สร้อยหงส์แสง ภาคต้น บทที่ 13 : คำแม่คำมีด

สร้อยหงส์แสง ภาคต้น บทที่ 13 : คำแม่คำมีด

โดย : มาลา คำจันทร์

สร้อยหงส์แสง กับเรื่องราวการตามหาสิ่งล้ำค่าที่ไม่มีใครเคยรอดชีวิตกลับมา ผลงานจากศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ อ. มาลา คำจันทร์ ที่มอบความไว้วางใจให้ อ่านเอา ได้เป็นผู้เผยแพร่นวนิยายเรื่องล่าสุดของท่าน ในรูปแบบ นิยายออนไลน์ ที่เราอยากให้ทุกคนได้ติดตามและ อ่านออนไลน์ ไปพร้อมๆ กัน

…………………………………………………………………..

 

“เป็นอย่างไรบ้าง ตุ๊ลุง”

“อือ…อย่ากดแรง เบาหน่อยเณร เบาๆ”

ท่านนอนคว่ำกับพื้น เอาหมอนรองอก เอามือประสานกันแล้วเอียงหน้าทับมือ เจ็บปลาบแปลบเนื่องจากกล้ามเนื้ออักเสบเหมือนจะทุเลาลง ไอร้อนจากลูกประคบที่สามเณรรับใช้ประจำตัวนาบลงซึมสู่กล้ามเนื้อ มันคงฉีกเนื่องจากยกท่อนไม้หนักผิดท่าผิดทาง ไม่กี่วันข้างหน้า หวังว่ามันคงดีขึ้น

“พระคาถาชัยสังคหะยังสวดท่องอยู่หรือไม่ เชิงลิงลมยังหมั่นฝึกหมั่นฝนหรือไม่ ตุ๊ลุงร้อนใจ กลัวว่าจะอยู่ดูแลเณรได้ไม่นาน วิชาชัยสังคหะ พระศรีขรรค์ชัยดาบวิเศษ กลัวว่าจะกุดด้วนลงเสียแล้วที่ตุ๊ลุง”

เณรหนุ่มก้มหน้า ท่านย้ำ ท่านพร่ำ ท่านสอน ท่านเองทำหน้าที่นี้มายาวนาน นานกว่าครูของท่านเสียอีก วันเวลาที่เหลือท่านเริ่มไม่มั่นใจ ท่านอยากปลีกไปบำเพ็ญทางใจอย่างครูของท่าน แต่ตนยังไม่แก่กล้า บุญศีลบุญธรรมยังบกพร่อง หยากไย่พานใจยังเอาออกไม่ได้

คำสร้อย…

 

“ปิ่นฟ้าอุกกาบาตเอ็งเอาไปไว้ไหนคำสร้อย หมู่นี้ไม่เห็นเอ็งเหน็บไว้”

“ข้าลืม” เอามือขึ้นคลำมวยผม หลบสายตาแม่ มองแต่มีดหั่นหยวกในมือ “วางอยู่หลังหีบนั่นละแม่ ไม่ได้เอาไปทิ้งไปขว้างที่ไหน”

“ปิ่นอันนี้ พ่อเอ็งอยู่กำจำศีลบริสุทธิ์ถ้วนเจ็ดวัน ถึงลงมือสร้าง สร้างเสร็จแล้วยังขอครูปลุกเสกสำทับ ศักดิ์สิทธิ์ชำงัดนัก ป้องกันผีโหงโพรงพรายได้หมด”

“ข้าขอถามแม่สักคำ อย่าโกรธ อย่าดุด่าข้าผู้ลูก ข้าขอขมาแม่ก่อน…”

วางดาบที่ใช้หั่นหยวกกล้วยลงกับพื้น ยกมือไหว้แม่ สายตาแม่ดูอ่อนโยนลง

“…พ่อเลี้ยงนันทิ” เกริ่นนำแค่นั้น หยั่งท่าที ไม่เห็นท่าทีหงุดหงิดขุ่นเคืองของแม่ก็ค่อยเบาใจ… “เป็นใดแม่บ่รับขันหมั้นขันหมายทางพ่อเลี้ยงนันทิ”

“แม่ไม่ได้รักพ่อเลี้ยง”

