ภูษาแห่งราชา บทที่ 10 : ดอกทงแบ็กร่วงหล่น

ภูษาแห่งราชา บทที่ 10 : ดอกทงแบ็กร่วงหล่น

โดย : นาคเหรา

ภูษาแห่งราชา นวนิยายเรื่องล่าสุดจาก นาคเหรา ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากฉลองพระองค์ของพระราชาแห่งแดนโสม นิยายออนไลน์ ครบรส ที่ อ่านเอา อยากให้ทุกคนได้ อ่านออนไลน์

………………………………………………….

 

“มีเรื่องอะไร?” จุนโฮถามท่าทางแปลกใจ

“มีคนร้ายบุกเข้ามาพระราชวังส่วนหน้าขอรับ ทางกองราชองครักษ์กำลังสู้อยู่ ใต้เท้าฮงก็สกัดไว้ ท่านให้ข้ามาแจ้งนายท่านที่นี่ เพื่อเตรียมอารักขาพระมเหสีและฝ่าบาท!!”

ยองแทเอ่ยอย่างร้อนรน เขามองไปรอบๆ ด้วยความระแวดระวัง ในคำนั้นยิ่งทำให้ฮวารยองกลัวหนักขึ้นไปอีก แรงสั่นไหวจากความหวาดกลัวนั้นทำให้ผู้สูงวัยกว่าจับได้ แต่เขาก็จำต้องสั่งความไปกับลูกน้องก่อน เพราะความปลอดภัยของนายทั้งสองสำคัญยิ่งกว่า

“แล้วไปแจ้งใต้เท้าผู้ใหญ่ทั้งสองรึยัง จงบอกคนของเราให้เตรียมพร้อม รอคำสั่งจากข้า เตรียมการอารักขาอย่างเต็มรูปแบบ!”

“ขอรับนายท่าน แล้วมีสิ่งใดที่จะสั่งการอีกหรือไม่ขอรับ”

จุนโฮหลับตาลงช้าๆ แม้เขาจะได้ชื่อว่าเป็นสุดยอดองครักษ์ที่มีฝีมือดีอันดับต้นๆ ของโชซอน แต่นี่ก็เป็นครั้งแรกที่มีการบุกเข้ามาจู่โจมอย่างที่ไม่ได้ตั้งตัวเลยแม้แต่น้อย แล้วเขายังจะปกป้องนายได้ไหม ความกังวลใจข้อนี้มีมากกว่าห่วงชีวิตของตน ดาบอุนกอมในมือกระชับแน่น ในวันที่สอบควากอได้ พระราชาพระราชทานดาบอุนกอมให้เพื่อจะบอกว่า ต่อไปเขามีหน้าที่เช่นใดต่อราชวงศ์

“ปกป้องนายด้วยดาบในมือ… ปกป้องราชวงศ์ด้วยชีวิต”

ในวันนั้นเขาอาจจะมีแค่ความภาคภูมิใจตามประสาคนที่ได้รับตำแหน่ง มาวันนี้เขาถึงได้รู้ว่าชีวิตของเขาจะมีค่าได้ถ้าปกป้องคุ้มกันพระราชาและพระมเหสี ดวงตาคมคายหลับลงอย่างทอดอาลัย ก่อนจะหันไปหาลูกน้องที่มีอายุไล่เลี่ยกันเพื่อสั่งการ

ส่งสัญญาณให้ทหารรักษาพระราชวังทั้งห้ามาที่นี่ด้วย บอกกองราชเลขา ใต้เท้าขันทีที่อยู่เวรยาม ให้เข้ามาอารักขาข้างในนี้ด้วย”

“แต่นายท่านขอรับ… ประตูเมืองถูกปิด พวกที่บุกเข้ามานำกำลังมาจากกงสุลญี่ปุ่นและในนั้นมีทหารบางส่วนของโชซอนด้วย” ยองแทเอ่ยท่าทางหนักใจ

“อะไรนะ เจ้าล้อเล่นรึเปล่า! พวกญี่ปุ่น… แล้วทหารโชซอน!”

