พราวจันทร์ตะวันฉาย บทที่ 11 : หลุมหลบภัยของ ‘เรา’

พราวจันทร์ตะวันฉาย บทที่ 11 : หลุมหลบภัยของ ‘เรา’

โดย :

พราวจันทร์ตะวันฉาย เรื่องราวของพราวจันทร์ ผู้หญิงเชยๆ ที่มีฝันอยากเป็นคิวเรเตอร์มือหนึ่งแต่ไม่กล้าไขว้คว้าจนตะวันฉาย น้องสาวต่างมารดาเข้ามาในชีวิต…พระจันทร์กับดวงตะวันไม่เคยอยู่คู่ฟ้าในเวลาเดียวกัน แล้วทั้งคู่จะอยู่ร่วมกันได้ไหม นวนิยายแนวโรแมนติกคอเมดี้ โดย แพรณัฐ…นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้คุณได้ อ่านออนไลน์

…………………………………………

-11-

 

ผ่านมาเกือบหนึ่งสัปดาห์แล้ว พราวจันทร์ยังไม่ได้พบชายในฝันของตะวันฉายอีกเลย ทราบเพียงว่าตุนทรัพย์มาที่บ้านหลังนี้อาทิตย์ละสามสี่ครั้งเป็นอย่างน้อย ส่วนมากจะมาขลุกอยู่ทั้งวันในช่วงสุดสัปดาห์

‘เจ้าสัวย้ายไปอยู่บ้านใหม่ได้ห้าปีแล้วครับ หลังงานแซยิดของท่านไม่กี่เดือน ท่านก็ยกบริษัทให้ตุลย์บริหาร แล้วขยับไปเป็นประธานกรรมการที่ปรึกษาแทน นานๆ ท่านถึงจะเข้าบริษัทสักที ท่านชอบเล่าว่าตอนนี้เล่นหุ้นเป็นงานอดิเรก ตีกอล์ฟเป็นงานรอง รับใช้นายหญิงเป็นงานหลัก’

ยอดธงอมยิ้มยามเล่าถึงผู้เป็นนายให้พราวจันทร์ฟัง เขายังให้ข้อมูลต่อไปอีกด้วยว่า

‘นายหญิงท่านชอบปลูกต้นไม้ เจ้าสัวไปเป็นเพื่อนเดินซื้อต้นไม้ตลอด วันดีคืนดีเราก็จะเห็นนายหญิงเดินท่อมๆ ตัดแต่งกิ่งไม้ เมื่อก่อนที่นี่มีเรือนกล้วยไม้ด้วยนะครับ แต่ย้ายไปอยู่บ้านใหม่โน่นแล้ว ตอนนี้มีการก่อสร้าง ท่านเลยไม่ค่อยมา คุณตุลย์เป็นห่วงน่ะครับ กลัวพวกฝุ่นควันจะทำให้ท่านไม่สบาย นี่ก็มีแต่คุณตุลย์คนเดียวที่มา วันหยุดเขามักจะมาค้างที่นี่’

พราวจันทร์ยังทราบต่อไปอีกว่าตุนทรัพย์อาศัยอยู่บนเพนท์เฮาส์ของตึกหรูหรา ตั้งอยู่ครึ่งทางระหว่างบ้านเก่าแห่งนี้กับสำนักงานใหญ่ของบริษัท แต่ไม่ว่าตุนทรัพย์จะทำอะไรก็ไม่เกี่ยวกับเธออยู่แล้ว หญิงสาวอุทิศตนให้แก่งานเพื่อสานต่อในสิ่งที่บิดาได้ทำค้างไว้

นอกจากยอดธงแล้ว ทีมงานทุกคนก็ต้อนรับพราวจันทร์อย่างดี พวกเขามาแสดงความเสียใจในการสูญเสียบิดา และต่างก็สรรเสริญถึงคุณความดีของเจตน์ ในเบื้องต้นเธอเข้ากับทุกคนได้ดี ตุนทรัพย์พูดถูก พิพิธภัณฑ์แห่งนี้มีทีมงานคุณภาพ ทั้งดารินา ภัณฑารักษ์คนปัจจุบัน ทีมนักวิชาการ นักการศึกษา นักออกแบบนิทรรศการ และบุคลากรอื่นๆ

พราวจันทร์ได้พบกับพธู ซึ่งทีแรกจำหญิงสาวไม่ได้  เพราะเธอเปลี่ยนไปอย่างหน้ามือเป็นหลังมือ เธอหวังว่าพธูจะไม่บอกความลับสุดยอดนี้แก่ใคร

หลายวันที่ผ่านมาหญิงสาวใช้เวลาศึกษาการทำงานของดารินา ตลอดจนแผนงานต่างๆ ในพิพิธภัณฑ์แล้ว ดารินาก็พาเธอไปสำรวจรอบบ้าน และชวนเดินลัดเลาะไปตามถนนเจริญกรุงอันเต็มไปด้วยประวัติศาสตร์ พราวจันทร์พยายามทำความเข้าใจต่อทุกสิ่งที่เกี่ยวข้องกับพิพิธภัณฑ์ในความรับผิดชอบ

แน่นอนว่าพราวจันทร์ต้องปรับตัวอย่างมาก จากที่เคยเป็นภัณฑารักษ์ของพิพิธภัณฑ์เล็กๆ ในตำบล เมื่อมาอยู่ในพิพิธภัณฑ์กลางสังคมเมือง อาจยากอยู่บ้างในช่วงแรก แต่เธอก็สนุกไปกับการเรียนรู้ในความเปลี่ยนแปลงนี้ ความมั่นใจในตัวเองและพลังใจซึ่งเคยสูญหายไปตอนตกงาน กลับคืนมาทีละนิด ความรู้สึกไร้ค่าที่เคยมีค่อยๆ เลือนหาย

