แสนคำนึง บทที่ 7 : ไฟสงคราม

แสนคำนึง บทที่ 7 : ไฟสงคราม

โดย : สิริมารีน

แสนคำนึง โดย สิริมารีน กับเรื่องราวความรักและการรอคอย ท่ามกลางกลิ่นอายของสงครามโลกครั้งที่ ๒ ซึ่งอุบัติขึ้นโดยไม่มีใครคาดหมาย สงครามที่พรากความรักของมัทนาและศันต์จากกัน…หนึ่งหัวใจ และหนึ่งหน้าที่ที่มีต่อชาติบ้านเมือง…หากชีวิตนี้ ศันต์พร้อมจะพลีเพื่อเธอคนเดียว … นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้คูณได้ อ่านออนไลน์

สมัครบัตร Citi Ready Credit

ทุกยอดการสมัครจะมีส่วนแบ่งกลับมาสนับสนุนเว็บไซต์อ่านเอาของพวกเรา 🙂

…………………………………………

-7-

 

กลุ่มของมัทนาออกเยี่ยมเยียนจุดที่ถูกทิ้งระเบิดในตอนเช้า มีอาหารและเครื่องใช้ ตลอดจนอุปกรณ์ปฐมพยาบาลไปแจกจ่าย ครั้งแรกที่ออกหน่วย หญิงสาวต้องข่มใจฝืนทนทั้งความหวาดหวั่นในจิตใจ และเหนื่อยยากลำบากกาย ต้องเดินกลางแดดแรง ทนร้อนทนหิวแม้แต่น้ำเย็นสักแก้วยังไม่มีเวลาดื่ม ที่ยังก้าวต่อไปได้ ก็ด้วยความมุ่งมั่นที่บอกตัวเองว่า “ถือเป็นโอกาสได้ช่วยบ้านเมืองและประชาชนในยามฉุกเฉิน มีสติกำลังเพียงเท่านี้ ก็จะใช้รอยยิ้ม คำพูดปลอบประโลม และแรงกาย ผ่อนหนักให้เป็นเบาลงไปบ้าง”

มัทนาเริ่มคุ้นชินกับการหิ้วสัมภาระเดินฝ่าฝุ่นควันจากไฟสงคราม แต่เธอยังทำใจไม่ได้กับสภาพของบ้านเรือนและผู้คนที่บาดเจ็บล้มตาย กากบาทสีแดงเปรียบเหมือนความหวัง ทว่าเธอไม่อาจช่วยพวกเขาทั้งหมดได้…

ความคิดสะดุดลงเมื่อสายตากวาดไปพบกับเด็กหญิงวัยประมาณสามขวบที่มารดาอุ้มมา “ช่วยลูกฉันด้วยเถอะ คุณหมอ” เธอบอกละล่ำละลัก

รอยบาดที่ขาเล็กนั้นไม่ลึกจนถึงกับต้องเย็บแต่ก็ดูเจ็บแสบไม่น้อย มัทนากับวดีช่วยกันล้างแผลระหว่างที่เทียมจันทร์คุยกับแม่ของเด็ก อธิบายเรื่องการดูแล แบ่งยา แป้งนมกับน้ำตาลอันเป็นของหายากที่สุดให้แล้ว ก็ได้แต่มองสองแม่ลูกเดินจากไป หนนี้พระคุ้มครองให้มีเพียงแผลถลอกฟกช้ำ แต่คราวหน้า…มัทนาไม่กล้าคิด

“ขี้แยจริง แค่นี้ก็จะร้องไห้” ทัดเทพล้อ  “คิดแต่ว่าเราช่วยให้เขาดีขึ้นได้ก็พอ  ไม่ต้องกังวลอนาคต ถ้าใจคอไม่สบาย ก็ทำงานไม่ไหวนะครับ”

“ค่ะ” จริงของเขา ถ้าอ่อนแออย่างนี้จะไปช่วยอะไรใครได้ มัทนารีบลุกขึ้น ออกเดินหาคนเจ็บรายต่อไป…………………….