“ขอรับนายท่าน… ในนั้นมีทหารของโชซอนด้วย ใต้เท้าฮงตะโกนให้ข้ารีบมาแจ้งเตือนให้พวกเราระวังตัว”

“เรื่องคอขาดบาดตายเช่นนี้ คงมิใช่เรื่องล้อเล่นหรอก ที่สำคัญตอนนี้ ยองแทเจ้าไปแจ้งข่าวนี้ให้ใต้เท้าลีซองจินลุงของข้าให้ทราบแล้ว และอย่าลืมไปบอกท่านอาของข้าด้วยล่ะ”

ใบหน้าของจุนโฮสลดลงท่ามกลางความมืด เขามองไปยังเด็กหญิงที่เพิ่งหายง่วงเพราะข่าวดังกล่าว มือที่ถือถาดใส่ถุงพระบาทสั่นน้อยๆ เสียงกรีดร้องที่ใกล้เข้ามานั่นทำให้เธอแยกแยะได้ว่า

“นี่มันไม่ใช่ความฝันในค่ำคืนที่โหดร้าย แต่เป็นความจริงที่กำลังจะเกิดขึ้นทุกขณะ!”

มือแกร่งแตะที่ไหล่บางสองข้างของเด็กน้อย ดวงตาที่มีแววตระหนกไม่อาจจะปิดบังสายตาเขาได้ และตัวเองก็ไม่รู้จะปลอบคนอ่อนวัยกว่าเช่นใดให้หายหวาดกลัวได้ เพราะทุกอย่างมันไม่ใช่แค่ความฝัน เสียงที่ใกล้เข้ามาทำให้เขารีบตัดสินใจเอ่ยออกไปทันที

“ฮวารยอง เจ้ากลัวไหม”

เด็กหญิงไม่ตอบ ได้พยักหน้าตอบรับเขาไป ดวงตาคู่งามสั่นไหวแม้แต่ริมฝีปากก็สั่นระริกไปด้วย ฮวารยองคิดถึงภาพโจรโพกผ้าทำร้ายบิดามารดาก็ให้กลัวนัก เลือดสีแดงฉาน… ลมหายใจที่ขาดเป็นห้วงๆ ของท่านแม่ยังติดตาเธออยู่ทุกเวลา แล้วตอนนี้ล่ะจะมีคนตายไหม เธอต้องเสียใครไปอีกหรือเปล่า ในสมองเล็กกลับมีคำถามมากมาย แต่หาคำตอบไม่ได้เลย แขนแข็งแรงของคนตัวโตกว่าดึงร่างน้อยมากอดแน่น เพราะรับรู้ถึงความกลัวที่ฮวารยองมีได้

“ไม่เป็นไรนะ… ไม่ต้องกลัวนะ ไม่มีใครจะเข้ามาถึงที่นี่ได้หรอก เอาล่ะ… ฮวารยอง ฟังข้านะ เข้าไปข้างใน ข้าจะออกไปเตรียมรถม้ากับจัดหาคนที่ไว้ใจได้ เจ้ากับท่านซังกุงก็ไปหลบกับพระองค์ อีกไม่นานพวกทหารรักษาวังจะเข้ามาที่นี่ เจ้าจะไม่เป็นอะไร ถึงตอนนั้นให้อยู่ใกล้ๆ ท่านซังกุงคนอื่นและพระมเหสี… เข้าใจไหม”

“แล้วท่านล่ะเจ้าคะ นายท่านจะไปที่ไหน” ฮวารยองเอ่ยด้วยความเป็นห่วง

“ข้าก็จะคุ้มครองพระมเหสีไปที่เรือนฝ่ายใต้ที่อยู่หลังคยองบกกุงน่ะสิ ข้ากับราชององครักษ์คนอื่นต้องไปเตรียมรถม้าและกำลังคนก่อน เจ้าอย่าตื่นกลัว ระหว่างที่รอก็ทำหน้าที่คุ้มครองพระมเหสีแทนข้าด้วย”

“เจ้าค่ะ”

ฮวารยองรับคำ จุนโฮยิ้มให้เธออีกครั้งอย่างฝืดเฝื่อน ใบหน้าคมคายท่ามกลางความมืดนั้นทำให้ฮวารยองดึงหัวใจออกจากความกลัวได้ไม่หมด มือแกร่งข้างหนึ่งแตะที่มือน้อยไว้

“ข้าจะไม่เป็นอะไร ก็ข้าสัญญากับเจ้าแล้วยังไง อย่ากังวลเลยนะ”

“เจ้าค่ะ สัญญา… ประทับตรา… ปิดผนึก เราสองคนสัญญากันไว้แล้ว”

“ดีมาก จำไว้นะ ข้าไม่เคยผิดสัญญากับใคร แต่ข้าก็มีหน้าที่ เจ้าละความกลัวได้ไหม”

