แสนคำนึง บทที่ 12 : ภารกิจ

แสนคำนึง บทที่ 12 : ภารกิจ

โดย : สิริมารีน

แสนคำนึง โดย สิริมารีน กับเรื่องราวความรักและการรอคอย ท่ามกลางกลิ่นอายของสงครามโลกครั้งที่ ๒ ซึ่งอุบัติขึ้นโดยไม่มีใครคาดหมาย สงครามที่พรากความรักของมัทนาและศันต์จากกัน…หนึ่งหัวใจ และหนึ่งหน้าที่ที่มีต่อชาติบ้านเมือง…หากชีวิตนี้ ศันต์พร้อมจะพลีเพื่อเธอคนเดียว … นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้คูณได้ อ่านออนไลน์

สมัครบัตร Citi Ready Credit

ทุกยอดการสมัครจะมีส่วนแบ่งกลับมาสนับสนุนเว็บไซต์อ่านเอาของพวกเรา 🙂

…………………………………………

-12-

 

หลังจากรอมานานหลายวัน โอเอสเอสก็ย้ายซันกับเพื่อนๆ ลงไปตั้งกองบัญชาการที่ซือเหมา แคว้นสิบสองปันนา สิบสองจุไท ซันแปลกใจที่ชาวเมืองพูดและอ่านเขียนภาษาไทยได้ ดูไม่ต่างจากคนไทย ทั้งที่ซือเหมาเป็นเมืองของจีน

“ภารกิจที่นี่ คือการเฝ้าสนามบิน” หัวหน้าบอก และซันก็รู้กฎดีพอที่จะไม่ซักถาม เขาใช้วิธีสังเกตการณ์ไม่นานก็เข้าใจว่า ที่นี่คือฐานปฏิบัติการสำหรับส่งเสรีไทยเข้าประเทศ โดยกลุ่มแรกจะผ่านทางลาว

ซันคาดหวัง ว่าเขาจะเป็นหนึ่งในกลุ่มนั้น แต่หัวหน้าเลือก แครี่กับซัล* เป็นเสรีไทยคู่แรกที่ออกเดินเท้าเข้าเมืองไทย

หลังจากทั้งสองเดินทางไปราวเดือนเศษ เจ้าหน้าที่โอเอสเอสก็ส่งซันกับเพื่อนอีกห้าคนออกจากซือ

เหมา…

27 เมษายน 2487

ซันก้าวออกไปสู่ราตรีที่มืดสนิทราวกับความตาย…พร้อมกับสมาร์ทและเพื่อนอีกสี่คน นำหน้าด้วยบาทหลวงจีนคาทอลิก ที่พูดคล่องทั้งภาษาฝรั่งเศส  ไทย และอังกฤษ และเคยสอนศาสนาอยู่ในหมู่ชาวเขา ทางใต้ของมณฑลยูนนาน มีลูกศิษย์ชาวเขาตามไปด้วยหนึ่งคน ทั้งหมดแต่งกายในชุดพื้นเมือง

“ภารกิจของพวกนาย คือปลอมตัวขนเครื่องส่งวิทยุเข้าไทย และหาทางติดต่อกับหัวหน้าคณะต่อต้านญี่ปุ่นในเมืองไทย โดยปิดเป็นความลับ อย่าให้ถูกญี่ปุ่นจับได้เป็นอันขาด” หัวหน้าหน่วยบอก “นี่ทองคำ คนละแปดแท่ง น้ำหนักแท่งละแปดบาท ไว้เปลี่ยนเป็นเงินใช้จ่ายระหว่างเดินทาง และนี่…เหรียญทองโทลาของอินเดีย คนละห้าสิบเหรียญ แล้วก็เหรียญเงินของจีน เป็นเงินจริง ไม่เหมือนแบงก์ที่อังกฤษเข้าไปพิมพ์จนแทบไม่มีค่าแล้ว”

ซันรับทองและเงินมาใส่เป้ นึกอยากได้อาวุธติดตัว แต่เขาไม่ได้รับอนุญาตให้ซักถาม จึงยืนนิ่งระวังตรงต่อไป จนหัวหน้าบอกว่า “มีปืนพกออโตเมติกตราม้าให้คนละกระบอกเท่านั้น เพราะพวกนายไม่ได้ไปรบ เสบียงให้ไปพอกินสองสามวัน แล้วไปหาเอาข้างหน้า ที่สำคัญ คือเครื่องรับส่งวิทยุกับแบตเตอรี่ และเครื่องปั่นไฟมือหมุนสี่ชุด ที่จะต้องขนเข้าไทยให้ได้”