เครื่องมือที่ช่วยพราวจันทร์ได้มากในการทำงาน คือ จดหมายซึ่งบิดาเขียนถึงตน และบันทึกช่วยจำของเขา

หญิงสาวทราบตั้งแต่เด็กว่าเจตน์เป็นคนทุ่มเทกับหน้าที่การงาน แต่เพิ่งเห็นความใส่ใจและละเอียดรอบคอบด้วยตาของตนเอง หญิงสาวแทบรู้ความเป็นไปในแต่ละวันตลอดทุกขั้นตอนของการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ ปัญหาต่างๆ รวมถึงอุปนิสัยใจคอของผู้ร่วมงาน

ด้วยความที่เจตน์ไม่มีความรู้เรื่องนี้โดยตรง เขาจึงทำการบ้านอย่างหนัก หาข้อมูลเพิ่มเติม ใช้ประสบการณ์ที่มีมาวิเคราะห์ปัญหา แสดงความคิดเห็น และเสนอแนะวิธีแก้ ราวกับเขารู้ตัวมาตลอดว่าอาจมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นาน จึงเขียนบันทึกเพื่อให้คนที่มาสานงานต่อปฏิบัติหน้าที่ได้ง่ายขึ้น

หลังการประชุมกับดารินาและทีมงานในวันนี้ พราวจันทร์ยังรู้สึกว่ามีบางสิ่งขาดหาย เธอจึงเดินออกจากอาคารสำนักงานไปยังตัวบ้าน เพื่อใช้ความคิด เสียงตอกตะปูสลับกับเสียงเครื่องเจียรไฟฟ้าดังมาจากในตัวบ้าน ภัณฑารักษ์สาวจึงหลบเลี่ยงพื้นที่ก่อสร้าง มุ่งไปยังเส้นทางซึ่งเคยเดินกับบิดามารดาในวัยเด็ก เธอพยายามไม่นึกถึงความขัดแย้งระหว่างคนทั้งสอง  ทุกฝีก้าวที่เธอเดินช่างอบอุ่นประหนึ่งพวกเขายังอยู่ใกล้ๆ สายลมอ่อนพัดแผ่วลูบไล้ผิวกายราวกับสัมผัสรักจากบุพการี

พราวจันทร์ก้าวไปยังสวนสไตล์อังกฤษซึ่งมีต้นไม้สูงใหญ่ ร่มรื่น ใต้ต้นไม้บางต้นมีม้านั่งตั้งอยู่ให้สมาชิกในครอบครัวได้ผ่อนคลาย

ว่ากันว่าซินแสฮงกับภรรยาเป็นคนปลูกตอนย้ายมาอยู่บ้านนี้ใหม่ๆ ทุกคนในนับทรัพย์มหาศาลช่วยกันรดน้ำพรวนดิน ฟูมฟักมันจนเจริญเติบโตอย่างมั่นคง แตกกิ่งใบแผ่กว้าง ดุจดั่งตระกูลของฮงที่ขยับขยายอย่างมั่นคงเป็นปึกแผ่น

พราวจันทร์เดินลัดเลาะทิวไม้ ลึกเข้าไปในบริเวณที่ยังไม่มีโอกาสได้กลับมาเยือน พื้นที่บริเวณนี้ในสมัยก่อนรกจนเป็นป่าเลยทีเดียว ตุนทรัพย์เคยเอาเต๊นท์สำหรับตั้งแคมป์มากางไว้ ทำเป็นฐานบัญชาการลับของเขาและพราวจันทร์เพื่ิอใช้ซ่อนตัวจากผู้ใหญ่ หญิงสาวจำได้เลาๆ ว่ารู้สึกปลอดภัยโดยเฉพาะในยามเสียขวัญต่อการทะเลาะเบาะแว้งของบิดามารดา ไม่รู้ว่าเป็นเพราะพวกผู้ใหญ่ไม่มีวันมาทำร้ายเธอที่นั่น หรือเพราะมีตุนทรัพย์ปลอบโยนอยู่ข้างๆ กันแน่

ในวันนี้ไม่มีเต๊นท์ผ้าใบ แต่มีอีกสถานที่หนึ่งซึ่งอยู่ในความทรงจำที่เกือบลืมเลือน จนกระทั่งพราวจันทร์เห็นรูปของมันในเอกสารข้อมูล

มันคือหลุมหลบภัยสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ฮงสั่งให้สร้างไว้ในบริเวณบ้านเพื่อหลบลูกระเบิดซึ่งถูกทิ้งลงมาจากเครื่องบินรบของฝ่ายสัมพันธมิตร หลังสงครามสงบหลุมหลบภัยถูกปิดไว้ด้วยแผ่นไม้แน่นหนา พวกผู้ใหญ่สั่งห้ามไม่ให้เด็กมาเล่นในบริเวณนี้ แต่มีหรือที่บุตรชายจอมซนของนับทองจะเชื่อฟัง

ตุนทรัพย์เป็นคนพาพราวจันทร์มา เขาเพียรหาทางเปิดแผ่นไม้ที่ปิดปากหลุมอยู่นานหลายปี โดยมีเธอนั่งมองด้วยความกริ่งเกรงอยู่ข้างๆ บางครั้งที่ถูกขอร้องให้ช่วย