“ข้าเองก็ไม่ได้รักอ้ายบุญธรรม”

“หากรู้ว่าจะมีวันนี้ วันที่แม่เป็นหม้ายลูกห้า ซ้ำมีหนี้นาติดตัว แม่จะรับขันหมายพ่อเลี้ยงนันทิ”

“แล้วพ่อล่ะ”

“ก็ไม่ได้มาเป็นพ่อของพวกเอ็งสี่ห้าพี่น้อง แต่ใจคอแม่ไม่ยิ่งใหญ่กว้างขวางพอเหมือนใจยายเอ็ง แม่ยึดเอาความรักเป็นใหญ่ พอพ่อเอ็งตายละ แม่เลยแบกหนี้หนักไหล่หนักหลัง…”

นางว่าไม่ทันจบความลูกสาวก็แทรก

“แม่ก็เลยมาบังคับขืนใจข้า ให้รับขันหมายลูกพ่อนายสันป่าตึง”

หญิงหม้ายแบกหนี้หนักเกินตัวไม่พอใจลูกสาว ว่ากล่าวประชดประชัน

“หากเอ็งเห็นแก่ความรักส่วนตัว ไม่เห็นแก่พี่ๆ น้องๆ ก็สุดแท้แต่ใจเอ็งเถิด ไม่เป็นไร คำสายยังมี โชคดีผีปัน อาจมีพ่อร้างเมียหน่าย พ่อหม้ายเมียตายมาชอบมารักคำสายสักคน สำหรับเอ็ง จะหอบผ้าหนีตามบ่าวไปแม่ก็ไม่แช่งตามหลังเลย ไปดีเถิดลูกแม่ รักผู้ใดก็ไปอยู่กับผู้นั้นเทอะ พ่อแม่พี่น้อง ปู่ย่าตายายข้างหลังไม่ต้องห่วงหา เจ็บก็อย่ามาเฝ้า ตายก็อย่ามาเผา เอาความรักเป็นใหญ่เทอะ อย่าเอาภาระหน้าที่ กตัญญูรู้คุณเป็นใหญ่ เลือดในอกกลั่นเป็นน้ำนมให้เอ็งกิน ถือเสียว่าหื้อลูกหมาลูกแมวกิน แต่แมวยังรู้จับหนู หมายังรู้เฝ้าเรือน เอ็งเป็นคนไม่รู้อะไรเลย รู้แต่จะมัวเมาในรักก็แล้วแต่เอ็ง”

“คำแม่ว่าเหมือนมีดคมกล้า” ก้มหน้าลง น้ำตาตกต้องลงดินเป็นหยดๆ “บาดใจข้านักแท้ แม่เอ๋ย”

“เอ็งยังเด็กเกินไปลูกเอ๋ย”นางทอดเสียงอ่อนลง ถอนใจยาวๆ “อายุเพียง ๑๗ ความคิดเอ็งถือเป็นเด็ดขาดยังไม่ได้ แม่เองโชคดีกว่าเอ็งที่ตายายเอ็งเป็นคนบุญไม่ฝืนใจแม่ แต่เอ็งโชคร้ายกว่าแม่ที่เกิดมาเป็นลูกอีบ้าใบ้ใจบาปคนนี้ แม่เห็นแก่ได้ เห็นแก่เงินทอง ตัณหาโลภะบังหูบังตาจนไม่เห็นแก่ความรักของลูกที่มีต่อชายผู้หนึ่ง…”

นางถอนใจอีก ยืดยาวอ้อยอิ่ง นึกแปลกใจตัวเองที่ว่ากล่าวได้ยืดยาวโดยเสียงไม่สั่น ไม่โกรธ แต่นางน้อยใจ น้อยใจในตัวลูกสาวเหลือเกิน

“…ยายเอ็งก็เคยตำหนิแม่” นางถอนใจ มองไปยังยายของลูก “เรื่องฝืนใจเอ็ง”

“ยายรักข้า”

“ใช่แล้ว ยายเอ็งใจบุญ ใจประเสริฐ ส่วนแม่เป็นคนใจบาป ใจแม่มืดดำน่าชังนักเอ็งเอ๋ย แม้แต่ลูก แม่ก็ยังไม่รัก”