หัวหน้าเดินนำไปที่ต้นไม้ใหญ่ ตรงนั้นมีม้าและล่อผูกอยู่ เขาบอกสั้นๆ ว่า “บาทหลวงจะนำทางพวกนายไป เขาเป็นคนของเรา อยู่กองพลเก้าสิบสาม ไว้ใจได้ ส่งแค่นี้นะ ขอให้โชคดี” เขาตบบ่าทุกคนก่อนจะหันหลังกลับแล้วเดินจากไป…

ซันสูดหายใจลึก การเดินทางกำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว “ยังดีที่มีม้าให้ขี่” เขาพึมพำกับตัวเอง แต่เด็กหนุ่มชาวเขา ลูกศิษย์ของบาทหลวงกลับสั่นศีรษะ

“เปล่า ไม่ได้ให้ขี่ ไว้ขนของ”

“อะไรวะ” สมาร์ทยื่นหน้ามาถาม “มีม้า แต่ไม่ให้ขี่”

“ม้าสี่ตัวนี้เรียกว่า ม้าต่าง ส่วนเจ้าหูยาวสองตัวนั้นเรียกว่า ล่อ เป็นลูกผสมของม้ากับลา มันอดทนดี บรรทุกของได้มาก เพิ่งได้มาใหม่ ยังไม่เชื่องนัก ไว้ฝึกระหว่างทางให้คุ้นกันสักหน่อยค่อยขี่ ไม่งั้นมันสะบัดตก” บาทหลวงอธิบายแล้วหันไปบอกเด็กหนุ่มว่า “จาง ผูกต่างสิ”

จางสอนให้ทุกคนช่วยกันวางหมอนบนหลังม้า แล้วพาดคานไม้ ผูก ‘ต่าง’ ที่เป็นตะกร้าสานทรงสูงไว้ข้างละใบ สำหรับใส่ของภาชนะสานคล้ายตะกร้าทรงสูง ซันกับสมาร์ทดูอยู่สักครู่ก็ผูกตัวที่สองได้ แต่เจ้าล่อกลับถอยกรูด แถมแยกเขี้ยวยิงฟันเข้าใส่

ซันยังพยายามผูกมิตรด้วยการยื่นจุกหัวผักกาดให้ แต่ฟันซี่ใหญ่งับฉับลงมาจนเขาสะดุ้ง รีบหดมือกลับแล้วหันไปบอกกับสมาร์ทว่า “มันพยศจริงๆ ด้วย”

“ฉันจับให้” พอลย่างสามขุมเข้าไป แต่จางดึงไว้ก่อน

“อย่าเพิ่งเลย นาย เดี๋ยวมันเตะเอา ค่อยหัดมันระหว่างทางก็แล้วกัน ตัวนี้ผมจูงเอง”

คณะออกเดินทางตอนใกล้รุ่ง บาทหลวงบอกว่า “พอไปถึงลาว เราจะปลอมตัวเป็นคนในบังคับของฝรั่งเศสที่ถูกใช้ให้ขนของจากวัดคาทอลิกในจีน ไปส่งที่เวียงจันทน์”

ออกเดินมาได้เพียงครึ่งวัน ซันก็เจ็บเสียแล้ว…รู้สึกว่าพวกเขายังไปไม่ถึงไหน การฝึกที่ผ่านมาเทียบกันไม่ได้กับความทุรกันดารของทางเดินในป่าลึก ร่างกายทุกส่วนเหมือนจะประท้วงนัดหยุดงาน เพราะอาการบาดเจ็บก่อนหน้านั้นกำเริบขึ้นมา แล้วยังต้องฝ่าดงหนาม ริ้น ไร ยุง และงู กับแมลงแปลกประหลาดนับไม่ถ้วน แต่เขาก็บังคับให้เท้าขวาก้าวไปหน้าเท้าซ้าย สลับไปทีละข้าง ตามกลุ่มให้ทันโดยพยายามไม่คิดฟุ้งซ่าน…ก้าวเดินต่อไปทั้งที่สงสัยว่า ทำไมหัวหน้าไม่ส่งพวกเขาโดดร่มลงไปให้รู้แล้วรู้รอด ดูเหมือนจะเสี่ยงตายน้อยกว่าเสียด้วยซ้ำ…