ความพยายามของตุนทรัพย์สัมฤทธิ์ผลในที่สุด เขาบอกเธอว่าเปิดทางเข้าได้และลงไปสำรวจมาเรียบร้อย เขาชวนเธอไปดู แต่เพียงแค่ชะโงกมองจากปากหลุม เด็กหญิงก็ขาสั่นไปด้วยความกลัวเมื่อเห็นว่ามันทั้งลึกทั้งมืด ได้แต่นั่งคุกเข่า กางนิ้วปิดตา มองเขาไต่บันไดลงไปในหลุม และฟังตุนทรัพย์ตะโกนเล่าว่าข้างล่างเป็นอย่างไร

พราวจันทร์ขยับเข้าไปใกล้ปากหลุมเหมือนที่เธอเคยทำในวันนั้น ปากหลุมหลบภัยไม่ได้ถูกปิดไว้อีกแล้ว หญิงสาวชะโงกมอง จึงเห็นหลุมลึกซึ่งถูกขุดเป็นแนวดิ่งลงไปใต้พื้นดิน

ภาพแห่งความทรงจำผุดขึ้นมาใหม่…ความสูง ความมืด บันไดผุๆ เสียงร้องยามตกกระแทก   และ…แขนอันบิดเบี้ยวของตุนทรัพย์!

นึกมาถึงตรงนี้ ความสยดสยองเขย่าขวัญหญิงสาวให้ใจหวิวจนแทบยืนไม่อยู่ เธอกุมหน้าผาก ร่างซวนเซจนต้องหลับตาปี๋ ไม่รู้เลยว่ายืนโงนเงนอยู่ตรงปากหลุมอย่างน่าหวาดเสียว จนกระทั่งเอามือออกจากหน้าผาก และเสียหลัก ตัวคะมำไปข้างหน้า

…ตรงปากหลุมนั่น!

พราวจันทร์หวีดร้อง แต่ก่อนจะตกลงไป มือแข็งแรงกระชากร่างเธอเข้าไปในอ้อมกอดอันมั่นคงของเขา!

ไม่สิ มันไม่มั่นคง พราวจันทร์รู้สึกถึงร่างอันสั่นสะท้านของตนเองและของ ‘ผู้ชาย’ ตัวหอมที่กอดเธอไว้แน่น

เดี๋ยวนะ…ผู้ชายหรือ!

หญิงสาวเพิ่งได้สติ จะผลักเขาออก แต่เจ้าของแผงอกกว้างคลายอ้อมแขนเสียก่อน เขาเลื่อนมือมาตะปบต้นแขนเธอ

“เป็นอะไรรึเปล่า ไม่สบายเหรอ ทำไมจันทร์ไปยืนอยู่ตรงนั้น ไม่สบายทำไมไม่ระวัง ถ้าตกลงไปจะเป็นยังไง!” ตุนทรัพย์ยิงคำถามมาเป็นชุด ทั้งยังยื่นมือมาอังหน้าผาก

พราวจันทร์เบี่ยงตัวหนี ลืมไปว่ายังอยู่ใกล้ปากหลุมหลบภัย โชคดีที่ชายหนุ่มคว้าเธอไว้ทัน

“ระวังหน่อยสิ พี่ว่าเราหลบไปตรงโน้นดีกว่า” โดยไม่พูดพร่ำทำเพลง ชายหนุ่มลากเธอไปยังเก้าอี้ยาวใต้ต้นไม้ที่อยู่ใกล้สุด เขากดร่างน้อยให้นั่งลง

“ดิฉันไม่เป็นอะไรแล้วค่ะ” พราวจันทร์ขืนตัวออก และลุกขึ้น

“ไม่เป็นอะไรแล้วทำไมจันทร์ถึงหน้าซีด เหมือนคนเป็นลม ตอนเที่ยงได้กินข้าวกินปลารึเปล่า”

“กินค่ะ ดิฉันไม่ได้เป็นอะไรจริงๆ ขอบพระคุณคุณตุนทรัพย์มากนะคะ” เธอยกมือไหว้ ชะงักเมื่อเห็นดวงตาคมวาวโรจน์

“คุณตุนทรัพย์เหรอ” เจ้าของชื่อเอ่ยเสียงเย็น

พราวจันทร์ประสานมือกันไว้แน่น สงสัยว่าชายหนุ่มไม่พอใจอะไร

“ดิฉันอยากขอคำปรึกษาจากคุณพอดีเลยค่ะ เพิ่งนึกขึ้นได้เมื่อกี้นี้”

คิ้วหนาของคนฟังเลิกสูงขึ้น สันกรามตรงสองข้างแก้มเป็นรอยนูนเหมือนเจ้าตัวกัดกรามอยู่อย่างพยายามจะอดทน

“คอนเทนต์ของพิพิธภัณฑ์เรา นอกจากจะนำเสนอเรื่องราวของท่านฮง ชีวิตคนจีนในเมืองไทย การแพทย์แผนจีนแล้ว ก็ยังมีประวัติเจ้าสัวทั้งสอง วิวัฒนาการของบริษัท ผลิตภัณฑ์ที่เกิดขึ้นในบ้านหลังนี้ ดิฉันไม่กังวลเรื่องในอดีต แต่อยากทำความเข้าใจบริษัทในปัจจุบันเพื่อจะได้หาความเชื่อมโยงถูกน่ะค่ะ”

พราวจันทร์ประทับใจตนเองที่ยังสามารถควบคุมสติพูดถึงเรื่ิองงานได้ทั้งที่เพิ่งผ่านเหตุการณ์เฉียดตายมาหมาดๆ หญิงสาวมองใบหน้าถมึงทึงของชายหนุ่มอย่างครั่นคร้าม แต่กระนั้นเธอก็ทำใจดีสู้เสือเพื่อความสำเร็จของงาน