สายวันรุ่งขึ้น หลังจากช่วยคนเจ็บเขียนจดหมายรอบเช้า มัทนาเดินลงมาจากพระที่นั่ง แล้ว “บังเอิญ” พบพันตรีทัดเทพที่ทางเดิน “คุณนาจะไปไหนหรือครับ” เขายิ้มแจ่มใส

“ว่าจะไปเดินเล่นรับอากาศหน่อยค่ะ คุยกับคนไข้มาสองสามชั่วโมงแล้ว” เธอไม่นึกว่าเขาจะเดินตามมาดื้อๆ

“เมื่อก่อนที่นี่คงจะงามมาก” ทัดเทพชี้ชวนให้ดูสระน้ำ “รูปพระวรุณปั้นหล่อมาจากฟลอเร้นซ์” เขาพาเธอไปกราบท้าวหิรัญพนาสูรที่ศาล แล้วเดินเลยไปยังสวนโรมันซึ่งรกไปด้วยวัชพืช

“พี่ว่าจะให้ลูกน้องมาถางหญ้าก็ยังไม่มีเวลาเลย” ทัดเทพถือโอกาสเรียกตัวเองว่าพี่ เหมือนพูดกับเทียมจันทร์

“ขนาดไม่มีสวนดอกไม้ ที่นี่ก็ยังสวยอยู่มากนะคะ” มัทนาเงยหน้ามองศาลาทรงกลม หลังคาโดมรับด้วยเสาคอรินเธียน บันไดหน้าประดับตุ๊กตาหินอ่อน เธอไม่เคยเดินมาไกลถึงตรงนี้ จึงสนใจเป็นพิเศษ

“ศาลานี้เป็นเวทีการแสดงกลางแจ้ง” ทัดเทพเล่า “สมัยก่อนสวนคงจะสวยมาก เวลาที่ในหลวงรัชกาลที่หกทรงพระราชนิพนธ์เรื่องมัทนะพาธา อาจจะทอดพระเนตรจากพระแกลด้านหลังห้องพระบรรทมในพระที่นั่งไวกูณฐเทพยสถานลงมาที่สวนโรมันบ้างก็เป็นได้…” เขายิ้มพรายก่อนจะถามเธอว่า “ใครตั้งชื่อให้คุณนาครับ”

“พ่อค่ะ” เธอยินดีเสมอหากได้คุยถึงบิดา “ร้อยตรีองอาจ”

“ท่านเป็นทหารเหมือนกันหรือ”

“ค่ะ” มัทนาพยักหน้า “พ่อหายสาบสูญไปเมื่อครั้งกบฏบวรเดช ตอนนั้นนาย่างสิบเอ็ดขวบ เราได้อยู่ด้วยกันน้อยเหลือเกิน แต่นาก็จำได้ว่าพ่อชอบบทพระราชนิพนธ์เรื่องมัทนะพาธาตำนานดอกกุหลาบมากที่สุด”

“น่าเสียดายที่สวนนี้ไม่มีกุหลาบเสียแล้ว” ทัดเทพมองไปรอบๆ “สักวันเมื่อสงครามสงบ คงได้บูรณะให้งามเหมือนเมื่อก่อน แต่ชื่อมัทนา ก็ไม่ได้แปลว่ากุหลาบนี่นะ”

“มัทนามาจาก ‘มทน’ แปลว่าความลุ่มหลงหรือความรักค่ะ” หญิงสาวเผลอพูดออกไป แล้วนัยน์ตาประกายคมกล้าที่จ้องมองอย่างมีความก็ทำให้เธอเก้อจนต้องหาเรื่องมาเล่าต่อว่า “ทรงเลือกชื่อนี้ เพราะกุพชกะที่แปลว่ากุหลาบนั้นไม่เหมาะกับชื่อนางเอก แต่มัทนะพาธา ก็แปลว่า ความเจ็บหรือเดือดร้อนแห่งความรัก”

“ถ้าไม่เจ็บปวด ไม่เดือดเนื้อร้อนใจ จะเรียกว่ารักได้อย่างไรเล่า” ทัดเทพบอกเสียงนุ่ม แต่เธอยังคงพูดต่อเหมือนไม่ได้สังเกตปฏิกริยาของเขา “เทพในเรื่องนี้เจ็บใจมาก จึงสาปนางฟ้าชื่อมัทนาให้กลายเป็นต้นกุหลาบในเมืองมนุษย์”

“แต่กุหลาบก็สื่อถึงความรักของหญิงชายมิใช่หรือ”

พอเขาวกเข้าเรื่องความรัก มัทนาก็รีบบอกว่า “คุณพยาบาลสั่งไว้ ตอนบ่ายให้ขึ้นไปช่วย นาขอตัวก่อนนะคะ” แล้วเธอก็วิ่งขึ้นตึก คิดว่าตำนานดอกกุหลาบคงจะจบอยู่เพียงแค่นี้