เพื่อนร่วมตายในกลุ่มก็คงรู้สึกเหมือนกับเขา…แต่ไม่มีใครปริปากบ่น ต่างกัดฟันเดินมุ่งหน้าลงใต้ ระหว่างหยุดพักก็ผลัดกันฝึกม้า ป้อนอาหารเท่าที่หาได้จนมันเริ่มเชื่อง ใครเหนื่อยหนักก็ขี่ม้าไปพอช่วยได้บ้าง ถึงกระนั้น การเดินทางก็ดูจะเชื่องช้าเสียเหลือเกิน กำหนดเส้นทางที่แน่นอนไม่ได้ แผนที่ก็ไม่มีประโยชน์อะไรเลย เพราะไม่ได้ลากเส้นคดโค้งตามยอดเขาที่จะต้องเดินทางไป

“เราต้องเลี่ยงเมือง” บาทหลวงบอก “ตามหมู่บ้านใหญ่ๆ มีญี่ปุ่นฝรั่งเศสอยู่ตรงไหนบ้างก็ไม่รู้ ที่ราบก็มีคนลาวที่อาจจะเข้ามาทักทายซักถามได้” นั่นคือเหตุผลที่ต้องเดินไปตามสันเขาสินะครับ…ซันตอบอยู่ในใจระหว่างที่ก้าวขึ้นไปเรื่อยๆ

“ชาวภูเขาไม่สนใจว่าใครจะรบกัน” บาทหลวงอธิบายตอนหยุดพัก ก่อนจะถึงหมู่บ้านบนยอดดอย “ที่นี่ปลอดภัยพอที่เราจะเข้าไปหาข้าว และอาศัยนอนหลับให้เต็มตาได้”

สมาร์ทกับซันสบตากัน ทั้งสองไม่แน่ใจนัก แต่ในเมื่อทุกคนดีใจที่จะได้กินอาหารปรุงใหม่ๆ ว่าอะไรก็ต้องว่าตามกัน…

น่าแปลกที่ชาวภูเขาไม่สนใจปัญหาภายนอกจริงอย่างที่บาทหลวงบอก แถมยังไม่สงสัยในคำพูดของผู้มาเยือน เมื่อซันบอกว่าเป็นหมอ พวกเขาก็เชื่อถือและยินดีที่ได้รับ ‘ยาฝรั่ง’ ซัลฟาฆ่าเชื้อครอบจักรวาล และแอตตาบริน ยาใหม่จากอเมริกาสำหรับรักษาไข้ป่า สาวๆ ก็ชอบเข็มกับด้าย และลูกปัดสีสวยๆ ที่กลุ่มของซันซื้อหาไปแลกเปลี่ยนอาหาร

บ้านของชาวภูเขาเรียบง่าย และมักจะมีกระท่อมเล็กๆ ไว้เป็นที่พักคนเดินทางไกล แม้จะต้องนอนบนแคร่แข็งกระด้างและใช้เป้หนุนต่างหมอน ซันก็หลับเป็นตายทุกคืนด้วยความเหน็ดเหนื่อย หลายวันผ่านไป เขาเริ่มชินกับการกินทุกสิ่งที่หาได้ ข้าวเบอะที่แม่หญิงชาวเขาต้มให้ในตอนเช้า ถือได้ว่าเป็นของอร่อยเลิศในตอนนั้น คล้ายกันกับโจ๊ก อุ่นท้องให้มีกำลังเดินต่อ…

“จากตรงนี้ เราจะลงไปที่ราบ” บาทหลวงบอก “ไม่มีทางอื่นที่จะไปเชียงตุงได้”

“ถ้าอย่างนั้น ก็ต้องผ่านหมู่บ้านสิครับ” พอลซึ่งเป็นพี่ใหญ่ของกลุ่มถาม

“ก็มันจำเป็น ทำยังไงได้” นักบวชถอนใจ “เตรียมตัวให้พร้อมตอบคำถามก็แล้วกัน…”

“ท่านเปลี่ยนใส่ชุดบาทหลวงลงไปจะดีกว่า” บ๊อบเสนอ เขาเป็นเหมือนเสนาธิการ และวางแผนได้อย่างรอบคอบเสมอ ตั้งแต่เดินทางกันมา ยังไม่หลุดพิรุธให้ชาวบ้านจับได้สักครั้ง “แขวนไม้กางเขนกับประคำให้เห็นชัดๆ ชาวบ้านจะได้เกรงใจ”

