แสนคำนึง บทที่ 9 : ยงยศ

แสนคำนึง บทที่ 9 : ยงยศ

โดย : สิริมารีน

แสนคำนึง โดย สิริมารีน กับเรื่องราวความรักและการรอคอย ท่ามกลางกลิ่นอายของสงครามโลกครั้งที่ ๒ ซึ่งอุบัติขึ้นโดยไม่มีใครคาดหมาย สงครามที่พรากความรักของมัทนาและศันต์จากกัน…หนึ่งหัวใจ และหนึ่งหน้าที่ที่มีต่อชาติบ้านเมือง…หากชีวิตนี้ ศันต์พร้อมจะพลีเพื่อเธอคนเดียว … นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้คูณได้ อ่านออนไลน์

สมัครบัตร Citi Ready Credit

ทุกยอดการสมัครจะมีส่วนแบ่งกลับมาสนับสนุนเว็บไซต์อ่านเอาของพวกเรา 🙂

…………………………………………

-9-

 

มัทนาเข้าใจผิดที่คิดว่ามารดาของเธอจะเลิกรา คุณสุนทรีย์เพียงแต่รอจังหวะ ให้ลูกสาวออกไปทำงานที่เสนารักษ์แล้ว จึงหอบข้าวของเข้ามา “กราบเยี่ยมท่าน”

“ลมอะไรพัดมาถึงนี่ได้” เจ้าจอมสายหยุดปรายตามองเหมือนจะค้อน “ร้อยวันพันปีไม่เห็นหล่อนคิดจะมาหาฉัน”

“สวัสดีเจ้าค่ะ” ผู้มาเยือนถอดหมวกก่อนจะยอบตัวไหว้อย่างนอบน้อม

“ตอนบ่ายอย่างนี้ ต้องบอกว่าทิวาสวัสดิ์ซี” เจ้าจอมหัวเราะแล้วเดินนำไปที่โต๊ะริมหน้าต่าง “มาได้เวลาน้ำชาพอดี ฉันจะได้มีคนกินเป็นเพื่อน ตั้งแต่มัทนากับวดีไปทำงานอาสา บ้านก็เงียบเหงาเหลือเกิน แล้วนั่นหอบหิ้วอะไรมาตั้งหลายถุง”

“แป้ง น้ำตาลทรายขาว กับสบู่หอมเจ้าค่ะ” สุนทรีย์ยิ้มอย่างภาคภูมิ “พอได้มาก็นึกถึงท่าน”

“แล้วที่บ้านหล่อนมีใช้อยู่รึ ขนมาให้ฉันเสียมากมาย” ท่านถามแล้วหันไปบอกต้นห้องที่ยกถาดขนมเข้ามาว่า “แป้น รินน้ำชาให้สุนทรีย์ด้วย”

คุณแม่บ้านรินชาใส่ถ้วยกระเบื้องลายกุหลาบมาวางให้ ระหว่างที่มารดาของมัทนาเล่าเจื้อยแจ้วว่า

“พ่อย้ง…เอ้อ ยงยศ ลูกชายคนโตของเสี่ยเขาทำการค้ามีเพื่อนฝูงมาก หากที่นี่ขาดเหลืออะไรท่านให้มัทนาบอกไปได้นะเจ้าคะ หยูกยา น้ำมันก๊าดเขาก็หาได้ ยงยศยังเป็นโสด พ่อเขาก็อยากได้สะใภ้ดีๆ จะได้มาช่วยกันค้าขาย เขาว่าสงครามเลิกเมื่อไร จะตั้งห้างแบบฝรั่ง”

“อ้อ…” เจ้าจอมใช้ช้อนเงินตักน้ำตาลแดงเติมลงในถ้วยชาแล้วคนช้าๆ “แสดงว่าอยู่ที่บ้านนั้นมีความสุขดีใช่ไหม แล้วน้อมเป็นอย่างไร ได้ข่าวว่าวิ่งหนีระเบิดล้มลุกคลุกคลานกันเมื่อวันก่อน”

“หายดีแล้วเจ้าค่ะ” คุณสุนทรีย์จำต้องเปลี่ยนเรื่องตามเจ้าของบ้าน “พักนี้ระเบิดเริ่มจะลงถี่ เสี่ยเขาก็คุยถึงเรื่องอพยพ”

“ฉันเป็นห่วงบ้าน” คุณจอมถอนใจ “แต่ถ้าจำเป็น ก็คงต้องไป”