“ได้เจ้าค่ะ” ฮวารยองรับคำทั้งที่หัวใจยังเต้นโครมครามอยู่

“เข้าไปข้างในเสีย ข้าต้องไปเรียกลูกน้องมา อีกไม่นานเมื่อทุกอย่างพร้อมแล้วข้าจะรีบไปทูลเชิญเสด็จ ถึงตอนนั้นเจ้าก็เดินตามท่านซังกุงผู้เฒ่ามา… เข้าใจไหม” จุนโฮพูดได้แค่นั้นก็ทำให้ฮวารยองถึงกับน้ำตาไหลออกมา เธอรู้สึกใจหายยิ่งนัก เมื่อเห็นร่างสูงวิ่งลัดเลาะหายไปในความมืด เด็กหญิงรีบเดินเข้าไปในห้องพระบรรทมของพระมเหสีทันที

เมื่อเข้ามาในห้องนางกำนัลถวายงานต่างก็พากันรออยู่นอกห้อง ในขณะที่ประตูชั้นที่สามเลื่อนออกไว้ ร่างสูงกำยำของใต้เท้าราชองครักษ์ที่มีเค้าบางส่วนเหมือนกับจุนโฮ ทำให้ฮวารยองยังพอมีความอุ่นใจเหลืออยู่บ้าง ชายผู้นั้นมีอายุราวสี่สิบปี สวมชุดเสื้อของทหารแบบเต็มยศ ใบหน้าที่พ้นขอบหมวกมามีแต่ร่องรอยของความกังวล คิมจียังก้มลงน้อยๆ ก่อนจะเอ่ยออกไปว่า

“ตอนนี้ถึงเวลาที่ต้องเสด็จแล้วพระเจ้าค่ะ ได้โปรดตามกระหม่อมไปด้วยพระเจ้าค่ะ มามา”

“จุงจอนมามา เสด็จออกไปจากที่นี่เถิดเพคะ!”

เหล่าซังกุงพากันก้มลงพลางเอ่ยขอร้องผู้เป็นนาย แต่พระมเหสีมินกลับทรงถอนหายพระทัยออกมาอย่างอัดอั้น นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ต้องเผชิญกับสถานการณ์เช่นนี้ หลายต่อหลายครั้งที่พระองค์ต้องเป็นฝ่ายหนีไปตั้งหลัก ไม่ว่าจะกี่ครั้งทั้งโชคชะตาที่เข้าข้าง ทั้งกองกำลังอย่างต้าชิงที่เข้ามาช่วยเหลือทำให้พระองค์ยังสามารถอยู่มาได้จนถึงวันนี้ พระพักตร์งดงามก้มลงน้อยๆ เพื่อมองข้ารับใช้ในพระองค์ เหล่าซังกุงถวายงานล้วนมีความภักดีอย่างสูงสุด ไม่ใช่ญาติก็เหมือนญาติ หลายคนอีกเหมือนกัน ที่ต้องทิ้งชีวิตไว้เพื่อปกป้องพระองค์

‘แล้วพระราชากับรัชทายาทเล่า จะยังคงปลอดภัยดีอยู่หรือไม่’

ในตอนนั้นพระองค์กลับเอ่ยสิ่งที่ทรงคิดออกไปทันที

“บอกให้ราชองครักษ์ไปอารักขาพระราชากับองค์รัชทายาท รีบพาพระองค์ไปอยู่ในที่ปลอดภัยก่อน!”

“ไม่ว่าเหตุการณ์จะเป็นเช่นใด ชีวิตของพระองค์สำคัญที่สุดนะเพคะ” ชเวซังกุงเอ่ย แต่พระมเหสีกลับมองฉลองพระองค์ชุดใหม่ พระเนตรคู่นั้นเศร้าสร้อย รอยแย้มสรวลเผยออกแต่กลับหาความยินดีนั้นไม่ได้เลยแม้แต่นิดเดียว!

“ชีวิตของพระราชามีค่ากว่าเรานัก จงนำกำลังและทหารที่มีฝีมือดีที่สุดไปคุ้มครองพระองค์ ยังไม่รีบไปอีก!”

