอย่างพร้อมเพรียง

“สะดือบึง รอยแยกอยู่ก้นบึง ลึกจนแสงของมนตร์ที่แข็งแกร่งยังทะลุผิวน้ำขึ้นมาไม่ได้ มีแค่รอยประกายฉาบผิวเล็กๆ เท่านั้น” อรุษอธิบาย

พิทยาธรกำลังจะเอ่ยขอบใจกับความรู้นั้น แต่เห็นเสียก่อนว่าผู้ที่นาคหนุ่มกำลังบอกกล่าวอย่างตั้งใจคือน้องสาวของเขา ท่าทางเหมือนจะประคองชี้ชวนชมนั้นทำเอาหนังตาพี่ชายกระตุก  

หน็อย…หน็อย…ทำมาเสียงอ่อนเสียงหวาน ไอ้นาค…ไอ้นาคหัวหงอน!

อสูรหมายเลขสองดึงตัวน้องสาวมาหลบด้านหลังของเขาพร้อมเตือนเสียงดังว่า

“อย่าไปยืนริมแพนัก เดี๋ยวตกน้ำป๋อมแป๋มไปจะว่าไง”

“พี่พิทยาธร ษรว่ายน้ำเป็นนะคะ”

“น้ำลึกไว้ใจไม่ได้” อสูรหนุ่มยืนยัน

หฤษรเทวีได้แต่กลอกตา แต่หล่อนเห็นแล้วว่ามองอย่างไรก็ไม่เห็นสะดือบึงจริงๆ จึงยอมกลับเข้าไปในเรือนพัก ปล่อยให้พวกผู้ชายเฝ้ารอและถกเถียงถึงความเป็นไปได้ที่ฆาตกรจะปรากฏตัวในจุดใดของบึงมรกต

ยิ่งเวลาผ่านบรรดาผู้เฝ้ารอก็ยิ่งกระสับกระส่าย กระทั่งจันทร์ดวงแหว่งวิ่นปรากฏเหนือท้องฟ้านาคฆาตกรก็ยังไม่ปรากฏตัว

“ไอ้หมอนี่จะเอายังไงของมัน ทำไมไม่รู้จักรีบๆ โผล่ให้เราจับ คันไม้คันมืออยากขอดเกล็ดนาคเต็มทนแล้ว” พิทยาธรบ่น เขารอจนเบื่อแทบตายแล้ว การนั่งจ้องทิวทัศน์และน้ำเขียวๆ ตลอดทั้งวันไม่ใช่สิ่งที่หนุ่มจากเมืองหลวงอย่างเขาโปรดปรานเลย  

“นาคไม่ใช่เผ่าพันธุ์ที่ใช้แต่กำลัง เราใช้สมอง” อรุษที่ทำตัวตามสบายตลอดวันเอ่ยยิ้มๆ

เอ๋…พูดอย่างนี้นี่มัน…

พิทยาธรเท้าเอว แต่ยังไม่ทันได้อาละวาดอะไรก็มีเสียงเอะอะดังมาจากทางฝั่งตะวันออกของบึงที่เคยเป็นที่ตั้งของเรือนพักรับรอง แสงไฟจากไฟฉายและคบไฟส่องวับแวม มีบางคนตะโกนโหวกเหวกเกี่ยวกับฟืนไฟ ด้วยเหตุที่อยู่ไม่ไกลนักทำให้เห็นความวุ่นวายสับสนจากจุดเกิดเหตุได้อย่างชัดเจน

“เกิดอะไรขึ้นคะ” หฤษรเทวีที่พักอย่างสบายในตัวเรือน นั่งอ่านหนังสือ ถกเรื่องความรู้ด้านความเจ็บป่วยและสภาพร่างกายระหว่างมนุษย์กับนาคกับนายแพทย์ต่อพงศ์ และตรวจสอบอาการคนไข้ผ่านเครื่องช่วยอัจฉริยะลุกออกมาดูตามเสียงโหวกเหวก  

นรสิงห์ขนทองที่รับหน้าที่ดูแลอสุรีเทวีเดินตุบตับออกมาด้วย เขาเป็นนรสิงห์และชอบอยู่ในที่แห้งๆ มากกว่าอยู่ใกล้น้ำ ยิ่งน้ำเย็นเฉียบเพราะด้านลึกจนสุดหยั่งแบบบึงมรกตเขายิ่งไม่ชอบ ดังนั้นจึงยอมอยู่ในเรือนกินดื่มแล้วก็นอนกลางวันแบบที่นรสิงห์ควรจะทำอย่างสบายๆ ไม่ต้องออกมายืนเฝ้าเหตุการณ์หน้าดำคร่ำเครียดเหมือนคนอื่นๆ

“น่าจะเกิดเหตุไฟไหม้ที่เรือนพักรับรอง” อรุษตอบ

บรรดานาคจากหิมพานต์พากันตกใจ ศิราพันธ์บอกกับอุรเคนทร์เป็นภาษาหิมพานต์ว่า

“ให้ข้าไปดูดีไหมขอรับ ร่างนาคีจากจุดนี้ว่ายน้ำตัดไปแค่ลัดนิ้วมือเดียวก็ถึง”