แต่วันรุ่งขึ้น ระหว่างที่นั่งจัดเรียงแผ่นกระดาษจดประวัติคนไข้ จู่ๆ ก็มีคนวางหนังสือเล่มหนึ่งลงบนโต๊ะ มัทนาเงยหน้าขึ้น สบตากับพันตรีทัดเทพโดยไม่ทันตั้งตัว

เธอสะดุ้ง เสก้มมองหนังสือ แล้วก็ตกตะลึงกับปกหนังสีเขียวเข้มอันงามวิจิตรด้วยลายพิมพ์ทองรูปดอกกุหลาบลายเส้นอาร์ตนูโว เธอไม่กล้าแม้แต่จะเปิดดูด้วยรู้สึกถึงคุณค่าและราคาอันสูงลิ่ว “มัทนะพาธา ฉบับพิมพ์ครั้งแรก พี่ยกให้”

“นารับไม่ได้หรอกค่ะ” เธอส่ายหน้า

“ทำไมเล่า” เขาดึงเก้าอี้มานั่งลงตรงข้าม “คุณนามีแล้วหรืออย่างไร พี่ได้ยินว่าเล่มพิมพ์ครั้งแรกนี้หายากนักหนา ยิ่งสภาพสวยสมบูรณ์ด้วย”

“ก็เพราะงามและหายากสิคะ นาจึงไม่อยากรับไว้”

“ไม่เป็นไร พี่อยากให้จริงๆ” ทัดเทพยืนยัน ไม่สนใจคนรอบข้างที่เริ่มแอบมองและซุบซิบ

“คุณเทพไม่เสียดายหรือคะ” มิใช่ว่าเธอไม่อยากรับไว้ หนังสือแสนสวยที่มีความหมายผูกพันไปถึงบิดา แน่นอนว่ามัทนาอยากได้ แต่คำนึงถึงความเหมาะสมแล้ว เธอก็จำใจต้องปฏิเสธ

“ไม่หรอก” เขาหัวเราะเสียงทุ้ม นัยน์ตาเป็นประกายระยับ “อีกหน่อย หนังสือเล่มนี้ก็จะกลับไปอยู่ในตู้ที่บ้านพี่ พร้อมคุณนาอย่างไรเล่า”

เธอก้มหน้า เลื่อนหนังสือคืนให้โดยไม่ตอบคำ

ชายหนุ่มถอนใจ “ถ้าอย่างนั้น พี่จะเก็บไว้ รอให้คุณนาไปอ่านที่บ้าน”

“คุยอะไรกันคะ” วดีก้าวเข้ามาร้องถามเสียงห้วนผิดปกติ “คุณพี่พยาบาลให้มาตามนา บอกว่าขาดล่าม”

“ขอตัวก่อนนะคะ ผู้พัน” มัทนาบอกลาก่อนจะรีบวิ่งตามเพื่อนไป

 

ซื้อหนังสือที่ www.naiin.com ไม่ว่าเล่มใดก็ตาม

ทุกยอดการสั่งซื้อจะมีส่วนแบ่งกลับมาเพื่อสนับสนุนเว็บไซต์อ่านเอา

ชุมชนแห่งการอ่านของพวกเรา : )

 

วดีเร่งฝีเท้าไปจนถึงชานบันได แล้วจู่ๆ ก็กลับหยุดชะงัก จนมัทนาที่ก้าวตามขึ้นไปเกือบจะชนเข้า

“เอ้า! หยุดทำไม ไหนเธอบอกว่ารีบไงล่ะ”

“ฉันมีเรื่องอยากจะถามเธอหน่อย” วดีหันมาบอก

“มีอะไรหรือ” สีหน้าของเพื่อนทำให้มัทนาเริ่มไม่สบายใจ

“เธอกับคุณเทพ…” ตั้งคำถามแล้วกลับเป็นฝ่ายอึกอัก

“ทำไม ก็ไม่มีอะไรนี่ เขาเป็นผู้ใหญ่มาคุยด้วย ฉันก็ต้องตอบเท่านั้น” มัทนาพยายามอธิบาย แต่คำพูดของเธอคงไม่มีน้ำหนักมากพอ วดีจึงซักต่อไปว่า

“วันก่อนฉันมองจากหน้าต่างข้างบน เห็นเธอไปเดินเล่นกับเขาที่สวนข้างหลัง สนิทกันมากใช่ไหม”

“ฉันทำงานอยู่ในห้องคนไข้นาน อึดอัดเต็มประดาเลยลงไปเดินเล่น บังเอิญพบคุณเทพ ไม่มีอะไรมากกว่านั้นจริงๆ” มัทนายืนยัน

“บังเอิญอย่างนั้นหรือ” วดีเม้มปาก ส่ายหน้า “แน่ใจใช่ไหมว่าไม่ได้เดินไปเพื่อให้เขาตาม!”