พระมเหสีมินตรัสก่อนหันไปทางราชองครักษ์ที่มาแจ้งข่าว สีหน้าของคิมจียังดูอึดอัดอย่างเห็นได้ชัด ในตอนนี้เขาไม่อาจจะเลือกได้ว่าต้องปกป้องใคร เพราะสำหรับเขาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นพระราชาหรือพระมเหสี ค่าแห่งชีวิตนั้นก็สูงส่งและสมควรจะได้รับการถูกปกป้องเท่ากัน

“นี่คือคำสั่งของเรา ไหนท่านบอกว่าจะไม่มีวันขัดคำสั่งของเราอย่างไรล่ะ ไปอารักขาพระราชาเดี๋ยวนี้!”

“รับด้วยเกล้าพระเจ้าค่ะ มามา!”

เสียงหนักแน่นของทหารราชองครักษ์ทำให้พระมเหสีมินเผยรอยแย้มสรวลออก ทรงทอดมองไปยังท้องฟ้าสีดำสนิท

‘อีกไม่กี่ชั่วโมงพระอาทิตย์ก็จะขึ้นแล้ว อีกไม่กี่ชั่วโมงแท้ๆ ที่ข้าจะได้ยืนเคียงข้างพระสวามีต่อหน้าเหล่าราชทูตต่างแดนทั้งหลาย และเป็นอีกไม่กี่ชั่วโมงอีกเหมือนกันที่ข้าจะได้ทำหน้าที่พระราชินีของโชซอนประเทศ แต่ทำไมสวรรค์ถึงไม่เมตตา ทำไมท้องฟ้าถึงกลั่นแกล้ง เวลาของลมหายใจของข้ามันจะเหลือกี่ชั่วโมงกันแน่!’

พระมเหสีมินทรงหันมาทางราชองครักษ์ผู้ภักดีก่อนจะตรัสด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบาว่า

“ใต้เท้าคิม ขอบใจท่านมาก ถ้าหากเราต้องร่วมเดินทางกันอีกครั้ง อย่าลืมที่ข้าเคยขอร้องท่านล่ะ”

“พระมเหสีพระเจ้าค่ะ อย่าได้ทรงตรัสอย่างนั้นเลย หน้าที่ดูแลพระองค์เป็นงานของกระหม่อม”

“แล้วพบกันใหม่”

พระมเหสีตรัสพลางยิ้มให้คิมจียังอีกครั้งก่อนจะหลับพระเนตรลงอย่างปวดร้าว อาการดังกล่าวทำให้ฮวารยองเจ็บปวดหัวใจไปด้วย ก้าวย่างของคิมจียังห่างออกไป ในตอนนั้นเด็กหญิงได้แต่มองความเป็นไปของผู้คนในห้องนั้น เหล่าซังกุงถวายงานก้มลงจนใบหน้าจดพื้น เหมือนกับจะขอร้องให้ผู้เป็นนายรีบตัดสินใจ

แต่ทว่า…

เมื่อพระเนตรเรียวรีทรงทอดมองไปยังชุดชอกอึยตัวใหม่ ตรามังกรห้าเล็บที่ตัดอยู่บนฉลองพระองค์ทำให้พระองค์หวนคิดถึงคืนวันที่ได้เข้ามาที่วังหลวงครั้งแรก ในตอนนั้นพระองค์เป็นเพียงแค่เด็กสาวอ่อนเดียงสา การเข้ามาเป็นราชินีของประเทศกลับไม่ใช่เรื่องง่ายนัก แต่ตรามังกรสูงค่าน้อยคนนักอีกเหมือนกันจะได้สวมใส่

“นี่ไม่ใช่ชะตากรรม แต่มันคือหน้าที่ของข้า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นข้าจะไม่เสียใจเลย”

“จุงจอนมามา…” ชเวซังกุงเอ่ยเมื่อเห็นพระมเหสีทรงนิ่งเงียบ

“ชเวซังกุง เปลี่ยนชุดให้เราเถิด เราอยากลองสวมชุดนี้ดู”

“มามา… ถ้าปล่อยเวลาไว้นานกว่านี้ อาจจะไม่ทันการณ์ พวกญี่ปุ่นเข้ามาแล้วนะเพคะ”

“แล้วเราหนีกันมากี่ครั้งแล้ว ชเวซังกุง!”

“มามา ได้โปรดรักษาชีวิตของพระองค์ด้วยเถิดเพคะ!”