“ไม่จำเป็น” อุรเคนทร์ตอบ ท่าทางระมัดระวังตัวจนถึงที่สุด

“นี่คือกับดัก หรือไม่ก็แผนล่อความสนใจ” อรุษเสริม ก่อนสรุปว่า “อีกสักครู่เราจะเห็นตัวฆาตกรแล้ว”

ยังไม่ทันสิ้นคำเขาดี น้ำในบึงห่างจากคนทั้งหมดก็มีฟองน้ำผุดพรายราวถูกต้มเดือดจากเบื้องล่าง  ผู้ที่ส่องไฟฉายยามราตรีรีบส่องไฟไปพร้อมเพรียง นาคนวหิมพานต์หลายตนที่ลอยคอรออยู่ในน้ำเตรียมพุ่งไปยังจุดเกิดเหตุแต่นาคหนุ่มรีบส่งสัญญาณห้าม

“ระวัง อย่าผลีผลาม”

ด้านหลังหฤษรเทวีมองเหตุการณ์อย่างระมัดระวัง เฝ้ามองอสูร นรสิงห์และนาคทั้งหมดที่จ้องไปยังจุดที่เกิดพรายน้ำอย่างเตรียมพร้อม แล้วจู่ๆ ก็มีเสียงเอ่ยเรียกอย่างแผ่วเบาจนอสุรีแทบสะดุ้ง

“นายหญิงคะ”

หมอสาวหันไปมอง พอเห็นก็ทักว่า

“นาลินหรือ มาตั้งแต่เมื่อไหร่…”

หฤษรเป็นผู้ช่างสังเกต อาจจะเพราะทั้งจากนิสัยส่วนตัวและอาชีพที่ต้องคอยดูอาการของผู้คน  ดังนั้นเพียงแวบแรกหล่อนก็เห็นถึงดวงตาที่เลื่อนลอยอย่างประหลาดของนาคสาว ประกอบกับที่หมอสาวรู้ว่าอีกฝ่ายไม่มีหน้าที่อะไรที่นี่ ดังนั้นจึงทักพร้อมกับถอยหลังก้าวหนึ่ง

ทว่าช้าไปแล้ว นาคสาวไม่พูดไม่จาไม่ตอบโต้อะไร ทำเพียงโผเข้าหาหล่อนทั้งตัว วินาทีที่พุ่งเข้าหาก็จำแลงร่างกลายเป็นนาคีตัวใหญ่รัดร่างอสุรีไว้แล้วพุ่งลงไปยังแผ่นน้ำเบื้องล่าง

ตูม!

“คุณษร!” ภวัคค์ที่อยู่ใกล้ตัวหล่อนสุดและจับตานาลินตลอดตะโกนพร้อมพุ่งตัวตาม

ตูม!

สายตาทุกคู่ละจากพรายฟองที่อยู่ห่างไปมายังสถานการณ์ใกล้ตัวแทน หลายคนได้แต่ตะลึงเมื่อเห็นนรสิงห์ขนทองกำลังสู้กับนาคที่กำลังรัดร่างหฤษรอยู่ เนื่องจากในน้ำเกล็ดของนาคีนั้นแกร่งราวศิลา  นรสิงห์เองก็ใช้กรงเล็บเท้าฉีกทึ้งไม่สะดวกเพราะความลื่นไหลของเกล็ดและแรงพยุงน้ำหนักของน้ำ อีกทั้งเกรงว่าเทวีสาวจะถูกลูกหลงไปด้วย ภวัคค์จึงทำได้เพียงใช้กำลังเหนือมนุษย์ปล้ำทึ้งพยายามดึงงูใหญ่ออกจากตัวหฤษร

“ระวัง…นาลิน…มนตร์สะกด” หฤษรที่พยายามดิ้นรนให้ตัวเองอยู่พ้นผิวน้ำร้องเตือน  

อรุษมองเพียงแวบเดียวก็กระโจนลงสู่แผ่นน้ำที่เย็นเฉียบ พิทยาธรรีบร้องสั่ง

“ไฟ ส่องไฟมาทางนี้ เร็วๆ เข้าเดี๋ยวนี้!”

ผู้อื่นนั้นมัวแต่จับจ้องไปยังนาลิน หฤษรและภวัคค์ที่กำลังพันพัวกันอย่างวุ่นวายจนไม่ทันมองยามนาคหนุ่มเปลี่ยนร่าง จะมีก็เพียงสินธุที่บังเอิญมองนาคินทร์ของนาคนวหิมพานต์อยู่ และความบังเอิญนั้นทำให้เขานิ่งอึ้งไปอย่างคาดไม่ถึง

แม้เพียงเศษเสี้ยววินาที…จากชายร่างสูงใหญ่กลายเป็นนาคเกล็ดขาวพร่างพรายราวประกายเพชร นาคหิมพานต์ที่สูงวัยกว่านาคทุกตนในที่นี้เห็นประกายรังสีที่แกร่งกล้าจากตัวอรุษ รัศมีที่ในชีวิตเกือบร้อยยี่สิบปีที่ผ่านมานี้เขามีโอกาสได้เห็นเพียงไม่กี่ครั้ง

รัศมีแห่งสัตถะมุขะ!