“อะไรกัน วดี!” มัทนาเพิ่งรู้ตอนนั้นเองว่า เพื่อนของเธอคิดอย่างไรกับพันตรีทัดเทพ

“พอพี่ศันต์หายไป เลยต้องหาที่หมายใหม่สินะ” วดีไม่เคยใช้น้ำเสียงเช่นนี้กับมัทนามาก่อน คนฟังจึงอึ้งไปชั่วขณะ

“จับปลาสองมือ” วดีซ้ำ “หรือเห็นว่าปลาตัวแรกหายไปในมหาสมุทรเสียแล้ว”

“เปล่า…วดี…” มัทนาเอื้อมไปจับมือเพื่อน แต่ถูกสะบัดออก

“ไม่ต้องทำเป็นไม่รู้เรื่อง เธอจะแย่งคุณเทพไปจากฉัน เพราะหมดหวังทางพี่ศันต์ใช่ไหมล่ะ” คำกล่าวหานั้นรุนแรงจนมัทนาพูดไม่ออก

“ฉันไม่เคยคิดอย่างนั้นเลย” เธอยืนยันปากคอสั่น “ขึ้นไปช่วยคนเจ็บก่อนดีไหม เรื่องคุณเทพ ไว้ไปคุยกันที่บ้านคืนนี้”

วดีทำท่าจะค้าน แต่มัทนาเร่งฝีเท้าขึ้นบันได ไม่ยอมอยู่ฟัง ทั้งสองต่างก็ทำหน้าที่ไปจนเย็นอย่างมึนตึง ไม่พูดไม่จา แม้จะกลับถึงบ้านแล้ว ก็ยังเงียบผิดปกติ เมื่อรับประทานอาหารค่ำร่วมโต๊ะกับคุณจอม ท่านจึงสงสัยและซักถาม

“เป็นอะไรไป วดี มัทนา หน้าตาซีดเซียวทั้งคู่ ข้าวก็เหมือนจะกินไม่ลง”

“เหนื่อยเจ้าค่ะ” วดีเป็นคนตอบ

“งานหนักเกินไป ก็ไม่ต้องฝืนให้คนอื่นเขาช่วยบ้าง ประเดี๋ยวจะล้มป่วยเสียก่อน หายกันไปทั้งวัน กลับมาก็ล้าจนแม้แต่จะพูดคุยก็ยังไม่ไหว” คุณจอมบ่น

“ไม่หนักมากหรอกเจ้าค่ะ” มัทนารีบแก้เพราะเกรงว่าท่านจะห้ามไม่ให้ไปที่โรงพยาบาลอีก “วันนี้ร้อนไปหน่อยเท่านั้น”

“ไม่ต้องไปทุกวันก็ได้นี่นา งานอาสา”

“ท่านหญิงพรรณยังเสด็จทุกวันนะเจ้าคะ” มัทนารีบหันเหบทสนทนาไปทางอื่น แล้วก็ได้ผล คุณจอมคล้อยตามทันที

“ทรงสบายดีหรือ ไม่ได้เฝ้าเสียนาน เคยเห็นท่านวิ่งเล่นที่ตำหนักเสด็จ เมื่อยังทรงพระเยาว์น่ารักเหลือเกิน”

“เดี๋ยวนี้ท่านก็ยังน่ารักเจ้าค่ะ” มัทนาเล่า “ทรงงานหนักจนนาอายไม่กล้าอู้ ท่านมีขนมมาประทานอยู่บ่อยๆ ด้วย”

“ถ้าอย่างนั้น ทางเราต้องถวายบ้าง มะรืนจะจัดกระเช้าของเสวยให้งาม หม่อมแม่ของท่านก็คุ้นเคยกับฉันดี คิดถึงเหลือเกิน เสียดายหน้าศึกสงคราม ไม่มีงานการให้ได้พบกันเลย”