“คุณตุนทรัพย์คะ ถ้าดิฉันจะขออนุญาตไปศึกษาดูงานหรือขอคำปรึกษาเรื่องข้อมูลปัจจุบันของบริษัท แล้วก็วิธีการผลิตสินค้าในโรงงาน จะได้มั้ยคะ ดิฉันคุยกับพี่เดียร์แล้ว เธอเห็นด้วยค่ะ ไม่ทราบว่าคุณตุนทรัพย์จะอนุญาตมั้ยคะ”

“อืม”

“แปลว่าคุณอนุญาตใช่มั้ยคะ ขอบพระคุณค่ะ” หญิงสาวยกมือไหว้ด้วยความโล่งอก “แล้วดิฉันควรจะติดต่อใครในเรื่องนี้ดีคะ”

“พี่จะบอกเลขาฯ ให้”

“ขอบพระคุณค่ะ”

ทำไมตุนทรัพย์จึงดูเดือดดาลขึ้นเรื่อยๆ

“เอ่อ…ดิฉันขอตัวไปทำงานต่อก่อนนะคะ สวัสดีค่ะ” พราวจันทร์ค้อมศีรษะ หันหลังกลับ จะได้ไม่ต้องเห็นดวงตาลุกเป็นไฟของเจ้านายใหญ่

แต่สายเกินไป พ่อยักษ์ขมูขีตัวโตคว้าแขนเธอไว้แล้ว พราวจันทร์เบิกตากว้างมองมือใหญ่ที่จับแขนเธออยู่

“เรายังคุยกันไม่จบเลยนะจันทร์”

“คุณมีอะไรจะสั่งดิฉันเหรอคะ” พราวจันทร์พยายามดึงมือออก

“ถ้าจันทร์อยากให้มันเป็นคำสั่ง พี่ก็จะสั่ง” เขาปล่อยมือ

พราวจันทร์แทบเซล้ม แต่เมื่อตั้งหลักได้ หญิงสาวถอยหลังกรูด ชายหนุ่มไม่มีท่าทีว่าจะก้าวตาม แต่กระนั้นเธอตัดสินใจว่าจะยืนอยู่ห่างๆ ซ่อนหัวใจสั่นระรัวไว้ภายใต้ท่าทางสุภาพ

“คุณจะให้ดิฉันทำอะไรคะ”

ตุนทรัพย์แค่นยิ้ม เขากอดอก กางขาเล็กน้อย

“คำสั่งต่อไปนี้สำคัญมาก อย่าทำหน้าอย่างนั้นสิ มันไม่ยากเกินความสามารถของจันทร์หรอก”

หญิงสาวถอยหลังไปอีกก้าวอย่างระแวง และเห็นชายหนุ่มถอนหายใจ

“เราจะพูดกันถึงกฎเบื้องต้นในการทำงานร่วมกัน พี่อยากให้จันทร์ปฏิบัติตามโดยไม่มีข้อแม้”

“ค่ะ” หญิงสาวจำใจรับคำหลังจากนิ่งงันไปครู่หนึ่ง

“มันมีแค่สองข้อ หนึ่ง จันทร์ต้องเลิกเรียกพี่ว่าคุณตุนทรัพย์ได้แล้ว และสอง ห้ามจันทร์แทนตัวเองว่าดิฉันอีก คำว่าฉันก็ไม่ได้” เธอคิดไปเองหรือไม่ว่าน้ำเสียงคนพูดติดจะงอนๆ

“แต่คุณเป็นเจ้านายของดิฉันนี่คะ” หญิงสาวแย้งเสียงอ่อน

“แต่พี่ก็เป็นพี่ตุลย์ของจันทร์เหมือนกันไม่ใช่เหรอ”

หัวใจของพราวจันทร์วูบไหว

“เมื่อก่อนจันทร์เคยเรียกพี่ว่าอะไร แทนตัวเองว่ายังไง ตอนนี้ก็ควรทำเหมือนเดิม  ทีกับคุณเดียร์ซึ่งจันทร์เพิ่งเคยเจอ จันทร์ยังเรียกเขาว่าพี่เดียร์ได้เลย หรือว่าเวลาที่หายไปมันนานจนจันทร์ลืมพี่ ลืมทุกอย่างระหว่างเราไปหมดแล้ว”

ไม่หรอก เธอไม่ลืม…พราวจันทร์หลบตาวูบ กลัวชายหนุ่มจะเห็นความจริงที่เธอซ่อนไว้

“ถ้าจันทร์จำไม่ได้ พี่จะเล่าให้ฟัง” ตุนทรัพย์ก้าวเข้ามาจนช่องว่างระหว่างทั้งคู่เหลือน้อยลง “ตอนจันทร์หัดพูดใหม่ๆ จันทร์เรียกพี่ว่า จุน เพราะยังพูดไม่ชัด ม้าเลยสอนให้เรียกจุนจ๋า พี่ก็เลยกลายเป็นจุนจ๋าของจันทร์อยู่เป็นปีๆ”

นี่มันมากกว่าที่เธอจำได้เสียอีก พราวจันทร์ทำตาโต

“ตอนนั้นทุกคนในบ้านเลยเรียกพี่ว่าจุนจ๋าตามจันทร์ แต่ตอนหลังอาพิมพ์พยายามแก้ให้ถูก แล้วจันทร์ก็พูดชัดขึ้น พี่เลยกลายเป็นพี่ตุลย์ขาแทน” เรียวปากหยักกระตุกยิ้ม ร่างสูงโน้มตัวเข้ามาใกล้จนพราวจันทร์เห็นเงาของตนเองอยู่ในดวงตายิ้มหัว