“การที่ราชินีของโชซอนต้องหนีเหมือนสุนัขตัวหนึ่ง ท่านไม่คิดว่ามันไร้ศักดิ์ศรีหรอกรึ”

“แต่พระองค์ต้องอยู่ต่อไปนะเพคะ ถ้ายังอยู่ที่นี่อาจจะไม่ปลอดภัย”

โจซังกุงเอ่ยขึ้นมาบ้างพลางเงยหน้าขึ้นไปสบพระเนตรของพระมเหสี รอยแย้มสรวลที่แสนเศร้าสร้อยนั้นทำให้ ฮวารยองแทบจะอยากวิ่งเข้าไปขอร้องพระองค์อีกคน แต่ในตอนนี้อะไรเล่าจะเปลี่ยนพระทัยพระมเหสีได้ เสียงอื้ออึงก็ดังแว่วมาแล้ว พวกใต้เท้าราชองครักษ์จะต้านทานได้นานเท่าใดกัน พระมเหสีมินทรงพระดำเนินมาช้าๆ ก่อนจะย่อพระองค์ลงใกล้ๆ เหล่าซังกุงสูงวัยผู้ภักดี

“พวกท่านอยู่ข้างกายข้าได้เช่นใด ช่างโง่เขลานัก ท่านก็รู้นี่ว่าข้าหาใช่คนขลาดเขลาไม่”

“มามา!”

เสียงของเหล่าซังกุงทั้งหมดดังขึ้นพร้อมกัน พระมเหสีทรงทอดพระเนตรมายังเหล่าซังกุงเบื้องหน้า เมื่อสายพระเนตรของพระองค์ทอดมา หัวใจของฮวารยองก็หล่นวูบ พระองค์ทรงกวักพระหัตถ์เรียกเธอเข้ามาใกล้

“เจ้ามาช่วยข้าแต่งตัวหน่อยเถิด… ช่างภูษาตัวน้อยของข้า ดูสิ นางกำนัลพวกนี้กำลังจะบอกให้ข้าหนี… ช่างน่าละอายนัก”

“มามาเพคะ ได้โปรดเถิดเพคะ พวกหม่อมฉันหาได้กลัวตายไม่ แต่เพราะชีวิตของพระองค์สำคัญมากกว่าสิ่งใดทั้งหมด ตอนนี้ยังพอมีเวลาเสด็จออกไปหลังพระราชวังนะเพคะ”

“เอาชุดมาให้เราสวม!”

“มามา!”

ในตอนนั้นฮวารยองมิอาจจะกลั้นน้ำตาเอาไว้ได้ แต่รับสั่งของพระมเหสีก็ไม่มีใครจะขัดได้อีกเช่นกัน ชุดชอกอึยสีแดงเข้มถูกนำมาสวมใส่ ฮวารยองคลานเข้าไปใกล้ๆ ก่อนจะเอาถุงพระบาทสวมใส่ให้กับพระองค์ เธอผูกเชือกด้วยมือที่สั่นเทา ในตอนนั้นพระมเหสีสังเกตเห็นอาการตื่นกลัว จึงถามออกมาด้วยน้ำเสียงอาทรว่า

“ถุงเท้าที่เจ้าเย็บให้เรา สวมแล้วสบายมาก”

“เพคะมามา หม่อมฉันดีใจที่พระองค์ชอบมันเพคะ”

“เจ้ากล้าหาญมาก ยูฮวารยอง… ข้าถามอีกคำเดียว เจ้ากลัวรึไม่”

“กลัวเพคะ แต่กลัวพระองค์จะเป็นอันตรายมากกว่า”

เด็กหญิงพูด พลันน้ำตาหยดหนึ่งไหลลงอาบแก้ม เธอก้มลงเอาแขนเสื้อเช็ดน้ำตา พระหัตถ์ของพระมเหสีแตะลงที่ใบหน้าอ่อนใส สายพระเนตรที่ทอดไปยังเด็กน้อยมีแววอาทรยิ่งนัก ฮวารยองดึงเอาพระหัตถ์อบอุ่นมากุมไว้มั่น ก่อนจะเอ่ยออกไปอยากที่ใจปรารถนา

“เสด็จออกไปข้างนอกเถิดเพคะ ใต้เท้าคิมจุนโฮกำลังจะไปตามคนมาคุ้มกันพระองค์ หม่อมฉันไม่อยากให้พระองค์เป็นอะไร”

“ข้าไม่รับปากเจ้าว่าจะไปหรอกนะ และก็ไม่ปิดบังเจ้าด้วย… ข้ายังไม่อยากตาย”

“แล้วทำไม…”