“ท่านจะไปด้วยกันไหมเจ้าคะ เสี่ยมีญาติอยู่ทางเมืองชล คุณจอมสดับก็ปลูกบ้านทับสุขอยู่ที่นั่น ท่านจะได้ไม่เงียบเหงา”

“ฉันว่าจะไปทางหัวหิน…มีบ้านตากอากาศของเจ้าคุณพ่ออยู่แล้ว แต่ถ้ายังไม่จำเป็น ก็ขออยู่ในพระนครไปก่อน ลำพังฉันไม่กลัวตายเท่าไรหรอก ห่วงก็แต่พี่น้อง กับเด็กๆ ที่เลี้ยงไว้นี่แหละ ตอนนี้ ก็ทำหลุมหลบภัยเล็กๆ ไว้หลังบ้าน ตรงที่มีศาลากับพระพุทธรูปนั่นอย่างไร”

“ถ้าจะย้ายไปไหน ก็เรียกใช้อิฉันนะเจ้าคะ พ่อยศเขาหารถมาช่วยขนของได้”

“ขอบใจ” คุณจอมบอกแล้วหันไปหาต้นห้อง “แป้น วานไปหยิบถุงเสื้อมาให้ที”

“เจ้าค่ะ” ต้นห้องหายไปครู่ใหญ่ก็กลับมาพร้อมกับถุงกระดาษใบหนึ่ง

“ฝากเสื้อไปให้น้อมซ่อมหน่อยนะ ไม่ต้องรีบ เมื่อไรก็ได้ ผ้าหายากเหลือใจ จะทิ้งก็เสียดายเพราะลูกไม้ยังสวย” แล้วบทสนทนาก็เปลี่ยนไปเป็นเรื่องเครื่องแต่งตัว คุณสุนทรีย์ไม่มีโอกาสเอ่ยถึงยงยศอีก แต่ก็ถือเสียว่าได้มาเกริ่นเรื่องของเขาให้คุณจอมรู้จักไว้ชั้นหนึ่งแล้ว พร้อมของกำนัลที่ท่านน่าจะพอใจ ไม่ได้เสียเที่ยวเปล่าๆ ตอนที่กลับออกมาจากเรือนใหญ่ สุนทรีย์จึงอารมณ์ดีอยู่ไม่น้อย

“แม่สุน” เสียงร้องเรียกตามหลังทำให้ร่างท้วมชะงักและหันไปหา

“มีอะไรหรือคะ พี่แป้น”

“มาคุยกันตรงนี้ก่อน” ต้นห้องคว้ามือสุนทรีย์ดึงไปนั่งที่ม้าหินใต้ร่มไม้  “หล่อนพอจะรู้จักร้านเพชรที่ไหนบ้างไหม”

“ก็…คุ้นเคยอยู่สองสามร้านค่ะ คนที่ไปขายตามบ้านก็มี” ฐานะที่ดีขึ้นทำให้เธอเริ่มสะสมเครื่องประดับ และมีเจ้าประจำที่สนิทสนมกันอยู่ “พี่อยากได้อะไรหรือคะ ฉันจะพาไปซื้อ หรือเรียกคนขายมาหาที่นี่ก็ได้ ตอนนี้พวกของแต่งตัวมีให้เลือกมากเพราะคนร้อนเงินเอาออกมาขาย แต่ที่หาเช่ากันคือพระเครื่อง ตะกรุด ของขลังป้องกันภัย ไว้หนีลูกระเบิด”

“ฉัน…จะฝากของขาย” แป้นค่อยๆ แกะเชือกไหมที่ผูกถุงกำมะหยี่สีน้ำเงินในมือ แล้วหยิบสิ่งที่อยู่ข้างในออกมา…

เข็มกลัดไข่มุกพวงองุ่นเกาะเกี่ยวอยู่กับกิ่งเครือเถาละเอียดปราณีต ใบหยักพลิ้วประดับเพชรเม็ดจิ๋วล้อแสงแดดแพรวพราว…

“งามจริง” คุณสุนทรีย์อุทาน “สีอ่อนอย่างนี้ทองนอกใช่ไหมคะ ทำไมพี่จะขายเสียเล่า”

“ไม่ใช่ของพี่หรอก…” แป้นตอบไม่เต็มเสียงนัก

“แล้วของใครล่ะคะ” อีกฝ่ายหยิบเข็มกลัดมาพิศดูอย่างพึงใจ

“ของ…คุณจอม…”

“จริงหรือ!”