“แม่…”

ลากหางเสียงแผ่วหาย น้ำตาไม่ตกแล้ว อยู่ๆ น้ำตาก็หายไปเองโดยไม่ได้ไปสั่งไปห้ามมันเลย ไม่กล่าวข้อความอะไรอีก บัวไหลเหมือนยังไม่สะใจสาแก่ใจที่ได้เหน็บแนมแกมโขกสับลูกสาว กล่าวถ้อยร้อยความยืดยาว

“ไม่เห็นแก่แม่ ไม่เห็นแก่พี่เอ็งน้องเอ็งและลูกหลานเอ็งในวันภายหน้าจะเห็นแก่คนหล่อเหลาเลางามเพียงผู้เดียวคนนั้นก็แล้วแต่ใจเอ็งเถิด แม่เอง จะก้มหน้าหลับตาฟังคำถากถางเยาะเย้ยอี่แม่เลี้ยงแสงคำต่อไป ให้มันเอาไปเล่าสุดหัวบ้านหางบ้าน แม่นอนลงให้ผัวมันเพื่อผ่อนหนี้”

“อย่าพูดอย่างนั้น มันบาดใจข้าแท้ แม่เอ๋ย”

“ฟังคำแม่นะ แม่ผู้ใจดำดั่งมินหม้อ แม่ผู้ไม่สมควรเลยที่จะเป็นแม่ของเอ็งคนงามล้ำฟ้า เอ็งเชื่อหรือว่าสิบปีซาวปีข้างหน้า ไอ้น้อยสุธนมันจะหล่อเหลาเลางามดั่งเก่า จะรักเอ็งมั่นคงดั่งเก่า หากเอ็งไปต้องโหงต้องพราย นอนซมติดฟูกตัวผอมเหลือง ไอ้น้อยสุธนนอนกับเอ็งไม่ได้ มันไม่ไปนอนกับสาวอื่นหรือ ว่ากันเฉพาะวันนี้ก็ได้ แม้ในวันนี้ไอ้น้อยสุธนก็ใช่ว่าจะรักเอ็งคนเดียว มันมีอีทองใบแม่ค้ากล้วยทอดชาวหนองมน มันมีอี่อันใดไม่รู้เป็นสาวสันป่าตึงอีกคน แต่เมื่อมันเป็นเณรน้อยหน้าใสอยู่ในผ้าเหลือง มันก็นอนสาวแล้ว คนอย่างนี้เป็นคนบ่ดี”

“เอาที่ไหนมาว่า”

“อย่าเข้าข้างมันนัก เอ็งพูดอย่างนี้เท่ากับเอ็งว่าแม่เป็นคนปั้นน้ำเป็นตัว แต่เอาเถิด รักมัน หลงมัน จนเห็นพ่อแม่เป็นหมูเป็นหมาก็แล้วแต่ใจเอ็ง ไปเลยลูกแม่ เย็นนี้ตะวันรอนอ่อนลง เอ็งข้ามทุ่งไปป่าไผ่นะเจ้าลูกรัก แม่จะหาบข้าวหาบของตามหลังเอ็งไป ถึงเรือนหลังนั้นเอ็งขึ้นไปเลยนะเจ้าคำสร้อยสาวน้อยนางนาฏ แม่ค่อยกราบบาทตีนพ่อแม่เจ้าสุธนคนงาม ให้เขาเมตตารับเอาเอ็งเป็นสะใภ้ ก้มกราบแล้วแม่ค่อยถอยหลังถดก้นลงมา…”

“แม่เอ๋ย…” หยุดมือถือดาบหั่นหยวก ชูดาบขึ้น “แต่ละคำของแม่คือดาบ ส่วนใจข้าคือหยวก มันเป็นแว่นๆ ไปหมดแล้ว แม่เอ๋ย”

“ก็แม่มันคนบ่ดี เป็นอีผีร้ายพรายแรงกินได้แม้แต่ลูกตัว เสียใจไหมเจ้านางงามเลิศฟ้า ที่เกิดมาเป็นลูกอีผีร้าย”

“พอเถอะแม่ พอแล้ว”