ฮวารยองทำท่าจะถามต่อ ดวงตาทั้งสองจับจ้องไปที่พระเนตรของพระมเหสี

“เพราะข้ายังอยากทำหน้าที่ของราชินีของโชซอนประเทศนี้นะสิ หน้าที่ที่แบกไว้ตรงนี่…”

พระหัตถ์ของพระองค์ทรงแตะไปที่พระอังสาข้างขวาที่ตรามังกรอยู่

“นี่คือหน้าที่ของข้า แต่ถ้าความตายมันคือชะตากรรมของข้า นั่นคือสิ่งที่ข้าเลือกเอง เก็บน้ำตาของเจ้าไว้เสีย แล้วสิ่งที่ข้าอยากจะขอร้องเจ้าก็คือ อย่าปกป้องข้า แต่จงรักษาชีวิตของเจ้าไว้… เข้าใจไหมเด็กน้อย”

“มามา!!”

ฮวารยองก้มลงและเช็ดน้ำตาอีกรอบ ในตอนนี้เธอไม่รู้จะพูดเช่นใดอีก พระองค์ทรงลุกขึ้นและทรงพระดำเนินลงไปจากตำหนักอ๊กโฮรู โดยที่เหล่าซังกุงและนางกำนัลทุกคนต่างก็เดินตามพระองค์ไปอย่างรีบร้อน โจซังกุงดึงมือฮวารยองไปด้วย เพราะการอยู่ที่นี่คงไม่ปลอดภัยนัก

“ไม่ต้องกลัวนะ จับมือข้าไว้”

“เจ้าค่ะ นายหญิง” เด็กหญิงรับคำเสียงสั่นรัว

แต่ทว่า…

ร่างของคนหลายคนกำลังยืนขวางอยู่ลานกว้างที่เชื่อมต่อทางไปยังตำหนักพระบรรทมของพระราชาโกจง ฮวารยองเดินจูงมือโจซังกุงมาด้วย ในตอนนั้นหัวใจของเธอได้เดินก้าวผ่านความกลัวมาได้แล้วระดับหนึ่ง แต่สิ่งที่ไม่คิดฝันกลับเกิดขึ้น ตอนนี้ไม่มีเสียงกรีดร้องขอชีวิต แต่กลับมีกลิ่นเลือดคาวๆ ลอยมาตามสายลมแทนที่จะเป็นกลิ่นดอกไม้อ่อนๆ โจซังกุงบีบมือฮวารยองไว้แน่น ในขณะที่ลีซองจิน คิมจียัง และทหารองครักษ์ส่วนหนึ่งวิ่งเข้ามาเพื่ออารักขาผู้เป็นนาย หนึ่งในนั้นก็มีร่างของคิมจุนโฮอยู่ด้วย

“คุ้มกันพระมเหสี!!”

“ขอรับ!”

เสียงกระบี่ที่ชักออกมาจากฝักวาววับเมื่อต้องแสงไฟ ในตอนนั้นสายตาของทหารทุกคนจับจ้องไปยังกลุ่มผู้บุกรุกที่ถืออาวุธเข้ามาข้างในนี้ ลีซองจินหันหน้ามาสบตากับคิมจียังก่อนจะพูดออกมาเสียงดังว่า

“เราจะเลิกทะเลาะกัน เอาไว้เสร็จจากงานนี้เมื่อไหร่ค่อยมาทะเลาะกันใหม่!”

“ย่อมได้ สหายรัก!”

คิมจียังเอ่ย ก่อนจะยืนหลังชนกันเพื่อสู้กับเหล่านักรบที่ย่างก้าวเข้ามา เสียงดาบกระทบกันจนเกิดเป็นประกายไฟท่ามกลางความมืด นางกำนัลบางคนระงับความกลัวไม่ได้ กรีดร้องออกมาเสียงดังลั่น ฮวารยองยืนกอดโจซังกุงแต่สายตาก็ไม่อาจจะละไปจากการต่อสู้ที่อยู่เบื้องหน้าไปได้

ทหารราชองครักษ์คนแล้วคนเล่าล้มลงเพราะคมดาบและกระสุนปืนที่ยิ่งกราดมาจากพลแม่นปืนที่มิอุระนำพามา กระสุนบางส่วนสาดมาโดนร่างนางกำนัลที่ถวายการอารักขาพระมเหสีอยู่ด้วย

“ฟุบ!!”