“พี่ตุลย์ขาก็น่ารักดี แต่ความจริงพี่ชอบชื่อจุนจ๋ามากกว่านะ ไม่ซ้ำใคร พี่ให้สิทธิ์จันทร์เลือกเอาเองว่าต่อไปนี้จะเรียกพี่ว่าจุนจ๋า หรือพี่ตุลย์ขา แล้วแต่จันทร์เลยจ้ะ” ใบหน้าหล่อเหลาระบายยิ้ม

“ฉันเรียกคุณตุนทรัพย์เหมือนเดิมไม่ได้เหรอคะ” พราวจันทร์ต่อรองเสียงอ่อย

“ไม่ได้” เขาปฏิเสธทันควัน

“เอ่อ…งั้นก็…คุณตุลย์”

“ไม่เอา พี่ไม่ชอบ”

“ตะ…แต่ใครๆ เขาก็เรียก…”

“คนพวกนั้นไม่ใช่จันทร์”

เอาละสิ…เธอเผลอดุนแว่นตาทั้งที่ไม่ได้ใส่ มือไม้เริ่มจะเกะกะจนไม่รู้จะเอาไว้ตรงไหน

“แต่…คุณเป็นเจ้านายฉัน”

“พี่เป็นจุนจ๋าของจันทร์ต่างหาก”  ตุนทรัพย์ยิ้มกริ่ม

“มันไม่ใช่เมื่อก่อนแล้วนะคะ” พราวจันทร์ประสานมือไว้ข้างหน้า บิดนิ้วไปมา

“สำหรับพี่ไม่มีคำว่าเมื่อก่อนหรือเดี๋ยวนี้ เวลาที่หายไปไม่เคยมีผลอะไรเลย ว่าไงครับพระจันทร์แก้มกลม พี่อุตส่าห์ให้เลือกเองแล้วนะ ไม่งั้นจะบังคับ จันทร์ก็คงรู้ว่าพี่ชอบให้จันทร์เรียกแบบไหน”

ทำไมตุนทรัพย์ถึงจำเรื่องในอดีตได้มากกว่าเธอ ทำไมเขาถึงเรียกเธอด้วยชื่อที่เธอลืมไปแล้ว และทำไมต้องมองเธอด้วยดวงตาระยิบระยับราวกับมีกาแล็กซี่ทางช้างเผือกอยู่ในดวงตาคู่นั้น

ใบหน้าของตะวันฉายผุดวาบขึ้นมา!

ไม่ได้ ตุนทรัพย์เป็นบุคคลต้องห้ามที่น้องสาวจับจองไว้ก่อนแล้ว เขาเป็นของตะวันฉาย!

“นี่ไม่ใช่คำขอร้อง แต่เป็นคำสั่ง เราเคยสนิทกันมากไม่ใช่หรือ พี่อยู่ตรงไหน จันทร์ก็อยู่ตรงนั้น แถมยังติดพี่จนร้องไห้โยเยไม่ยอมกลับบ้าน”

บ้าจริง ทำไมเขาต้องขุดเอาความหลังน่าอับอายขึ้นมาล้อด้วย

หญิงสาวถอยหลังหนี คนตัวสูงก้าวตามมา ดวงตาวับวาวดุจเดียวกับเด็กชายเจ้าเล่ห์ยามวางแผนจะเล่นอะไรแผลงๆ

“ในหลุมหลบภัยนั่น จันทร์กับพี่เคยร่วมเป็นร่วมตายด้วยกันตั้งหลายชั่วโมง ทั้งหิว ทั้งหนาว เจ็บแขนแทบตาย ไม่สิ พี่ต่างหากที่เกือบตาย เพราะช่วยจันทร์ไว้ พี่ยังมีแผลเป็นอยู่เลยนะ ดูสิ”

ตุนทรัพย์ลำเลิกบุญคุณด้วยการถลกแขนเสื้อเชิ้ต ผิวเนื้อต่ำจากข้อศอกลงมาเล็กน้อยมีรอยแผลนูนยาว ตุนทรัพย์ลูบมันช้าๆ ราวกับจะย้ำให้เธอสำนึกผิด

พราวจันทร์ยกมือขึ้นปิดปาก…นึกถึงเหตุการณ์ในวันนั้น

 

ปีสุดท้ายที่เธออยู่ที่นี่ สภาพจิตใจของพราวจันทร์ย่ำแย่จากการต้องทนเห็นบิดามารดาทะเลาะกัน มีบางครั้งที่พิมพ์ใจอุ้มบุตรสาวหนีไปลำพูนให้เจตน์ต้องไปตามกลับ เด็กหญิงไม่อยากไป ตุนทรัพย์จึงพาเธอมาซ่อนตัวในฐานบัญชาการลับ แต่มันยังไม่ปลอดภัยพอ เขาจึงชวนเธอไปหลบในหลุมหลบภัย เพราะชื่อก็บอกว่าทุกคนน่าจะปลอดภัยเมื่ออยู่ในนั้น

พราวจันทร์กลัวความมืดและความสูง แต่เมื่อชั่งน้ำหนักกับความหวั่นเกรงว่าจะถูกมารดาพาไปอยู่ที่อื่น เธอจึงเกิดความกล้า ยอมไต่บันไดสูงลิบตามตุนทรัพย์ลงไปในหลุมหลบภัยทั้งที่ขาสั่น

อีกเพียงไม่กี่ขั้นเด็กหญิงก็จะลงไปถึงเบื้องล่างซึ่งตุนทรัพย์รอรับอยู่  ทว่าบันไดเก่าเกิดผุพังตอนที่เท้าเล็กๆ เหยียบลงไป