ต้นห้องพยักหน้า “ท่านซื้อไว้เอง สำหรับตรึงแพรสะพายสมัยก่อน ไม่ใช่ของเจ้าของนาย ชิ้นไม่ใหญ่จนถึงกับจะขายยาก”

“แต่ว่า…ท่าน…” คุณสุนทรีย์กระซิบถาม “เงินทองขาดมือหรืออย่างไรกัน อิฉันไม่คิดเลย…”

“ก็…ทำนองนั้น” ในที่สุดแป้นก็ตัดสินใจบอกตามตรง “ยุคข้าวยากหมากแพง ค่าเช่าค่าออนก็ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วยอย่างแต่ก่อน บางคนไม่จ่ายท่านก็ไม่ทวงเขา บอกว่าสงสารเพื่อนร่วมทุกข์ นี่ถ้าอพยพ ก็จะต้องใช้เงินสดอีกมาก ท่านลองดูชิ้นหนึ่งก่อน แล้วคงจะมีมาอีก”

“จะไขว้เขวไว้ไหมคะ น่าเสียดาย” ถ้าหากว่าจำนำ ก็ยังมีโอกาสไถ่คืนได้

“ท่านบอกไว้เลยว่าไม่ไขว้ ตัดใจขายเลยดีกว่า ไม่ต้องเสียดอกเบี้ยแล้วพะวงเรื่องไถ่คืน ของนอกกาย สมบัติผลัดกันชม ท่านว่าอย่างนั้น แต่แม่สุนช่วยดูให้ราคาดีหน่อยก็แล้วกัน และอย่าเอ่ยถึงท่าน บอกคนซื้อว่ามาจากไหนก็ได้ ท่านไม่อยากให้ผู้คนมาพิโธ่พิถังว่าตกต่ำต้องขายของเก่ากิน”

“ใครจะไปว่าอย่างนั้น…” คนฟังส่ายหน้า “ยามสงคราม ทุกคนก็ต้องเข้าใจ”

“ไม่แน่ ปากหอยปากปูมันมีมาก” ป้าแป้นเข่นเขี้ยว “แม้แต่ญาติๆ ของท่านบางคนก็…เฮ้อ…พูดไปก็คงจะไม่ดี ยังไงพี่ขอฝากแม่สุนด้วยเถิดนะ คนอื่นพี่ไม่ไว้ใจ จะไปเที่ยวขายเอง พี่ก็ไม่รู้จักใครที่ไหน ขายเพชรขายพลอยกับเขาก็ไม่เป็น”

“ท่านเลี้ยงมัทนามาอย่างดีตั้งหลายปี รับรองได้ว่าฉันไม่เนรคุณ” ที่จริง เธอตั้งใจจะรับซื้อไว้เอง แต่ไม่กล้าพูดออกไปเพราะไม่ทราบว่าอีกฝ่ายจะคิดอย่างไร จึงบอกเพียงว่า “พี่วางใจเถอะ ฉันจะไปหาร้านตีราคา ไม่ให้ท่านเสียเปรียบได้”

“ขอบใจนะ แม่สุน”

ต้นห้องส่งสุนทรีย์กลับแล้วก็ขึ้นไปเรียนคุณจอมว่า “เรียบร้อยเจ้าค่ะ ฝากแม่สุนไปแล้ว”

คุณจอมพยักหน้า ไม่ได้แสดงอาการว่าเศร้าเสียใจแต่คนสนิทก็รู้สึกได้ว่าท่านเงียบไป จึงพยายามชวนคุย “แม่สุนเขาดูสมบูรณ์พูนสุขนะเจ้าคะ แล้วยังมีของหายากมากำนัลท่าน ขอประทานโทษ ได้ยินเขาพูดถึงลูกเลี้ยงก็อดฟังไม่ได้เจ้าค่ะ ท่าทางเหมือนเลียบๆ เคียงๆ เหมือนจะสนใจมัทนานะเจ้าคะ”

“ในเมื่อเขายังไม่ได้พูดตรงๆ ฉันก็จะไม่รับรู้ แต่ถ้ามาทาบทาม ฉันจะให้มัทนาตัดสินใจเอง”

เย็นวันนั้น เมื่อมัทนากลับมาท่านก็เล่าเพียงว่ามารดาของเธอมาเยี่ยมและมีของฝากมาให้ โดยไม่ได้เอ่ยถึงยงยศ และมัทนาก็แทบจะลืมเขาไปแล้ว จนกระทั่งสัปดาห์ต่อมา เมื่อเธอไปที่บ้านยายอีกครั้ง เพื่อรับเสื้อของคุณจอม