เลือดสีแดงฉานไหลออกมาจากร่างโออินจูในตอนนั้น ฮวารยองเห็นแต่สายตาที่บ่งบอกว่าเธอเจ็บปวดนัก มือน้อยพยายามเอื้อมไปกดปากแผลไว้เพื่อไม่ให้เลือดไหลออกมา จนกระทั่งดวงตาของผู้สูงวัยกว่าแน่นิ่งไป

“พี่อินจู… ท่านพี่เจ้าคะ”

ภาพของทหารและนางกำนัลผู้ภักดีล้มลงคนแล้วคนเล่า ในตอนนี้เหลือแต่ลีซองจิน คิมจียัง และคิมจุนโฮเท่านั้น ดาบอุนกอมในมือของจุนโฮไหวสั่นเพราะความเจ็บปวด เขาถูกยิงเฉียดไปที่ต้นแขน ใบหน้าก็มีร่องรอยบาดแผลจนเลือดไหลออกมาเป็นทางยาว พระมเหสีมินไม่อาจจะอดทนต่อสิ่งที่ทอดพระเนตรเห็นได้ จึงตะโกนออกไปเสียงอันดังลั่น

“ใต้เท้าลี ใต้เท้าคิม จุนโฮอา… ถอยออกไปเถิด เขาต้องการตัวข้า”

“คุ้มกันพระมเหสี!!” เสียงของลีซองจินสั่งการมั่นคงนัก

ในตอนนั้นเหมือนกันฝันที่เลวร้ายที่สุด เสียงกรีดร้องของคนที่ถูกฆ่าดังจนแสบแก้วหู กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งจนเหม็นเอียน ร่างขององครักษ์สามคนท่ามกลางการเคลื่อนไหวต่อสู้กับเหล่าผู้บุกรุกอย่างกล้าหาญ เหล่าทหารฝีมือดีกำลังปกป้องนายของตัวเอง แต่ดาบที่รวดเร็วก็ไม่อาจจะสู้ความเร็วของกระสุนปืนได้ ร่างของคิมจุนโฮทรุดฮวบลงไปกองกับพื้นทันที ในขณะที่กระสุนหลายนัดกลับฝังลงในร่างของคิมจียังและลีซองจินจนเลือดสีแดงสาดกระเซ็นไปทั้งทางเดินและพื้นหินของตำหนักคอนซอนกุง

“คุ้มกัน…”

“ใต้เท้าคิม!”

ฮวารยองตะโกนสุดเสียงเมื่อเห็นสภาพจุนโฮ เขาพยายามลุกขึ้นก่อนจะหันไปมองพระมเหสี ในตอนนั้นฮวารยองรู้สึกเจ็บปวดหัวใจนัก ในขณะเดียวกันโจซังกุงก็ปล่อยมือเธอช้าๆ ก่อนจะวิ่งเข้าไปยืนกางกั้นพระวรกายของผู้เป็นนาย

“พวกเจ้าป่าเถื่อนนัก อย่าแตะต้องนายของข้า!!”

 

ดาบเล่มยาวของซามูไรคนหนึ่งฟันที่มือสองข้างจนขาดกระเด็น ก่อนจะจ้วงแทงร่างของโจซังกุงอย่างไร้ความปรานี ฮวารยองพูดอะไรไม่ออก ได้แต่มองมือทั้งสองของผู้เป็นอาจารย์ด้วยความหวาดกลัว ร่างของโจซังกุงทรุดลงกับพื้นไปอีกคน

“นายหญิง!”

“ฮวารยองอา… หนีไป” นั่นเป็นคำสุดท้ายที่โจซังกุงได้พูดกับเธอ ดวงตาสองข้างไม่ได้หลับ แต่กลับจ้องมองไปยังคนที่สังหารตน พระมเหสีมินเห็นท่าทีหวาดกลัวของฮวารยองจึงตรัสบอกจุนโฮออกไปว่า

“ยูฮวารยอง ออกไปเสีย! ลืมที่เราสั่งเจ้าแล้วรึ รักษาชีวิตของเจ้าสิ จุนโฮ พาเด็กคนนี้ออกไป”

จุนโฮได้ฟังดังนั้นก็พยายามประคองตัวให้ลุกขึ้น ทั้งๆ ที่มีแผลทั่วตัว ฮวารยองสะอื้นถี่ๆ อยู่ในอก ทหารหลายคนพยายามเดินเข้ามาหา แต่เป็นร่างของคิมจุนโฮที่มากางกั้นร่างเธอไว้ ดาบคาตะนะของพันตรีเคอิจิฟันลงที่ร่างของเด็กหนุ่มอย่างไม่ปรานี และบางครั้งก็โดนใบหน้าของเขาด้วย ในตอนนั้นฮวารยองคิดถึงคำสัญญาที่ใต้เท้าคิมได้ให้ไว้กับเธอ

“นายท่าน!!”