ปรากฏว่าแผนของบ๊อบได้ผลดีเกินไป ชาวบ้านพากันมาทักทายต้อนรับ ซักถามว่าท่านบาทหลวงจะไปไหน ขนของอะไรมาบ้าง เด็กๆ เข้ามารุมล้อมม้าต่าง พยายามเปิดตะกร้าดูและรื้อค้น จนพีทต้องแจกขนมเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ

“ท่านมาจากที่ใด” ชายวัยกลางคนร้องถามบาทหลวง ก่อนจะก้าวเข้ามาสำรวจม้า และมองกลุ่มผู้มาเยือนอย่างพินิจพิจารณา “ไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน”

“เฮามาจากเมืองจีน” บาทหลวงตอบ

“จะไปที่ใด แล้วขนข้าวของอะไรมามากมาย เฮาเป็นผู้ใหญ่บ้านอยู่ที่นี่ มีคนไปบอกว่าขบวนม้าแปลกหน้าเข้ามา ดูผิดสังเกตนัก”

“เฮาเป็นคนของทหารฝาหรั่งเศส” พอลก้าวเข้าไปด้วยท่าทางขึงขัง “ทหารให้ไปเอาของจากเมืองจีน มาส่งที่ฐานทัพแถวนี้ ท่านจะนำทางเราไปที่ค่ายทหารได้ไหม”

“ค่าย…” ผู้ใหญ่บ้านถอยหลังไปก้าวหนึ่ง “ไม่ได้อยู่แถวนี้”

“ใช่ แถวนี้บ่มีทหารฝาหรั่ง” ชาวบ้านช่วยกันยืนยัน ซันสังเกตได้ว่า หลายคนมีทีท่าหวาดกลัว เมื่อพูดถึงทหารเหล่านั้น

“เราได้รับคำสั่ง ให้ส่งของที่ค่ายทหาร ใกล้หมู่บ้านชายแดนเชียงตุง” พอลบอก

“โฮ้ย นี่ยังบ่ใช่ชายแดนหรอก” ผู้ใหญ่บ้านโบกไม้โบกมือ “ต้องย่างไปอีกไกลโข”

“ไกลสักเท่าใด” บาทหลวงถาม

“ขี่ม้าสองวัน สองคืน เลียบลำธารไปทางโน้น ก็จะถึงชายแดนรัฐฉาน” คำตอบของผู้ใหญ่เข้าทางพอลพอดี

“ถ้าอย่างนั้น เรารีบไปกันดีกว่า”

ซื้อหนังสือที่ www.naiin.com ไม่ว่าเล่มใดก็ตาม

ทุกยอดการสั่งซื้อจะมีส่วนแบ่งกลับมาเพื่อสนับสนุนเว็บไซต์อ่านเอา

ชุมชนแห่งการอ่านของพวกเรา : )

ทั้งกลุ่มออกเดินทางต่อ โดยไม่มีใครกล้าเข้ามาขัดขวางหรือแตะต้องสัมภาระ คำว่าทหารฝรั่งเศสคงจะน่ากลัวมากจริงๆ สำหรับชาวบ้านแถวนี้…

ระยะทางที่ผู้ใหญ่บ้านบอกว่า ‘สองวัน สองคืน’ กลับกลายเป็นเกือบสัปดาห์ เพราะสมาร์ทเกิดอาการหายใจหอบ หน้าแดงจนซันสังเกตเห็น

“พักก่อนไหม”

“ไม่…ไม่เป็นไร…” สมาร์ทยืนยันก่อนจะทรุดลง ตัวงอด้วยความเจ็บปวดและคงจะกลิ้งลงลำธารไปถ้าหากซันคว้าไว้ไม่ทัน

“หยุดก่อน!” เขาตะโกนบอกคนข้างหน้า และบาทหลวงก็ดึงบังเหียนม้าให้หันกลับ…

“สมาร์ทเป็นอะไรก็ไม่รู้” ซันคุกเข่าลง ใช้มืออังหน้าผากเพื่อน “ตัวร้อนจี๋เลย!”