น้ำตาเป็นเม็ดๆ หลั่งลงถี่ๆ บัวไหลเห็นน้ำตาลูกก็ใจอ่อนลง

“เอ็งถามแม่ว่าเอาที่ไหนมาว่า แม่จะตอบเอ็งว่าคำอันนี้คนป่าไผ่เขาพูดกันนานแล้ว สุธนมันรูปหล่อ ใจกล้า เจ้าชู้ วันข้างหน้าเอ็งอาจน้ำตาเช็ดหัวเข่า อาจแหนงใจว่ารู้อย่างนี้ กูแต่งกับอ้ายบุญธรรมดีกว่า เหมือนที่แม่เองก็แหนงใจ ที่ไม่แต่งกับพ่อเลี้ยงนันทิ”

“ข้าไม่เข้าใจ ไม่รักกัน แล้วจะอยู่กินกันอย่างไร จะดูหน้ากันได้อย่างไร”

“เพราะเอ็งยังเด็ก เด็กเกินไปลูกเอ๋ย ยายเอ็งพูดไว้ดีนัก หากยึดเอาคนรักเป็นที่ตั้ง ไม่ยอมแต่งกับใคร แม่ญิงเฮาเป็นสาวเฒ่าไปครึ่งเมือง หากยึดเอาคนรักเป็นที่ตั้ง ไม่ได้แต่งกับคนรักแล้วฆ่าตัวตาย แม่ญิงเฮาฆ่าตัวตายไปแล้วครึ่งเมือง การแต่งงานกับคนรักเป็นการเริ่มต้นที่ดี แต่อาจส่งผลร้ายภายหลังเหมือนแม่ การแต่งงานกับคนที่ไม่รักอาจเริ่มต้นไม่ดี แต่ส่งผลดีภายหลังเหมือนยายเอ็ง”

“แม่ว่าหลายหน ยายไม่ได้รักตาหรือ”

“รัก แต่รักตอนหลัง เมื่อมีลูกแล้ว”

“แล้วก่อนนั้น… ยายรักใคร”

“โน่น… อยู่ในวัด”

 

“หมู่นี้เอ็งเร่งแรงใส่ไร่ใส่สวน จะไปทางใดอีกหรือ ไอ้น้อย”

“ข้าจะไปดอยดำ เข้าถ้ำหงส์แสง” ตอบคำพ่อแล้วมองไปทางใต้ถุนที่แม่กับน้องสาวยังทอผ้ากันอยู่ “เดือน ๖ แรมแก่แล้วพ่อ เหลืออีกไม่ถึงเดือนก็ถึงปีใหม่ หลังปีใหม่อ้ายบุญธรรมจะเอาพ่อแม่มันไปทาบทามคำสร้อย ข้าต้องรีบไปรีบมาก่อนถึงปีใหม่”

“การหนักการหนา ยิ่งกว่าเจ้ากุมารจะออกไปปราบยักษ์” ผู้พ่อวางจอกเหล้าลง บิมะขามสักข้อมือใส่ปากเคี้ยวดับขื่น กลืนแล้วจึงพูด “แน่ใจแล้วหรือว่าเอ็งจะออกจากถ้ำได้”

“พ่อหนานทามีแต่วิชาลิงลมยังออกมาได้ ข้าเอง ไม่ได้คุยนะพ่อ ข้าได้มาหมดแล้ว ตำราวิชาเสือโคร่ง ข้าร่ำเรียนเพียรรู้จนเกือบจบแจ้ง สร้อยหงส์แสงหากมีจริง ข้าต้องได้ออกมา”

“หากไม่มีจริง”

“ข้าก็ไม่ได้คำสร้อยเป็นเมีย”

“เอ็งฟังพ่อว่านะ ไอ้น้อย…” ผู้พ่อว่ากล่าวเต็มถ้อยเต็มคำ น้ำถ้อยน้ำคำมีน้ำหนักเยี่ยงคนผ่านโลกมามาก “เอ็งกล้า เอ็งหาญ พ่อรู้ วิชาปัญญาเอ็งบัดนี้ พ่อก็เชื่อว่าเอ็งมีพอตัว แต่สาวผู้นั้นมีค่าควรแก่เอ็งเอาชีวิตไปเสี่ยงหรือ เอ็งยังหนุ่มยังน้อย อายุเพิ่งซาวเท่านั้น สืบไปวันหน้า เอ็งยังจะพบสาวดีสาวงามอีกมากมายหนำหนา อย่าเอาวันนี้เป็นที่ตั้ง วันภายหน้าอาจไม่เหมือนวันนี้ ยับยั้งชั่งใจดีๆ ก่อน ไอ้น้อยลูกพ่อ”