เป็นอันว่าคุณจอมไม่ห้ามเรื่องงานอาสา แต่เรื่องน่าปวดหัวยังไม่จบสิ้น หลังมื้ออาหาร มัทนาต้องเผชิญหน้ากับวดี ที่ยังอยู่ในอารมณ์ขุ่นมัวอย่างเห็นได้ชัด

เพราะไม่อยากให้ใครได้ยินเรื่องที่คุยกัน มัทนาจึงเดินจากตึกใหญ่ไปส่งวดีที่เรือนปั้นหยา “ตกลงเธอคิดอย่างไรกับคุณเทพ” วดีถามตรงๆ

“ก็เป็นผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือ เขาอายุมากกว่าเราหลายปี”

“คิดแบบนั้นแน่นะ”

“ทำไมหรือ วดี” มัทนาหันไปจ้องหน้าเพื่อนตรงๆ “หรือว่า เธอคิดเป็นอย่างอื่น”

“ใช่” อีกฝ่ายก็กล้าตอบเสียด้วย “เราอยู่กันมาแต่เล็กแต่น้อย ไม่มีอะไรต้องปิดบัง”

สาวๆ ทุกคน แม้แต่ท่านหญิงพรรณ คงยากที่จะพูดออกมาว่าไม่สนใจพันตรีทัดเทพ หนุ่มโสดเนื้อหอมที่สุดแห่งยุค เขาพรั่งพร้อมทั้งหน้าตา ฐานะ ยศ ตำแหน่ง หากไม่คว้าไว้ก็โง่เต็มที แต่หัวใจของมัทนาไม่มีที่ว่างสำหรับใคร นอกไปจากเจ้าของแหวนที่นิ้วนางข้างขวา

ศันต์หายไปนานเกินที่จะรอ แต่ความผูกพันอันยาวนานเป็นสายใยที่ตัดไม่ขาด เธอยังเชื่อในคำมั่นสัญญา ว่าเขาเองก็จะไม่เป็นอื่น รอเพียงเวลาที่จะกลับมาพบกันเท่านั้น

เธอยื่นมือขวาออกไปกลางแสงสว่างนวลของดวงโคมริมทางเดิน เพชรเม็ดน้อยส่องประกายเล่นไฟวาววับ

“แหวนขี้ประติ๋วของคุณอาศันต์นี่น่ะรึ” วดีเบ้ปาก “อย่ามาอ้างหน่อยเลย มัทนา ฉันไม่เชื่อหรอกว่าเธอจะถือเป็นของหมั้น”

“ฉันก็ไม่ได้บอกสักหน่อย ว่าเป็นของหมั้น” มัทนาพยายามใจเย็น “แต่การที่ฉันยังใส่แหวนวงนี้ ก็เท่ากับฉันยังรอคุณพี่ และจะไม่มีใครอื่น”

“ไปหลอกเด็กเถอะ” วดีหัวเราะเสียงบาดหู “ป่านนี้อาศันต์อาจจะตายไปแล้ว หรือเข้ากับพวกอเมริกัน อยู่ที่นั่นไปจนแก่ไม่กลับมาไทยใครจะไปรู้”

“พี่ศันต์จะต้องกลับมา” มัทนาตอบหนักแน่น

“กลับมาจะมีอะไร เล่าเรียนครึ่งๆ กลางๆ เส้นสายก็ไม่มีกับใครเขา ขั้วอำนาจเปลี่ยนไปกลายเป็นฝ่ายนักการเมือง อาศันต์แทนที่จะกลับมาอยู่ข้างญี่ปุ่น ดันเลือกอเมริกา กลับมาก็ไม่มีใครเอา หรือตายเสียแล้วก็ไม่รู้”

“วดี! อย่าพูดอย่างนั้น”

“ก็มันเป็นไปได้ไหมเล่า หายไปไม่ติดต่อเลย ถึงไม่ตาย กลับมาก็ไม่มีอนาคต จะนั่งกินนอนกินหวังสมบัติเจ้าจอมน่ะอย่าได้หมาย คุณพ่อบอกฉันเสมอว่า ท่านเลี้ยงผู้คนเยอะแยะ พี่น้องก็มีมาก รายได้จากค่าเช่า ขายที่ดินเครื่องเพชรไปเท่าไรถึงจะพอ หรือต่อให้มีเหลือ ตอนท่านตาย มรดกก็ต้องแบ่งหารกันไปอีก ไม่ใช่ตกที่อาศันต์คนเดียวเสียเมื่อไร”