ร่างของเด็กน้อยร่วงหล่น วีรบุรุษของเธอมารับเอาไว้ โดยลืมไปว่าเขายังเป็นแค่เด็กคนหนึ่งเช่นกัน พราวจันทร์ซึ่งหล่นลงมาทับร่างตุนทรัพย์ มีแค่รอยฟกช้ำ ตรงข้ามกับเขาที่แขนหัก

ไม่มีใครมาช่วย พวกผู้ใหญ่ไม่คิดว่าทั้งสองแอบมาเล่นในหลุมหลบภัยซึ่งปิดไว้แน่นหนา พวกเขาตามหาเด็กๆ ไปทั่วทุกถนนในละแวกบ้านจนมืดค่ำ พราวจันทร์ครั่นคร้ามต่อความมืดในหลุมอับชื้น แต่เธอกลัวตุนทรัพย์ตายมากกว่า เด็กหญิงจึงร้องไห้ เขาเสียอีกที่ต้องคอยปลอบทั้งที่บาดเจ็บ

เดชะบุญที่คนสวนนึกได้ว่าเคยเห็นทั้งคู่มาเล่นกันในบริเวณนี้ การช่วยเหลือตุนทรัพย์ดำเนินไปอย่างทุลักทุเล มีรถพยาบาลมารับ เปิดหวอแล่นฉิว นำหน้ารถของเจตน์ซึ่งไล่ตะบึงตามไปโดยมีพราวจันทร์ร้องไห้อยู่ข้างๆ

ตุนทรัพย์ต้องใส่เฝือกอยู่หลายเดือน นับทองสั่งให้ปิดทางเข้าหลุมหลบภัยอย่างถาวร ห้ามไม่ให้เด็กทั้งสองย่างกรายไปบริเวณนั้นอีกเลย

ผลการเหตุร้ายที่เกิดขึ้นทำให้เจตน์กับพิมพ์ใจเลิกขัดแย้งกันชั่วคราว พยายามปรับตัวเพื่อให้ใช้ชีวิตคู่ร่วมกันต่อไปได้ ด้วยเกรงว่าปัญหาจะส่งผลกระทบต่อบุตรสาวมากไปกว่านี้ แต่ผลสุดท้ายแล้วก็เป็นอย่างที่รู้กัน

ตุนทรัพย์มักจะยื่นแขนที่เข้าเฝือกให้พราวจันทร์วาดลวดลายด้วยสีเมจิกเล่นทุกวัน มันช่วยให้เธอไม่กลัวแขนซึ่งเคยผิดรูปของเขา

ในวัยเด็ก ตุนทรัพย์คือหลุมหลบภัย เขาเป็นคนที่พราวจันทร์ไว้เนื้อเชื่อใจที่สุด!

 

“ขอโทษ…จันทร์…ฉันขอโทษ…”

ความรู้สึกผิดผสมปนเปกันด้วยหลายสาเหตุ ทั้งเรื่องที่เธอมีส่วนทำให้เขาบาดเจ็บ และการที่เธอเข้าใจผิดคิดว่าตุนทรัพย์คงลืมน้องคนนี้ไปแล้ว

“ขอโทษก็ไม่หายหรอก พี่ยังเจ็บอยู่เลย”

“แขนที่เคยหักน่ะเหรอคะ มันยังไม่หายอีกเหรอ เพราะคุณออกแรงดึงตัวฉันออกมาจากปากหลุมด้วยรึเปล่า ไปหาหมอมั้ย” เธอถามอย่างร้อนรน

“ไม่ต้อง พี่ไม่ได้เจ็บที่แขนหรอก แต่เจ็บตรงหัวใจนี่ต่างหาก” เขาตบอกข้างซ้าย “บัดดี้ของพี่ทำตัวห่างเหิน เหมือนเราไม่เคยเป็นคู่หูกันมาก่อน”

พราวจันทร์จำรหัสลับนี้ได้ รู้สึกราวกับมีใครมาเป่าลูกโป่งให้พองลมอยู่ในหัวใจ เธอไม่ได้เจ็บปวดอยู่คนเดียว ตุนทรัพย์ก็เช่นกัน เขาจำอะไรได้มากกว่าเธอเสียด้วยซ้ำ

แต่…เขาคงจำตอนที่เธอเป็นยายป้าแก่ๆ ในวัดไม่ได้…ใช่ไหม?!

“มองพี่อย่างนั้นแปลว่าอะไรจ๊ะ”

“เอ่อ…จันทร์…รู้สึกผิดค่ะ…พี่ตุลย์ยังดีกับจันทร์เหมือนเดิม”

“พี่บอกแล้วไง ระยะเวลา ระยะทางที่เราเคยห่างกัน ไม่มีผลต่อพี่ จันทร์ล่ะ จะเรียกพี่เหมือนเดิมได้รึยัง ฮึ” ตุนทรัพย์คลี่ยิ้ม

เป็นครั้งแรกที่พราวจันทร์ยิ้มตอบมาจากหัวใจ เธอพยักหน้า

“งั้นก็เรียกสิ”

“บัดดี้” หญิงสาวแกล้งพูดผิด

“เรียกชื่อดีกว่า จุนจ๋าๆ” ชายหนุ่มบีบเสียงให้เล็กลง

หญิงสาวหัวเราะ เสยผมแก้เขิน

“ว่าไงครับ”

“พี่ตุลย์” เธอกล่าวอุบอิบ

“ทำไมไม่เรียกจุนจ๋า”

หญิงสาวสั่นศีรษะอย่างขัดเขิน

“อะ พี่ตุลย์ก็พี่ตุลย์ แถมอีกคำหนึ่งเป็นพี่ตุลย์ขา ไม่ได้เหรอ”