ลูกชายไม่เถียง ไม่เอ่ยปากโต้แย้ง มีท่าทีรับฟัง บุญมีพูดต่อ

“ถ้ำหงส์แสงมี แต่สร้อยหงส์แสงจะมีหรือไม่เป็นเพียงคำเล่าลือ เอ็งไป อาจออกมาได้ แต่จะได้สร้อยหงส์แสงหรือไม่ ยังครึ่งต่อครึ่ง หนานทาไป หนานทาออกมาได้ แต่นอนเรือนไม่กี่คืนก็ตาย เอ็งอาจไม่ตาย แต่อาจป่วยใหญ่ไข้ยาวนอนซมผอมเหลือง ส่วนสาวผู้นั้นก็ไปเป็นเมียคนอื่น แล้วใครล่ะที่เป็นทุกข์ เฟื้อฟั้นคั้นเยี่ยวคั้นขี้เอ็ง ไม่ใช่แม่เอ็งหรือ”

ลูกชายรับฟัง หูมันฟัง แต่ใจเหมือนจะไม่ฟัง

 

หยวกกล้วยที่หั่นเป็นแว่นบางๆ กองอยู่บนกระสอบเก่าๆ หยวกกล้วยได้ลมก็คล้ำดำหมอง คนเราออกจากท้องแม่อาจขาวสะอาด ยิ่งอยู่นานก็ยิ่งแปดเปื้อน ไม่มีหยวกแว่นใดคงความขาวกระทั่งลงรางข้าวหมู คนเราเองเล่า มีผู้ใดใสสะอาดกระทั่งวันตาย

“หมูตัวนี้ แม่หมายใจไว้ว่าจะฆ่าเลี้ยงแขกวันที่เอ็งแต่งงาน” นางบัวไหลหันมาทางลูกสาว “คงอีกไม่นาน”

“แม่…”

“อย่าร้องไห้ พูดจากันดีๆ”

“ข้าไม่ร้องไห้ อาจยังไม่ถึงเวลาร้อง” เงยหน้าขึ้น เชิดหน้าขึ้นสูงจนมองเห็นจมูกเป็นมุมแหลม “ข้าจะพูดดีๆ กับแม่ แต่ก็ขอแม่ฟังข้าดีๆ สักครั้ง ค่าข้าวม่ามน้ำนม แม่หวังแค่เอามาใช้หนี้นาใช่หรือไม่”

“ใช่แล้ว นอกจากปลดหนี้ แม่ไม่คิดหวังสิ่งใด”

“ไม่ใช่อยากได้สายใส่แขน ได้แหวนใส่ก้อย ได้สร้อยใส่คอหรือ”

“เอ็งเอาที่ไหนมาว่า”

“อี่จั๋นตาเสี่ยวข้า มันว่าคนลือในกาด แม่ดันหลังข้าขึ้นเรือนเศรษฐีใหญ่ได้ แม่ก็จะได้สร้อยได้แสงแต่งเต็มตัว แข่งกับแม่เลี้ยงแสงคำ”

“คงลมปากอี่แม่เลี้ยงคนนั้นอีกแล้ว แม่อยากปลดหนี้นา เพราะคนลือว่าแม่นอนลงให้พ่อเลี้ยงนันทิผัวมัน”

“หากพี่น้อยสุธนเอาเงินคำก่ำแก้วมาขอข้า แม่จะยกข้าให้พี่น้อยหรือไม่”

“มันจะไปเอามาจากไหน มากมายขนาดนั้น”

“พี่น้อยบอกต่อข้า พี่น้อยจะเข้าถ้ำหงส์แสง”

“มันจะไปตาย”