“เข้าไปพักตรงที่ร่ม” พอลชี้ไปใต้ต้นไม้ ตอนแรกยังไม่มีใครรื้อสัมภาระแต่ในที่สุดก็ต้องกางเต็นท์ทั้งที่เป็นเวลากลางวัน

บ๊อบต้มน้ำละลายเกลือป่นมาให้คนเจ็บดื่ม แต่กลับทำให้สมาร์ทอาเจียนออกมา ท่าทางที่บิดจนตัวงอนั้นทำให้ซันใจไม่ค่อยดี แต่ปากก็ต้องบอกว่า “ไม่เป็นไร กินซัลฟาเดี๋ยวก็หาย…”

“เราแยกไปล่วงหน้าก่อนไหม ให้ซันกับจางอยู่พยาบาลสมาร์ท” บ๊อบถามพีท แต่พอลเป็นคนตอบว่า “มาด้วยกัน ก็ต้องไปด้วยกัน”

“แต่ว่า…” บ๊อบมองอาการของสมาร์ทแล้วส่ายหัว “ไข้ขึ้นจนชักแบบนี้…”

“เขาไม่ตายหรอก” บาทหลวงยืนยัน

“ท่านก็เชื่อมั่นในซัลฟาเหลือเกิน” บ๊อบบ่น แต่ก็ยอมรอทั้งที่ใจคงจะร้อนเป็นไฟ ถึงพอลจะบอกให้หยุดพัก แต่ทุกคนก็รู้ว่าไม่มีเวลาจะเสีย หากสมาร์ทไม่หาย…และไม่ตาย สุดท้ายซันอาจต้องอยู่ดูแล ปล่อยให้คนอื่นเดินทางกันต่อไป…

โชคดีที่ยาซัลฟาได้ผล และสมาร์ทก็ใจสู้ พอลจับเขาพาดหลังม้า มุ่งหน้าไปเชียงตุง ซึ่งขณะนั้นเป็นเขตปกครองของไทย ใช้ชื่อว่าสหรัฐไทยเดิม แต่ก่อนจะเข้าเขตฉาน ทั้งกลุ่มต้องผ่านกองพลเก้าสิบสามของจีน ที่ตั้งมั่นอยู่ชายแดน…

“ไม่น่ามีปัญหา เพราะฉันเคยทำงานอยู่ที่นี่” บาทหลวงบอกอย่างมั่นใจ แต่เมื่อเข้าไปพบกับผู้กอง พวกเขากลับได้รับคำตอบว่า “ผ่านไปไม่ได้!”

“ทำไมล่ะ” บาทหลวงถามเป็นภาษาจีน “ท่านก็รู้จักฉันดี เราแค่จะขนของไปให้โบสถ์ทางโน้น”

“รัฐบาลของเราทำข้อตกลงกับไทยไว้ว่า ต่างฝ่ายจะไม่ล้ำแดนกัน ท่านไม่เห็นหรือว่า ทหารไทยตั้งค่ายยันอยู่ฝั่งตรงข้าม พวกเขาอาจเข้าใจผิด ถ้าเราปล่อยให้กลุ่มของท่านผ่านเข้าไป จะกลายเป็นว่า จีนก้าวก่ายกิจการภายในของไทยได้”

พอลและบาทหลวงพยายามช่วยกันต่อรองทุกวิถีทาง แต่ทหารจีนก็ไม่ยอมให้ผ่าน สุดท้าย พอลก็เดินคอตกกลับมาบอกเพื่อนๆ ว่า “เราคงต้องหาทางอื่นเข้าไทย”

…………………………………………………

*การะเวก ศรีวิจารณ์ และสมพงษ์ ศัลยพงษ์

***

 

สั่งซื้อ Remember Wrinks

เซรั่มบำรุงผิวที่เป็นมาสก์ได้ในหนึ่งเดียว

ทุกยอดการสั่งซื้อจะมีส่วนแบ่งกลับมาเพื่อสนับสนุนเว็บไซต์อ่านเอา

ชุมชนแห่งการอ่านของพวกเรา : )

สั่งซื้อ 1 หลอดราคา 2,090 บาท คลิกที่นี่  >>>>> https://bit.ly/2UT2G40   

สั่งซื้อเซ็ตประหยัดสุดคุ้ม 3 หลอดราคา 2,940 บาท คลิกที่นี่  >>>>> https://bit.ly/2QFzcY9

อ่านเพิ่มเติม เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์นี้ คลิกที่นี่ >>>>>>>>>>> http://anowl.co/anowlsabai/remember-wrinks/

Don`t copy text!