“สัญญา… ประทับตรา… ปิดผนึก”

“อย่าฆ่าเด็กคนนี้ อยากได้ชีวิตของเราไม่ใช่รึ มาเอาไปสิ!”

พระมเหสีตรัส พระเนตรเรียวรีจับจ้องไปที่ผู้ที่ก้าวย่างเข้ามาหาพระองค์ ฮวารยองไม่สนใจอะไรทั้งนั้น สมองของเธอว่างเปล่า หูอื้อจนไม่ได้ยินอะไร สองเท้าเล็กๆ ก้าวเข้าไปหาเหล่าทหารผู้บุกรุกเหมือนคนไร้สติ

‘พี่อินจูตายแล้ว… นายหญิงโจก็ตายแล้ว… ใต้เท้าคิมก็ตายไปอีกคน ข้าจะยอมให้พระมเหสีเป็นอะไรไม่ได้’

มือน้อยดึงดาบอุนกอมที่เคยเป็นของจุนโฮมากำแน่น ดวงตากลมโตทอดมองไปยังบรรดาเหล่านักฆ่าที่สังหารคนที่เธอรักไป มือสองข้างที่เคยจับแต่เข็มเย็บผ้าจับกวัดแกว่งด้วยแรงที่ตนมี

“พวกเจ้าออกไป ออกไป อย่าทำร้ายนายของข้า!!”

ไม่มีใครฟังเสียงของเธอแล้ว นักฆ่าคนหนึ่งเหวี่ยงร่างของเธอให้ห่างจากพระมเหสี เขาเอ่ยมาว่าซามูไรจะไม่ฆ่าเด็ก ฮวารยองทำท่าว่าจะลุกไปหาพระมเหสีอีก

แต่ทว่า…

จังหวะนั้นดาบของเคอิจิจ้วงแทงไปร่างพระมเหสีมินจนเลือดไหลซึมออกมาจากฉลองพระองค์นองเต็มพื้นหิน สายพระเนตรของพระนางมองไปยังพระตำหนักจางอันดังที่ประทับของพระราชาในเวลานั้น กองกำลังของทหารญี่ปุ่นได้ควบคุมตำหนัก จนไม่เหลือที่ว่างให้ความอาลัยที่พระองค์มีได้แทรกไปหาคนที่พระองค์รักที่สุดได้

“ฝ่าบาท เพคะ… ลูกชอก โชซอนของเรา”

จนกระทั่งดาบหลายดาบทิ่มแทงไปบนร่างของพระองค์จนนับครั้งไม่ถ้วน แต่กระนั้นพระเนตรทั้งสองข้างก็ไม่ยอมหลับลงแม้ลมหายใจจะหมดสิ้นลงแล้ว

มิอุระ โกโร่ มองร่างของสตรีที่ครั้งหนึ่งเคยมองเขาด้วยสายตาเหยียดหยาม เขาก้มกายลงน้อยๆ ก่อนจะใช้ดาบฟันลงที่ร่างพระนางอีกครั้ง

“ขอประทานอภัย จุงจอนมามา”

“มามา… มามา!!”

“นางจิ้งจอกตายแล้ว ไม่มีดอกทงแบ็กในโชซอนเหลืออีกต่อไป ต่อจากนี้ไปจะมีแค่ดอกสึบากิในโชซอนเท่านั้น!”

ราวกับท้องฟ้าได้ถล่มลงมาตรงหน้าของฮวารยอง เสียงกรีดร้องของเด็กน้อยดังขึ้นในเช้ามืดของวันที่ 8 ตุลาคม ปี 1895

โอ้สายลมใดเล่ามาพรากเอาเจ้าดอกไม้

โอ้แสงแดดใดเล่าแผดเผากลีบดอกให้ร่วงหล่น

ยื่นมือออกไปคว้าได้แต่อากาศไร้หนทางช่างอับจน

ดอกทงแบ็กร่วงหล่นถูกเหยียบย่ำฝังไว้ในแผ่นดิน

Don`t copy text!