“ไม่ดีหรือแม่ พี่น้อยตายก็หมดเสี้ยนหมดหนามตำมือแม่”

“เอ็งเอ๋ย อย่ามากล่าวร้ายประชดประชันแม่ถึงขนาดนั้น ใจแม่ก็ใจคน ไม่ใช่ใจยักษ์ใจมารที่ไหน ไอ้น้อยสุธนแม่ไม่ชอบมัน แต่ไม่เคยแช่งให้มันตาย หากไปถ้ำหงส์แสง มันอาจตาย เหมือนพ่อเอ็ง”

“ข้าขอถามเป็นคำเด็ดขาด หากพี่น้อยเอาสร้อยเอาแสงมาขอข้า แม่จะยกข้าให้พี่น้อยหรือไม่”

“ให้”

“ข้าจะถือเอาคำนี้เป็นสัจจะสาบานของแม่ พี่น้อยมาขอ แม่รับคำขอ แต่หากพี่น้อยไม่มา ข้าจะไปเป็นเมียลูกเศรษฐี อันนี้เป็นสัจจะสาบานของข้า ผิดคำนี้ไป ไฟดับให้ชีวิตข้าดับ”

 

ฉำฉาร่วงใบลงเกือบหมดต้น ท้องฟ้าเริ่มหม่น แผ่นดินเริ่มหมอง สายน้ำยังล่องไหล วันคืนยังล่องล่วง ร่องรอยความร้อนแล้งปรากฏชัดมากขึ้น หมอกหนาวเหมยหนาลาห่าง สายๆ ฟ้าเริ่มขุ่น บางวันหมอกแดดไอดินก็บดบังเทือกเขาดอยดำจนมองไม่เห็น บางทีก็โผล่ออกมาบ้างหลังตะวันลับดอย แต่ก็โผล่ให้เห็นสั้นๆ นิดเดียว พอแสงสุดท้ายหายลับ ดอยดำก็ลับตา

ดอยดำตั้งตระหง่านผ่านคืนผ่านวัน ข้ามห้วงแห่งเวลายาวนานมากี่หมื่นกี่แสนปีไม่มีใครรู้ เป็นดอยดงหงหลวงลับลี้ห่างไกล เป็นที่แปลกเปลี่ยวหนาวเย็นชวนสะท้านหย้านกลัวแก่คนตำบลสันป่าตึง อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ในยุคนั้น เรื่องราวลึกลับขับขานผ่านหมอกหม่นฝนเย็น ข้ามผ่านม่านฟ้าเมฆฝ้าฝอยฝน เรื่องราวกล่าวถึงมหาราชเจ้าพระองค์หนึ่งทรงบุญใหญ่นัก ท่านเองถือดาบนำหน้าขับไล่ข้าศึก ปางนั้นร้อยบ้านล้านนาแตกเป็นเสี่ยง เดือดร้อนกันไปทุกหย่อมหญ้า ด้วยว่าหาเจ้าหาจอมตนทรงอำนาจอาชญาเด็ดขาดไม่ได้ บ้านใต้รบบ้านเหนือ บ้านเหนือรบบ้านใต้แย่งกันเป็นใหญ่ มหาราชเจ้าพระองค์นั้นค่อยสร้างสมบ่มเพาะพระบารมี ค่อยผายค่อยแผ่พระราชอาชญาออกไปกว้างขวาง บ้านใดเมืองใดไม่ยอมอ่อนน้อมก็ยกทัพไปรบ บ้านใดเมืองใดยอมรับอำนาจของพระองค์ก็แต่งเครื่องบรรณาการมาถวาย ครั้งนั้นยังมีเมืองอันหนึ่งเป็นเมืองอันน้อย แต่งสร้อยหงส์แสงแพงค่ามาถวาย ทว่ามาถึงแค่เพียงเมืองพร้าว ผีเฝ้าถ้ำกลับยื่นมือยาวออกไปคว้า สร้อยหงส์แสงยังอยู่ในถ้ำกระทั่งบัดนี้