“ไม่ได้ค่ะ” พราวจันทร์ส่ายหัวดิก

“ว้า” ชายหนุ่มแสร้งถอนใจ แล้วหรี่ตามอง “ไหนๆ เราก็เปิดใจกันแล้ว พี่ขอถามได้มั้ยว่าตกลงจันทร์ไม่สบายรึเปล่า”

หญิงสาวอยากแย้งนักว่าเธอไม่ได้เปิดใจกับเขาด้วยสักหน่อย แต่ท่าทางห่วงใยของชายหนุ่มทำให้พราวจันทร์ยอมสารภาพความจริง

“ฉัน…”

“จันทร์” ตุนทรัพย์แก้ด้วยเสียงเข้มๆ

“เอ่อ…ค่ะ…จันทร์สบายดี แต่พอไปยืนอยู่ตรงปากหลุม จันทร์ก็นึกถึงอุบัติเหตุวันนั้นขึ้นมา แล้วก็…กลัว”

“อย่างนี้นี่เอง ไม่ต้องกลัวนะครับจันทร์ ไม่มีอะไรแล้ว ดูแขนพี่สิ ยังใช้การได้ดีอยู่เลย”

ตุนทรัพย์งอกข้อศอกอวด หมุนแขนเป็นวงกลมใหญ่ๆ เขาเบนสายตาไปยังทิศทางที่หลุมหลบภัยซ่อนตัวอยู่

“พี่ให้คนมาทำบันไดใหม่ เลียนแบบอันเก่า แล้วก็เคลียร์ข้างในหลุมให้สะอาดแล้วด้วย เดี๋ยวจะเอากระจกมาปิด กันคนตกลงไป”

พราวจันทร์พยักหน้า เธอทราบจากดารินาแล้วว่า แม้หลุมหลบภัยจะถูกปิดตายเพื่อความปลอดภัย แต่จะมีการนำเทคโนโลยีมาจำลองภาพเสมือนแบบสามมิติ เพื่อให้ผู้เยี่ยมชมได้เห็นมุมมองในหลุมหลบภัย ๓๖๐ องศา เสมือนได้ลงไปอยู่ในข้างในนั้น

“ตอนนี้เรายังลงไปได้ใช่มั้ยคะ จันทร์ขอลงไปดูได้มั้ย”

“จันทร์กลัวไม่ใช่เหรอ”

“จันทร์ไม่ได้กลัวหลุมหลบภัยค่ะ แต่กลัวสิ่งที่เกิดกับพี่ตุลย์ในวันนั้นต่างหาก”

“แน่ใจนะ”

“ค่ะ จันทร์แน่ใจ”

 

หญิงสาวไต่ลงบันไดไปที่ก้นหลุมหลบภัยด้วยความระมัดระวัง มีหลายครั้งที่ภาพในอดีตแวบเข้ามาให้เธอขยาดจนไม่กล้าก้าวขา แต่ก็แข็งใจสู้ นึกขอบคุณตะวันฉายที่แนะนำให้สวมกางเกงผ้าทะมัดทะแมง เหมาะกับการทำงานในพื้นที่ซึ่งมีการก่อสร้าง

ตุนทรัพย์ลงไปรอล่วงหน้าแล้ว พราวจันทร์กัดฟัน ข่มความกลัว เธอชำเลืองดูเบื้องล่างด้วยใจหวิวๆ ชายหนุ่มแหงนหน้าขึ้นมาพอดี

“มองบันไดสิครับ อย่ามัวแต่มองหน้าพี่ ถ้าคราวนี้จันทร์ตกลงมาทับอีก พี่คงไม่ใช่แค่แขนหักแล้ว

น้ำเสียงกลั้วหัวเราะของเขาทำให้พราวจันทร์ตวัดค้อน เธอกลับมาทุ่มความสนใจให้แก่การลงบันได ก่อนที่เท้าของหญิงสาวจะสัมผัสพื้น ตุนทรัพย์ก็ยื่นมือมาช่วยประคองบั้นเอวไว้ และปล่อยเธอทันทีที่เขาแน่ใจว่าพราวจันทร์ยืนได้มั่นคง

หญิงสาวพึมพำขอบคุณ กวาดตามองไปรอบๆ หลุมหลบภัยซึ่งเคยลึกและกว้างใหญ่ดูตื้นและคับแคบกว่าในความทรงจำ แสงจากดวงอาทิตย์ที่ส่องลงมาเผยให้เห็นผนังปูนเปลือย บางส่วนมีร่องรอยการวาดรูปด้วยสีชอล์ก และมีลายมือโย้เย้เขียนชื่อเธอกับตุนทรัพย์ พื้นซึ่งเคยมีวัชพืชขึ้นตามร่องและมีน้ำขังบัดนี้แห้งสะอาด หากกระนั้นก็มีอากาศน้อยจนเธออึดอัด

คนตัวโตมายืนอยู่ข้างๆ หญิงสาวเขยิบออก ตุนทรัพย์ยิ่งเอนกายเข้ามาใกล้

“มาถ่ายรูปกัน หน้าชื่อเรานี่แหละ” ชายหนุ่มจับบ่ากลมกลึง ดันร่างน้อยให้ไปหน้าชื่อของเธอ ส่วนเขาประจำที่ตรงชื่อตนเอง

ในอดีตตุนทรัพย์เขียนชื่อของเขาไว้พร้อมวันที่ซึ่งลงมาสำรวจหลุมหลบภัยเป็นครั้งแรก ขณะที่เขาสั่งให้พราวจันทร์เติมชื่อเธอไว้ข้างๆ ในวันที่นอนแขกหัก รอคอยความช่วยเหลือ เพื่อเป็นอุบายหลอกล่อให้เด็กหญิงมีอะไรทำ จะได้ลืมความกลัวชั่วคราว