ภาพยายนั่งตัดผ้าในห้องชั้นล่างของบ้านไม้หลังเล็กทำให้อบอุ่นใจได้ทุกครั้งที่มาเยือน…

“เรียบร้อยแล้ว น้อมเป็นคนทำ” ยายพับเสื้อใส่ถุง “เสื้อท่านสวยมาก คงเสียดายถึงได้ส่งมาซ่อม ลูกไม้ฝรั่งเศสกับงานปักมือ หาที่ไหนไม่ได้แล้ว ตอนนี้มีแต่ผ้าพื้นเมืองทอกันเองก็ยังแพงจับใจ”

“บ่นอะไรกัน” คุณสุนทรีย์เดินเข้ามาร่วมวง

“เรื่องผ้าแพงจ้ะ แม่” มัทนาตอบ

“ไม่เฉพาะแต่ผ้าหรอก กับข้าวของกินก็จรดไม่ลงทั้งนั้น แป้งกับน้ำตาลนี่ก็ได้มาจากอาย้ง ถึงได้มีมาให้แม่ไว้ทำขนมเกลียวขาย ลำพังฉันจะหาจากไหนได้”

 

ซื้อหนังสือที่ www.naiin.com ไม่ว่าเล่มใดก็ตาม

ทุกยอดการสั่งซื้อจะมีส่วนแบ่งกลับมาเพื่อสนับสนุนเว็บไซต์อ่านเอา

ชุมชนแห่งการอ่านของพวกเรา : )

ในช่วงเวลานั้น แม้แต่ขนมกรุบกรอบง่ายๆ อย่างขนมเกลียวที่มีส่วนผสมเพียงกะทิ น้ำตาล แป้งและเกลือ นวดแล้วปั้นเป็นเส้น บิดเกลียวทอดน้ำมันก่อนจะเคลือบน้ำตาลอีกที ก็ยังถือเป็นของพิเศษ ยายทำเมื่อไรก็มักจะขายดี พอสุนทรีย์พูดถึงคนที่หาน้ำตาลมาให้ ยายจึงซักอย่างสนใจ

“ใครกัน อาย้ง”

“ยงยศ ลูกชายคนโตของเสี่ยไงล่ะคะ ลืมเสียแล้วหรือ” สุนทรีย์หัวเราะ “สองวันก่อน ฉันก็เพิ่งพูดว่าอยากได้ไว้เป็นลูกเขย”

“แม่!” มัทนาอุทาน

“พูดอะไรน่าเกลียด” ยายวางกรรไกรตัดผ้าลง “ลูกเราเป็นสาวเป็นนาง”

“ไม่เห็นน่าเกลียดตรงไหน” สุนทรีย์ไหวไหล่ “ทางเขาบอกมาแล้วว่าพอใจมัทนา อยากจะคุยกันมากกว่านี้ คือคบหาดูใจนั่นแหละ แต่ฉันตอบว่าไม่ได้ มัทนาอยู่กับคุณจอม จะให้ออกมาเที่ยวกินข้าวกับผู้ชายได้ยังไง ถ้าอยากเจอกัน ก็ต้องเป็นตอนมัทนาไปหาฉัน หรือจะให้ยงยศมาที่บ้านยายนี่”

“ไม่ไหวอยู่ดี” ยายโบกมือ “อย่ามาเอาบ้านฉันไปเป็นที่นัดพบ เขาจะว่าฉันตื่นสมบัติไปด้วย”

“แล้วสมบัติไม่น่าตื่นหรือ แม่” คุณสุนทรีย์เถียง “อาย้งก็ใช่ว่ารูปชั่วตัวดำ นิสัยดีทำมาหากิน เอาแต่ใจไปหน่อย ก็เพราะเป็นลูกชายคนโต โชคดีแค่ไหนที่เขาชอบมัทนาตั้งแต่แรกเห็น”

“มีเมียกี่คนแล้วล่ะ” ยายค้อน

“สำคัญอะไร เราเป็นเมียแต่งสะใภ้ใหญ่เชียวนะ ทีนี้ละ นังหมวยเล็ก กับอีเมียน้อยก็หมดเสียง”

มัทนากัดริมฝีปากที่สั่นระริก มารดาพูดเจื้อยแจ้วโดยไม่สนใจเลยว่าเธอกำลังจะร้องไห้ออกมาด้วยความคับแค้น แม่เห็นเธอเป็นวัตถุสิ่งของหรืออย่างไร คิดจะยกให้ใครเพื่อประโยชน์ของตัวก็ทำได้ โดยไม่ให้เวลาแม้แต่จะศึกษานิสัยใจคอ และไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขามีภรรยาแอบซ่อนไว้หรือยัง

“คนโบราณเขาแต่งแล้วก็รักกันไปเองทั้งนั้น” คุณสุนทรีย์พูดเหมือนรู้ว่าลูกสาวคิดอย่างไร

“นาไม่แต่ง” มัทนาผุดลุกขึ้น “ยายช่วยนาด้วย!”