“ฉันไม่เคยหวังสมบัติท่าน เราสองคนมีวิชาความรู้ เสร็จสงครามแล้วคงจะสร้างตัวได้ไม่ยาก อย่างน้อยฉันสอนภาษา และเปียโนก็พอเลี้ยงตัวได้ ส่วนพี่ศันต์คงจะรับราชการ” มัทนาเคยคิดวางแผนอนาคตไว้บ้างเหมือนกัน

“อยู่ฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลแต่จะรับราชการนี่นะ” วดีหัวเราะ “คงเจริญหรอก…แต่เธอรออาศันต์ก็ดีแล้ว จะได้ไม่มายุ่งกับคุณเทพ” วดีคว้าแขนเพื่อนเขย่า “เธอรับปากแล้วนะ มัทนา ว่าจะไม่แย่งคุณเทพจากฉัน”

“คุณเทพเขาตกลงคบกับเธอแล้วหรือ” คนฟังตามไม่ทัน แต่วดีแปลไปอีกแบบ

“อ้าว จะกลับคำกันง่ายๆ หรืออย่างไร ไหนว่าจะรออาศันต์ เสียดายได้คิดขึ้นมาละสิว่า คุณเทพเหนือกว่าทุกอย่าง”

เดินกันมาถึงเฉลียงหน้าเรือนปั้นหยาแล้วก็ยังปรับความเข้าใจไม่ได้ สองสาวจึงนั่งลงที่ชิงช้าไม้หน้าเรือน แกว่งไกวไปมาไม่ให้ยุงรบกวน

“ฉันไม่เคยเปรียบเทียบอย่างนั้น” มัทนาส่ายหน้า

“หรือเธอคิดอยู่ในใจ แต่ไม่ได้บอกฉัน” ความหลงใหลในตัวทัดเทพทำให้วดีหวาดระแวงไปหมด

“คิดอะไร”

“ก็คิดจะจับปลาสองมือไงล่ะ” วดีกระแทกเสียง “คุณเทพทั้งอนาคตดีมีชาติตระกูล เรื่องทรัพย์สินก็ยิ่งทบทวีด้วยอำนาจวาสนา ต่างกับฝ่ายเราที่เป็นขาลง”

“เธอมองขนาดนั้นเลยหรือ” มัทนาแปลกใจ รู้สึกเหมือนกำลังคุยกับคนแปลกหน้า ไม่อยากเชื่อว่าความรักจะเปลี่ยนนิสัยของวดีไปได้ถึงเพียงนี้…

“ฉันก็ชอบตัวเขาด้วย” วดีบอกหน้าตาเฉย ด้วยความที่สนิทสนมกับมัทนายิ่งกว่าพี่น้อง จึงไม่นึกกระดากที่จะยอมรับว่าสนใจทัดเทพอย่างชายหนุ่มหญิงสาว “เธอก็น่าจะเห็น คุณเทพรูปหล่อยิ่งกว่าพระเอกละคร แล้วยังมงกุฏดาวบนบ่าอีก” วดีถอนใจ

“เธอชอบ ก็คุยกับเขาสิ ไม่เกี่ยวอะไรกับฉัน” มัทนาบอก

“อย่าเข้ามาขวางก็แล้วกัน” วดีย้ำ “จะบอกให้ว่าคุณเทพเขาก็สนใจฉันอยู่ไม่น้อย แต่ฉันอยากจะไว้ตัวสักหน่อย รอให้เขาเป็นฝ่ายเริ่มก่อน ไม่คิดว่าเธอจะเข้ามาขวาง แต่สังเกตดูเธอชอบเข้าไปปรึกษา ให้เขาช่วยเรื่องนั้นเรื่องนี้ ฉันเลยต้องถามกันก่อน ว่าเธอหวังสูงกว่าอาศันต์หรือไม่”

“ไม่หรอก” มัทนาตอบทั้งที่ยังจับต้นชนปลายไม่ถูก “ถ้าเธอชอบคุณเทพ และเห็นว่าเขาสนใจเธออยู่ จะคบหากันอย่างไรก็ได้ ฉันไม่เกี่ยว”

“แน่นะ” วดีจ้องมองคาดคั้นและมัทนาก็พยักหน้า…

 

Don`t copy text!