มิน่าเล่าพญาอัคนีถึงมีบัญชา!

หากเขาตะลึงได้เพียงไม่กี่วินาที สถานการณ์ในน้ำก็พลิกผัน ขณะที่นรสิงห์ใช้เวลานานในการพยายามให้นาลินคลายวงรัดจากหฤษรแต่ไม่สำเร็จ นาลินเกือบจะดึงทั้งอสุรีสาวและนรสิงห์ลงดิ่งไปยังน้ำลึกได้สำเร็จ อรุษกลับเพียงกัดลำคอนาคสาวไว้พลางออกแรงสะบัด ร่างของนาลินก็ลอยขึ้นบนฟ้า  

เขาร่ายมนตร์ที่คล้ายเสียงคำรามฟ่อ นาคสาวก็รู้สึกตัวอย่างมึนงง แล้วคลายวงรัดออก

หฤษรเทวีมีเวลาช่วงสั้นๆ เพียงเศษเสี้ยววินาทีที่จะสูดลมหายใจเข้าเต็มปอดก่อนที่ร่างของหล่อนจะร่วงลงสู่แผ่นน้ำอีกครั้ง

หล่อนกำลังจะถีบตัวทะยานขึ้นสู่ผิวน้ำ ทว่าจู่ๆ น้ำรอบตัวกลับเหมือนมีชีวิต มันหมุนวนโอบร่างหล่อนไว้จนคล้ายตกอยู่ในท่ามกลางพายุหมุน หฤษรพยายามเลี่ยงหลบแต่น้ำวนนั้นกลับรัดตัวหล่อนแน่นเข้าและดึงหล่อนให้โลดลิ่วสู่ความลึกสุดและเย็นเฉียบราวน้ำแข็งของบึงมรกต

ในความขุ่นมัวของกระแสน้ำที่หมุนเชี่ยวราวกงจักร หมอสาวเห็นหางนาคที่โบกสะบัดไหวๆ ห่างออกไปตรงหน้า เจ้าของหางกำลังพุ่งตรงไปยังลำแสงสีเงินยวงที่เป็นประกายระยิบระยับเบื้องล่าง

นาคฆาตกร รอยแยกกำแพงมนตร์ กำลังจะหนี  

ต้องจับไว้…จับ…

หล่อนพยายามพุ่งตัวตาม แต่อากาศในปอดเริ่มหมดจนในอกเริ่มเจ็บปวดราวถูกไฟลน ผิดกับผิวกายที่เจ็บแปลบราวกับถูกเข็มน้ำแข็งทิ่มแทง หฤษรเริ่มเปลี่ยนใจพยายามดิ้นรนถีบตัวเองให้กลับไปสู่ผิวน้ำ แต่ผิวน้ำเบื้องบนห่างไกลออกไปทุกทีๆ และอากาศในปอดของหล่อนถูกใช้จนหมด ทุกอย่างเริ่มเป็นสีดำ สติคล้ายๆ จะหลุดลอย สิ่งสุดท้ายที่เห็นคือเส้นแสงสีขาวราวกับแสงสว่างของดวงตะวันส่องผ่านความมืดเข้ามา เส้นสายนั้นเต้นเร่าดิ้นรนอย่างบ้าคลั่งเพื่อมาให้ถึงตัวหล่อน

หฤษรเทวียื่นมือออกมา

อาการทุรนทุรายเริ่มสงบลง ความกังวลและหวาดกลัวที่โถมถาเข้าใส่เมื่อครู่เริ่มเลือนหายไป  หล่อนรู้ว่าไม่มีอะไรแล้ว เขาอยู่ที่นี่แล้ว ตัวดำมาหาหล่อนแล้ว

เส้นสายสีขาวนั้นถึงตัวหล่อนแล้ว ในความเลือนรางครู่หนึ่งทุกอย่างยังหนาวเหน็บ ดำมืด แต่แล้วร่างกายของหล่อนก็ถูกโอบรัดด้วยความอบอุ่น ริมฝีปากที่เย็นชืดถูกบดเบียดก่อนบังคับให้เปิดออก อากาศที่หอมหวานถูกถ่ายทอดเข้ามาในปอด

หฤษรเทวีดูดกลืนอย่างกระหาย ไม่ทันสังเกตเลยว่าน้ำวนรอบกายนั้นสลายไปแล้ว แต่ร่างของ

หล่อนและอรุษกลับยังจมดิ่งสู่สะดือบึงมรกต ผ่านม่านแสงสีเงินยวงแห่งรอยแยกกำแพงมนตร์สู่ดินแดนเก่าแก่ของหิมพานต์

 

     

                                                                                                                                                                                                                                                                   

 

Don`t copy text!