เรื่องราวเล่าขาน ผ่านวันเวลามาร่วมสองร้อยปีแล้ว เล่ามากหลากกระแส คล้ายกันบ้าง แตกต่างกันบ้าง บ้างเชื่อ บ้างไม่เชื่อ บ้างยึดถือจริงจัง บ้างเพียงรับฟังเหมือนฟังตำนานการตีกลองหลวงกลองบูชาว่าเพื่อป้องกันยักษ์พันตาฟื้นตื่นมากินคน ถ้ำหงส์แสงมีอยู่จริงแน่นอน แต่สร้อยหงส์แสงจะมีจริงหรือไม่ ยังเป็นความลับ

“เณรจารธรรมไปถึงไหนแล้ว”

“เกือบจบผูกแล้ว ถึงตอนที่เจ้าชัยสังคหะไปพบนางผีบ้าตาขวาง”

“เพิ่งไปครึ่งเรื่องเอง ยังมีหน้ามาว่าเกือบจบ” ท่านดุ “พูดอะไรพูดให้ชัดเจน อย่ากำกวมซ่อนเงื่อน จะปากบ่ญำ คำบ่พิษ วิชาปัญญาจะเสื่อม เพราะไม่ประกอบด้วยสัมมาวาจา”

โดนดุตรงๆ โดนด่าแรงๆ ว่าพูดเลี่ยงความจริงก็อดสูละอายนัก ไม่มีปากจะเถียง ได้แต่แก้ตัวอ้อมแอ้มว่าปวดมือ

ผู้ชรา ผู้โอบอุ้มตนมา ผู้ฝากความหวังทั้งหมดไว้ที่ตนถอนใจยาวๆ

“เณรดูมือตุ๊ลุง”

ท่านยื่นนิ้วชี้ซ้ายให้ดู ข้างนิ้วด้านหัวแม่มือเป็นร่องยังมองเห็น ร่องนี้เกิดจากด้ามเหล็กจารที่พาดทับ เวลาจารลาน มือที่ถนัดจะจับเหล็กจาร มือที่ไม่ถนัดจะเป็นฐานรับเหล็กจาร จารอยู่แทบทุกวัน ยี่สิบสามสิบปีเป็นอย่างต่ำ มันจึงสึกเป็นร่อง

“คนแต่ก่อนทรงจำพระธรรมคำสอนได้มากเพราะจารลานมาก ไม่จาร ไม่จด มันไม่จำ ต้องจาร ต้องจดมันถึงจะจำ อย่าเอาใจไปสอดส่องมองหาสาว เอาใจมาส่องธรรมดีกว่า อันนี้มันหน้าที่เรา หากเราไม่ทะลุเข้าถึงน้ำธรรมคำสอนพระพุทธเจ้า เราก็สอนชาวบ้านบ่ได้ ถึงสอนไปเราเองก็หลุดๆ ไหลๆ เพราะเราไม่มั่นใจในคำที่พูด มันจะเหมือนคนตาบอดบอกทางแก่คนตาบอด แทนที่เขาจะพบทาง กลับจะกลายเป็นบอกให้เขาหลงทาง จะพากันตกนรกไปทั้งหมดทั้งมวล เณรยังไม่รู้เรื่องหรือ บ่าวป่าไผ่กับบ่าวสันป่าตึงจะตีหัวกันบนเรือนสาว น้ำหน้าอย่างเณรจะเอาอะไรไปแข่งไปแย่งกับเขา ถอนใจออกมาเสีย หรือไม่ก็สึกออกไปเลย”

ท่านลุกหนี ยังเดินเขยกๆ อยู่บ้างเพราะยังปลาบแปลบที่กล้ามเนื้ออักเสบ เณรหนุ่มก้มหน้าคาที่ ไม่กล้าเงยหน้า ไม่กล้าขยับ ไม่กล้าลุก อดีตสามเณรอุ่นเฮือน ปัจจุบันคือหลวงลุงอุ่นเฮือนหันหลังให้ไม่เหลียวกลับมาเลย

“มาทางนี้ อุ่นเฮือน”

เหมือนมีเสียงเรียก เรียกหาคุ้นเคย น้ำเสียงอ่อนโยนเปี่ยมความเมตตารักใคร่ คำเรียกหาว่าอุ่นเฮือนคำนี้ไม่มีใครกล้าเรียก นอกจากครูตน

Don`t copy text!