“ค่อยๆ พูดกัน” คุณสุนทรีย์ยึดข้อมือลูกสาวไว้ “หมั้นไว้ก่อนก็ได้ ยังไงวันหนึ่งนาต้องมีคู่ แม่ไม่เห็นใครจะดีไปกว่าอาย้ง หมดสมัยเจ้าขุนมูลนายแล้ว เสร็จสงครามย้งตั้งห้างแล้วจะต้องรวยมากกว่านี้ ตอนนั้นเราสิจะเอื้อมไม่ถึง แค่ที่เป็นอยู่ แม่สื่อก็เข้ามาหาไม่เว้นแต่ละวัน หน้าตาหรือก็หล่อเหลา แม่รักนา ถึงอยากให้นาได้ดี แต่งเข้าบ้านจะได้มาอยู่ใกล้ๆ กันด้วย” มารดาหว่านล้อม “อย่างน้อย ก็ลองคุยกับเขาดูก่อน อย่าเพิ่งตัดรอนจะเสียโอกาสของตัวเอง”

“แต่แม่ยกนาให้คุณจอมแล้ว” หญิงสาวหาทางเถียงจนได้

“คุณจอมก็ต้องเห็นดี” มารดายืนยัน “ท่านไม่ได้บอกนาหรือ ว่าอาย้งเคยฝากของไปกำนัล”

“ใครจะว่ายังไง ฉันคนหนึ่งละ จะไม่สนับสนุน ปลูกเรือนต้องตามใจผู้อยู่ อย่ามานัดให้พบกันในบ้านฉัน มัทนาบอกแล้วว่าไม่ยอมให้จับคู่ แม่สุนทรีย์ไม่ฟังลูกบ้าง”

“เด็กเท่านี้จะไปรู้อะไร ดูฉันสิ เลือกพี่องอาจคนแรก รักกันแทบตายแล้วเป็นยังไง ลำบากลำบนเพิ่งมาสบายก็เพราะใช้สมองมากกว่าหัวใจ”

“แม่!” มัทนาอุทาน น้ำตาแทบหยด “ทำไมพูดถึงพ่ออย่างนั้น แล้วทุกวันนี้ แม่เรียกว่าสบายจริงหรือคะ ทะเลาทั้งกับหมวยเล็ก และเมียน้อยคนใหม่ของเสี่ยจนต้องหลบมาบ้านยายบ่อยๆ ไม่ใช่หรือ”

“รักแต่พ่อ ไม่รักแม่” สุนทรีย์สวนกลับ

“หยุด” ยายยกมือห้าม “มาเจอกันแทนที่จะพูดเรื่องดีๆ มีความสุข จะทะเลาะเสียแล้ว ฉันบอกเลยว่าฉันเข้าข้างหลาน ปลูกเรือนต้องตามใจผู้อยู่ อย่าได้คิดจะนัดลูกเลี้ยงมาเจอมัทนาในบ้านฉันนะ!”

ในเมื่อคนเป็นยายปิดประตูเสียอย่างนี้ มารดาของมัทนาก็คงต้องหาทางอื่น…

***

 

สั่งซื้อ Remember Wrinks

เซรั่มบำรุงผิวที่เป็นมาสก์ได้ในหนึ่งเดียว

ทุกยอดการสั่งซื้อจะมีส่วนแบ่งกลับมาเพื่อสนับสนุนเว็บไซต์อ่านเอา

ชุมชนแห่งการอ่านของพวกเรา : )

สั่งซื้อ 1 หลอดราคา 2,090 บาท คลิกที่นี่  >>>>> https://bit.ly/2UT2G40   

สั่งซื้อเซ็ตประหยัดสุดคุ้ม 3 หลอดราคา 2,940 บาท คลิกที่นี่  >>>>> https://bit.ly/2QFzcY9

อ่านเพิ่มเติม เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์นี้ คลิกที่นี่ >>>>>>>>>>> http://anowl.co/anowlsabai/remember-wrinks/

 

Don`t copy text!