“มองกล้องนะ เร็วสิจ๊ะ” ตุนทรัพย์ยื่นโทรศัพท์ออกไปข้างหน้า

“มันมืดออกนะคะ” พราวจันทร์จ้องเข้าไปในจอโทรศัพท์มือถือ เห็นใบหน้าเกร็งๆ ของตนเอง ซึ่งแตกต่างจากรอยยิ้มระรื่นของตุนทรัพย์

“ไม่เป็นไร เราปรับแสงได้ นี่เป็นสถานที่ร่วมเป็นร่วมตายของเราเชียวนะ จากวันนั้นจนถึงวันนี้เราได้กลับมาด้วยกันแล้ว มันต้องเก็บภาพไว้”

สถานที่นี้มีความหมายสำหรับเขา และเธอ…ความอุ่นซ่านแผ่กว้างทั่วหัวใจ หญิงสาวเตือนตัวเองว่าเขาเป็นแค่พี่ชาย

“ไกลไป” เขาแตะแผ่นหลังกลมกลึง ดึงหญิงสาวเข้าไปใกล้จนใบหน้าห่างกันไม่กี่นิ้ว พราวจันทร์เอนตัวหนี

“พี่ตั้งเวลาไว้ เหลืออีกห้าวิ มองกล้องสิ”

เสียงเร่งรัดทำให้หญิงสาวจำใจทำตามคำสั่ง เสียงชัตเตอร์ดังแชะ รูปที่ออกมานั้นใบหน้าเธอปูเลี่ยนๆ อย่างน่าขัน ตุนทรัพย์จึงชวนให้ถ่ายภาพซ้ำอีก แต่รอยยิ้มของพราวจันทร์ก็ยังฝืน

ตะวันฉายจะว่าอะไรหรือเปล่าที่เธอถ่ายรูปกับตุนทรัพย์

“จันทร์เอาโทรศัพท์มามั้ย พี่จะส่งรูปให้”

พราวจันทร์ไม่อาจปฏิเสธ ปล่อยให้ชายหนุ่มทำตามที่ต้องการ ตุนทรัพย์ส่งรูปให้เธอทางแอปพลิเคชันไลน์

“ต่อไปนี้เราก็จะไม่หายกันไปอีกแล้ว การอยู่คนเดียวในที่ที่เคยมีเรา มันเหงาแทบตายเลยละจันทร์”

นัยน์ตาหม่นเศร้าจนพราวจันทร์สะท้อนใจ เธอเองก็คิดถึงพี่ชายคนนี้เช่นกัน หัวใจซึ่งเคยอ้างว้างได้รับการปลอบประโลมจากความอบอุ่นอันแสนคุ้นเคย เสมือนเธอได้กลับบ้านที่แท้จริง

“พี่เคยเขียนจดหมายหาจันทร์ด้วย จันทร์ไม่ได้รับใช่มั้ย”

อีกแล้วหรือที่เธอพลาดเรื่องดีๆ ไป พราวจันทร์มัวแต่น้อยเนื้อต่ำใจว่าทุกคนคงลืมตนไปหมดแล้ว ทั้งที่ในความเป็นจริงคนเหล่านั้นพยายามติดต่อมา ขณะที่เธอไม่เคยทำอะไรเพื่อพวกเขา

“จันทร์ไม่เคยรู้เลยค่ะ พี่ตุลย์เขียนจดหมายถึงจันทร์เมื่อไหร่คะ”

“ตั้งแต่จันทร์ไปใหม่ๆ พี่ฝากเจ็กเจตน์ไป แต่พอรู้ว่าจันทร์คงไม่ได้รับ พี่เลยส่งทางไปรษณีย์ หลายฉบับเลยละ แล้วก็มีอีกครั้งที่ป๊าม้าไปเยี่ยมจันทร์กับอาพิมพ์ พี่ฝากจดหมายไปด้วย”

“เจ้าสัวกับนายหญิงไปเยี่ยมจันทร์เหรอคะ ทำไมจันทร์ถึงไม่รู้…อีกแล้ว”

“อาพิมพ์คงไม่ค่อยสบายใจที่ต้องเจอพวกเรา เพราะอาจทำให้นึกถึงอดีตที่เจ็บปวด” ชายหนุ่มเดา

“แม่เจ็บเพราะพ่อมามาก แต่พี่ตุลย์ เจ้าสัว นายหญิงไม่เกี่ยวเลย จันทร์แอบเสียใจมาตลอดว่าทุกคนคงลืมเราไปหมดแล้ว”

“ใครจะลืมพระจันทร์แก้มกลมคนนี้ได้ลง ป๊ากับม้าถามถึงทุกวันในงานศพ ถ้าท่านรู้ว่าจันทร์กลับมาแล้ว คงดีใจมาก”

“จันทร์ก็คิดถึงท่านค่ะ อยากไปกราบ”

“ได้สิ นี่ท่านเพิ่งบินไปเที่ยวยุโรปเมื่อคืน ไว้กลับมา พี่จะพาจันทร์ไปหา”

“ขอบคุณค่ะ” พราวจันทร์ยิ้มอย่างตื้นตัน

ชายหนุ่มยิ้มตอบ เกือบจะเป็นรอยยิ้มของพี่ชายใจดีในวัยเด็ก แต่เหตุใดดวงตาจึงหวานละมุนนัก พราวจันทร์กระเถิบหนี

เสียงแหลมๆ ดังขึ้นจากเหนือศีรษะ

“พี่ตุลย์!”

พราวจันทร์แหงนมอง และเห็นใบหน้าอันคุ้นตาของคนที่เธอไม่ปรารถนาจะเจอ

 

*********

 

Don`t copy text!